Castle-G

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Zac's Diary [1-2]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2561 21:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Zac's Diary [1-2]
แบบอักษร

Special Zac Style

ตอน ไดอารี่ของแซค

(อ่านออกเสียงแบบโดเรม่อน)

**บอกไว้ก่อนว่าตอนนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องหลัก

เพราะอยู่ๆ จีก็อยากเขียนขึ้นมาเท่านั้น 55555+**

Zac's Talk

เคยมีความรู้สึกอึดอัดอยากจะบ่นอะไรบางอย่างแต่ไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนก่อนป้ะ สุดท้ายก็ทำได้แค่บอกว่า 'อยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ...'

เปล๊าาา ไม่ได้เฮิร์ตอะไร คือเพลงของพลอยชมพูก็เพราะดี แต่เสียดายนะ ถ้าพระเอกเอ็มวีหล่อได้ครึ่งกูหน่อยป่านนี้เพลงดังกว่าปัจจุบันแน่นอน ชื่ออะไรนะ? ต่อใช่มะ ช่างมันเถอะจะชื่อต่อหรือแตนก็หล่อสู้กูไม่ได้เลย เอาเป็นว่าพักเรื่องนั้นไว้ก่อนเพราะตอนนี้ผมมีเรื่องเครียดกว่านั้น

“แซค ตอนเย็นไปรับน้องหน่อยนะ” เสียงของแม่บังเกิดเกล้าดังขึ้นในขณะที่ผมกำลังนั่งดูรายการวาไรตี้โชว์ของต่างประเทศอย่างเพลิดเพลินอยู่

“น้องไหนอะนี่ผมลูกคนเดียวนะ หรือว่า..แม่แอบไปมีลูกลับๆ มา?! เฮ้ยทำไมแม่ทำงี้อะ”

นั่นแหละครับ จบประโยคนั้นตะหลิวในมือของคุณนายก็สั่นเทิ้มเตรียมลอยมาอยู่บนหน้ากูแทบจะทันทีถ้าไม่ติดว่ายังมีสติอยู่อะนะ

“ทะลึ่งละ ที่พูดให้ฟังเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่เข้าหูบ้างไหม ฮึ!”

อาทิตย์ก่อน? พูดอะไร? ตอนไหน? นี่ผมงงหรือแม่เองที่งงวะ

“ยัง..ยังจะมาทำหน้างงอีก” คุณนายแม่ถอนหายใจใส่ผมก่อนจะเดินเข้ามาสับมะเหงกลูกใหญ่ลงบนหัวของผม “ก็ลูกสาวของเพื่อนแม่ เขามาเรียนมอเดียวกับเรานั่นแหละ เลยฝากดูแล”

อ๋อออ เหมือนจะจำได้ลางๆ ว่าแม่พูดตอนกินข้าว แต่ตอนนี้ผมไม่ได้สนใจอะไรมากสักเท่าไหร่

“เย็นนี้?”

“ก็ใช่สิ” แม่ขมวดคิ้วพร้อมกับตอบคำถามผมอีกครั้ง

“แม่ แต่เย็นนี้ผมมีนัดกับพวกไอ้ดิวนะ” เมื่อเช้าเพื่อนกลุ่มนั้นโทรหามาชวนผมไปติวหนังสือกันที่ร้านขยันเหล้า..แหนะ ยอมรับก็ได้ว่าไม่ได้ไปติวหนังสือ

“แล้ว..?”

“ไม่ไปได้ป้ะ”

“ไม่ได้” โอเค..ถ้าแม่ยื่นคำขาดแบบนี้ก็แสดงว่ากูคงปฏิเสธอะไรไม่ได้แล้วหละ “เราต้องไปรับน้องแล้วก็พามาทานข้าวเย็นที่นี่ก่อน”

“เขามาเองไม่ได้เหรอ” อันนี้สงสัยจริง

“ถามมาก บอกให้ไปก็ไปสิ เอ๊ะ” แม่เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่เกี้ยวกราดกว่าเดิม ไอ้ท่าทางแบบนั้นเป็นสัญญาณอย่างดีว่าผมไม่ควรเซ้าซี้อะไรให้มากความอีก

“เดี๋ยวแม่”

“อะไรอีก” อุ้ย..อย่าทำเสียงแข็งขนาดนั้นนักสิ

“ยังไม่เคยเห็นหน้าเลย ละจะรู้ได้ยังไงอะว่าใครเป็นใคร” อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมลืมคิดเหมือนกัน แบบ..จะให้กูไปรับใครวะ เกิดพาคนผิดมาจะไม่ฉิบหายเหรอ

“เฮ้อออ” สิ่งที่ได้รับจากคุณนายมาก็คือเสียงถอนหายใจนั่นเอง

เอ้า ผมแค่ไม่รู้ผมผิดเหรอ -__-

ตอนเย็น

ผมมาถึงสถานที่นัดหมายตามเวลานัดเป๊ะๆ ตามที่แม่สั่งมา และตอนนี้ก็กำลังยืนรอคนที่ต้องมารับอยู่ ซึ่ง..เอาตามตรงผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่

ในขณะที่กำลังทะเลาะกับตัวเองอยู่นั้นผมก็มองเห็นร่างเล็กกำลังเดินถือกระเป๋าสองสามใบที่น่าจะหนัก ก็จริงอยู่ที่ว่าตัวจริงกับในรูปอาจจะไม่ได้เหมือนกันมากจนทำให้สับสนได้ แต่น่าจะใช่มั้ง..ลองเรียกสักหน่อยดีกว่า

“นี่ อบเชยหรือเปล่า”

ได้ผล ทันทีที่เสียงของผมดังขึ้น เป้าหมายก็รีบหันหน้ามามองทันที เธอหยุดชะงักไปสักพักหนึ่งราวกับกำลังพินิจพิจารณาอะไรสักอย่าง

“พี่เป็นใครอะ” เจ้าตัวถามหลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

ผมค่อนข้างแปลกใจนิดหน่อยที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าผมเป็นใคร แบบนี้จะเป็นงานยากรึเปล่าวะ

“ไม่รู้จัก? แม่ไม่ได้บอกเหรอไง” แต่หลังจากที่ถามไปแบบนั้นแววตาของน้องมันก็ดูตกใจเล็กน้อยเหมือนกลัวว่าผมจะหาเรื่อง

“พี่คือพี่แซคเหรอ?” อบเชยถามอีกครั้ง อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนเพิ่งจะนึกอะไรออกแต่ก็ยังดูงงๆ เหมือนเดิม

“เออดิ” และพอผมพูดอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ยิ่งทำหน้างงมากกว่าเดิม จนผมเห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย  “ละนี่จะยืนจ้องหน้าอีกนานไหม? เอ้า ถือของแล้วเดินตามมาเห็นไหมว่าอากาศมันร้อน โวะ!”

“ค่ะ”

เนี่ย ขนาดขานรับเหมือนจะเข้าใจแล้วแต่ก็ยังทำหน้างงใส่กูอยู่เลย เป็นเด็กที่เอ๋อๆ ดีแฮะ

ก็..นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของผมกับไอ้เอ๋อ

ถามว่าทำไมผมถึงเรียกอบเชยว่าเอ๋องั้นเหรอ คือนึกภาพน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบทำหน้างงใส่คุณตลอดเวลาดูดิ พูดอะไรก็งง ถามอะไรก็ชอบทำหน้างง เหมือนจะรู้เรื่องนะ..แต่ก็ไม่ ไม่น่าชื่ออบเชยหรอก ตั้งใหม่ว่าเอ๋อน่าจะเหมาะกว่าป้ะบางที

มันก็รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยนะ แต่มองอีกมุมน้องมันก็น่ารักดี ผมชอบเวลาเจ้าตัวตีหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ผมเวลาโดนแกล้งแต่สู้กลับไม่ได้ เป็นคนที่น่ามีไว้เพื่อแกล้งเล่นเวลารู้สึกเบื่อๆ แต่บางครั้งผมก็เปล่าแกล้งนะ คือคิดจริงก็มีอะ

อย่างเช่น..

“กินนมซะบ้าง จะได้สูงๆ ไม่ปวดคอบ้างเหรอไงเวลาคุยกับคนอื่นน่ะ”

คือ...อันนี้กูคิดจริงนะเว้ย น้องมันตัวสูงประมาณไหล่กูเองอะ บางทีก็อยากให้เอ๋อมันสูงขึ้นอีกนิดก็ดี แต่ทุกครั้งที่บอกไปแบบนั้นสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการโดนมองอย่างไม่พอใจนั่นเอง

ก็ยอมรับว่าตอนแรกที่ชอบไปแกล้งอีกฝ่ายมันแก้เบื่อแก้เหงาได้ดี แต่พอเอาไปเอามาผมกลับรู้สึกมีความสุขจนเริ่มไม่แน่ใจว่าที่อยากเจอหน้าไอ้เด็กเอ๋อนี่เป็นเพราะแก้เบื่อหรือว่ากำลังสนใจเจ้าตัวกันแน่ บอกตรงๆ เลยจุดนี้ผมไม่เคยมีความคิดจะชอบรุ่นน้องมาก่อน ยิ่งเป็นน้องที่ไม่ได้ตรงสเป็คผมเลยสักอย่างแบบอบเชยอีกด้วย อีกอย่างสถานะของเธอทำให้ผมควรจัดเอาไว้ในหมวด sister zone มากกว่า

“แซค กูเห็นนะเมื่อวานนี้มึงไปไหนกับใครน่ะ” ไอ้รูมเมทตัวดีที่กำลังนั่งต่อโมเดลของตัวเองอยู่ก็หันหน้ามาถามผมเมื่อเปิดประตูกับเข้ามาในห้องที่เช่าไว้อยู่กับมันสองคน ผมก็ไปๆ มาๆ ระหว่างหอกับบ้านนี่แหละ

ส่วนรูมเมทคือไอ้ดิฟน่ะ..มันเรียนสถาปัตย์ ไอ้นี่ก็วาร์ปไปวาร์ปมาเหมือนกัน ไม่ค่อยอยู่หอหรอก

“เสือก”

“ด่าได้เจ็บจังเลยยย กิ๊กใหม่อ่อ” มันเอ่ยถามด้วยเสียงสองอันน่าจะสยดสยอง คือดิฟมันเป็นผู้ชายที่หน้าสวยมากกว่าหล่อน่ะ แต่กูก็ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่นะถ้าจะให้มันมาดัดเสียงเป็นผู้หญิงแบบนี้

“ไม่ใช่ นั่นน้อง” มันคงหมายถึงอบเชยนั่นแหละ ก็ช่วงนี้ผู้หญิงที่ผมอยู่ด้วยมากสุดก็มีแค่คนเดียวอะ

ทุกๆ ครั้งที่มีใครมาถามว่าอบเชยเป็นอะไรกับผม ผมก็จะบอกไปว่าเป็นน้องเสมอ

“จริงป้ะจ๊ะ”

“เออ! น้องจริงๆ เป็นน้อง”

ซึ่ง..พอนานเข้าผมก็เริ่มไม่อยากได้เป็นน้องแล้วหละ เนี่ย..กูก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงมาชอบเด็กเอ๋อๆ แบบนี้ได้

พอผ่านไปสักพักผมถึงได้เข้าใจว่าทำไม คือน้องมันน่ารักมากมึง ช่วงแรกก็น่ารักธรรมดาแต่พอยิ่งชอบยิ่งรู้ว่าน่ารักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่มีเจ้าเด็กนี่เข้ามาในชีวิต ผมก็รู้สึกว่าตัวเองใช้คำว่าน่ารักได้สิ้นเปลืองมากๆ ทำอะไรก็น่ารักไปหมด จนอยากจะจับม้วนเป็นก้อนแล้วยัดเข้าปากให้สิ้นซาก ไอ้ห่า! แต่นั่นคนไม่ใช่คุกกี้ไงที่จะต้องปั้นเป็นก้อนแล้วเอาไปอบแดกได้

ถ้าสงสัยว่าทำไมผมถึงไม่ทำตัวให้ชัดเจนกับอบเชยสักทีน่ะเหรอ คือ..ถ้าคุณมึงไม่ได้มาอยู่ในจุดที่กูอยู่ก็ไม่เข้าใจหรอกเว้ย กูอยากจะบอกมากว่าช่วงหลังๆ มานี้ก็พยายามทำตัวชัดเจนกับน้องมันที่สุดแล้วนะเว้ย นี่รุกแบบจนเหนื่อยแต่เหมือนไอ้เอ๋อนั่นก็เอ๋อสมชื่อ

เคยฟังเพลง ‘ไม่บอกเธอ’ ไหม ถ้ายังไม่เคยก็ให้ไปฟังนะ ฟีลลิ่งกูคือแบบนั้นเกือบทั้งหมดเลย ด้วยสถานะเราสองคนตอนนี้คือรุ่นพี่กับรุ่นน้องกัน ที่ได้คุยกันอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นเพราะคำนี้ ถ้าเกิดผมบอกไปว่าผมชอบเธอแล้วเธอไม่ได้ชอบผม ความสัมพันธ์ของเรามันจะต้องแย่ลงกว่านี้จนอาจจะมองหน้ากันไม่ติด ยอมรับว่ากลัวก็เลยเลือกที่จะลองจีบแบบเนียนๆ ดู แต่รู้มะผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร

คือไม่มีอะไรเลย คือน้องมันไม่มีปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษให้ผม จนตัวเองก็เริ่มงงแล้วว่าอบเชยแกล้งไม่รู้หรือว่าเอ๋อจริงๆ ตามสัญชาตญาณกันแน่

ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ยิ่งมีไอ้เวรเอสนั่นก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดทวีคูณเข้าไปอีก

เวลาหลายเดือนผ่านไปก็ไม่ได้มีอะไรคืบหน้าสักเท่าไหร่ อบเชยก็ยังเป็นเด็กเอ๋อๆ เหมือนเดิมอย่างที่เป็นปกติ ผมก็ชินแล้วแต่ถามว่าจะลดละความพยายามหรือเปล่า? ตอบว่าไม่หรอก แค่ต้องรุกให้หนักมากกว่าเดิมมั้ง มีวันหนึ่งน้องมันมาหาผมที่สนามกีฬาช่วงซ้อมบอล เจ้าเด็กนี่มีซ้อมหลีดเป็นของตัวเองด้วยนะ แต่ก็ยังมีเวลาซื้อน้ำมาให้ผมด้วย

อันนี้หรือน้องมันจะเริ่มชอบกูแล้ววะ? อยากจะถามแบบนั้นแต่สิ่งที่พูดออกไปก็คือเหนื่อยหรือเปล่า

“เหนื่อยสิ บางวันซ้อมจนค่ำเลยนะ พี่มีวิธีคลายเหนื่อยบ้างหรือเปล่า” อบเชยตอบผมพร้อมกับทำหน้ามุ่ย ซึ่งนั่นทำให้ผมใช้คำว่าน่ารักได้สิ้นเปลืองอีกครั้ง

“ถามกูจะดีเหรอ?”

“อื้อ”

“แค่เห็นหน้ามึง กูก็หายเหนื่อยแล้ว..”

เจ้าเด็กเอ๋อหน้าแดงเล็กน้อยเมื่อได้ยินที่ผมพูดไปแบบนั้น เอาหละ..นี่ว่าก็เริ่มได้ผลขึ้นมานิดนึงละนะ




Zac’s Diary ตอน [2]

เอาหละ ตอนนี้เราจะมาเข้าสู่ช่วงตอบคำถามที่คุณอยากรู้กัน คือความจริงกูไม่ได้ว่างมานั่งตอบพวกมึงนะ แต่จะเห็นแก่ที่เคยสนับสนุนและปราถนาดีตลอดมาจะยอมก็ได้ จะไม่พูดมากเพราะไม่ได้มีเวลา เอาแค่หัวข้อใหญ่ๆ ที่มีคนใส่ใจกันเยอะ

Q : ทำไมแซคต้องพูดจาหยาบคาย

มึง...มันหยาบเหรอ? นี่ก็ว่าไม่ถึงขนาดนั้นนะ โดยส่วนตัวแล้วน่าจะเป็นความเคยชินซะมากกว่า ก็พยายามลองคุยสุภาพแล้วแต่เพื่อนมันจะพาไปหาหมอผี บอกว่าแซคมึงเป็นคนเดิมนั่นแหละดีแล้ว แหม ผมก็ใช่ว่าจะพูดหยาบกับทุกคนหรอกนะ

Q : ทำไมชอบแซะน้อง

แซะที่ไหนอะ พูดเรื่องจริงทั้งนั้น

Q : วันนั้นที่ไปเซเว่น ซื้อถุงยางทำไม

เดี๋ยว..อันนี้คืออยากรู้จริงดิ ใครเป็นคนคัดเลือกทำถามนี้มาวะ คือผมก็แค่ซื้อไปให้เพื่อนเท่านั้นอะ มันฝากมาซื้อส่วนไอ้เหี้ยนั่นมันเป็นใครไม่ขอบอกก็แล้วกัน ไม่ต้องห่วงหรอกว่าผมจะซื้อไปใช้กับใครอะ แหม กูก็ไม่ได้เป็นคนแบบนั้นนน

...

เออ ยอมรับนิดนึงก็ได้ว่าเคย แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแล้วนะสาบานได้

“มึง..ไปศึกษาเหล้าเรียนกัน”

ครับ ไม่ได้พิมพ์ผิดหรอก มันคือเหล้าจริงๆ เหล้าที่ไม่ใช่เล่า ส่วนคนพูดอะไม่ใช่ผมนะหากแต่เป็นไอ้หน้าหล่อที่กำลังนั่งทำหน้าหงอยอยู่ด้านข้างผมอยู่

“ถามจริง เพื่อนคณะมึงไม่คบเหรอ” ผมพูดกับมึงพร้อมกับถอนหายใจใส่อย่างเหนื่อยอ่อน

วันนี้ตั้งแต่ช่วงสายยันบ่ายไอ้เวรนี่ก็มาขลุกอยู่ที่ห้องของผมไม่ไปไหนสักที ไอ้ผมเองก็ลำบากใจนะแต่เห็นสีหน้าของผู้เป็นเพื่อนที่ลำบากกว่าก็ยอมๆ ไปวันนึงก็ได้

“กูก็เพื่อนมึงนะ มึงดูว่างสุดแล้วในบรรดาเพื่อนกูทั้งหมด” ละดูมันพูดเข้า

“ว่างเหี้ยอะไร” มีงานมีการทำอยู่นะ

“สรุปเย็นนี้ว่าไง ไปหาเหล้าเรียนกัน” อ่านมาถึงตรงก็อาจจะสงสัยกันนะว่าที่ผมกำลังคุยด้วยเป็นใคร เป็นคนหรือวิญญาณสัมภเวสีที่ไหนหรือเปล่า

คือนี่เพื่อนกูเองครับ รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยม มันชื่อไพน์ เรียนอยู่คณะบริหาร รูปหล่อพ่อรวยแฟนสวยแต่ล่าสุดโดนทิ้งไปแล้ว สมน้ำหน้าแม่ง

“เออๆ”

ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง

แม่ง..บรรยากาศที่คุ้นเคย

คือถ้ามีคำถามมาอีกประมาณว่าผมเข้าร้านเหล้าบ่อยแค่ไหน ก็ตอบตรงนี้เลยนะว่าไม่ได้บ่อยมากก็แค่สัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างต่ำเท่านั้น บางทีก็ฉลองวันเกิดเพื่อน บางทีก็ฉลองวันเกิดเพื่อนของเพื่อน บางทีก็อยากมาเฉยๆ และบางทีก็มาเพราะเพื่อนมันเฮิร์ต

“มึง..ทำยังไงกูก็ลืมเขาไม่ได้เลยว่ะ” หลังจากที่ดื่มไปหลายแก้ว (ทั้งที่กูเพิ่งดื่มได้แก้วเดียว) ไอ้ไพน์ก็เริ่มเมาแล้ว พอมันกรึ่มๆ มันก็จะชอบเริ่มเพ้อ

“อือ” ผมตอบในลำคอแล้วก็มองหน้ามันไปด้วย “ลืมไม่ได้ก็ไปง้อ”

“กูทำผิดกับเขาไว้เยอะ”

“...”

“ยอมรับว่าไม่กล้าเอาหน้าไปหาเขาแล้ว”

เห็นมะ มันจะเริ่มเพ้ออย่างที่ผมบอกไว้ไม่ผิดเลย ส่วนคนที่มันเพ้อถึงก็คงเป็นแฟนเก่าของมันนั่นแหละมั้ง ส่วนสาเหตุที่เขาทิ้งมันไปก็คงเป็นเพราะสันดานเก่าๆ ที่ดัดไม่ได้สักทีเนี่ยแหละ เอาตรงๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เห็นมันมานั่งเสียกับแฟนเก่าตัวเองขนาดนี้ ปกติไพน์มันไม่เคยจริงจังกับใครอยู่แล้วเลิกกันไปก็เท่านั้น

แต่รายนี้แปลกไปว่ะ

“ละจะให้กูทำไง ให้กูไปช่วยง้อให้มะ” อันนี้ผมก็แค่พูดประชดไปงั้นแหละ ไม่ทำจริงหรอก

“ได้เหรอวะ”

“ควายเหอะ” อยากออกเสียงให้สั้นกว่านี้ แต่ลืมไปว่าเยาวชนอยู่ด้วยเยอะ แหม..ลำพังชีวิตรักกูก็ยังลำบากเลย จะให้กูไปเสนอหน้าช่วยคนอื่นอีกเหรอ จะเอาปัญญาที่ไหนไปทำอะ?

Line

เออ ดีว่ะ ขนาดเพลงในนี้เสียงดังแค่ไหนกูก็ยังได้ยินเสียงแจ้งเตือนแอพแชทจากโทรศัพท์ตัวเองอยู่ดี พอเป็นแบบนั้นก็รีบหยิบโทรศัพท์ออกมาดูด้วยความตื่นเต้น คิดว่าคนที่ส่งข้อความมาจะเป็นใครสักคนที่ผมกำลังรอคำตอบอยู่


ENGINEER #45 กลุ่มวิศวกรรมประสาท

TONG TANAWAT [ประธานรุ่นที่ 45]

พวกเหี้ย อย่าลืมจ่ายเงินคณะด้วย

อย่าให้กูทวงบ่อยไม่งั้นพี่ต้องจะเก้วกาด



สัส...แชททวงเงินนี่หว่า ไม่น่าเข้ามาอ่านเลย

ผมถอนหายใจอย่างหงุดหงิดก่อนจะกดออกจากแชทแล้วเข้าไปในอีกห้องหนึ่งที่ผมส่งข้อความไปหาตั้งแต่เมื่อเช้าแต่ก็..


OBCHEUI [ไอ้เอ๋อ]


ZAC

นี่เอ๋อ พรุ่งนี้ไปซ้อมตอนไหน

เย็นนี้ไปหาอะไรกินกัน

ซ้อมหนัก?

รับโทรศัพท์กูหน่อย จะคุยด้วย

เอ๋อ เดี๋ยวนี้เมินแชทกูแล้วเหรอ


แม่ง เหมือนกูพูดคนเดียวอะ พูดเองก็เศร้าเอง นอกจากน้องมันจะไม่ตอบแล้วก็คือยังไม่อ่านอีกด้วยนะ เหมือนบล็อกไลน์ผมไปแล้วอะ..หรือผมจะไปทำอะไรผิดไว้วะน้องมันเลยไม่อยากคุยด้วย ปกติอบเชยไม่เคยตอบแชทผมช้าเกินวันสองวันนะ แต่นี่..สัปดาห์หนึ่งแล้ว ให้ตายสิ

ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด

“แซค หน้ามึงดูเครียดนะ หมดแก้วหน่อยมะ” ไอ้ไพน์ว่าแล้วก็ชูแก้วในมือมันขึ้นมาเพื่อให้ผมยกไปชนกับมัน

“เออ หมดแก้ว”

ก็ไม่รู้นะว่าตอนนี้ใครมันเฮิร์ตหนักกว่ากันระหว่างผมกับมัน แต่ก็นั่งชนเป็นเพื่อนกันตรงนี้นี่แหละ

วันแข่งกีฬาประเพณี

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ผมเองก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากสักเท่าไหร่เพราะว่าก็เห็นงานแบบนี้ทุกปีอยู่แล้ว ตรงกันข้ามผมว่าตัวเองกำลังประสาทแดกมากกว่า

หลังจากที่ไม่ได้เจอหน้าอบเชยมาเกือบเดือน วันนี้ผมก็เจอตัวน้องอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อของคณะเกษตรศาสตร์ซึ่งตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะคุยกันดีๆ แต่เหมือนยิ่งคุยอีกฝ่ายก็ยิ่งทำท่าอยากจะหนีออกจากผมมากกว่าเดิม ไอ้ท่าทางแบบนั้นนั่นแหละที่ทำให้หงุดหงิด

“หลบหน้ากูทำไม?” ผมเริ่มมั่นใจแล้วเวลาเกือบเดือนที่ไม่ได้เจอหน้าไอ้เอ๋อนี่ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

“ไม่..ไม่ได้หลบ”

ตอบก็ยังไม่มั่นใจเลยดูดิ ทำไมถึงคิดว่าตัวเองจะโกหกได้เนียนกันวะ พอเป็นเช่นนั้นสิ่งที่ผมทำก็คือการลากเจ้าของร่างเล็กนั่นออกมาโดยตั้งใจว่าจะเคลียร์กันให้รู้เรื่อง

“กูโทรหาก็ไม่ค่อยรับ ส่งข้อความไปก็ไม่ค่อยอ่าน พอมาเจอหน้ากันก็พยายามจะหนีตลอดเวลา ไม่ใช่ว่ากูไม่สังเกตนะแต่คิดว่ามึงยุ่ง แต่กูว่ามันเริ่มไม่ใช่แล้ว” ผมพยายามแล้ว พยายามมากจริงๆ ที่จะไม่ดุหรือใช้อารมณ์กับอีกคน แต่ว่าความรู้สึกท้อใจที่มีอยู่มันมีมากกว่าความพยายาม

“คือช่วงนี้มีเรื่องนิดหน่อยน่ะพี่ ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอก”

“เรื่องอะไร” ผมคาดคั้น

“พี่ไม่เตรียมตัวลงแข่งเหรอ” อบเชยไม่ได้ตอบคำถามก่อนหน้าของผม แต่กลับเฉไฉเปลี่ยนเรื่องแทน

“กูต้องคุยกับ..”

“เฮ้ยแซค! ทำอะไรอยู่ไปได้แล้ว” อยู่ๆ ไอ้เวรที่ไหนก็ไม่รู้ก็แทรกการสนทนาระหว่างผมกับน้องมันอย่างไร้มารยาท “มัวแต่คุยกับสาว โทษที่นะน้องแต่พี่ต้องพามันไปแล้ว”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“เดี๋ยวไอ้มัทปล่อยกูก่อน” ไอ้นี่เป็นเพื่อนร่วมทีมแข่งบอลของผมเอง มันเรียนอยู่นิเทศ แต่นิสัยโคตรเจ้ากี้เจ้าการ ล่าสุดแม่งจะขัดการพูดคุยของกูแล้ว

“จะลากกูออกมาทำไม” ผมโวยวายใส่มันทันทีเมื่อเราสองคนพากันมาถึงเต้นท์นักกีฬาด้านข้างสนามฟุตบอลกันแล้ว

“อีกสิบนาทีจะลงสนามแล้วไอ้เวร มีอะไรค่อยคุยกันก็ได้”

ทำไมวันนี้ทุกอย่างดูน่าขัดใจไปซะหมดเลยฮะ

การแข่งขันกีฬาก็ได้เริ่มขึ้นในอีกสิบนาทีอย่างที่กล่าวไปข้างต้นจริงๆ ทุกอย่างแตกต่างจากตอนที่ผมซ้อมนิดหน่อยก็ตรงที่นี่คือการแข่งขันและมันก็จริงจังกว่า แล้วก็ดูเหมือนจะจริงจังมากจนเกินไปเพราะในขณะที่ผมได้ลูกมาก็มีคนจากฝั่งตรงข้ามเข้าหาเพื่อจะแย่งบอลไป

แต่แย่งดีๆ ก็ได้ไหมบางที แต่ทำไมต้องมาชนกูด้วยวะ

ปรี๊ดดดด!!!

“แซค..ไหวป้ะมึง” เฮียอิน พี่ปีสี่ผู้เป็นโค้ชครั้งนี้เข้ามาหาผมทันทีเมื่อผมต้องถูกส่งกลับมาที่เต้นท์นักกีฬาเพราะอุบัติเหตุ

“มันตั้งใจชนกูชัดๆ เลยเฮีย” นี่วันนี้ผมจะต้องหัวเสียอีกกี่รอบกัน

อันที่จริงผมก็ไม่ได้เจ็บหนักอะไรขนาดนั้นมันก็แค่การล้มทับขาตัวเองน่ะ สามารถแข่งต่อได้นะแต่เหมือนไอ้เฮ๊ยจะไม่อยากให้ผมลงแข่งต่อสักเท่าไหร่ แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีคนมากมายเข้ามาดูอาการผมด้วยความเป็นห่วงกันใหญ่ อันที่จริงผมเห็นนะ..

เจ้าเด็กเอ๋อกำลังเดินมาหาผม ตอนแรกคิดว่าน้องมันก็คงอยากจะมาดูอาการด้วย แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่ออีกฝ่ายหมุนตัวหันหลังกลับไป

ทำไมกันวะ ผมคิดว่าเรื่องของเรากำลังจะพัฒนาซะอีก ทำไมถึงเป็นแบบนี้




Castle-G

อันนี้มาเขียนแก้เบื่ออะ เป็นเนื้อหาโดยรวมจากอิพี่

แบบมีนักอ่านอยากอ่านพาร์ทมุมมองของพี่มันบ้าง

ถ้าอ่านจบแล้วจะรู้เลยว่าพี่แซคเอ็นดูน้องมากแค่ไหน

5555555555 ดูจากการใช้คำว่าน่ารักได้สิ้นเปลือง

________________________________________________

Related image

ปลื้มอบเชย รักพี่แซค ต้องแท็ก #แซคสไตล์ เลยนะคะ

ติดตามได้ที่ Twitter : @castleglint | FB : Castle-G

อย่าลืมเม้นท์ให้พี่ด้วย ไม่เม้นท์พี่ต่อย

ความคิดเห็น