เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

47.3 สานวาสนาแห่งสองผู้หลงยุคสมัย

ชื่อตอน : 47.3 สานวาสนาแห่งสองผู้หลงยุคสมัย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 153

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ต.ค. 2562 22:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
47.3 สานวาสนาแห่งสองผู้หลงยุคสมัย
แบบอักษร

พลบค่ำแห่งสองเรา ใต้ซากโบราณวิหารแห่งลิขิตวาสนาผู้หลงยุคสมัย 

แสงอัสดงเคลื่อนผ่านช่องเพดาน ส่องไสวดุจดั่งกำลังโบกมือลาสาวน้อยเยาว์วัย ความมืดเริ่มก่อร่างสร้างเสาเงา โซฟีฝากเมรัยไว้กับแคนดี้ นักเชิดหุ่นน้อยยกมือปากเหงื่อ นางก้มเก็บกิ่งไม้แห้งเพื่อใช้ทำฟืนก่อกองไฟ แววตาใสสดทอประกายสุกสกางามล้ำเยี่ยงดวงดาราสวรรค์ โซฟีมีความคิดพิเรนทร์อย่างใคร่หมายเผาเสื้อเมรัย กระนั้นนักเชิดหุ่นน้อยมิอาจปั้นใจร้ายเหมือนางมาร ลงเอ่ยด้วยโซฟีต้องสละแรงหาฟืนแถวๆต้นโพธิ์ที่เติบโตด้านในห้องที่กว้างใหญ่ 

ลำธารน้ำแล่นมาบรรจบกันกลายเป้นคลองตื้นสูงแตะข้อเท้า ณ ใจกลางห้องมีต้นโพธิ์ที่แตกกิ่งก้านไพรศาล แม้นมันจักสูงชัน ทว่ายังสูงมิแตะเพดานห้อง 

ในน้ำใสสะอาดมีฝูงปลาให้จับเขมือบ โซฟีไว้ชีวิตพวกมันไว้ก่อน รอให้นางก่อกองไฟสำเร็จเมื่อใด ครานั้นพวกมันก็เผ่นหนีไปหมดแล้ว 

พรั่บ 

เปลวไฟลุกโชติช่วง โซฟีอ้าปากดีใจ พลางส่งความรู้สึกปีติให้ตุ๊กตาแมว แล้วค่อยๆหันมองเมรัยอย่างกลัดกลุ้ม จบท้ายด้วยมองเขม่นพุงที่มิช่วยงานอะไรสักอย่าง 

ตะวันค่อยๆเลือนตกขอบฟ้า ชอบสมุทร โซฟีนั่งพักฟื้นพลังชั่วครู่ ปกติเวลาทำงานลอบสังหารโซฟีต้องเรียนรู้ที่จักอาศัยร่วมกับธรรมชาติ เหมือนนายพรานเรียนรู้วิธีล่าสัตว์ งานลอบสังหารบ้างครั้ง เป้าหมายหรือเหยื่อมีบ้านในป่าเขา โซฟีมิอาจพักที่โรงแรม นอนบนเตียงนุ่มๆตลอด นางต้องคอยลอบสะกดรอยเหยื่อเพื่อศึกษา สังเกต วิเคราะห์ และวางแผนลอบสังหารอย่างเฉียบคม โซฟีทำงานเพียงลำพัก ไม่มีเพื่อนร่วมกลุ่ม นักเชิดหุ่นน้อยมิเปิดรับผู้ช่วยด้วย ดังนั้นนางจึงต้องทำทุกอย่างด้วยมือตนเอง กระนั้นพอมีอีซีโอคอยส่งข่าว และสนับสนุนด้านข่าวสาร โซฟีก็มิลำบากดั่งเช่นคราแรกๆที่พึ่งจับมีดไปแทงคน 

เด็กหนุ่มผู้ร่ำรวยคนนั้นช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระนักเชิดหุ่นน้อยอย่างกับจะขโมยงานนางไปทำเองเสียอย่างนั้น 

เรื่องที่พัก อาหาร เสื้อผ้า โซฟีขาดเหลืออันใด อีซีโอจะรีบสั่งคนไปซื้อมาให้ทันที 

นักเชิดหุ่นน้อยอยากปฏิเสธน้ำใจ กระนั้นอีซีโอสรรหาเหตุผลนับไม่ถ้วน ปฏิเสธคำปฏิเสธโซฟี หลายครั้งบอกเขายินดีจ่ายเพื่อนาง หลายครั้งเขาตอบอย่างลูกชายว่านี่คือความต้องการอยากช่วยโซฟี 

“สงสัยจังเขารู้ได้อย่างไรว่าข้าต้องการอะไร” 

โซฟีนั่งเอนหลังพิงผนังห้องข้างๆมีเมรัยทอดกายนอนดั่งเจ้าหญิงนิทรา ชั่ววินาทีหนึ่งที่นักเชิดหุ่นน้อยพินิจเรือนร่างหมอผีน้อยอีกครั้ง นางไล่มองตั้งแต่เท้าจรดใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ เนื่องด้วยเมรัยบาดเจ็บ สภาพยามนี้ร่างกายคงกำลังปรับสมดุลและเร่งฟื้นพลังชีวิตเต็มสิบส่วน โซฟีหลุบตาถอนหายใจฟู่ คราเผลอเหลือบมองริมฝีปากอวบอิ่มโดยบังเอิญ 

รสจูบที่นางฝัน..โดนเมรัยขโมยไปแล้วใช่หรือไม่… 

โซฟีแก้มแดงระเรื่อด้วยมีภาพยามป้อนยาลอยผ่านสมอง มันเป็นอุบัติเหตุ เพราะยามนั้นมันจำเป็นต้องทำเพื่อช่วยรักษาเมรัย กระนั้นอาจเรียกว่าจูบทางอ้อม จะว่าอ้อมก็ไม่เชิง เพราะปากต่อปากมิใช่หรือ โซฟีส่ายหัวดิกๆมิยอมรับ แม้นในใจยอมรับว่าใช่ นักเชิดหุ่นน้อยมิได้หลงรักหรือชอบหมอผีน้อย ความรู้สึกของนางแตกต่างกับพวกดวงดาวน้อย ปักษาน้อย 

มันมิใช่ความรัก แล้วมันคืออะไร… 

“ทำไม…ต้องคิดเผื่อเมรัยด้วย”โซฟีหยิบตุ๊กตาแมวพลางโยนคำถามให้มันช่วยคิด แคนดี้อยากตอบว่า บางทีโซฟีอาจเห็นเมรัยขี้โรคเหมือนกัน 

ไม่มีคำตอบจากตุ๊กตาแสนรัก โซฟีสับสนประหนึ่งตกสู่ห้วงแห่งหมอกมายา มิเข้าใจตนเองว่ารู้สึกเช่นไร นางอยากถามใครสักคน กระนั้นนางมิเคยเปิดใจให้ผู้ใด ชีวิตนี้อาศัยและดำรงมาด้วยคำว่าโดดเดี่ยว มิมีเพื่อนสนิท ไม่มีครอบครัว มิมีบ้าน ดุจดั่งนักฆ่าใช้ชีวิตใต้เงามืดตลอดกาล ความหวังมิเคยมีจริง ความฝันได้แต่แอบไว้ภายในกล่องความลับ ความรักยิ่งมิอยากนึก อะไรกันชีวิตโซฟี นี้มันไม่ต่างกับหุ่นเชิด และตุ๊กตาหรือ 

สมาคมหยิบยื่นงานให้ นางแค่ปฏิบัติทำตาม วนไปมาเช่นนี้ 

ฆ่าเรื่อยๆจนสักวันทำงานพลาด และเสียชีวิต 

โซฟีมิเคยคิดเรื่องใด ทว่าตั้งแต่พบเมรัย ทำไมนางอยากเชื่อใจ และเปิดใจ ยอมรับหมอผีน้อย…ยอมให้นางจูงมือ ลูบหัว 

“..” 

ขณะโซฟีเหม่อลอยมือนวดบีบเอวเมรัย หมอผีน้อยพลั่งละเมอส่งเสียง นักเชิดหุ่นน้อยสะดุ้งจักชักมือกลับ แต่ยืดไว้ก่อน เพราะครั้งนี้เมรัยมิร้องครางอย่างคราวแรกลอบลูบไล้ ครั้งนี้เมรัยละม้ายคล้ายจักพึมพำคำพูดสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาดุจสายลมและสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกที่โซฟีมิมั่นใจนักว่ามันมีสิ่งใดซุกซ่อน นักเชิดหุ่นน้อยขยับประชิดใกล้อีกฝ่าย หมายฟังเสียงเมรัย โซฟีมิอาจข่มกลั้นความอยากรู้อยากเห็น เหมือนเพลานางลอบแอบมองเมรัย นารี ไร ปลุกปล้ำกัน 

เมรัยกำลันฝัน… ความฝันแบบไหน 

โซฟีเงี่ยหูตั้งใจสดับ กระนั้นเมรัยพูดเบาราวถ้อยวาจากระซิบบอกคนตาย โซฟีอับจนปัญญา นางวางมือไว้เนินอกเมรัย พลางขยับใบหูชิดจ่อปากหมอผีน้อย ใกล้พอรับรู้ลมปราณอุ่น และสัมผัสเนื้อนิ่มนุ่มควรสร้างความเขินให้โซฟี กระนั้นแรงสั่นของแผ่นอกมิเป็นเช่นนั้น 

ความกลัวผสมปนเปความหวัง ก่อเกิดเป็นความตื่นกลัวอย่างหาใดเปรียบ เมรัยตัวสั่นเทิ้มจนโซฟีใจหาย 

หรือว่านางเจ็บแผล… 

โซฟีจักผละออกเพื่อสำรวจร่างกายเมรัยใหม่ กระนั้นก่อนที่ใบหูจิ๋วจักห่างไกลใบหน้าเมรัย 

หมอผีน้อยพูดคำคำหนึ่ง 

. 

. 

. 

“….” 

. 

. 

. 

ติ๋ง… 

หยดน้ำค้างเคลื่อนไหลจากยอดใบสู่ปลายใบพลันหยดลงแม่น้ำ หลอมร่วมเป็นหนึ่งเดียว โซฟีเม้นปากและกุมมือเมรัย ไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองอยากร้องไห้ ทั้งที่โซฟีไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเมรัย มิรู้ชอบสีแดงหรือไม่ มิรู้ชอบดื่มชาหรือไม่ มิรู้ว่าเมรัยมีครอบครัว พี่น้อง ความสัมพันธ์ของทั้งสองเหมือนดั่งเช่นคนแปลกหน้าที่เผอิญมาเจอกันในร้านหนังสือ มีโอกาสยืนคุยกันนิดหน่อย พูดเรื่องหนังสือที่ชอบและจากนั้นไม่นานก็ถึงเวลาที่ต้องแยกจากกัน โซฟีจดจำเมรัยในฐานะคนคนหนึ่งที่มีความชอบเหมือนตน เป็นเช่นนั้น ใช่ 

เพราะรู้ว่าหัวใจของเมรัยเคยแตกสลาย 

เพราะรู้ว่ารอยยิ้มที่เมรัยแสดงนั้นแฝงด้วยความเจ็บปวดบางๆ 

เพราะรู้ว่าความมั่นใจของเมรัยกำลังฝืนและขัดแย้งกับความจริงที่นางยิ้มทั้งน้ำตา 

มันเป็นความเดี่ยวดายที่มิมีใครสามารถรักษา ราวกับเดินอยู่ในโลกที่ไม่มีใครนอกจากตนเอง แผ่นหลังที่วิ่งหนีไปไกล อุ้งมือที่อยากรั้งคนที่เหมือนกันเอาไว้ แววตาที่สบมองและพยายามสื่อให้รู้ว่า อย่าพึ่งไป ความเจ็บปวดรวดร้าวดั่งลิ่มทิ่มแทงหัวใจ ฝันร้ายที่มิไม่วันจบ “ข้าอยู่นี่..” โซฟีกระซิบกระซาบเป่าหูเมรัย มือจับรัดกุมสอดนิ้วทั้งห้าประสานกับนิ้วมือเมรัย นักเชิดหุ่นน้อยจักไม่ไปไหน ขอแค่ให้รู้ตรงนี้ยังมีคนอีกคนอยู่ข้างๆก็พอ 

“…จะกอดก็ได้นะ” 

เมรัยลืมตา ขอบตาแดงระเรื่อคล้ายคนพึ่งโดนทิ้ง นางยกยิ้มอ่อนระทวย เมรัยดีใจนักที่ตื่นมาพบว่าโซฟีนั่งใกล้ๆจับมือตนอย่างใกล้ชิด ดีใจนักที่รับรู้ว่าโลกนี้ยังมีคนอื่นนอกจากนาง… 

“เมรัยฟื้นแล้ว” 

“ขอโทษนะ ข้าคงทำเจ้าลำบาก” 

เมรัยลุกนั่ง ผ้าคลุมบ่าไหลตกเผยหัวไหล่กลมมนสีขาวน้ำนม หมอผีน้อยรู้สึกหนาวเย็น กระนั้นที่มือมีไออุ่นของโซฟีช่วยเยียวยา คลายหนาวได้ดีเยี่ยม หมอผีน้อยก้มมองเสื้อผ้าที่ถูกนักเชิดหุ่นน้อยจับถอด เหลือไม่กี่ชั้น “เจ้ากินชุดข้าแล้วหรือ” เมรัยลูบหน้าท้องส่วนขยาย พลางยิ้มหัวร่อ โซฟีตอบไม่ พลางนึกเรื่องตนแอบทำกับพุงเมรัย โซฟีให้เอียงอาย กระนั้นมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่รู้ตัว 

“หิวหรือไม่” 

โซฟีเบือนหน้าหนีพลันถามผู้ป่วย เมรัยวางสีหน้าเฉยเมย อยากตอบว่าเห็นโซฟีแล้ว ข้าหิวยิ่งนัก 

“ยังพอไหว” 

กรรรร 

“…” 

“…นั่นเสียงท้องข้าเอง” 

โซฟีอ้าปากและรีบหุบ เสียงท้องร้องน่าเกรงขามจัง นึกว่ามังกรที่ไหน 

ดวงเดือนลอยแขวนข้างดวงดาว กลีบเมฆลอยเคลื่อนขบวน ภายใต้ซากโบราณสถาน วิหารปักษาที่เมรัยตั้งชื่อให้ว่าวิหารปักษานิลกาฬ ยามนี้มีควันเพลิง และหยาดละอองกองไฟส่องไสว เมรัยประดิษฐ์ครบเพลิง จุดไฟแล้วนำตั้งไว้ใกล้ๆคลองน้ำตื้น แสงไฟส่องให้เห็นผิวคลื่นน้ำและเงาดำสะท้อน “ปลาหนีหมดแล้ว” โซฟีผิดหวัง มิคิดว่าตะวันจักตกเร็ว และพวกปลาเผ่นหนีไปก่อน “อือ เช่นนั้นพวกเราต้องกินกันเองแล้วล่ะ” 

“…” 

“ประเดี๋ยวข้าลองไปดูแถวนอกห้องนะ เผื่อเจอรังหมูป่า” 

เมรัยเอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติ ทิ้งโซฟีที่หน้าเหวออึ้งกับประโยคล่อแหลม หมอผีน้อยบอกให้นักเชิดหุ่นน้อยล้างเนื้อล้างตัว อาบน้ำก่อน วันนี้โซฟีเหนื่อยทั้งวันแล้ว งานกลางคืนปล่อยให้เมรัยจัดการเอง หมอผีน้อยยกมือตบทรวงอก ส่งยิ้มเริงร่าให้โซฟีวางใจ มิต้องหวาดระแวงหรือตั้งระบบป้องกัน เมรัยไม่ใช่สัตว์ร้าย อย่างน้อยยามนี้ก็ยังอยากรับประทานผัก 

“กระต่าย หมู กระรอก” 

เมรัยพูดชื่อสัตว์ที่พอทานไหว แต่ไม่มีสัตว์สักตัวในบริเวณใต้ดิน หมอผีน้อยจึงถอดเสื้อผ้าแล้วกระโจนลงคลองน้ำตื้นส่วนที่มีความลึก ตูม ได้เวลาที่หมอผีน้อยจักปลุกสัญชาตญาณหมีเพื่อล่าเด็กสาว เอ้ย ล่าปลาแล้ว งับ “ม เมรัย!!” “ข ขอโทษ เห็นมันเคลื่อนไหวได้นึกว่าเป็นปลา” หมอผีน้อยโผล่หัวเหนือผิวน้ำ เนื่องจากพึ่งกัดขาโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยกระอักกระอ่วน ยอมรับว่านางมิไหวจักอาบน้ำในขณะที่เมรัยไล่ล่าสัตว์เช่นนี้ 

สองสาวน้อยถอดชุดและลงเล่นน้ำ อย่างน้อยคนที่สนุกก็มีเมรัยล่ะนะ เจ้าตัวแหวกว่ายเป็นงูอนาคอนด้า จระเข้ และฉลาม จับจ้องมองโซฟีด้วยสายตาที่พร้อมจะเขมือบ เกี่ยวรัด 

“ค คือเมรัยมิจับปลาแล้วหรือ” 

หมอผีน้อยจดจ่อจ้องเรือนร่างนักเชิดหุ่นน้อยเช่นนี้ มิให้โซฟีเขินก็แย่แล้ว 

“อ่อ ปลาข้าจับเสร็จตั้งนานแล้ว” 

“หา” 

โซฟีตะลึง เมรัยยิ้มละไมพลางก้าวเท้าขึ้นจากคลองน้ำ หยดวารีสาดกระเซ็นไหลเลาะเรือนร่างอวบอ้วน ทรวดทรงอวบอิ่มมีระดับ เนินอกใหญ่ยักษ์มียอดพรูสีแดงเปล่งปลั่งนู่นสูงดุจเม็ดมณี บั้นท้ายโค้งเป็นวงเซ็กซี่น่าตบ น่องขาและช่วงแขนกวังแกร่วคราใด อกใหญ่ก็สั่นกระเพื่อมเด้งดึ๋งน่าบีบรีดน้ำนม คราวมีแสงไฟส่องกระทบยิ่งขับให้ผิวเมรัยทอประกายระยิบระยับราวรูปสลักเทพธิดา ใบหน้าโฉมงามมีรอยยิ้มพริ้มพรายแลน่าหลงใหล กระชากใจสาวน้อยใหญ่ 

โอ้ ตาข้า โซฟียกมือปิดตาพลันทรุดเข่า 

ตายๆคืนนี้ฝันเปียกแน่ 

“อยากลองจับใช่รึไม่” 

“ว้าย!!” 

ไม่รู้เมรัยก้าวลงน้ำอีกครั้งตั้งแต่เมื่อใด คราวหมอผีน้อยแอบประชิดแผ่นหลังนักเชิดหุ่นน้อยอย่างคุณแม่อยากช่วยลูกสาวล้างคำที่ขึ้นต้นด้วย ห เมรัยสองมือลูบไล้เรือนขาต้นหลิวขนาดมิเล็กมิใหญ่ เอาเป็นพอเหมาะพอควรให้ลูบสบายอุ้งมือ เมรัยเกยคางบนไหล่นุ่มสีชมพู่ดอกท้อ โซฟีตกกะใจหมายดิ้นรน กระนั้นมีฝ่ามือมารไถลลูบกรีดส่วนระหว่างขาโซฟี ทำให้นางสะดุ้งปานมีกระแสไฟฟ้าจี้ “อ๊ะ” ขาพลันอ่อนปวกเปียก มือจับข้อมือเมรัย พยายาม..อือ พยายามดื้ออีกนิด ต่อต้านอีกหน่อย 

หัวนมเมรัยถูไถแนบชิดแผ่นหลังโซฟี สัมผัสนี้มากพอให้นักเชิดหุ่นน้อยผวายากกดข่มความเสียว 

ไม่เคยรู้เลยตนเองจักพลาดพลั่งให้กับเรือนร่างปานผีเสื้อสมุทร โซฟีกลืนน้ำลาย เผยอปาก พวงแก้มร้อนผ่าว ทั้งตัวร้อนระอุดุจโดนแผดเผา 

อารมณ์พลุ่งพล่าน นางข่มกลั้นไว้เพื่อจักมิให้มันไปไกลกว่านี้ 

“ข้าหิวแล้ว..”โซฟีหมายถึงอยากกินปลาปิ้งแล้ว 

“ข้าก็หิว..”เมรัยกอดรัดโซฟี คำว่าหิวนี้ตีได้หลายความหมาย หิวปลา หิวโซฟี หิวมาก 

ไม่ไหว โซฟีอยากร้องไห้ นางปิดตาปริบ ถ้าหากเมรัยยังไม่หยุด พวกนางต้องลงเอ่ยเหมือนเช่นที่เมรัยกระทำกับพวกนารีแน่ๆ เรื่องต่างๆทั้งเรื่องบนเตียง โซฟีก็แอบส่องตลอด อ้างว่าเก็บข้อมูล 

โซฟีมิรู้ตนเองชอบเพศเดียวกันหรือไม่ กระนั้นนางไม่ปฏิเสธเรื่องความรักที่สตรีมีให้กัน แต่ แต่ โซฟีจักตกเป็นเหยื่อมิได้ อย่างน้อย..ขอนางเตรียมใจ 

“ฮึๆ”เมรัยรู้โซฟีกลัวและตื่นเต้น แท้จริงแล้วหมอผีน้อยมิได้ต้องการทำเรื่องอย่างว่า นางเพียงอยากอดโซฟีเท่านั้น “ขอข้ากอดเจ้า..สักเดี๋ยวนะ”น้ำเสียงเมรัยฟังลึกล้ำแตกต่างจากยามปกติ ไม่มีความใสซื่อ ปราศจากการบิดเบือน เสียงที่เมรัยมักใช้ยามอยู่คนเดียวในคืนที่ไม่มีใคร น้ำเสียงที่ราวจะกล่าวขานว่าโลกนี้มีแต่เรื่องแปลกๆ ชะตากรรม วังวนชีวิต บ่วงกรรม และเรื่องที่นางสงสัย และมิอาจหาคำตอบ ความรู้สึกที่แฝงด้วยความเดียวดาย หงอยเหงา ว่างเปล่า ดุจดั่งผู้สูงวัยที่รอวันให้ลูกหลานเอาของมาเยี่ยม และแบมือขอเงิน 

“…” 

ถ้าแค่กอดคงไม่เป็นไร 

สองสาวน้อยยืนกอดกันใต้แสงดาว ท่ามกลางหมู่บัวและแสงเปลวอัคคี เมรัยหลับตา โซฟีได้ยินเสียงหายใจรดต้นคอ มันร้อนและปลุกให้นางอยากกระดุกกระดิก สองแขนเมรัยวางไว้บนพุง สะดือโซฟี ไม่ต่ำถึงตำแหน่งลับ ไม่สูงแตะยอดอกไข่ดาว เมรัยปฏิบัติเหมือนโซฟีเป็นของสำคัญที่กลัวหยิกแรงแล้วนางจะเจ็บ “ 

ขอบคุณนะ 

” เมรัยผละจากแผ่นหลังเนียนละเอียด แล้วก้าวขึ้นฝั่ง เช็ดตัว ส่ายก้นส่ายผมสละน้ำประหนึ่งพญาเสือ 

โซฟีถอนหายใจ พลางยกมือลูบอก 

ไม่รู้เลยว่าหัวใจนางเต้นเบาขนาดนี้เมื่อเมรัยสวมกอด 

ตกกลางดึก เมรัยปิ้งปลาให้โซฟีรับประทาน สองสาวน้อยนั่งพิงผนังต่างไม่รู้จักทำอันใด เมรัยสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย โซฟีเก็บชุดเปลี่ยนไว้ในท้องตุ๊กตาแมว ยามนี้นางเปลี่ยนเป็นชุดนอนและสวมเสื้อคลุมหนา ปกติโซฟีจักกางกระโจมนอน นางอยากกางที่นี้เหมือนกัน กระนั้นพื้นที่มันไม่เรียบร้อย มีแต่เศษหินและกองซากหินใหญ่ ช่องแคบเล็กๆมีพอให้เมรัยและโซฟีนั่ง 

ชิดๆกัน 

“…” 

“…” 

เปลวเพลิงค่อยๆมอดดับ หลงเหลือประกายไฟบางเบา สะเก็ดไฟปริบแตก โซฟีกระตุกผ้าคลุม กระนั้นยังรู้สึกมีไอเย็นจับผิวหนัง นางลอบมองเมรัย หมอผีน้อยสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น ชุดชั้นในสีแดงกุหลาบแอบโผล่ๆล่อให้โซฟีแอบมอง เสื้อผ้าของเมรัยส่วนใหญ่ติดคราบสกปรก เมรัยต้องซักและตากไว้ให้แห้ง “โซฟี..” “มีอะไรหรือ” 

“ข้าหนาว” 

เมรัยยิ้มพรายขัดกับความจริงยามนี้ที่หมอผีน้อยหนาวจับขั้วหัวใจ นักเชิดหุ่นน้อยแอบขำ จักเติบฟืน กระนั้นเมรัยยกมือขัด “ข้า..คือ เจ้ามานั่งตักข้าได้หรือไม่” 

“เอ๊ะ” 

เห็นสีหน้าแตกตื่น เมรัยพลอยหมดหวัง นางอยากจับๆนวดๆจิ้มๆโซฟีอีกสักหน่อย กระนั้นนักเชิดหุ่นน้อยคงไม่ชอบและไม่ยอมให้ทำตามที่หมอผีน้อยหวัง นั้นสินะ คงไม่มีใครยอมให้เมรัยหยิกจับ จูบเหมือนนารีและเรไรแล้วในโลกนี้ ยามนี้เมรัยรู้สึกคิดถึงทั้งสองคน ไม่รู้นารีจะหาหมอรักษาให้เรไรได้หรือไม่ ยามนี้ทั้งคู่จักปลอดภัยรึเปล่านะ หมอผีน้อยก้มหน้างุด ภาวนาอย่าให้คนรักของนางเป็นอันตราย 

“ได้สิ..” 

“เอ๊ะ” 

โซฟีสะบัดหน้าหนีมิกล้าสบตาเมรัย นักเชิดหุ่นน้อยมิกลัวหมอผีน้อยข่มขื่น โซฟีเพียงยังกล้าๆกลัวๆ แต่หากเมรัยทนไม่ไหวจริงๆ ยามนั้น..ก็ยอมๆสักครั้ง 

ลมพัดกิ่งโพธิ์ไหว คลองน้ำใสจู่ๆมีปลากระโดดตีลังกาจ๋อม เมรัยกระแอมกางขาและยกมือตบๆเชื้อเชิญ โซฟีมิกล้าไปคนเดียวจึงอุ้มแคนดี้ไปด้วย คราวก้นนิ่มประทับบนตักนุ่ม สัมผัสเนื้ออ่อนยวบเหมือนเบาะ โซฟีหน้าแดงเป็นก้นลิง เมรัยตัวเกร็งพลางค่อยๆคลายกล้ามเนื้อ ปล่อยให้ตัวอ่อน นั่งพิงสบาย 

สวบ 

“////” 

“กลิ่นโซฟีหอมจัง” 

เมรัยอดกอดมิไหว มีสาวน้อยน่ารักน่าชังยอมใกล้ชิดเช่นนี้ มีหรือนางจักทนแรงกระตุ้นไหว อย่างน้อยขอกอด ดมกลิ่นหอมๆให้ชื่นใจเบิกบาน สูด 

“ม เมรัย”ถ้าสูดมากกว่านี้โซฟี..จะไม่ไหวนะ ระหว่างขาเริ่มเรียกร้องแล้ว 

“ข ขอโทษ” 

เมรัยพลั่งกระทำแรงกว่าเหตุ โซฟียิ้มเจื่อนซุกหน้าแนบแคนดี้ งึมงำบอกไม่เป็นไร 

“เจ้าตัวหอมจริงๆ”กลิ่นโซฟีมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกลิ่นเรไรและนารี สองสาวน้อยไม่มีกลิ่นหอมติดตัวดั่งเช่นโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยเป็นเด็กพิเศษที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่เกิด ไม่รู้ทำไม กระนั้นกลิ่นของโซฟีเหมือนน้ำหวานที่ล่อหมีทั้งหลาย หากใครรู้จักมักคุ้นและใกล้ชิดโซฟีจะรู้นักเชิดหุ่นน้อยน่าเลียมาก ยามนางสะบัดปอยผม ยามเหงื่อหลั่ง กลิ่นหอมยิ่งฟุ้งกระจายขับให้หัวใจกระชุ่มกระชวยมีพลัง 

มีอารมณ์ด้วย 

“โซฟีเกิดที่ไหนหรือ” 

ไม่อยากให้ราคะครอบงำและพลาดเขมือบกันเอง เมรัยจึงเปลี่ยนเรื่อง นางอยากรู้จักโซฟีมากกว่านี้ พวกนางที่เป็นศัตรูกัน แต่เมรัยไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น หมอผีน้อยสนใจนักเชิดหุ่นน้อย เพราะพวกนางเหมือนเป็นพวกเดียวกัน ตั้งแต่ที่เมืองลักกี้ เมืองควีนแอน์ โซฟีติดตามพวกเมรัยห่างๆ ทำให้เมรัยรู้สึกเหมือนมีโซฟีเดินทางไปไหนมาไหนด้วย 

“…วิหาร”โซฟีมิอยากพูดเรื่องบ้านเกิด อดีตของนางเป็นเรื่องที่นางไม่อยากจดจำ 

“ขอโทษ..” 

“อ อือ” 

เมรัยรู้ว่าโซฟีขี้กลัว สาเหตุคงเพราะนางมีอดีตเลวร้าย คิดผิดแล้วที่ถามเรื่องบ้านเกิด เมรัยรีบกล่าวขอโทษที่พูดสะกิดแผลใจ โซฟีส่ายหัวบอกช่างมันเถอะ กระนั้นให้หยุดยุติตรงนี้ ทั้งสองคงไม่มีวันเข้าใจกัน “เช่นนั้นข้าเล่าเรื่องของข้าดีกว่า โซฟีอยากฟังหรือไม่” เมรัยยิ้มส่ายจมูกเกาเรือนเกศาโซฟี นักเชิดหุ่นน้อย มิอยากให้ความเงียบปกคลุมพวกนาง นางจักตอบว่า อยาก เบาๆ 

“มันเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว…” 

เมรัยนึกย้อนไป 

“นานจนข้าจำไม่ได้” 

“…” 

โซฟีมองหันค้อนให้ทีหนึ่ง เมรัยแลบลิ้น กระแอมแล้วเริ่มเล่าจริงๆจังๆ 

“ครอบครัวข้า…มีกันสามคน” 

สุรเสียงไพเราะราวเล่านิทานกล่อมเด็ก โซฟีหลับตาฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม แต่ละคำ ประโยตร้อยเรียงเป็นเรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร กระนั้นกลับเหมือนชีวิตของโซฟีอย่างน่าประหลาด ความฝัน ความหวัง ความรัก วันเวลาสดใสและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาม สำหรับเมรัยที่เคยผ่านช่วงวัยเด็กเช่นนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่มีค่าและความสุขที่สุดในชีวิต แตกต่างกับอดีตของโซฟีที่นางเกิดมาโดยไม่รู้...พ่อแม่อยู่ที่ไหน 

“ข้าเป็นลูกคนเดียว…”เมรัยไม่มีพี่น้อง นั้นอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่นางรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยว 

“โซฟี..”เมรัยอยากถามเรื่องครอบครัวโซฟี แต่กลัวคำถามทำร้ายหัวใจอีกฝ่าย 

นักเชิดหุ่นน้อยรับฟังแต่เรื่องราวของเมรัย ส่วนมากเป็นเรื่องครอบครัวและวัยเด็ก โซฟีไม่อยากเล่าเรื่องของตนให้ใครฟังนัก กระนั้นหากเป็นเมรัย 

นางนึกอยากเล่าสักหน่อย 

“ข้า..เป็นเด็กกำพร้า” 

มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ง่ายต่อการทำลายและแตกสลาย สำหรับเด็กคนหนึ่งที่เกิดมาบนโลกมหัศจรรย์ แล้วไม่มีใครอุ้มชูดูแลดั่งเช่นเด็กคนอื่น โซฟีไม่เคยรับรู้ความรักของพ่อแม่คืออะไร ความอบอุ่นของอ้อมกอดคุณแม่รู้สึกเช่นไร นางไม่มีคุณพ่อสอนหัดเดิน ไม่มีใครประครองปีกและซื้อของขวัญวันเกิดให้ โซฟีอาศัยและพักที่วิหารปักษา สถานที่ที่มีคนคนหนึ่งเอานางมาทิ้งไว้ 

คนคนนั้น…ซึ่งไม่รู้ว่าใคร 

“พวกนาง..ไม่ชอบข้า” 

เด็กๆคนอื่นไม่เล่นกับโซฟี มิมีใครสนใจนาง ความรักที่นางควรมีก็ยากมี มิตรภาพที่นางหวังก็มิอาจสาน โซฟีโดนรังแกและถูกผลักไส้จากกลุ่ม นางเหมือนตัวประหลาด นางแปลกแยก และโดนขีดเส้นให้ต้องอยู่คนเดียว โซฟีเหงา กระทั่งนางหลบหนีออกจากวิหาร ร่อนเร่และเริ่มเดินทางสู่ถนนแห่งความมืดมิดและการสังหาร 

โซฟีรู้จักคำว่ารักเพราะอาจารย์เฒ่าสอน ท่านคือคนที่รักโซฟีและดูแลนางเหมือนหลานสาว 

“ท่านมอบแคนดี้ให้…” 

ความทรงจำเกี่ยวกับอาจารย์เฒ่าคือความทรงจำเดียวที่โซฟีห่วงแหนและคิดว่ามันมีค่า แคนดี้ ตุ๊กตาแมวตัวนี้คือหลักฐานของความทรงจำอันอบอุ่นนั้น แม้นอาจารย์จักมิได้อยู่ข้างกายโซฟีตลอดไป แต่ท่านก็ฝากความรักไว้ที่แคนดี้ 

“เช่นนั้นหรือ..ดีจัง” 

เมรัยจิ้มแก้มตุ๊กตาแมว เมื่อพูดเรื่องแคนดี้ โซฟีเปิดปากพูดไม่หยุด เรื่องราวของมันมีมากมาย วีรกรรมไม่น้อย โซฟีเล่นกับมันทุกคืน จับมันใส่เสื้อผ้า ชุดทหาร ชุดคุณครู ชุดคุณหมี ชวนมันจัดงานเลี้ยงน้ำชา ช่วยมันอาบน้ำ ถือมันไปเดินเล่น สอนมันชักว่าว ไปไหนไปกัน แคนดี้เปรียบประหนึ่งเพื่อนแท้และคนรักโซฟี นางไม่อาจตัดขาดกับมัน 

ไม่เด็ดขาด 

“เจ้ารักมันจนข้าอิจฉา” 

“ฮึๆ” 

“ฮาๆ” 

นานเท่าไหร่แล้วที่โซฟีไม่ได้คุยกับคนอื่นมากเท่านี้ นักเชิดหุ่นน้อยยิ้มแก้มบาน รอยยิ้มที่ส่งไปยังแววตาสองสี ฟ้าครามและแดงทับทิม สอประกายแพรวพราวราวดวงตะวันและดวงเดือน เมรัยขยับตักโอนเอน หยอกโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยกรีดร้องสนุกสนาม หมอผีน้อยชอบแกล้งเด็ก นางย่อมแกล้งโซฟี “อย่าจี้เอวข้า คิกๆ” “ข้าอยากกินเจ้าเหลือเกิน..” ไม่สนความกระหายในแววตาเมรัย โซฟียกมือดันแก้มเมรัยให้ออกห่างระยะ ค่ำคืนนั้นมีเสียงหัวเราะดังกังวานยิ่งกว่าคืนไหน เมรัยรู้สึกเมื่อได้ปลดปล่อยและกลับไปสู่วันวาน สมัยเด็ก โซฟีเริ่มรู้สึกอาลัยและชอบเมรัย 

สองสาวหยุดหัวเราะและมองตากัน 

เมรัยยิ้ม โซฟีเบิกตากว้างซุกหน้าจมอกหมอผีน้อย 

“โซฟี..” 

“อะไรหรือ” 

เมรัยกอดโซฟีแนบอก กระซิบถามอย่างคาดหวัง 

“เจ้า…อยากเป็นน้องสาวข้าหรือไม่” 

“น้องสาว..” 

กาลเวลาไหลเคลื่อนช้า เมรัยเชยคางโซฟี ให้ดวงตาพวกนางปะทะกันอย่างตรงไปตรงมา เมรัยเป็นลูกเดียว แท้จริงนางปรารถนาอยากมีน้องสาวแท้ๆสักคน กระนั้นเพราะเหตุผลต่างๆนานาทำให้ความฝันนี้ไม่เคยเป็นจริง และดูเหมือนจักไม่มีวันนั้น ทว่าเมื่อเมรัยพานพบเจอโซฟี เมรัยจึงรู้สึกอยากคว้าโซฟีเอาไว้ ไม่ใช่ด้วยความรักดั่งคนรัก แต่ด้วยมือนี้และความรู้สึกอยากปกป้อง อยากคุย อยากสนับสนุน อยากดูแลและสั่งสอน ลูบหัวลูบหาง 

อยากเป็นพี่สาว และอยากมีน้องสาวน่ารักๆอย่างโซฟี 

อยากสัมผัสคำว่าครอบครัว..อีกสักครั้ง บนโลกที่นางแปลกแยก ไม่เหมือนใคร 

“จ เจ้ายินดีหรือไม่…”เมรัยเบือนหน้าหนีอาย ถามคำถามเช่นนี้ถือว่าล่วงเกินหรือไม่ 

พี่สาว.. น้องสาวเมรัยหรือ โซฟีเหม่อลอยครุ่นคิด 

เช่นนี้นี่เอง 

โซฟีวางมือลูบหัวนมเมรัย คลี่ยิ้มตื้นตันระคนสุขฤทัย ตลอดมานางมิเคยเปิดใจให้ใคร เมรัยนับเป็นคนแรก กระนั้นสิ่งที่เมรัยมอบให้คือความปลอดภัยและความมั่นคงที่จักยืนหยัดเคียงข้าง และสิ่งที่โซฟีทำให้เมรัย มันไม่ใช่คำว่ารักอย่างที่เมรัยกล่าว ไม่ใช่มิตรภาพที่จะต้องช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรค แต่เป็นพี่น้องที่จะช่วยเหลือกันยามที่ไม่เหลือใคร ช่วยประคับประครอง เกื้อกูกันอย่างเหนี่ยวแน่น ทะเลาะบ้าง เถียงกันบ้าง กระนั้นพวกเราก็เป็นพี่น้องกัน ไม่ว่ายามใดมีปัญหาก็มีพี่สาวคอยช่วย ยามใดพลาดล้มก็มีพี่สาวหนุนหลัง 

พี่สาวจักปกป้องน้องสาว โซฟีรู้ว่าเมรัยต้องการเช่นนี้ และดูเหมือนนี้จักเป็นสิ่งที่โซฟีต้องการ ปรารถนาเช่นกัน 

หนึ่งอยากปกป้องและอยากโดนอ้อน 

หนึ่งอยากถูกปกป้องและออดอ้อน 

“พี่สาว..” 

น้ำเสียงอู้อี้มิชินที่ต้องเอ่ย เมรัยเงี่ยหูรอฟัง โซฟีปิดตา “พี่เมรัย..” 

ตึกตัก หัวใจเมรัยเต้นโครมคราม 

“เรียกอีกสิ”หมอผีน้อยยิ้มแก้มบานหยาดเยิ้ม ตาหยีเปี่ยมสุข ช่างรู้สึกดียิ่งนัก ดี---- 

“พี่เมรัย” 

“เรียกอีก” 

“พอแล้ว โธ่” 

“เรียกอีกนะๆ”โซฟีแก้มป่อง เมรัยยื่นแก้มคลอเคลีย โซฟีกลั้วยิ้ม เมรัยว่าสุขแล้ว โซฟีสุขกว่า เป็นครั้งแรกเลยที่นางได้เรียกใครเช่นนี้ รู้สึกได้ถึงไออุ่น ความรู้สึกว่าตนเองมีครอบครัวให้ห่วงกังวล แม้นไม่มีพ่อแม่ กระนั้นก็มีพี่สาวให้ระลึกถวิลหา อ้อนและดื้อซนอย่างไร้ขอบเขต โซฟีถูกเมรัยหอมแก้มหนัก กระทั่งนักเชิดหุ่นน้อยตัวร้อนกระส่ำกระส่าย “พี่เมรัย อย่านะ โซฟีร้อน” 

“โซฟี…”เมรัยกอดๆนวดๆปลุกเร้าโซฟี น้องสาววัยใสมือกุมทรวงอกพี่สาวพลางสดับฟังเสียงเย้า 

“ข้าขอสักครั้งนะ” 

“…///กับน้องสาวหรือ” 

“เพราะเป็นน้องสาวนี่แหละ” 

เมรัยหรี่ตาขวาง ใช่ เพราะเป็นน้องสาว มันถึงพิเศษอย่างไรล่ะ 

“…ยินดี” 

ไม่รู้พี่น้องอื่นเป็นเช่นไร แต่ถ้าพี่สาวนางกระหายขนาดนี้ ในที่นี้ก็ไม่มีคนอื่น ดังนั้นน้องสาวต้องพลีชีพเสียแล้ว “อื้อ”สองสาวน้อยสอดเสียบหลังโขดหิน เงาดำสั่นระริกระร้าน เมรัยยิ้มหื่นกาม ปากปฏิบัติงานอย่างชำนาญ อุ้งมือจัดระเบียบสร้างความสำราญ “อื้อ” “ชอบเสียงครางโซฟีจัง” “…คนลามก” และแล้วพวกนางก็หนีไม่พ้นคำว่ากินกันเอง 

ก็ตั้งป้อม ข่มกลั้นตั้งนาน..เฮ้อ 

ราตรีดำเนินยาวนานราวไร้วันใหม่ ตุ๊กตาแมวแคนดี้โดนทอดทิ้งไว้ให้นั่งมองพี่น้องฟัดกัน พลางไม่นานเสื้อในเสื้อคลุมก็ปลิวมาปิดตา ทับหัว 

อดดู เห็นแค่เงาดำขยับโยกย้ายหนักหน่วง หูยินเสียงครางชัดทุกอณู ยิ่งเสียงกระแทงตับๆดังสนั่นห้อง 

โอ้ อยากร่วมวงด้วยจัง… 

-- 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น