Ranmaru *

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โทรครั้งที่ 13 :: ตัวตลกที่ชื่อว่าแจน [ครบ - 100% -]

ชื่อตอน : โทรครั้งที่ 13 :: ตัวตลกที่ชื่อว่าแจน [ครบ - 100% -]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2561 18:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โทรครั้งที่ 13 :: ตัวตลกที่ชื่อว่าแจน [ครบ - 100% -]
แบบอักษร


โทรครั้งที่ 13 ตัวตลกที่ชื่อว่าแจน


          จู่ๆ บรรยากาศในบ้านก็เปลี่ยนไปเมื่อผมสบกับดวงตาที่กำลังฉายแววไม่พอใจ คำถามที่เจ้าตัวส่งออกมาทำเอาผมยืนอ๊องไปครู่หนึ่ง คำถามง่ายๆ แหละแต่ทว่าผมไม่รู้จะตอบยังไง ในหัวแทนที่จะมีคำตอบมันกลับเต็มไปด้วยคำถาม

            หนึ่ง...ไอ้พอลมันโกรธอะไร สอง...ทำไมต้องมองผมเหมือนผมเป็นคนผิด และสาม...กูจะรู้สึกผิดทำไม!

            ทางด้านพี่ณะก็ได้แต่มองคนมาใหม่อย่างไม่เข้าใจ พอลละสายตาจากผมไปยังคนที่กำลังเปลือยท่อนบนแทน ไอ้แววตาแบบนั้นผมรับรู้ได้ทันทีว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไร

            “เอาโดนัทมาให้พี่ใช่ไหม” ต้องแก้สถานการณ์ ผมเอ่ยถามพลางเดินไปหา

            “ครับ” ร่างสูงตอบรับเสียงแข็ง ยังคงจ้องพี่ณะไม่วางตา มึงพุ่งเข้าไปงับหัวพี่เขาเลยไหมล่ะหืม

            เมื่อเดินถึงตัว ผมคว้าแขนพอลทันที กระตุกยิกๆ ให้มันหันมามอง แล้วก็ต้องเผลอย่นคอหนีเมื่อร่างสูงหันมา ตาดุใส่แจนทำไม จะกินหัวพี่อีกคนใช่ไหม

            “ออกไปคุยกันข้างนอกแป๊บดิ” กระซิบกระซาบให้ได้ยินกันสองคน คว้ากล่องโดนัทในมืออีกฝ่ายแล้วหันไปหาพี่ณะ

            “เดี๋ยวผมมานะพี่ จะกินโดนัทรอก็ได้นะ” เมื่อเอ่ยออกไปแบบนั้นคนซื้อโดนัทก็แทบจะกลายร่างเป็นสัตว์ดุร้ายแล้วเขมือบหัวผม จากสายตานั่นผมอ่านได้แบบนี้...ผมซื้อมาให้พี่นะ กล้าดียังไงเอาไปให้คนอื่นกิน

            แจนขอโทษ

            “เอ่อ...เดี๋ยวผมมา” เอาโดนัทวางปุ๊บก็ลากไอ้เด็กตัวสูงออกมาที่หน้าบ้าน มันยืนกอดยืนเหมือนกำลังสอบสวนนักโทษทำผิด ขอถามอีกครั้งได้ไหมฮับ แจนผิดอะไร!

            “ไหนบอกไม่ใช่แฟนไง” พอลมันเปิดก่อนเลย ที่ผ่านมานายได้นับดูบ้างไหมว่าถามคำนี้กี่รอบแล้ว

            “ก็ไม่ใช่แฟนไง”

            “แล้วทำไมเขาอยู่ในบ้านพี่”

            ต้องอยู่ได้ดิ ถึงบ้านกูจะมีพระแต่พี่เขาก็ไม่ใช่ผี เอิ่ม...ถ้าตอบแบบนี้มีหวังได้โดนตบสลบคาพื้นแน่ๆ

            “เขามาจ้างพี่ให้วาดรูปน่ะ”

            “รูปนู้ดเหรอ ถึงได้ถอดเสื้อ”

            “นู้ดบ้าอะไร! พี่ทำสีเลอะเสื้อพี่เขาก็เลยเอาไปซักให้ จากนั้นนายก็เข้ามา เรื่องทั้งหมดเป็นแบบนี้แหละครับหัวหน้า” อธิบายแบบสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ ทว่ายังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์อยากขบหัวของคนตรงหน้าได้

            น้องจะให้พี่ทำยังไงดีครับไหนพูดสิ หืม

            “และพี่ก็ต้องนั่งทำงานโดยมีเขาถอดเสื้ออยู่ในบ้านเนี่ยนะ” พอลทำหน้าไม่สบอารมณ์ มือหนาเสยผมขึ้นบ่งบอกอาการหัวเสียและตามมาด้วยคำสบถอีกหลายคำ พอลหงุดหงิดอันนี้ผมเข้าใจ แต่ที่ไม่เข้าใจคือมึงจะหงุดหงิดเพื่อ

            “เป็นอะไร”

            “พี่แจน ผมไม่ชอบแบบนี้เลย”

            “แบบนี้? แบบนี้มันแบบไหนวะ”

            “ก็ผู้ชายคนนั้นไง จับโยนออกจากบ้านได้ปะ” กูว่านะ จับมึงไปโยนทะเลก่อนเลยอันดับแรก เมื่อกี้หัวเสียตอนนี้มึงมาอ้อนใส่ เป็นอะไร ไบโพล่าร์เหรอหนู

            ผมถอนหายใจ หรี่ตามองคนตัวสูงพลางเอามือเท้าเอว อาการแบบนี้มัน…

            “ทำอย่างกับหึงพี่” ถามออกไปแล้วพอลก็ชะงัก ดวงตาคมเบนหนีไปทางอื่นริมฝีปากพึมพำคำสบถอีกรอบ วันนี้ดูมึงหยาบคายเป็นพิเศษนะน้องพอล

            “ก็ไม่ใช่ว่าหึง ผมแค่ไม่ชอบ”

            “ไม่ชอบอะไร” ผมจี้ต่อ

            “ผู้ชายคนนั้น ที่เขามาส่งพี่ ที่เขาอยู่ในบ้านพี่ ที่เขาใกล้ชิดพี่ ผมไม่ชอบมันทุกอย่าง” คราวนี้กลายเป็นผมเสียเองที่ชะงัก คำพูดและแววตาจริงจังนั้นก็ทำให้ใจผมสั่นไปวูบหนึ่ง ผมหลับตาลงเรียกสติกลับมา บอกตัวเองในใจซ้ำๆ ว่าอย่าไปหวั่นไหวอะไรกับคนตรงหน้า เพราะตอนนี้ผมเองก็มีคนในใจอยู่แล้ว แม้ว่าจะยังไม่เคยเจอหน้ากันก็ตาม

            “ขอโทษนะ ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย นายมีสิทธิ์อะไรมาไม่ชอบ”

            พอลเบิกตากว้าง ดูเหวอไปเลยเมื่อได้ยิน นี่ผมพูดแรงไปหรือเปล่านะ

            “อีกอย่างมันบ้านพี่ พี่จะให้ใครเข้าก็ไม่เห็นจำเป็นต้องขออนุญาตนาย” ยิ่งพูดพอลยิ่งเหวอ เห็นแล้วก็สงสาร แต่ผมต้องตัดใจพูด ไม่อย่างจะยิ่งเลยเถิด

            ผมตัดสินใจทิ้งอีกฝ่ายไว้ตรงนั้นและเดินกลับเข้ามาข้างใน ผมเงยหน้าถอนหายใจ เอนแผ่นหลังพิงกับประตูบ้าน พี่ณะยังคงนั่งอยู่ที่เดิม คิ้วเข้มยกขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าแย่ๆ ของผม

            “คุณโอเคนะ”

            “พี่ณะกลับก่อนได้ไหมครับ ส่วนเรื่องรูปถ้ามีอะไรสงสัยเดี๋ยวผมจะโทรไป” ผมเอ่ยขอร้อง ทว่าก็ชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ “อ่า...เสื้อพี่ยังไม่แห้งนี่น่า”

            พี่ณะส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไร ผมมีเสื้ออีกตัวในรถ”

            อ้าว...ฟาคคคค!! แล้วทำไมไม่บอกกูแต่แรก ไอ้พี่ณะมึง!


…………..


            เหมือนตอนนี้ตัวเองเป็นใครก็ไม่รู้ เหมือนเป็นแจนในอีกร่างหนึ่ง ชีวิตปกติในแต่ละวันต้องเป็นแจนที่พร้อมจะพ่นไฟใส่ทุกสิ่งอย่างที่ทำให้ขัดใจ แต่ทว่าตอนนี้กลายเป็นแจนที่นั่งถอนหายใจทิ้งไปเรื่อยๆ

            ผมนั่งทำงานด้วยอารมณ์ที่เอื่อยกว่าปกติ ส่วนงานพี่ณะเอาไว้ก่อนยังไม่มีอารมณ์ ไหนๆ คนจ้างเขาบอกเองว่าไม่รีบ ถ้าเร่งมานะผมงับหัวพี่ณะแน่ แล้วดูเมื่อเช้าสิ มันร้ายมากครับหัวหน้า มีเสื้ออีกตัวอยู่ในรถก็ไม่บอก ทำเป็นเนียนถอดเสื้อโชว์อยู่ได้

            ใจจริงพี่อยากอวดใช่ไหม บอกมา

            ณ เวลาเที่ยงคืนกว่าๆ ผมอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน ไม่ทำแล้วจ้างาน กระโดดขึ้นเตียงได้ก็คว้าโทรศัพท์มาต่อสายหาเพื่อนสาวคนสวย ดูท่ารายนั้นน่าจะกำลังจับมือถืออยู่ เพราะรับสายอย่างไว

            [ไงแรด]

            ทักทายคำแรกก็เล่นเอาอยากแจกดอกไม้ให้ทั้งสวน เพื่อนเหี้ย

            “หงส์ กูมีเรื่องปรึกษา”

            [อีกแล้วเหรอวะ ทำไมมึงปัญหาเยอะจัง] เสียงเอือมว่ากลับมา เบะปากน้อยใจใส่ได้ปะโดนพูดแบบนี้ นี่แจนไงหงส์ ที่เราเล่นพ่อแม่ลูกด้วยกันตอนเด็กๆ ไง หงส์จำไม่ได้เหรอ

            “มึงเคยรู้สึกแบบ...หวั่นไหวกับคนสองคนในเวลาเดียวกันปะ”

            [วันทองเหรอมึง]

            ฟาคคค! ทองที่ดอกของมึงน่ะสิอิห่านฟ้า! ผมอ้าปากพะงาบๆ อยากด่าใจจะขาด แต่ไม่ได้ ต้องเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวมันวางสายใส่ หายใจเข้าออกให้ฉ่ำปอดอีกครั้งแล้วพูดต่อ

            “ไม่ใช่อย่างนั้น คือมันแบบ...เพราะสองคนนี้ให้ความรู้สึกว่าคล้ายกันล่ะมั้ง” ทั้งน้ำเสียงที่คล้ายกัน การตอบโต้คำพูดต่างๆ มีหลายครั้งเหมือนกันที่ผมรู้สึก

            [สาบานดิ๊ว่ามีแค่สอง]

            ผมจิ๊ปาก “คนที่เข้ามาไม่นับดิ ที่หวั่นไหวก็มีแค่สองคนนี้”

            [งั้นก็เอามันทั้งสองเลย กูรู้ใจมึงฬ่านพอ]

            ถามผู้รู้...เพื่อนใหม่หาซื้อได้ที่ไหนครับ

            “หงส์อย่าว่าแจน แจนเสียใจ”

            [ตอแหล!]

            ต้องเลิกคบแล้วล่ะ จริงๆ


- 35% -

            ผมได้ยินเสียงถอนหายใจดังกลับมา น้ำเสียงหยอกเย้าเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง [แจน มึงจะสามสิบแล้วนะไม่ใช่เด็กมัธยมวัยใส ที่เรื่องแค่นี้มึงจะมานั่งคิดมาก]

            ผมสะอึกไปเลยกับคำพูดของเพื่อน แทงใจดังจึ้กๆๆ

            [มึงเหงาหรือมึงหวั่นไหวถามตัวเองดีๆ ก่อนไหม มึงอาจจะไม่ได้ชอบจริงๆ ก็ได้] เถียงไม่ออกเลยเมื่อหงส์มันพูดมาอย่างนี้ แต่มันก็ไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียวหรอก แค่รู้สึกแปลกๆ ล่ะมั้ง

            ลองคิดดูนะ ชนกันต์...รายนี้ผมชอบเขา ชอบในแบบที่คนๆ หนึ่งจะชอบใครสักคน เรื่องที่ว่าจะเข้ากันได้ไหม จะไปรอดหรือเปล่า มีนิสัยอะไรตรงไหนของกันและกันที่ไม่ชอบไหมมันต้องรอดูหลังจากนี้ แต่ติดอยู่นิดเดียวตรงที่เราไม่เคยเจอกันเลย ถึงแม้ว่าจะตกลงนัดเจอกันแล้วก็ตาม

            ส่วนไอ้เด็กข้างบ้าน...บอกตามตรงว่าไม่เคยคิดเลยจ้ะ อยู่ๆ มันก็โผล่มา ความคล้ายกันของสองคนนี้ทำให้ผมซึมซับพอลเข้ามาทีละนิด บวกกับช่วงนี้อีกฝ่ายแสดงออกชัดเจนขึ้น ยิ่งเหตุการณ์วันนี้มันชัดจนแบบ...ถ้าผมไม่เข้าใจก็โง่ขั้นสุดแล้ว

            มันเลยเป็นที่มาของความรู้สึกแปลกๆ นี่ไง

            [แจน มึงต้องเลือกสักคนนะ]

            “เออกูรู้…”

            [เพราะถ้ามึงไม่เลือกตอนนี้ หลังจากนี้คงไม่มีให้เลือกแล้วนะ] ปากผมกระตุกแยกเขี้ยวทันทีเมื่อได้ยิน ไอ้เพื่อนคนนี้จริงจังได้ไม่เท่าไหร่มันเอาอีกแล้ว กูแค่จะสามสิบ ไม่ได้แก่ขนาดนั้นไหมล่ะ

            [ว่าแต่อีกคนที่ว่านี่ใครวะ]

            “เด็กข้างบ้าน”

            [มึงกินเด็กเหรอแจน กี่ขวบแล้วล่ะ สาม? หรือสี่?]

            ผมกลอกตา “ไอ้ห่าน กูแจนไม่ใช่ซีอุยที่จะได้ชอบกินตับเด็ก”

            [อะล้อเล่นขำๆ สะเก็ดดาว~] ดาวที่หน้ามึงอะ ดูเหมือนว่าเพื่อนผมจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษนะเมื่อกวนผมให้หงุดหงิดได้ เสียงหัวเราะแว่วๆ ดังเข้ามาในสาย นี่แอบขำใช่ปะ ถึงเสียงจะดูคล้ายว่าอยู่ไกลแต่กูได้ยินนะห่าน

            [ว่าแต่มึงนัดกับไอ้เสียงหล่อนั่นวันไหน]

            “พฤหัส เป็นวันหยุดพอดี มารับกูวันพุธนะ เดี๋ยวกูไปนอนบ้านมึง”

            [ไม่ต้อนรับ]

            “กูจะร้องไห้แล้วนะ” แกล้งกูจังมึงเนี่ย เดี๋ยวก่อน เจอหน้าเมื่อไหร่จะตะกุยให้ยับเลย

            [ฮ่าๆ โอ๋ๆ นะหนูแจน] อย่าให้ถึงทีกูบ้างนะมึง


…………….


            เมื่อถึงวันพุธหงส์มันก็มารับผมที่บ้านตามที่คุยกันไว้ การขับรถไม่เป็นมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะ อย่างเช่นครั้งนี้ สะดวกสบายไม่เหนื่อยเพราะได้เพื่อนที่น่ารักมารับถึงที่ แถมไอ้หงส์เป็นคนที่ไม่ได้ขับเร็วมากผมจึงวางใจ ส่วนข้อเสียคือถ้าวันไหนอีกฝ่ายไม่วางและผมต้องไปที่ไกลๆ ก็จะเหนื่อยหน่อย

            เมื่อถึงบ้านไอ้หงส์ เจ้าของบ้านเดินหายเข้าไปในห้องน้ำครู่หนึ่งก่อนกลับออกมากวักมือเรียกให้ผมเดินตาม ท่อนขาเรียวสวยเดินนำเข้ามาที่ห้องครัว ผมเกาแก้มหน่อยๆ มึงหิวเหรอหงส์

            “จะให้กูทำอะไรให้กินเหรอ”

            “ไม่ใช่ มึงต้องเตรียมตัวสำหรับพรุ่งนี้” ผมย่นคิ้ว ต้องเตรียมตัวอะไรวะ ผมยังคงไม่เข้าใจขณะที่มองเพื่อนรักรื้อๆ ค้นๆ อะไรสักอย่างไปด้วย

            เคร้ง!

            เชี่ย! มึงจะก่อการฆาตกรรมเหรอหงส์

            ผมเผลอขยับถอยไปหลายก้าวเมื่อเพื่อนรักคนสวยมันหยิบมีดขึ้นมาวางที่เคาน์เตอร์ มีทุกไซส์ทุกขนาดให้เลือกสรร ตั้งแต่มีดปอกผลไม้ยันมีอีโต้ มึงจะไปฆ่าใครอิหงส์! มึงอย่า!

            “อะไรเนี่ย”

            “ให้มึงเลือกไง”

            “เลือกทำไม”

            “พรุ่งนี้มึงจะไปเจอใครก็ไม่รู้ ถึงจะคุยโทรศัพท์มาก่อนหน้านี้แล้วแต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันใช่ไหมล่ะว่ารายนั้นจะเป็นคนดี มันอาจจะเป็นโจรก็ได้ใครจะรู้ มึงต้องเตรียมพร้อมและป้องกันตัวเองไว้ก่อน เอาสิ เลือกไปสักเล่ม” มือเรียวผายไปทางมีดที่วาววับ สาบานดิ๊หงส์ว่าจะมึงคิดจะให้กูพกอีโต้ไปด้วยน่ะ จะเอาไปเหน็บตรงไหนได้วะ

            “เล่นใหญ่ไปปะมึง บัลลังก์เมฆเหรอ ที่พกง่ายๆ ไม่มีหรือไง” ผมหยิบมีดอีโต้ขึ้นมาในระดับสายตา ริมฝีปากเบ้ออกแบบแหยงๆ อื้อหือคมกริบ สับทีเดียวแขนขาดได้เลยนะ

            “งั้นเอาเป็นอะไร กูมีสเปรย์พริกไทยนะ”

            เออ อันนั้นก็พอใช้ได้

            “เอามีดคัตเตอร์ไปด้วย พกสะดวกดี”

            ต้องมีดด้วยเหรอ

            “หรือจะเอากรรไกร เนียนๆ แถได้ว่าเอามาตัดผม”

            แล้วใครเขาตัดตอนออกไปข้างนอกกันวะ!

            “แต่คิดดูอีกทีมึงเอาเล่มนี้ไปด้วยดีกว่า เล็กๆ พกง่าย เนี่ยๆ เอาไปเลยทั้งสเปรย์ทั้งมีดทั้งคัตเตอร์ ส่วนกรรไกรอันนี้แล้วแต่มึง” คนตรงหน้าว่าแบบนั้นพลางหยิบมีดในกลุ่มพี่อีโต้ออกมาวางตรงหน้าผม

            “ถ้ากูพกไปหมดนี่ไม่ใช่เขาแล้วล่ะที่โจร กูเองนี่แหละ! กูเลย! พกขนาดนี้คนต้องคิดว่ากูเตรียมการใหญ่ปล้นใครสักคนแน่” ผมส่ายหน้าให้ไอ้หงส์ เดี๋ยวเพื่อนมึงก็ได้กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งหรอก

            ดวงตาเรียวสวยตวัดมองผม ร่างบางเท้าเอว “ก็กูเป็นห่วงไหมล่ะ เลือกเอาสักอันเถอะ”

            ผมลอบยิ้มให้กับคำว่าเป็นห่วง รักมันเพราะแบบนี้แหละ ถึงจะด่าผมอยู่บ่อยๆ (เอาจริงก็ด่าตลอด) แต่ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ยังมีความรักความเป็นห่วงให้ ผมกวาดสายตามองของน่ากลัวตรงหน้า

            “งั้นเอาอันนี้ละกัน” ผมเลือกมีดคัตเตอร์อันเล็ก ดูน่าจะพกง่ายที่สุดในบรรดาของที่อีกฝ่ายเอามากอง

            “โอเค” หงส์ยิ้มร่า ดูพอใจละ “มึงพร้อมสำหรับพรุ่งนี้แล้ว”

            เออ ก็พร้อมอยู่ แถมตื่นเต้นด้วย


…………


            [มึงจำคำที่กูบอกได้ใช่ไหม สังเกตดีๆ อย่ามัวแต่หลงผู้ อยู่ในที่คนเยอะๆ เข้าไว้ อย่าเข้าใกล้มันเกินความจำเป็น ระวังตัวให้มากๆ ถ้ามีอะไรโทรหากูทันทีนะ] น้ำเสียงจริงจังกำชับมาตามสาย ตั้งแต่เมื่อคืนยัน ณ เวลานี้ผมฟังไอ้หงส์พูดแบบนี้มาสามครั้งได้ละ

            “รู้แล้วครับแม่” มันคิดว่าผมเป็นเด็กหรือไง ก็ต้องมีระวังตัวกันบ้างแหละน่า อีกอย่างนัดกันในวัดจ้า ถ้าชนกันต์กล้าทำอะไรผมถือว่าใจบาปมาก และวัดนี้คนก็เข้ามาทำบุญเรื่อยๆ แม้จะเป็นวันธรรมดา

            [อย่าลืมนะ! เดี๋ยวกูทำงานก่อน] ผมอมยิ้มเล็กๆ ดูมันสิ จะทำงานอยู่แล้วยังมานั่งห่วงผมอีก มึงน่ารักอะหงส์

            ถ้าไม่ติดว่าชอบผู้ชาย กูจะเอามึงทำเมีย

            “ครับๆ เดี๋ยวกูโทรหานะ”

            [โอเค]

            เมื่อวางสายไอ้หงส์ผมก็ส่งไลน์หาชนกันต์ต่อเลย ฝ่ามือผมชื้นเหงื่อเล็กน้อยจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวและความตื่นเต้นเล็กๆ

            Je T’aime Janz : ผมถึงแล้วนะ คุณอยู่ที่ไหน

            Chanagun’ P : ผมอยู่ตรงที่ให้อาหารปลาครับ เดินเข้ามาไม่ไกลเท่าไหร่

            ดวงตาไล่อ่านข้อความ ขาก็เปลี่ยนทิศทางก้าวเดินไปยังที่ที่อีกฝ่ายอยู่ ผมพิมพ์ข้อความตอบกลับไปโดยที่พยายามเงยมองข้างหน้าไปด้วย เดี๋ยวเกิดไปชนใครเข้าแล้วเขาจะด่ากลับมา

            เอดรอก เดินไม่มองทางเลย เล่นมันเข้าไปสิโทรศัพท์น่ะ! อะไรแบบนี้

            Je T’aime Janz : ขอลักษณะเด่นหรือชุดแต่งกายให้ผมสังเกตเห็นคุณง่ายๆ หน่อยสิ

            พิมพ์ไปก็ตื่นเต้นไปนะเออ

            Chanagun’ P : เสื้อแขนยาวลายทางขาวดำ กางเกงยีนส์ขาดๆ สีซีด

            ยอมใจ ร้อนจะตายห่าอยู่แล้วยังใส่แขนยาว

            Je T’aime Janz : โอเค

            เมื่อเดินถึงที่หมายผมก็กวาดสายตาหาชนกันต์ทันที เอาคนที่ตัวสูงๆ ไว้ก่อน ผมไล่สายตาไปเรื่อยๆ ก่อนจะสะดุดเข้ากับร่างสูงที่ดูคุ้นตา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เจ้าตัวหันมาเจอผมพอดี ริมฝีปากหยักนั่นยกยิ้ม ท่อนขายาวก้าวเข้ามาหา ทว่าอะไรก็ไม่สะกิดใจผมเท่ากับเสื้อผ้าบนร่างกายนั่น

            เสื้อลายทางขาวดำแขนยาว กางเกงยีนส์สีซีด…

            สมองผมยังประมวลผลอะไรไม่ทัน รู้อย่างเดียวในตอนนี้คือใจผมเต้นแรงมาก ร่างกายเหมือนจะชาๆ ยังไงก็ไม่รู้

            “พอล?” ผมพึมพำชื่อคนตรงหน้าเสียงสั่น เดี๋ยวก่อน! ผมคิดอะไรไม่ทันจริงๆ “มาทำ...อะไร…”

            ที่นี่…

            “คุณแจน…” ดวงตาคู่นั่นสั่นไหวเล็กๆ คล้ายมีความกังวลและหวั่นกลัวอยู่ในที

            !!

            ผมยืนอึ้ง รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ขณะที่พอลก้มหน้าลงนิด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันในท่าทีของคนที่กำลังขาดความมั่นใจ เจ้าตัวสูดหายใจลึกๆ ก่อนเงยหน้าสบตา

            “พี่แจนครับ ผม…ชนกันต์เอง”


- 75% -


            เมื่อสิ้นเสียงคนตรงหน้า ความรู้สึกของผมคือว่างเปล่า สมองมันคิดอะไรไม่ออก มึนงงเหมือนโดนฟาดอย่างหนัก ดวงตาได้แต่เบิกกว้างจ้องร่างสูงอย่างไม่อยากเชื่อ โดนถีบหน้าตอนนี้ก็ไม่เจ็บอะเพราะมันชาจนแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว

            หมายความว่าไงวะ คำๆ ดังซ้ำไปซ้ำมาให้หัว

            จะบอกว่าชนกันต์กับพอลเด็กข้างบ้านผมคือคนๆ เดียวกันงั้นเหรอ? แล้วทำไม...ก่อนหน้านี้…

            ผมเม้มริมฝีปาก เมื่อตั้งสติได้สิ่งแรกที่ทำคือหันหลังกลับ ขาก้าวยาวๆ ออกมา ไม่สนเสียงของอีกฝ่ายที่เรียกตามหลัง

            “พี่แจน! เดี๋ยวก่อนสิครับ”

            จากช่วงขาที่ต่างกันทำให้ผมต้องเปลี่ยนเป็นวิ่งแทน ริมฝีปากล่างถูกขบกัดจนเจ็บ แต่มันไม่เจ็บเท่ากับที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองโดนหลอกหรอก

            “พี่แจน ฟังผมก่อน!” ไอ้พอล...ไม่สิชนกันต์ แม่งเอ้ย! ผมควรจะเรียกมันว่าอะไรดีวะ น้ำเสียงที่เรียกผมเริ่มร้อนรนขึ้นเมื่อเห็นว่าผมไม่ฟังอะไรเลย แหงดิ! ใครจะไปฟังมึง ใจจริงผมอยากหันกลับไปตะโกนใส่หน้ามันแล้วถามว่ามึงกำลังเล่นเหี้ยอะไรอยู่ แต่สำนึกได้ไงว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน เลยได้แต่เก็บความอัดอั้นไว้ในใจ

            วิ่งหนีไอ้เวรนั่นก็สบถในใจไปด้วย มันเหี้ยอะไรวะ! แล้วที่ผ่านมาคืออะไร มันทำไปเพื่ออะไร แล้วทำไมผมต้องมาเจออะไรแบบนี้

            “ผมขอโทษ พี่ฟังผมก่อนได้ไหมครับ” พอลยังตื๊อไม่เลิก แต่ ณ เวลานี้ผมไม่ฟังอะไรทั้งนั้น แม้แต่หน้ายังไม่อยากมอง ออกมานอกวัดได้ผมก็โบกแท็กซี่และกระโดดขึ้นไปนั่งทันที ราวกับฉากในละคร ร่างสูงพุ่งเข้ามาเคาะกระจกรัวๆ

            “ไปเลยพี่” ผมเบือนหน้าหนีสายตาเว้าวอนนั่น พี่คนขับก็ทำตามอย่างว่าง่าย ผมพึมพำบอกซอยบ้านไอ้หงส์ให้พี่เขาก่อนจะเอนศีรษะพิงกับเบาะรถพลางถอนหายใจ

            “ทะเลาะกับแฟนเหรอน้อง” ผมผงกหัวขึ้นมาเมื่อพี่คนขับชวนคุย ชวนคุยไม่ว่า ยังมองผ่านกระจกมองหลังเพื่อสบตาผมอีก เฮ้ยพี่! มองถนนดิวะ!

            “เปล่าครับ”

            “เฮยยย อย่าปฏิเสธน่า เรื่องชายรักชายพี่รับได้ เอาคำปรึกษาไหม เรื่องรักๆ พี่ถนัด” ได้ทีพี่แกคุยโวใหญ่เลย ผมก็อยากแนะนำให้พี่ตั้งใจขับรถฮะ ยังอยากถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

            “ไม่เป็นครับขอบคุณมาก ผมว่าจะโทรหาเพื่อนน่ะ”

            “เอางั้นเหรอ ถ้าอยากได้บอกนะ ระหว่างทางพี่จะแนะนำเอง” จ้า~ คนดีไปอีก ก็ยังดีกว่าชวนคุยการเมืองล่ะนะ ช่วงนี้ยิ่งแตะต้องไม่ได้อยู่ เปราะบางเยี่ยงเพลงพี่ตูน หึๆ

            ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาไอ้หงส์ ทั้งๆ ที่คิดว่าคงไม่โทรไปรบกวนเวลาทำงานของมัน แต่ทว่าตอนนี้ผมไม่ไหวจริงๆ สมองยังตื้อๆ อยู่เลย

            [ฮัลโหล ว่าไงมึง ทำไมโทรมาเร็วจัง หลงทางเหรอ] เสียงใสแซวเข้ามา

            “มึง…”

            [ว่าไง]

            “กู...กูไม่ไหวว่ะ มัน...เหี้ย กูบอกไม่ถูก กูยังช็อกอยู่” พูดไปเสียงก็สั่นไป ผมยกมือขึ้นมากุมใบหน้า ฟันขบกัดริมฝีปากอีกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ กัดปากจนรู้สึกเจ็บแบบนี้ไม่ใช่ฝันแน่นอน แล้วมันทำไปเพื่ออะไรวะ

            สนุกงั้นเหรอ เฮอะ! กูไม่สนุกกับมึงด้วยหรอกนะ

            [เป็นอะไร มันทำอะไรมึง หรือว่ามันหน้าเหี้ย] ไอ้หงส์ดูร้อนรนขึ้นมานิดหน่อย

            หน้าเหี้ยงั้นเหรอ? ไม่อะ มันหน้าตาดีมาก ส่วนเหี้ยคือคำที่อยากด่ามัน

            “กูกลับไปรอมึงที่บ้านนะ เสร็จงานแล้วรีบกลับมาหากูนะหงส์”

            [มึงเป็นอะไรวะเนี่ย อ่า...ได้ๆ ถึงบ้านแล้วโทรหากูอีกครั้งนะ] ไอ้หงส์กำชับด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

            “อือ”


……………..


            Chanagun’ P : พี่แจนครับ ผมขอโทษ

            Chanagun’ P : ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังพี่นะ

            Chanagun’ P : รับสายผมหน่อยได้ไหมครับ ขอให้ผมได้อธิบาย

            Chanagun’ P : ผมขอโทษจริงๆ ขอร้องล่ะครับรับสายผมหน่อยเถอะ หรือไม่ตอบกลับหน่อยก็ยังดี

            Chanagun’ P : พี่แจน ได้โปรด

            และอีกหลากหลายคำขอโทษที่ปรากฏขึ้นมาบนหน้าต่างแจ้งเตือน ผมกลับมาถึงบ้านไอ้หงส์แล้ว และอีกฝ่ายก็ไลน์มาไม่หยุดสลับกับโทรเข้า ผมไล่สายตาอ่านทุกข้อความแต่ไม่คิดจะเข้าไปตอบแม้แต่น้อย คำของโทษของพอลนั้นไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลย กลับกันมันยิ่งทำให้ผมโกรธมากขึ้น

            ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง? งั้นแสดงว่ามึงรู้อยู่แล้วสินะว่าเป็นกู ก็ใช่แหละ ทั้งรูปในไลน์ ทั้งที่อยู่บ้าน ยังไงทาง ADS ก็มีอยู่แล้ว และทั้งๆ ที่มึงรู้แต่มึงกลับไม่พูด แกล้งโทรคุยกับกู ปั่นหัวกูไปเรื่อยๆ

            เรื่องนี้สินะที่มึงอยากจะบอก เฮอะ! โคตรเซอร์ไพรส์เลยว่ะ

            ผมล็อกหน้าจอมือถือและโยนมันไว้ข้างๆ ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ ดวงตาหลับลงอย่างต้องการสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึก ไม่...ผมไม่ได้อยากร้องไห้ แต่ผมโกรธจนไม่รู้จะระบายออกมายังไง อึดอัดไปหมด ครั้นจะแหกปากร้องตะโกนก็ดูเหมือนมันจะไม่ช่วยอะไร

            “แจน! กูกลับมาแล้ว” ผมลืมตาขึ้น ผงกศีรษะมองร่างผอมเพรียวที่เดินเข้ามาใกล้

            “ทำไมกลับมาเร็วจังวะ”

            “กูบอกพี่หมูบินว่าเพื่อนใกล้ตาย เขาเลยให้กูกลับมาก่อน”

            หยาบคายจังมึงนี่ แช่งกูแบบนี้ได้ไง

            “แล้วมึงเป็นอะไร บอกมาใครทำอะไรมึง ทำไมไม่เอาคัตเตอร์กระซวกไส้มัน” แหม มึงอยากเห็นเพื่อนเป็นฆาตกรเหรอ อีกอย่างนั่นในวัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอยู่นอกวัดแล้วจะทำได้

            ถ้าถามถึงใจจริงก็อยากทำอยู่ ผมโกรธสุดๆ เลยตอนนี้

            ผมถอนหายใจ โถมตัวเข้ากอดเอาหน้าซุกกับไหล่บองบาง ไอ้หงส์ชะงักไปวูบหนึ่ง พอตั้งตัวได้ก็ยกมือลูบหัวปลอบ

            “ไหน เป็นอะไรเล่าให้ฟังสิ”

            ผมหลับตาลงอีกครั้งพลางถอนหายใจ ก่อนจะถ่ายทอดเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนรักได้ฟัง แรกๆ เจ้าตัวก็นั่งฟังไปขมวดคิ้วไป แต่พอเล่าจบแม่คุณก็แทบจะกลายร่าง เตรียมที่จะพุ่งไปหยิบอีโต้ในครัวทันที

            “ไอ้เวรนั่น!” ของขึ้นไปแล้วจ้า ขึ้นซะผมไม่กล้าขึ้นตามเลย

            “เฮ้อ”

            “ทำไมมันทำแบบนี้วะ ถ้าบริสุทธิ์ใจก็น่าจะบอกตั้งแต่แรก บ้านอยู่ข้างๆ กันแท้ๆ” ผมพยักหน้ารับเบาๆ ใช่ เห็นด้วยเลย อย่างที่หงส์มันบอกนั่นแหละ ถ้าไม่ได้ต้องการหลอกแล้วจะปิดบังเพื่ออะไร เจอหน้ากันตั้งหลายที มีโอกาสพูดหลายครั้งแต่อีกฝ่ายไม่คิดที่จะบอกเลยสักนิด กลับปิดเงียบ

            “เลิกยุ่งกับมันไปได้เลย” ไอ้หงส์สั่งท่าทางจริงจังและเด็ดขาด

            ไลน์!

            เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เรียกความสนใจจากเราทั้งคู่ให้ก้มลงไปมอง

            Chanagun’ P : พี่เห็นข้อความผมใช่ไหม ขอร้องล่ะครับ ตอบผมหน่อย

            “บล็อกมันไปเลย!” ชี้นิ้วเกรี้ยวกราดใส่โทรศัพท์ มึงอินมากขนมจีน

            “อย่าไปสนใจมัน”

            “แล้วนี่จะเอายังไง”

            ผมเม้มปาก “กูอยากกลับบ้าน”

            “โอเค ไปเตรียมตัว เดี๋ยวกูไปส่ง คืนนี้จะนอนเป็นเพื่อน” ผมมองเพื่อนด้วยแววตาซึ้งใจ ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีสวยนั่นยกยิ้มตอบ...แต่มันเป็นยิ้มที่ชั่วร้ายมาก ก่อนจะตามมาด้วยนิ้วกลาง

            ทำไมเลววะมึงนี่!


………………


            ตั้งแต่ผมกลับถึงบ้านจนตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนเกือบจะตีหนึ่งแล้ว ทว่าชนกันต์...ไอ้พอล...ไอ้เด็กข้างบ้าน เออ! มันนั่นแหละ ยังไม่ละความพยายามที่จะโทรหาผม หรือแม้แต่ไลน์มา ซึ่งเนื้อหาก็เดิมๆ ขอโทษครับ พี่แจนฟังผมหน่อย ผมขอร้องล่ะ

            เฮอะ! ก่อนหน้านี้กูพร้อมที่จะฟังแต่มึงกลับไม่พูด ทีอย่างนี้จะมาพูดอะไร

            Chanagun’ P : จะให้ผมทำอะไรก็ได้ พี่รับสายผมหน่อยได้ไหมครับ

            Chanagun’ P : ผมรู้ว่าพี่โกรธมาก แต่ช่วยฟังผมอธิบายก่อนนะ

            Chanagun’ P : พี่แจนครับ…

            Chanagun’ P : ผมชอบพี่จริงๆ นะ

            กึก

            ผมนิ่งไปเมื่อข้อความล่าสุดปรากฏขึ้นบนหน้าจอ อยากหัวเราะให้ท้องแข็ง ชอบงั้นเหรอ ถ้ามึงชอบกูจริงๆ แล้วมึงจะหลอกกูเพื่อ! ปิดมาตั้งนานเหมือนกูเป็นตัวตลกให้มึงขำเล่นไปวันๆ

            ผมกดเข้าหน้าต่างแชท พิมพ์ข้อความสั้นๆ ตอบกลับไปด้วยอารมณ์ล้วนๆ

            Je T’aime Janz : ไปตายซะ!


- 100% -


○○○○○○○○○○○○○○○○○○○


และอีกอย่าง...ขอแก้ข่าวหน่อย เหมือนจะมีคนเข้าใจผิด ที่บอกว่าอีก 2 ตอนจะเขียนเรื่องนี้จบแล้ว คืออีกสอง 2 ตอนปิดต้นฉบับนะจ๊ะ ไม่ใช่ว่า อีก 2 ตอนหลังจากนี้จะจบ โนววๆ~ มีอะไรอีกเยอะเรื่องนี้ 55

นิยายเรื่องนี้เกือบ 30 สิบตอนจบจ้า อีกยาวเน้อ มีสต็อกไว้ลงอีกหลายตอน :D


อัพเสร็จและจากไปอย่างเงียบๆ

รักคนอ่านนะ ♥




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น