facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 10 : ถนนจักรยาน

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 : ถนนจักรยาน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 89.3k

ความคิดเห็น : 86

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2561 17:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 800
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 : ถนนจักรยาน
แบบอักษร

​เกียร์สีขาวกับกาวน์สีฝุ่น


ตอนที่ 10 : ถนนจักรยาน


“ขึ้นมาดิ”

ไอ้อิฐพูดหลังจากที่ขึ้นคร่อมจักรยานตรงคนขับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันยังใส่เสื้อช๊อปที่ใช้ทำแลปอยู่เลย ส่วนตัวเขาถอดเสื้อกาวน์แล้วเอามาถือไว้แทน

“กูว่ากูเดินก็ได้หวะ กูตัวหนัก กูกลัวล้ม” ไป๋พูดออกมาอย่างตัดสินใจ

“ขึ้นๆ มาเถอะน่า เพื่อนกูบางคนอ้วนกว่ามึงตั้งเยอะกูยังเคยปั่นให้ซ้อนมาแล้ว เอาอะไรกับคุณหมอตัวบางเฉียบอย่างมึงวะ” ไอ้อิฐหันมาพูดแกมบ่นๆ

“แต่ถ้าล้มมึงห้ามมาด่ากูนะเว้ย”

“เออๆ ขึ้นๆ มาเหอะ”

ไป๋ไม่ต่อความยาวสาวความยืด แต่จัดการขึ้นคร่อมจักรยานไอ้อิฐเพื่อมุ่งหน้าสู่คณะวิทย์ ความจริงไอ้อิฐก็ถือว่าเป็นคนดังพอสมควรเลยมั้ง เพราะตอนลงมาใต้คณะพร้อมกับมันมีทั้งเพื่อนทั้งรุ่นพี่ทักมันเต็มไปหมด อย่างว่าแหละนะ มันทั้งหน้าตาดีทั้งเล่นกีฬาเก่ง เวลามันขยันฉีกยิ้มก็คงจะมีคนหลงเสน่ห์มันอยู่ไม่น้อย

“เชี่ยยย ไอ้อิฐ เดี๋ยวนี้ถึงขั้นจีบหมอแล้วเหรอวะ ฮ่าฮ่าฮ่า”

เสียงตะโกนแซวดังโหวกเหวกโวยวายมาจากโต๊ะหินอ่อนตอนที่ไอ้อิฐปั่นจักรยานผ่านโต๊ะไปพร้อมเขา เขาพอจำหน้าได้ เหมือนเจ้าของเสียงจะเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับไอ้อิฐ เขาจำหน้าได้จากห้องแลปฟิสิกส์

“จีบพ่องมึงสิ”

ไอ้อิฐตะโกนตอบออกไปอย่างกวนตีน เสียงด่าของมันเรียกเสียงฮาครืนจากคนบนโต๊ะได้อย่างดี ท่าทางพวกมันจะแซวไอ้อิฐเล่นมากกว่าจะคิดจริงจัง เพราะพอไอ้อิฐตะโกนด่าพวกมันก็ขำและไม่สนใจเขาอีก ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว มันคงพิลึกชะมัดถ้าเขาจะโดนผู้ชายมาจีบ แค่คิดก็ตลกแล้ว

“มึงไม่ต้องไปสนใจนะ พวกนี้มันปากหมาพูดเล่นไปงั้นแหละ”

ไอ้อิฐพูดขึ้นทั้งที่ยังคงขมักเขม้นปั่นจักรยานต่อไป พอสิ้นคำพูดได้ไม่นานมันก็หักเลี้ยวจักรยานออกจากทางจักรยานที่แทรกตัวไปตามทางเดินของนักศึกษา มันหันมาปั่นจักรยานตรงทางถนนรถยนต์แทน ดูเหมือนทางแถบนี้จะมีคนสัญจรไปมาน้อยกว่า

“เกาะเอวกูไว้ได้นะ” มันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ไม่เอาอะ ตลกฉิบหาย” เขาเถียง

“ข้างหน้ามันมีลูกระนาด เดี๋ยวก็ได้ล้มหน้าคว่ำหรอกมึง”

“แล้วมึงจะมาปั่นบนถนนทำไมวะ เมื่อกี้ปั่นอยู่ตรงทางจักรยานอยู่ก็ดีอยู่ละ”

“กูรำคาญพวกปากหมา”

“เชี่ยอิฐ!”

เสียงของเขาอุทานขึ้นอย่างตกใจพร้อมกับคว้าเอวของคนตรงหน้าไว้อย่างตกใจ ใช่แล้ว ไอ้อิฐปั่นข้ามลูกระนาดอย่างที่มันเตือนไว้ แต่มันไม่ได้บอกไว้สักคำว่ามันจะไม่ลดความเร็วลงแบบนี้เลย คนบ้าคนบอที่ไหนปั่นจักรยานข้ามลูกระนาดแบบไม่ลดความเร็ววะ นี่ยังดีว่าลูกระนาดที่มหาวิทยาลัยไม่ได้ชันมาก ไม่งั้นได้ล้มหน้าแหกทั้งคู่แน่

“ก็กูบอกแล้วให้ระวัง”

ฝั่งคนขับพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ถ้าใครมองอยู่ในเวลานี้คงจะเห็นรอยยิ้มแบบปิดไม่มิดของคนที่กำลังปั่นจักรยานอย่างสบายใจเฉิบนี่ เสียดายว่าไป๋ไม่สามารถมองเห็น เขาเลยไม่มีโอกาสได้รู้ว่ารอยยิ้มของไอ้อิฐในเวลานี้มันสว่างไสวแค่ไหน

“ไอ้เชี่ยอิฐ!”

หมอไป๋อุทานขึ้นอีกรอบอย่างไม่ทันขาดคำ เขาเพิ่งปล่อยเอวไอ้อิฐไปได้เมื่อกี้ มันก็พาเขาตะลุยลูกระนาดอีกรอบ ตอนแรกเขาคิดว่ามันจะได้บทเรียนว่าต้องลดความเร็วลง แต่เขาคิดผิด มันไม่ได้ชะลอจักรยานเลย เขาจึงเสียหลักและต้องจับเอวมันเพื่อพยุงการทรงตัวเอาไว้อีกรอบ

“กูบอกให้มึงระวังแล้วนะ”

“กูรู้ว่ามึงบอกให้กูระวัง แต่กูไม่รู้ว่ามึงจะปั่นจักรยานได้เชี่ยแบบนี้ ใครสั่งใครสอนให้มึงไม่ลดความเร็วลงเลยตอนขึ้นลูกระนาดวะฮะ รีบไปเฝ้ายมบาลรึไงมึง”

“ก็จับเอวกูไว้ก็สิ้นเรื่อง เร่งๆ ลดๆ มันปั่นเหนื่อยนะเว้ย” มันเถียงมาอย่างข้างๆ คูๆ

“ถ้ากูล้มลงไปหน้าแหกใครจะรับผิดชอบ หมอเลสิคยิ่งสั่งให้กูงดเล่นอะไรผาดโผนอยู่เนี่ย ถ้าหน้าฟาดแล้วกระจกตากูหลุดมึงจะรับผิดชอบกูยังไง กูไม่อยากกลับไปใส่แว่นหนาเตอะแบบแต่ก่อนแล้วนะเว้ย”

ไอ้ไป๋ก่นด่าไอ้อิฐอย่างรัวเป็นชุด แต่ก่อนเขายังยั้งๆ ปากไว้บ้าง แต่ตอนหลังพอสนิทกันมากขึ้นก็รู้นิสัยกันดี ไม่รู้จะเงียบทำไม ด่ามันนี่แหละ ด่ามันให้มันสำนึก

“ใส่แว่นเหมือนแต่ก่อนก็ดีอยู่แล้ว” อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยเสียงเบาๆ

“ระวัง”

ไอ้คนขับจอมป่วนในเวลานี้พูดขึ้นอีกเมื่อเห็นว่าข้างหน้ามีลูกระนาดอีกชุดใหญ่ มันไม่พูดเปล่าแต่ยังเอามือข้างขวาของมันมาคว้ามือข้างขวาของเขาที่ไม่ได้ถือของอยู่ให้ไปจับเอวมันด้วย หรือถ้าจะให้พูดให้ถูก จับหน้าท้องของมันมากกว่า พอมือของไป๋ได้สัมผัสกับหน้าท้องของไอ้อิฐแล้วก็ได้แต่สะท้อนใจ ขนาดแค่โดนจากนอกเสื้อยังรู้เลยว่าซิกแพคของมันแข็งและแน่นขนาดไหน หุ่นของมันโคตรนักกีฬา ส่วนหุ่นของเขาไม่ต้องพูดถึง ไม่มีความแข็งแรงสักนิด อย่าว่าแต่ฟิตกล้ามเลย แค่ดึงตัวเองให้ไปวิ่งที่ฟิตเนสใต้หอนี่เขายังไม่ค่อยอยากจะทำเลย

“เชี่ยย”

ไป๋ไม่มีโอกาสตัดสินใจมากนัก เพราะไม่ทันขาดคำไอ้อิฐ ล้อหน้าของจักรยานก็สัมผัสกับลูกระนาดไปแล้ว เขาถือคติปลอดภัยไว้ก่อนโดยการคว้าเอวไอ้คนตรงหน้าไว้แน่น นี่ถ้ารู้ว่ามันจะปั่นจักรยานได้หมาไม่รับประทานแบบนี้นะ เขาสู้ยอมเอารถเขามาวนหาที่จอดซะยังจะดีกว่า ไอ้ไป๋นะไอ้ไป๋ ไม่น่าไว้ใจไอ้คิงคองบ้าพลังจอมเถื่อนนี่เลย

“จับเอาไว้ให้ดีนะมึง ถ้าคว่ำไป แผนจะเป็นเดือนมหาวิทยาลัยของมึงล่มแน่”

ไอ้อิฐพูดด้วยเสียงดังไปกว่ากระซิบไปแค่นิดเดียว แต่นั่นก็แทบไม่มีปัญหาในการได้ยินเลย แค่นี้หน้าของเขาก็แทบจะแนบกับแผ่นหลังไอ้คนตรงหน้านี่อยู่แล้ว

“ทำอย่างกูอยากเป็นตายห่างั้นแหละ” เขาตอบแบบประชด

“ไม่อยากเป็นแล้วจะลงแข่งทำไม”

“ไม่ต้องมาทำปัญญาอ่อน มึงนั่นแหละเป็นคนท้ากู”

“กูไม่น่าท้ามึงเลย” ไอ้วิศวะตรงหน้าเขาพูดด้วยเสียงเบาราวกับจะรำพึงกับตัวเองมากกว่าพูดกับเขา

“ไม่ต้องมาพูดมาก กูจะเอากาวน์ของกูคืนให้ได้”

“มึงอยากได้คืนขนาดนั้นเชียวเหรอ กาวน์มึงที่ใส่อยู่ที่หูกูเนี่ย”

“เออดิ นี่มันของรักของหวงกูเลยนะ กูไม่น่าหลวมตัวให้มึงไปเลย”

“ทำไม คนอย่างกูมันแย่มากนักหรือไง”

“กูแค่อยากได้ของกูคืน มึงรีบตัดสินใจสักทีว่าจะใช้สิทธิ์จะสั่งอะไรกู ให้กูเป็นเบ๊ให้มึงสักวันมะ เดี๋ยวกูจะคอยวิ่งซื้อข้าวซื้อน้ำให้มึง แต่พอใช้กูเสร็จก็คืนตุ้มหูกูมา”

“ฟังดูดีนะ แต่กูไม่เอาหรอก”

“แล้วมึงจะเอายังไง”

“ชนะกูให้ได้สิ”

“รางวัลเดือนมหาวิทยาลัยเนี่ยนะ”

“เออ”

“กูแม่งไม่น่าหลวมตัวไปแข่งกับมึงเลย นี่ถ้ากูรู้ว่ามึงมีแฟนคลับเยอะแยะขนาดนี้กูไม่มาแข่งกับมึงให้เสียเวลาหรอก แม่งโคตรไม่แฟร์เกม เสียเวลากูฉิบหาย กูนี่ไม่น่าหัวร้อนกับปากมึงเลย”

ไป๋ยังคงบ่นไม่หยุด ตอนนั้นเขาหมั่นไส้ไอ้อิฐนี่มาก แต่ตอนนี้ไม่ค่อยจะเป็นแล้ว อย่างว่าแหละนะ พอสนิทกันมากขึ้น เขาก็รู้ว่าบางทีไอ้อิฐมันก็แค่กวนตีนไปตามนิสัย

“ความจริงกูก็ไม่น่าท้ามึงแข่งเลย”

“ทำไม กลัวแพ้กูหรือไง ไอ้อิฐเอ๊ย คอยดูรอบตอบคำถาม กูต้องชิงคะแนนจากกรรมการมาชนะมึงให้ได้”

“กูแม่งไม่อยากให้มึงชนะเลย”

“ทำไม หวงกาวน์อะไรนักหนา คืนๆ กูมาเหอะ มึงนี่ก็บ้าการแข่งขันจริงๆ”

“กูไม่ได้หวงกาวน์มึงเท่าไหร่หรอก”

“งั้นมึงก็กลัวเสียหน้าหละสิ มึงมันฮอตมากสินะ ไอ้อิฐผู้มีแฟนคลับในเฟสกว่าหมื่นคน คงมีคนเข้ามาให้เลือกไม่หวาดไม่ไหวเลยหละสิ”

“กูไม่อยากให้มึงเด่นไปกว่านี้ต่างหาก” ไอ้อิฐตอบมาด้วยเสียงเบา

“ทำไมวะ กูเด่นแล้วจะทำไม”

“ไม่รู้ดิ กูว่ามึงเป็นแค่เด็กเรียนบ้าตำราแว่นหนาเตอะแบบตอนม.ปลายก็ดีอยู่แล้ว”

สิ้นคำตอบสุดท้ายของอิฐก็ไม่มีคำพูดใดเกิดขึ้นระหว่างชายทั้งสองคนอีก หากถ้ามีใครสักคนกำลังจับตามองทั้งคู่อยู่ก็คงได้แต่ตั้งคำถามว่าทำไมถนนข้างหน้าก็ตัดเข้ามาสู่ทางราบแล้ว แต่คนหนึ่งก็ยังไม่ปล่อยมือจากอีกคนอีก แต่ไม่มีสายตาไหนและบทสนทนาใดแทรกกลางระหว่างความเงียบของคนทั้งคู่นี้ คนหนึ่งยังคงมุ่งหน้าปั่นจักรยานต่อไปเรื่อยๆ และอีกคนก็ยังคงซ้อนท้ายต่อไปอย่างไม่ถามจุดมุ่งหมาย

หรือความเงียบจะเป็นคำตอบที่แท้จริงของเขาทั้งสองคน




นายพินต้า 

 ติดตามและพูดคุยกับนักเขียนได้ที่ www.twitter.com/ninepinta

ถึงตอนที่ 10 แล้ว เย่เย่เย่ ภาคแรกมีทั้งหมด 40 ตอนและตอนนี้แต่งจบแล้ว ฮ่าฮ่า ไม่ต้องกลัวจะดองและหายไปนะ เพราะแต่งจบแล้ว ยังไงก็คงต้องลงให้ครบหมดแน่นอน แต่จะมีภาคต่อไปไหมไว้รอดูกระแสตอบรับก่อน สารภาพว่านี่คือนิยายรักเรื่องแรกที่แต่ง ยังต้องฝึกฝนและพัฒนาอีกมากยังไงก็ขอคำแนะนำติชมหรือคอมเม้นเป็นกำลังใจด้วยนะ คอมเมนท์จากคนอ่านสำคัญต่อนักเขียนจริงๆ : )

ความคิดเห็น