AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 63 เขตแดนเทพเขตใน

ชื่อตอน : ตอนที่ 63 เขตแดนเทพเขตใน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 147

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ค. 2561 21:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 63 เขตแดนเทพเขตใน
แบบอักษร

ตอนที่ 63 เขตแดนเทพเขตใน

“ก็บอกไปแล้วไง” เสียงอันเรียบนิ่งของไผ่พูดขึ้นเพื่อข่มขู่เหล่าทหาร เมื่อสิ้นเสียงทหารคนนั้นก็ขวัญผวา แต่ด้วยใจที่มีต่อหน้าที่ของตนจึงไม่ยอมเปิดทางให้

“มีใบอนุญาตหรือเปล่า” เขากลั้นใจถาม ไผ่ได้ยินก็ยิ้มมุมปาก

“ไม่มีใบอนุญาต แต่ข้ามีสิ่งนี้” เสียงอันเย็นเย็บของไผ่เอ่ยตอบ มือขวาพลันสะบัดด้วยความเร็วที่สายตาคนปกติมองไม่ทันพลันปรากฏสิ่งหนึ่งอยู่ในมือ ลูกทรงกลมเล็กๆ หนึ่งลูก และผลึกเหลี่ยมอีกอันหนึ่ง ที่เปล่งแสงประกายวาววับจับตาชวนหลงใหลในความสง่าของมัน ทหารทั้งสองเมื่อได้เห็นสิ่งนี้สมองถึงกับว่างเปล่าไปทันใด แต่ก็ตั้งสติได้ในเวลาอันสั้นสมกับเป็นทหารผู้มากประสบการณ์

“นั่นมันผลึกเวท ส่วนก้อนกลมๆ เรืองแสงนั่นคือสิ่งใด” เสียงอันตื่นตระหนกพูดขึ้นเมื่อเห็นของสองสิ่ง ผลึกเวทนั้นเป็นที่รู้จักกันดีของผู้คนเมืองเดเรนซ์อยู่แล้ว แต่ผลึกที่อยู่ในมือของไผ่นั้นเป็นผลึกระดับสูงที่หาดูได้ยาก

อีกทั้งผลึกที่สามารถเรืองแสงออกมาได้นั้นไม่ค่อยจะมีให้เห็นกันทั่วไป ส่วนใหญ่จะเจอในแวดวงระดับมหากิลด์ เพียงแต่ว่าสีสันของผลึกเหล่านั้น ยังไม่เปล่งประกายเท่าสิ่งที่อยู่ในมือของไผ่ นี่นับว่าเป็นเรื่องอันน่าตกใจสำหรับที่นี่เลย

ทหารถามไผ่ด้วยความอึ้ง และแสดงออกถึงความอยากรู้ว่าลูกกลมๆ ที่อยู่ในมืออีกชิ้นคือสิ่งใด เท่าที่ดูแล้วมันเปล่งความขลังและแรงกดดันออกมามากกว่าผลึกเวทเสียอีก

ไผ่เมื่อเห็นว่าแผนของตนสำเร็จก็เผยยิ้มเบาๆ ที่มุมปาก สายตาฉายแววพอใจวูบหนึ่งแต่แล้วก็จางหายไปในพริบตา นับว่านี่คืออีกบุคลิกหนึ่งที่ไผ่แสดงออกมา

“สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่พวกเจ้าจะต้องรู้ เพราะมันเกินขอบเขตของพวกเจ้า อีกอย่าง สิ่งที่ข้าถือทั้งสองอย่างนี้ล้วนมิใช่ของธรรมดาทั่วไป เพราะงั้น คุณค่าของมันเพียงพอที่จะเปิดประตูให้ข้าได้เข้าไปพูดคุยตามคำเชื้อเชิญของกิลด์กุหลาบสีเลือดได้หรือยัง” ไผ่เปล่งคำพูดอันเย่อหยิ่งและเย็นชาออกมา แต่คำพูดสุดท้ายนั้นทำให้ทหารเฝ้าประตูถึงกับสั่นสะท้าน

*กิลด์กุหลาบสีเลือด! หากที่หมอนี่พูดเป็นความจริง นั่นก็แปลว่าเขามีสิทธิ์ที่จะเข้าไปในนั้น แต่ว่าหากไม่จริงล่ะ* ทหารครุ่นคิดด้วยความตื่นตระหนกภายในใจ

“ละ แล้วใครคือผู้เชื้อเชิญ ได้โปรดบอก” หน้าที่คือหน้าที่ เหล่าทหารต้องการข้อมูลที่แน่ชัด แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่อย่างน้อยก็ขอให้มีข้อมูลเล็กน้อยที่พอจะสืบเรื่องราวเท็จจริงได้ ส่วนไผ่เมื่อเห็นสีหน้าของเหล่าทหารแบบนั้นจึงตอบและเพิ่มเติมอีกนิด

“โรส อาย หากเจ้าไปสืบหาข้อมูลว่าจริงหรือไม่ก็ให้บอกเธอ ว่าข้า ชื่อไผ่ อัคคี เทวะอัสนีผู้สร้างศาสตราให้เธอ ข้าบอกในสิ่งที่พวกเจ้าถามแล้ว ทีนี้เข้าไปได้หรือยัง” ไผ่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทหารทั้งสองนายพยักหน้าพร้อมกับให้สัญญาณเปิดประตู และทำสัญลักษณ์มือเป็นการชูนิ้วสามนิ้ว บ่งบอกว่าให้ส่งคนติดตามชายผู้นี้ไปอย่างลับๆ 3 คน

“เชิญเข้าไปข้างใน” ทหารทั้งสองพูด ไผ่พยักหน้าให้ทีหนึ่งแล้วจับมือนานะน้อยเดินเข้าไปในประตู ซึ่งมีอีกบานซ้อนกันอยู่อีกที จนไปถึงบานท้ายสุดก็ได้มายืนอยู่หน้าทัศนียภาพที่โอ่อ่าตระการตา

ถนนที่ยืนอยู่นั้นเป็นเส้นทางขนาดใหญ่ที่มุ่งตรงไปสู่ท้ายเมือง ทั้งยังมีถนนแยกอีกหลายสาย ร้านค้าต่างๆ จำนวนมากมายที่มีคนเดินจับจ่ายซื้อของอย่างครึกครื้น ทั้งคนของที่นี่และจากเขตแดนอื่นๆ มากมาย เพราะเขตในนี้เปรียบดั่งสวรรค์ของบนโลก ชุดที่ไผ่สวมใส่อยู่เมื่อเทียบกับชุดของคนที่นี่เรียกได้เลยว่าเขาคือยาจกคนหนึ่ง

บุรุษสตรีที่แต่งกายเลิศหรูสะพายดาบที่มีลักษณะแตกต่างกันทั้งดาบเรียวเล็ก ดาบสองคม ดาบยาว ดาบสั้น ดาบใหญ่น้อยตามแต่ลักษณะการแต่งตัวอีกที ซึ่งให้เดาน่าจะบ่งบอกถึงสถานที่อาศัยหรือเมืองของพวกเขา คนเหล่านี้มักจับกลุ่มกันราว 20 -–30 คน ทั้งแววตาและสีหน้าล้วนแสดงถึงความมีฝีมือของพวกเขา

เมื่อไผ่ก้าวเข้าไปยังกลุ่มคนที่ครึกครื้นเหล่านั้นต่างก็มีคนมองมายังเขากันถ้วนหน้า นั่นเพราะการแต่งกายของไผ่ที่ไม่เหมือนคนอื่น (หมายถึงเครื่องแต่งกายบ่งบอกฐานะ) หนุ่มสาวเห็นไผ่เป็นคนต่างถิ่น แต่ด้วยที่เขามาทางประตูใหญ่ก็คิดว่าเป็นคนของที่นี่

แต่กระนั้นการที่จะมีคนสองคนเดินมาจากประตูกั้นของเมืองนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ส่วนใหญ่แล้วมักจะออกมากันเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยคน และเมื่อพวกเขาเหล่านั้นออกมาจากประตูก็มักจะมีอะไรดีๆ ราคาถูกขายเป็นประจำ ฉะนั้นที่แห่งนี้จึงครึกครื้นไปด้วยร้านค้าและผู้คนจากต่างถิ่นมากมาย

แต่เมื่อเห็นไผ่กับนานะแล้วสีหน้าสงสัยพลันบังเกิด แต่กระนั้นก็ไม่มีใครหัวเราะเยาะ หรือมองด้วยสายตาเหยียดหยาม เพราะท่าทางที่ไผ่กับนานะแสดงออกมานั้นมันเหมือนมีอำนาจอะไรบางอย่างกดดัน ยิ่งเมื่อสบตากับไผ่แล้วก็ยิ่งไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะแววตาของไผ่ตอนนี้นั้นเย็นชาดั่งกับไม่มีใครอยู่ในสายตาเขาเลย

ตาคู่น้อยของไผ่กับนานะกวาดมองรอบด้านอย่างรวดเร็ว แสงสีที่เห็นจากเนตรนั้นดูแปลกประหลาดมาก อีกอย่างเมื่อมองดูดีๆ จะเห็นละอองพลังของผู้คนที่อยู่ที่นี่กำลังถูกดูดออกไปเรื่อยๆ และเพราะพวกนี้แข็งแกร่งมาก นั่นจึงเป็นปัญหาสำคัญที่พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจพลังอันน้อยนิดที่ถูกดูดออกไป

ไผ่มองไปตามเส้นสายพลังก็เห็นมันลอยเป็นเส้นไปยังสถานที่หนึ่ง ซึ่งที่นั่นก็คือ ปราสาทเจ้าเมืองนั่นเอง แม้ก่อนหน้าที่มากับเรย์ล่าจะไม่ได้มาเส้นทางนี้ แต่ไผ่ก็จำกลิ่นของปราสาทได้

“เจ้าเมืองนั่นมันคิดจะทำอะไรกันแน่” ไผ่เปรยเบาๆ พร้อมกับส่งสัมผัสตามกระแสพลังนั้นไป แต่เมื่อไปถึงยอดประสาทเจ้าเมืองก็เหมือนกับมีม่านสีดำที่เข้มข้นสะท้อนจิตสัมผัสของไผ่ออกมา

ในระหว่างนั้นพลันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างอันบางเบา แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร ซึ่งมันอยู่ที่ยอดประสาทเจ้าเมือง ส่วนพลังที่สะท้อนสัมผัสของไผ่ออกมานั้นคือพลังของ....ปีศาจ

“เฮ้ ..เจ้าหนู มายืนเหม่ออะไรตรงนี้ หลงทางเหรอบอกข้าได้นะ จะไปส่ง” จู่ๆ เสียงของบุรุษหนุ่มหน้าหวานคนหนึ่งมาฉุดความคิดของไผ่ เขาคนนั้นมีผมสีน้ำตาล ในตาสีฟ้าออกม่วง ส่วนสูงประมาณ 185 เป็นชายที่หุ่นดั่งนายแบบ ผิวขาว

ไผ่ถอนความคิดและดึงสัมผัสกลับ ไปสบตากับชายหน้าหวานคนนั้น ก็เห็นเขายืนยิ้มด้วยท่าทีเป็นมิตร ยิ่งชุดที่สวมใส่นั้นเป็นเสื้อเกราะอ่อน ข้างเอวมีดาบยาวสองคมเหน็บไว้ ส่วนด้านหลังมีชายอีก 3 คน และหญิงอีก 4 คน ยืนล้อมให้ไผ่อีกเช่นกัน เห็นอย่างนั้นไผ่ก็เปลี่ยนบุคลิกเป็นเด็กใสซื่ออย่างรวดเร็ว

“เอ่อ คือ คือ ผมกำลังจะไปเยี่ยมพี่สาวที่กิลด์กุหลาบสีเลือดน่ะครับพี่ชาย แต่ไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน” ไผ่พูดด้วยท่าใสซื่อแอบบีบน้ำตาทำท่าทางน่าสงสารน้อยๆ ซึ่งก็ได้ผล เหล่าหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังพลันทนเห็นสภาพแบบนี้ไม่ไหวรีบเข้ามาปลอบประโลมทันที

“อย่าร้องสิจ๊ะเด็กน้อย เดี๋ยวน้องสาวเราก็ร้องไห้ตามหรอก เห็นไหมตอนนี้ทำตาแป๋วท่าทางน่ารักเชียว” หญิงสาวส่วนสูง 180 ผมสีน้ำเงิน ตาสีฟ้า ผิวขาวเนียนเข้ามาลูบหัวไผ่แล้วยื่นมือไปจับแก้มนานะแต่ไม่ทันได้ถึงตัว นานะก็บิดกายหลบมือของหญิงสาวทันที

เธอไปหลบอยู่หลังไผ่แล้วแสร้งทำสีหน้าใสซื่อเหมือนกับกลัวคนแปลกหน้า แต่ในใจพลันคิดไปอีกแบบ

-นี่พี่ชายคิดจะทำอะไรอีก เห็นสาวๆ เป็นไม่ได้สินะ นานะขี้เกียจตามน้ำจะแย่อยู่แล้ว-

“แหม่ น้องสาวเราขี้กลัวนะเนี่ย น่าเสียดายจังที่พี่สาวไม่ทันได้จับแก้ม แต่ก็เอาเถอะ หนูชื่ออะไรเหรอจ๊ะ พี่ชื่อเซย์ริน” เซย์รินยิ้มละไมถามไผ่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเอื้อมมือไปลูบผมไผ่เบาๆ

“ผมชื่อไผ่ครับ ตอนนี้หิวมากเลย” ไผ่ตอบด้วยตาใสซื่อพร้อมกับกุมท้องบ่งบอกถึงอาการหิวของตน เซย์รินยิ้มน้อยๆ แล้วคว้ามือไผ่

“มาสิ พี่สาวจะพาไปทานข้าว อืม พร้อมกับเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่เลยดีไหม” เซย์รินพูดด้วยความตื่นเต้นในใจของเธอ อันที่จริงแล้วเธอชอบเด็กน่ารักๆ แบบนี้มาก ยิ่งท่าทางใสซื่อแบบนี้แล้วยิ่งทำให้เธออดใจไม่ไหวจนอยากจะหอมแก้มแล้วกอดให้หนำใจเสียตรงนี้เลย แต่เพราะว่ามีคนเยอะไปจึงไม่กล้าทำ เพราะกลัวจะเสียเกียรติเจ้าหญิง

เซย์รินหันไปมองชายหน้าหวาน

“ไปกันเถอะลูซ พาฉันไปยังร้านอาหาร ตามด้วยร้านเสื้อผ้า” เซย์รินกล่าว

“ขอรับ” ลูซรับคำแล้วเดินนำไปยังสถานที่ซึ่งเซย์รินต้องการ

“พี่เซย์ริน รอมิวส์ด้วยสิคะ เฮ้อ เป็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ไปกันเถอะพวกเรา” มิวส์ หญิงสาวที่หน้าตาอ่อนกว่าเซย์รินมาสองปี เธอมีบุคลิกที่น่ารัก ถ้อยคำที่พูดก็ดูอ่อนโยน

ผมของมิวส์นั้นมีสีน้ำเงินเฉกเช่นพี่สาว แต่ดวงตาจะออกสีฟ้าอ่อน ส่วนอากัปกิริยาของเธอนั้นดูอ่อนโยนน่ารัก ผิดกับพี่สาวที่ดูเย่อหยิ่ง และมั่นคง (ยกเว้นตอนเจอเด็กน่ารักๆ ล่ะนะ)

เมื่อกลุ่มของเชย์รินลับตาไปก็มีกลุ่มของชายร่างใหญ่ 4 คนเดินออกมาจากกลุ่มคนอันครึกครื้นเหล่านั้น สายตาของชายร่างยักษ์คนหนึ่งจ้องไปยังไผ่กับนานะด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำทับถมไปด้วยโทสะอันรุนแรง

“เป็นมัน ข้าจำไม่ผิดแน่ ไอ้คนที่พรากอิสระไปจากชีวิตของข้า ไอ้คนเลวระยำที่พรากแพตตี้ของข้าไป อย่าคิดว่าจะรอดเงื้อมมือข้าไปได้ล่ะ อย่างน้อยก็แค่ตอนที่เจ้าอยู่กับองค์หญิง แต่ถ้าเมื่อไหร่ไม่มีองค์หญิงนั่นอยู่ล่ะก็ จตุรเทพเช่นข้าจะทรมานเจ้าให้สาสม” น้ำเสียงที่มั่นด้วยโทสะและคำพูดที่เย้ยหยันของชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ชายทั้งสามที่ยืนอยู่ด้านหลังมองหน้ากันแล้วพูดเบาๆ

“พรากอิสระจากเจ้างั้นรึอาเบ้ ผิดแล้ว.นายท่านคือผู้มอบอิสระให้พวกเราต่างหาก มีแต่เจ้าเท่านั้นที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ” เสียงกระซิบอันแผ่วเบาเอ่ยขึ้นจากหนึ่งในสามของชายที่อยู่ด้านหลัง และอาเบ้ก็ไม่ได้ยินคำพูดนี้เลยเพราะโดนโทสะครอบงำ

ระหว่างที่พวกเขากำลังยืนมองอยู่ กลุ่มทหารที่ติดตามไผ่ทั้งสามก็แยกไปรายงาน 1 คน เหลือสองคนไว้ติดตามอย่างลับๆ

..............................................................................

ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ไผ่จะเอ้อระเหย รึว่านี่เป็นวิธิดำเนินการของเขา ส่วนชายทั้งสี่คนนั้นคือใคร ก็ให้เดาๆ กันไปก่อนก็แล้วกัน หุหุ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น