นิมมานรดี อรรวี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

2. ผู้ชายในฝัน /1

ชื่อตอน : 2. ผู้ชายในฝัน /1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 493

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2561 19:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
2. ผู้ชายในฝัน /1
แบบอักษร

2

ผู้ชายในฝัน

เกือบสองปีก่อน วันนั้นศิราภรณ์เหมือนคนหลงทาง ก้าวลงจากแท็กซี่กับเงินก้อนสุดท้ายในกระเป๋าสองร้อยสามสิบบาท... หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีป้ายหินแกรนิตสีดำกับตัวอักษรสีทองอร่าม ‘บ้านสุริยา’

เธอยืนพะว้าพะวังอยู่ตั้งนาน มองสิ่งปลูกสร้างที่น่าจะเรียกว่าคฤหาสน์ทั้งสามหลังสามขนาดในอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ไพศาลด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ชื่นชม ประหม่า ตื่นเต้น หวาดกลัว....

ประตูอัลลอย์สีดำและทองเข้ากันกับป้ายด้านข้าง ถนนซีแพคแต่งลายสวยงามทอดยาวไปยังวงเวียนน้ำพุซึ่งเป็นจุดแยกไปสามทางยังคฤหาสน์ขนาดกลางทั้งสองด้าน ตรงไปเป็นลานกว้างหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ที่มองไม่เห็นรายละเอียดมากนัก เพราะทั้งไกลและยังมีสวนดอกไม้ ต้นไม้ใหญ่น้อยบดบังสายตา

ไม่ทันที่จะได้ยกนิ้วขึ้นสัมผัสปุ่มกดกริ่ง รถสปอร์ตซีดานสีดำคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดสนิทลงบนเนินกว้างหน้าประตูใหญ่ คนขับเลื่อนกระจกไฟฟ้า ลงมาพูดกับเธอ

‘มีอะไรหรือคุณ’

แค่ได้สบตา หัวใจของศิราภรณ์ก็ยอมศิโรราบ…        

‘มีธุระกับคนบ้านนี้หรือเปล่า’ เสียงคนถามย้ำไม่ได้มีแววหงุดหงิดรำคาญใจหรือดูแคลน มันทำให้คนประหม่าค่อยกล้าเอ่ยคำ

‘หนู เอ่อ...ดิฉันมาหาคุณตะวัน สุริยฉัตร ค่ะ’

เขาขมวดคิ้ว กวาดตามองเธออย่างสงสัยมากกว่าจะสำรวจเนื้อตัวแล้วหยุดนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเปิดประตูก้าวลงจากรถในขณะเดียวกับที่ชายวันกลางคนในชุดยามรักษาการณ์เดินออกมาสังเกตการณ์อยู่ริมประตูอัลลอยที่กำลังถูกบังคับให้เปิดด้วยระบบรีโมทคอนโทล

ในระดับพื้นเดียวกัน ระหว่างรองเท้าหนังขัดมันวาววับกับรองเท้าผ้าใบเก่าๆ เธอต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาเหมือนหมาแหงนมองเครื่องบิน

‘ผมนี่แหล่ะ ตะวัน สุริยฉัตร คุณมีธุระอะไรกับผมหรือครับ’

เธอรีบเลิกอึ้ง เพราะเตรียมใจรับไว้แล้วว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้น แต่ความ ปิติยินดีที่เขาไม่ได้ปฏิเสธมันทำให้ต้องอึ้งไปนิด ก่อนจะรีบเปิดกระเป๋าสะพายไหล่หยิบซองสีน้ำตาลขนาดเล็กออกมายื่นให้เขาอย่างรวดเร็ว

‘คุณพ่อให้นำมาให้คุณค่ะ’

คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะรับไปโดยดี บนซองนั้นจ่าหน้าถึงผู้รับคือ ตะวัน สุริยฉัตร พร้อมที่อยู่ตรงตามสถานที่ที่ทั้งสองยืนอยู่ เขาเปิดมันออกแล้วหยิบสองสิ่งที่อยู่ด้านในออกมาราวกับคุ้นเคยเป็นอย่างดี จดหมายที่ดูก็รู้ว่ากระดาษถูกฉีกออกมาจากสมุดธรรมดากับรูปถ่ายหนึ่งใบ... เธอจำภาพนั้นได้ติดตาโดยไม่ต้องแย้งเขาดู

ภาพคนสามคน ถ่ายหน้าบ้านไม้สองชั้นเก่าๆ ชายวัยสี่สิบสามแต่ใบหน้าเฉียดคนหกสิบยืนอยู่ตรงกลาง มือข้างหนึ่งกอดคอชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดเขาตัวขาว สูง หล่อและติดเจ้าสำอาง อีกข้างกอดไหล่เด็กหญิงวัยสิบเอ็ดที่ตัดผมสั้นทรงเด็กประถม วงหน้าสวยหวาน ผิวขาว รูปร่างอวบอิ่มสมวัยเริ่มสาว มันเป็นภาพเก่ากินเวลานานสิบปีมาแล้ว

คนมองภาพขมวดคิ้วอีกครั้งก่อนเงยมองหน้าเธอ ที่มุมปากกระตุกยิ้มนิดๆเหมือนคนนึกอะไรสักอย่างออกแล้ว ตะวันยิ้มกว้างก่อนเปิดกระดาษที่พับสามทบขึ้นอ่าน มันเป็นลายมือของเขาเองเมื่อสิบปีก่อน

‘ผม นายตะวัน สุริยฉัตร ได้รับความช่วยเหลือให้รอดชีวิตหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จากนายอักษร จันทวงศ์ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2544 (เที่ยวสงกรานต์)

ผมได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลและพักฟื้นอยู่ที่บ้านของนายอักษร จนอาการทางกายดีขึ้นและหายจากอาการความทรงจำเสื่อมระยะสั้น จนสามารถติดต่อหาครอบครัวได้ในที่สุด ผมรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของนายอักษรและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อนายอักษรยืนยันว่าไม่ต้องการสินจ้างรางวัลเป็นเงินทอง ผม จึงให้คำสัญญาฉบับนี้ไว้ว่า ถ้าเมื่อใดที่ครอบครัวของนายอักษรต้องการความช่วยเหลือ ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะตอบแทบบุญคุณ หากเป็นสิ่งที่อยู่ในความ สามารถของผม’

ลงชื่อ นายตะวัน สุริยฉัตร

22 มิถุนายน 2544

คราวนี้เขายิ้มเต็มหน้า แววตาระลึกได้นั้นทำให้เธอกล้ายิ้มตอบ ใบหน้าหล่อเหลาและรอยยิ้มอบอุ่นทำให้ร่างกายและหัวใจของเธอร้อนระอุขึ้นด้วยอาการแปลกประหลาดที่เก็บซ่อนไว้มาเนินนาน เธอยืนนิ่ง ทำอะไรไม่ถูกจนคุณตะวันเอ่ยถามอย่างเอื้อเฝื้อ

‘ต้องการให้ผมช่วยอะไรครับ เอ่อ คุณ...ขอโทษด้วยที่ผมจำชื่อไม่ได้’

‘ศิค่ะ หนูชื่อศิราภรณ์’

‘อ้อ ใช่ หนูศิ แล้วทำไมลุงษรไม่มาด้วยล่ะครับ’

เธอหน้าสลดทันที ‘คุณพ่อเสียแล้วค่ะ เพิ่งเผาไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว’

เขาเผยอปากตาโต ‘หรือครับ ผมเสียใจด้วยจริงๆ’

‘ขอบคุณค่ะ’

‘ลุงษรเป็นอะไรครับ’

‘มะเร็งตับค่ะ’

พักหลังพ่อติดทั้งเหล้า บุหรี่และการพนัน หลังแยกทางกับแม่เลี้ยงคนที่สองของเธอ ส่วนแม่แท้ๆ นะหรือ พ่อบอกว่าตายไปแล้ว แต่ชาวบ้านพูดเข้าหูว่าหนีไปกับชู้ เธอสงสารพ่อที่ต้องเสียใจซ้ำซากกับเรื่องแบบนี้ แม่เลี้ยงคนแรกของเธอก็เลิกกับพ่อเพราะความยากจน คนที่สองก็จบลงเหมือนเดิม แต่สุดท้ายพ่อ   ก็ยังเลิกเหล้าไม่ได้ แถมยังมีหนี้สินทิ้งไว้มากมาย

เธอไม่เข้าใจพ่อเหมือนกันว่าทำไมวันนั้นไม่ขอเงินคุณตะวันไปเยอะๆ พอรู้ว่าเขารวยมากก็น่าจะขอสักหมื่นสองหมื่น นั่นมากโขแล้วในความคิดของเธอตอนนั้น... แต่พ่อคิดไกลกว่าเธอ พ่ออาจมองเห็นอะไรบางอย่าง... อนาคตของลูก เธอเข้าใจความคิดของพ่อตอนที่ท่านเข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย พ่อให้เธอเก็บซองนี้ไว้ติดตัวและบอกว่า ถ้าพ่อตายให้เธอรีบมาขอความช่วยเหลือจากคุณตะวัน เพราะญาติพี่น้องที่มีอยู่ก็แทบจะเอาตัวไม่รอดกันทั้งนั้น

‘หนูศิต้องการให้ผมช่วยอะไรครับ บอกมาเถอะไม่ต้องเกรงใจ’

‘คือตอนนี้ศิยังเรียนไม่จบค่ะ อีกแค่เทอมเดียว’

‘ได้ ผมจะช่วย’ เขาบอกทันที

‘แล้ว...บ้านกับที่ดินก็ถูกเจ้าหนี้ของพ่อยึดไปหมดแล้ว ตอนนี้ศิไม่มีที่อยู่’ เธอบอกเสียงเศร้า แสนเกรงใจแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นเลย

‘ได้ครับ ผมจะหาที่อยู่ให้แล้วจะช่วยเหลือเรื่องค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพด้วย ไป...ขึ้นรถเข้าบ้านก่อน’

เธอยิ้มหน้าบานเป็นครั้งแรกหลังจากพ่อตาย ปลื้มใจที่เขาไม่ผิดสัญญาที่เคยให้ไว้กับพ่อ          

จากวันนั้นเธอก็ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านสุริยาโดยสมัครใจขอทำงานบ้านเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณเขาในทางกลับกัน เท่าที่มีเวลาว่างจากการเรียน แรกทีเดียวคุณหญิงดวงดารามารดาของเขามองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่พอคุณตะวันเล่าเรื่องย้อนอดีตให้ทุกคนที่รู้อยู่แล้วฟังซ้ำ ทุกคนในบ้านก็ดูจะยอมรับเธอในระดับที่น่าพอใจ

ที่นั่นเธอได้รับรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับเขา จากไหนน่ะหรือ... แน่นอนว่าไม่ใช่เจ้าตัว เพราะคุณตะวันแทบไม่ได้กลับบ้าน เดือนหนึ่งจะกลับมาทานข้าวกับครอบครัวสักมื้อหรือสองมื้อ และทุกครั้งที่เจอ เขาก็จะไถ่ถามสาระทุกข์สุขดิบอย่างใส่ใจ โดยเฉพาะเรื่องเรียน คุณตะวันให้เงินเธอผ่านการโอนเข้าบัญชีโดยย้ำว่าไม่ต้องบอกให้ใครรู้ เธอจึงได้รับเบี้ยเลี้ยงอีกจำนวนหนึ่งจากคุณหญิงดวงดารา...และนั่นก็ทำให้เธอรู้สึกเกรงใจ

เรื่องของเขาที่ได้รู้จากคนก้นครัว ทำให้เธอทั้งชื่นชมและสงสารเขาในคราวเดียวกัน สาเหตุใหญ่ที่เขาไม่ค่อยกลับบ้านก็คือพี่สะใภ้... คุณอนุสราเคยเป็นคนรักของเขาตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย พอเขาตัดสินใจไปเรียนต่อเมืองนอกในสาขาวิชาที่ไม่ถูกใจคุณหญิงแม่ ทุกคนจึงพุ่งความสนใจไปที่ลูกชายคนโตผู้เต็มใจที่จะสานต่อกิจการของตระกูล

เธอไม่รู้ว่ามันยิ่งใหญ่แค่ไหน ‘เดอะซันชายน์’ กลุ่มธุรกิจด้านอสังหา- ริมทรัพย์ที่ลูกชายคนเล็กไม่สนใจ มันจึงตกไปอยู่ในมือของ รังสิมันต์ หรือ ‘คุณใหญ่’ เสียเกือบหมด อีกส่วนที่เหลือเป็นของ อทิตยา หรือ ‘คุณเล็ก’ พี่สาวคนรอง คุณตะวันเป็นลูกหลง อายุห่างจากคุณเล็กเจ็ดปี เขาจึงไม่มีชื่อเล่นประจำตำแหน่ง คนในบ้านเรียกเขาว่า ‘คุณตะวัน’

‘ไอ้สมบัติน่ะไม่เท่าไหร่หร้อก คุณตะวันเธอไม่เคยสน แต่เรื่องคุณนุชนี่สิ’ คนก้นครัวเปรยก่อนเล่าต่ออย่างออกรส… เรื่องที่ทำให้คุณตะวันเกือบล้มทั้งยืนก็คือ ในวันที่กลับเข้าบ้านหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากรัสเซียอนุสรา อดีตแฟนสาวได้กลายเป็นพี่สะใภ้ไปแล้วพร้อมหลานสาวอีกหนึ่งคน

นอกจากเรื่องพี่สะใภ้แล้ว ยังมีเรื่องเก่าที่สองแม่ลูกไม่ลงรอยกันอยู่ก่อนแล้ว ก็คือเรื่องที่ตะวันไม่ยอมเรียนเป็นนายทหารตามอย่างบิดา เพราะเมื่อลูกชายคนโตสืบทอดงานด้านธุรกิจของครอบครัวไปแล้ว คุณหญิงก็หวังจะให้ลูกชายคนเล็กเชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูลตามบิดาที่เป็นถึงนายพลใหญ่ในกระทรวง กลาโหม แม้ไม่มียศศักดิ์ราชวงศ์เหมือนภรรยา แต่ใครๆ ก็รู้ว่าตระกูลสุริยฉัตรนั้นเป็นตระกูลเก่าแก่ สืบทอดมาจากเจ้าพระยาท่านหนึ่งที่ร่ำรวยด้านที่ดิน

ตัวคุณหญิงดวงดารานั้น เดิมคือหม่อมหลวงดวงดารา ไพรวัลย์ ท่านเป็นคนติดยศศักดิ์จึงขยันสร้างผลงานร่วมกับสามีจนได้รับตราตั้งเป็นคุณหญิงสมใจ อย่างนี้แล้วมีหรือที่จะทำใจได้กับอาการหัวดื้อของลูกชายคนเล็ก

‘คุณหญิงท่านอุตส่าห์วิ่งเต้นเรื่องที่เรียนให้คุณตะวันตั้งแต่ม.ปลาย จะให้เรียนนายสิบนายร้อย แต่คุณตะวันไม่ยอมท่าเดียว จะเรียนช่างกล อู้ย...ตอนนั้นทะเลาะกันใหญ่ คุณหญิงท่านโมโหขนาดว่าว่าคุณตะวันเป็นลูกนอกคอก จนถึงตอนนี้คุณตะวันกลับมาบ้านทีก็ยังมีบ่นๆ’

‘แล้วคุณตะวันไปอยู่ไหนคะ’ ถึงรู้ดีว่าไม่ควรสอดรู้ แต่มันก็อดอยากรู้ไม่ได้

‘ไปเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนที่ต่างจังหวัด เห็นคุณหญิงบ่นๆ ว่าคุณตะวันกับเพื่อนกำลังตั้งบริษัททำของเล่น’

‘ของเล่น’

ไม่รู้จะยิ้มหรืองงดี คุณตะวันไปเรียนเรื่องผลิตของเล่นเด็กมาอย่างนั้นหรือ แล้วควรไหมที่คุณหญิงดวงดาราจะโกรธจนไม่ยอมยกสมบัติให้ และนั่นเป็นเหตุผลที่แฟนเขาเปลี่ยนใจไปหาคุณใหญ่หรือเปล่า

พอรู้อย่างนี้เธอก็สงสารเขา ไม่อยากคิดมากว่าเขาเอาเงินจากไหนมาให้เธอทุกเดือน ถ้าไม่ได้จากมรดกมันก็ต้องมาจากการทำงานสินะ

‘คุณตะวันคะ เดือนนี้คุณไม่ต้องให้เงินศิก็ได้ค่ะ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกแล้ว ศิจบแล้ว กำลังจะรับปริญญาค่ะ’ เธอออกมาดักพบเขาที่โรงรถในวันที่คิดว่าคงอีกนานกว่าจะได้เจอกันอีก หรืออาจจะไม่ได้เจอแล้ว

‘ไม่เป็นไร ฉันให้แล้ว ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็เก็บไว้ก่อน แล้วจบแล้วเหรอ จะรับปริญญาเมื่อไหร่’

‘อาทิตย์หน้าค่ะ’

‘เร็วดีจริง’ เขาบ่นเบาๆ ‘เอารูปมาอวดด้วยล่ะ’

‘ค่ะ’ นั่นแสดงว่าเขาจะไม่ไปร่วมแสดงความยินดี เธอไม่หวังหรอก เพราะรู้ว่าเขาไม่มีเวลา และเธอก็ไม่มีค่าคู่ควร


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น