หอหมื่นอักษร

เมื่อสวรรค์ให้นางมีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางจะขอทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลไว้ให้จงได้!

ตอนที่ 32 งานปีใหม่กับเทศกาลหยวนเซียว

ชื่อตอน : ตอนที่ 32 งานปีใหม่กับเทศกาลหยวนเซียว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ต.ค. 2561 08:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 32 งานปีใหม่กับเทศกาลหยวนเซียว
แบบอักษร

วันสิ้นปีเก่ารัชศกฉางไท่ปีที่สามสิบห้ามาถึงอย่างรวดเร็ว ตระกูลเสิ่นได้ฉลองรวมญาติกันอย่างอบอุ่น  แม้แต่มื้อรวมญาติของเสิ่นเจ๋อหรู ก็กินกันที่บ้านตระกูลเสิ่นที่ถนนจิ่งไท่  เรื่องความสนุกครื้นเครงไม่ต้องพูดถึง ผู้ใหญ่ไม่ต้องบอก พวกหนุ่มสาวกับเด็กๆ รวมหัวกันจุดประทัดรับเงินแต๊ะเอีย แม้แต่เจ้าหนูเสิ่นชิ่งเต๋อก็เดินกระเตาะกระแตะได้หลายก้าวแล้ว เสิ่นอวี๋หงกับเสิ่นอันซื่อเฝ้าดูอยู่ข้างๆ  ถือปฏิบัติตามกฎอุ้มหลานไม่อุ้มลูกอย่างเคร่งครัด ได้ยินเสิ่นชิ่งเต๋อพูดอ้อแอ้อะไรอยู่ ทำให้ทั้งเสิ่นเจ๋อจิ้งกับเสิ่นอวี๋ซื่อหัวเราะร่า แม้แต่เงินอั่งเปาก็หนักขึ้นไม่น้อย

วันสิ้นปีเก่าเสิ่นหนิงก็ร้องไห้อยู่พักใหญ่ ด้วยเพราะได้ยินเสียงประทัดตูมตาม  เห็นดอกไม้ไฟสวยงาม ผสมกับความรู้สึกปั่นป่วนทั้งชาติก่อนชาตินี้  ทั้งความมุ่งมั่นและความเสียใจที่บอกใครไม่ได้ ทำให้สมองเสิ่นหนิงว่างเปล่า  ตอนนี้เหลือแต่น้ำตา นางเองก็ไม่ได้ไปรบกวนพวกชิวเกอกับแม่นมหลิ่ว ดังนั้นพอตื่นเช้าขึ้นมา ร่องรอยทุกอย่างก็หายหมดแล้ว

เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไปแล้ว เรื่องที่จะทำก็ยังมาไม่ถึง ภายใต้แสงตะวันไม่มีอะไรแปลกใหม่  ผ่านมาถึงปีใหม่รัชศกฉางไท่ปีที่สามสิบหก  เสิ่นหนิงตื่นขึ้นมารู้สึกแค่ว่านางโชคดี ผ่านไปแล้วหนึ่งปี ก็แก่ลงไปอีกหนึ่งปี  จริงสิ  นางนับได้ว่าแก่แล้ว  ถึงแม้นางเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสามในจวนตระกูลเสิ่นเท่านั้นก็ตาม

จนมาถึงเดือนหนึ่งวันที่สอง หลังเสร็จสิ้นพิธีกราบไหว้พระโพธิสัตว์เริ่มต้นปีใหม่  ตระกูลเสิ่นก็ทยอยเริ่มต้นงานสังคมเมืองหลวง เวลาที่เสิ่นเจ๋อเกากับเสิ่นอวี๋เสี้ยนอยู่ในเมืองหลวงนั้นสั้นมาก อย่างช้าเดือนหนึ่งวันที่หกก็ต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่แล้ว  ด้วยเหตุนี้การพาพวกเขาไปร่วมงานเลี้ยงต่างๆ จึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน  ส่วนเสิ่นหวาซั่นกับเสิ่นเจ๋อจิ้งต่างออกโรงเคลื่อนไหว แต่ละวันจะต้องมีงานเลี้ยงที่ต้องร่วมด้วยถึงวันละสองสามงาน  แม้แค่โผล่หน้าไปให้เห็นก็ตามที

เช่นงานเลี้ยงบ้านรองเสนาบดีกระทรวงขุนนางฉู่เอี้ยน แม้จะไม่ได้พาคนในครอบครัวอย่างพวกเสิ่นอวี๋ซื่อมาด้วย  แต่เสิ่นเจ๋อจิ้งก็พาน้องชายเสิ่นเจ๋อเกากับเสิ่นอวี๋เสียนลูกชายคนโตไปด้วย ฉู่เอี้ยนเป็นคนหยิ่งทะนง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเจ้านายเสิ่นเจ๋อจิ้ง ยังมีอธิบดีกระทรวงขุนนางอย่างหลิ่งเซี่ยวไป๋กับเสิ่นจิ้งหัวไปด้วยกัน  กระทรวงขุนนางนั้นมีอำนาจเลื่อนย้าย แต่งตั้งและถอดถอนขุนนางฝ่ายบุ๋น  คนที่ไปร่วมงานเลี้ยงบ้านฉู่มีมากมาย พวกเสิ่นเจ๋อจิ้งไม่ได้อยู่จนงานเลิก  ก็อำลากลับกัน

 เช่นงานเลี้ยงบ้านเว่ยฟู่หลี่ผู้อำนวยการราชวิทยาลัยระดับกั๋วจื่อเสิ่นหวาซั่นก็พาเสิ่นเจ๋อจิ้ง เสิ่นเจ๋อเกา เสิ่นอวี๋เสียนไปด้วย  ยังได้เจอเฉิงฟางหยวนว่าที่พ่อตาของเสิ่นอวี๋หงหลานชาย  เสิ่นเจ๋อหรูก็ไปด้วยแน่นอน คนเหล่านี้ล้วนคุ้นเคยไปมาหาสู่กัน  พวกเสิ่นหวาซั่นรู้สึกผ่อนคลาย บรรยากาศใกล้ชิดสนุกสนานกันดี  เว่ยฟู่หลี่ยังบ่นว่าทำไมไม่พาเสิ่นอวี๋หงมาให้รู้จัก  เสิ่นหวาซั่นรีบบอกว่าครั้งหน้าแล้วกัน ทั้งยังถามถึงความเป็นอยู่ของตระกูลเฉิงระยะนี้  พอรู้ว่าทุกอย่างดีอยู่ ก็ร่ำสุรากับพวกเว่ยฟู่หลี่กันต่อ

เสิ่นหนิงก็ตามเสิ่นอวี๋ซื่อไปร่วมงานเลี้ยงผู้ตรวจการราชสำนักแซ่กง  กงซินฉืออายุมากกว่าเสิ่นหนิงหลายปี  ปีที่แล้วได้หมั้นหมายกับหลานชายสายภรรยาเอกผู้ว่าราชการเหอเน่ยเต้าเว่ยเหลียงฉา เดือนห้าก็จะแต่งงานแล้ว ตอนเสิ่นหนิงกับหญิงสาวหลายตระกูลไปบ้านตระกูลกง  นางกำลังปักชุดที่ใช้หลังแต่งงาน  สาวๆ อยู่ด้วยกันไม่มีเรื่องอื่นคุยมาก  ที่มากสุดก็เรื่องงานแต่งงานกงซินฉือ   เสิ่นหนิงก็เออออไปบ้าง ว่าไปแล้วบุพเพสันนิวาสทุกคนก็หนีไม่พ้นความเสมอกันของวงศ์ตระกูล การแต่งงานของกงซินฉือ พูดไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี เสิ่นหนิงไม่ได้สนิทกับนาง แค่ยิ้มเล็กน้อย แต่มองไฉ่ฝันสาวใช้ที่ชิวเกอพูดถึงหลายครั้ง รู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยพบที่ไหนมาก่อน  แต่ค้นหาในสมองแล้วเชื่อว่าไม่รู้จักคนนี้ คิดว่าท่าทางสาวใช้คงคล้ายๆกัน นางจึงไม่ได้ใส่ใจ ไม่นานนักก็ตามเสิ่นอวี๋ซื่อกลับไป เสิ่นอวี๋ซื่อมีครรภ์ อยู่ข้างนอกนานนักไม่ได้

เดือนหนึ่งวันที่ห้า ตระกูลเสิ่นจัดงานเลี้ยง เชิญคนไม่น้อยมาร่วมดื่มกินเชื่อมสัมพันธไมตรี  ตั้งแต่ปีที่แล้วเดือนสามที่จัดงานเลี้ยงตระกูลกับงานเลี้ยงเทศกาลบุปผาราชสำนัก  เหล่าฮูหยินก็ไปมาหาสู่กันไม่น้อย คุ้นเคยระหว่างกันมากขึ้น  พวกเครือญาติกันเองไม่ต้องพูดถึง เช่นฮูหยินของกู้ซินเฉิงก็ลดความประจบเพิ่มความใกล้ชิด  กู้จื่อเฉิงสามีนั้นเป็นที่ไว้วางใจของเสิ่นเจ๋อจิ้ง เสิ่นเจ๋อเกากับเสิ่นอวี๋เสียนก็เคยพบคนเหล่านี้  ไม่จำเป็นต้องกล่าวอารัมภบทมาก  คนที่มาก็คุ้นเคยกับตระกูลมาก ทีหลังไม่ต้องห่วงว่าจะไม่เจอกัน เพียงแค่ถือโอกาสที่พวกเขายังอยู่เมืองหลวง ก็จัดงานสังสรรค์ให้เจอกันเท่านั้น

หลังงานเลี้ยงตระกูลเสิ่น  เสิ่นเจ๋อเกากับเสิ่นอวี๋เสียนทยอยออกจากเมืองหลวง  เสิ่นเจ๋อเกายังออกไปก่อนเสิ่นอวี๋เสียนด้วยซ้ำ กำชับเสิ่นอวี๋เหวิน เสิ่นอวี๋เทาพักหนึ่ง  ให้พวกเขาปรนนิบัติปู่ให้ดีๆ ทั้งให้เชื่อฟังเหล่าลุงป้าทั้งหลาย ทั้งให้อยู่ร่วมกับพวกพี่น้องอย่างสมานฉันท์ จึงได้จากไปอย่างเสียไม่ได้ เสิ่นอวี๋เหวินทั้งสองนึกถึงเสิ่นไช่ซื่อที่อยู่ไกลถึงหลิ่งหนาน ทั้งนึกถึงชีวิตที่ต้องปรับตัวในเมืองหลวง สมองวุ่นวายอลหม่าน ยิ่งไม่อยากให้เสิ่นเจ๋อเกาจากไป ดูจนเสิ่นเจ๋อจิ้งก็พลอยเศร้าไปด้วย รับปากเสิ่นเจ๋อเกาว่าจะต้องดูแลหลานชายทั้งสองอย่างดี ให้เขากับน้องสะใภ้ไม่ต้องเป็นห่วง

ตอนเสิ่นอวี๋เสี้ยนจากไป เสิ่นเจ๋อจิ้งไม่ได้ส่ง สิ่งที่ต้องบอกก็บอกหมดแล้ว ชายข้าวเปลือกหญิงข้าวสาร ไม่จำเป็นต้องร้องห่มร้องไห้ จะเหมือนอะไร เขาจึงไปร่วมงานเลี้ยงเฉินเซี่ยวไป๋อย่างวางใจ เสิ่นอันซื่อนัยน์ตาแดงก่ำ ลูกชายยังเล็ก ครั้งนี้นางก็ยังไม่ได้ตามไปเซียงโจวด้วย  เสิ่นชิ่งเต๋อดูเหมือนรู้ว่าจะต้องจากบิดาจึงสงบนิ่งเรียบร้อยเป็นพิเศษ ลืมตาโตมองเสิ่นอวี๋เสียน ไม่ได้ดิ้นร้องอย่างรู้ความ เสิ่นอวี๋ซื่อที่อยู่ข้างๆ ปาดน้ำตาไม่หยุด  สายเลือดของตัวเองต้องจากไปแล้ว ถึงอย่างไรก็เสียดาย  พวกเสิ่นหนิงก็คอยกำชับพี่ชายใหญ่ต้องระวังสุขภาพเขียนจดหมายให้บ่อย เสิ่นอวี๋เสียนมองคนส่งทั้งบ้าน แม่  ลูกภรรยา  น้องๆ รู้สึกถึงความรับผิดชอบอยู่ลึกๆ  คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่เขาต้องทั้งรักทั้งปกป้อง ทีหลังต้องต้านลมต้านฝนให้พวกเขา  ขณะที่คิดเช่นนี้ ความรู้สึกที่ต้องพรากจากก็ลดลงไปไม่น้อย กลับไปเซียงโจวแล้วยิ่งต้องตั้งอกตั้งใจทำงานมากขึ้น

 หลังจากจากเสิ่นเจ๋อเกากับเสิ่นอวี๋เสี้ยนออกจากเมืองหลวงแล้วพวกเสิ่นหวาซั่นก็ไปราชสำนัก  บรรยากาศปีใหม่เริ่มจางหายไป  บ้านตระกูลเสิ่นเงียบไปไม่น้อย โดยเฉพาะเสิ่นอวี๋ซื่อกับเสิ่นอันซื่อ  หงอยเหงาติดต่อกันหลายวัน  ผู้รับใช้ทั้งหลายก็พลอยเงียบเชียบตามนายไปด้วย  ทั้งเหอหมิงเชียนกับเรือนลิ่วเหอล้วนเงียบสงบ

เสิ่นอวี๋ซื่อไม่รับงานเลี้ยงหลายตระกูล  นางตั้งท้องโตขึ้น  คนอื่นก็เห็นว่าเป็นการสมควรแล้ว ยังส่งของบำรุงมาให้ไม่น้อย  ทำให้เสิ่นอวี๋ซื่อสดชื่นมากขึ้น  เสิ่นอันซื่อก็ค่อยๆคืนสภาพเดิมจากการหยอกล้อกับเสิ่นชิ่งเต๋อ  สิ่งที่เด็กๆให้ผู้ใหญ่ก็คือความสุขที่รู้สึกแปลกใหม่ทุกวัน  เสิ่นอันซื่อก็ไม่ได้คิดถึงเสิ่นอวี๋เสียนมากมายนักแล้ว

 พริบตาเดียวก็มาถึงเทศกาลหยวนเซียว  เทศกาลหยวนเซียวนี้ที่ต้าหย่งก็เรียกว่าเทศกาลซั่งหยวน เป็นวันรวมญาติ  และเป็นวันสำหรับหญิงชายที่ยังโสดด้วย เพราะในวันนี้  ทั้งตลาดตะวันออกและตรอกตะวันตกมีจัดงานหยวนเซียวแสดงโคมไฟ ให้หนุ่มสาวไปร่วมงานกัน ความหมายใกล้เคียงกับเทศกาลบุปผาราชสำนัก

 เสิ่นหนิงก็ไปทักทายตั้งแต่เช้าที่เหอหมิงเชียน ท้องของเสิ่นอวี๋ซื่อโตขึ้นมากแล้ว ความรู้สึกเศร้าสร้อยที่เสิ่นอวี๋เสียนจากไปเริ่มกลับคืนปกติ  ตอนนี้กำลังฟังเสิ่นหูซื่อพูดถึงการจัดการงานเทศกาลหยวนเซียว  ข้างๆยังตามมาด้วยเสิ่นหนิงกับเสิ่นเจียสองเด็กสาว การเป็นสะใภ้ด้วยกัน จริงๆเสิ่นหูซื่อไม่จำเป็นต้องมารายงานเสิ่นอวี๋ซื่อถึงเรื่องงานที่เกี่ยวข้อง เพียงแต่นางคิดว่าถึงแม้แค่ดูแลงานบ้านอะไรแทนบ้าง  ก็ควรให้เสิ่นอวี๋ซื่อได้รับรู้ไว้จะดีกว่า

 “ถ้าเช่นนั้นคืนนี้ข้าจะพาพวกนางไปตลาดตะวันตกดูสักรอบหนึ่ง”  สุดท้ายแล้วเสิ่นหูซื่อพูดเช่นนี้  พอคำนี้ออกไป  ทั้งเสิ่นเหยากับเสิ่นเจียตาสว่างทันที  ที่แท้พวกนางมาเหอหมิงเชียนก็เพราะเรื่องนี้  พวกมารดาเล็กหลี่ เหออี๋เหนียง เสิ่นมี่กับเสิ่นหว่านที่เพิ่งเข้ามาก็ได้ยินด้วย  เด็กสาวสองคนกับสาวใช้ไม่ต้องพูดถึง แม้แต่สองมารดาเล็กกับป้ารับใช้ก็ยังทำหน้าแบบใฝ่หา งานเทศกาลหยวนเซียวครึกครื้นจริงๆ  ไม่ใช่มีเพียงแค่โคม  ยังมีการละเล่น  แน่นอนที่ขาดไม่ได้ต้องมีพวกของกินจุกจิกมากมาย ทั้งมารดาเล็กหลี่เหออี๋เหนียงล้วนสะท้อนใจ รำลึกถึงงานเทศกาลหยวนเซียวสมัยตัวเองยังสาว

  แน่นอนว่าเสิ่นหวั่นต้องดีใจมากที่สุด นางเด็กสุดในกลุ่มทั้งหมด ฟังคนพูดถึงเรื่องราวเทศกาลซั่งหยวน ก็วาดภาพความสนุกของงาน  อยากรีบออกไปทันที  ลืมนึกถึงมารยาทที่เหออี๋เหนียงเคยสอนสั่ง รีบบอกว่าถึงเวลาแล้วข้าจะเอาโคมที่ข้าทำออกไปด้วย รับรองโคมข้างนอกสู้ไม่ได้หมด  คำคุยอวดทำจนทุกคนหัวเราะร่า  ดีที่นางเป็นคนเถนตรง  เสิ่นอวี๋ซื่อก็ไม่ได้ถือสา เพียงแต่มารดาเหอต้องแอบกระตุกเสิ่นหว่าน

เสิ่นหนิงเห็นทุกคนล้วนตื่นเต้นยินดี  คำที่จะบอกว่า”ข้าไม่อยากไป”เลยไม่กล้าหลุดปากออกมา โดยเฉพาะตอนเสิ่นอวี๋ซื่อบอกให้เล่นกับอากับน้องดีๆ  นางยิ่งพูดไม่ออก  ได้แค่ยิ้มรับปาก  กลับถึงชิงจู๋จวี แม้แต่ชิงจู๋จวีก็เต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้นตื่นเต้นยินดี  เสิ่นหนิงถอนใจเล็กน้อย  จริงสิ พวกชุนซือสาวใช้ใหญ่ปีนี้ก็สิบห้าแล้ว  การตื่นเต้นยินดีเรื่องเทศกาลหยวนเซียวเป็นของธรรมดามาก เสิ่นหนิงนึกถึงอายุเหล่าสาวใช้กลุ่มนี้  ตามกฎบ้านตระกูลเสิ่นสาวใช้ชั้นหนึ่งประจำตัวเจ้านายจะต้องอายุสิบแปดปีจึงจะแต่งงานได้ การแต่งงานต้องมีขั้นตอน พออายุถึงเกณฑ์  ก็จะต้องเตรียมคิดเรื่องแต่งงานให้พวกนาง เสิ่นหนิงตั้งใจว่าจะต้องเตรียมการให้พวกนางดีๆ  ชาติที่แล้ว พวกนางตามนางไป ตอนแรกตามแต่งเข้าวังองค์ชายห้า ตอนหลังก็เข้าพระราชวัง จนกระทั่งตาย ยังไม่ได้แต่งงาน ในชาตินี้ นางจะต้องให้ชีวิตคนละแบบแก่พวกนาง

เสิ่นหนิงคิดถึงชาติก่อนอีก นางมักจะคิดโดยไม่รู้ตัว  คิดถึงเรื่องชาติที่แล้ว นำเรื่องชาติก่อนผสมปนเปกับประสบการณ์ชาตินี้  หรือนี่จะเป็นโรคความจำติดค้างจากชาติก่อน?

จวบจนเวลาค่ำ เสิ่นหูซื่อนำกลุ่มผู้หญิงออกไปยังตลาดตะวันตก  ยิ่งใกล้ถนนเสียงเหอ คนก็ยิ่งแน่น  ทุกคนต่างใส่เสื้อผ้าใหม่ๆกัน หนุ่มสาวถือโคมกันคนละอัน นี่เป็นของพิเศษมีเฉพาะในงานเทศกาลซั่งหยวน หนุ่มสาวแต่งตัวแต่งตากันสวยสด  อายุราวสิบห้าสิบหก เพิ่งจะเริ่มหนุ่มสาวกัน  ลักษณะเช่นนี้ ทำให้เสิ่นหนิงสะท้อนใจ ความรู้สึกของสาวแรกรุ่นแบบนี้ นางหายไปนานมากแล้ว

นางยืนอยู่ที่ถนนเสียงเหอมองดูผู้คนล้นหลามผ่านไปมา แสงจากโคมไฟส่องถนนใหญ่ทั้งสายสว่างไสวหลากสีสัน  เหมือนเดินอยู่ในปุยเมฆสดสวย  ความครึกครื้นเช่นนี้  ความงามเช่นนี้  เหมือนอยู่ในความทรงจำ สวยงามสุดจะบรรยาย เวลานั้น ในเวลาที่มีความงามเช่นนี้ นางเป็นคนที่ร่าเริงเบิกบาน ขณะที่อยู่ในแสงไฟจากโคมบนถนนเสียงเหอนี้ เขามอบโคมให้นางอันหนึ่ง มองดูโคมที่เขามอบให้  ใจนางหวามวาบจนยากที่จะบรรยาย ในความเคลิบเคลิ้มนั้นรู้สึกว่า  ชาตินี้  มีแค่คนอย่างเขาเพียงคนเดียวก็พอใจแล้ว

  ขอให้ความหวังและความรักเติมเต็ม  ชั่วฟ้าดินสลาย ตอนนั้นเขาพูดเอ่ยเช่นนี้

  จากนั้นเล่า ต่อจากนั้นเล่า...

  “ไม่มีต่อจากนั้นอีกแล้ว...”  

ภายใต้แสงสว่างหลากสีสัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะสนุกสนาน  เสิ่นหนิงพึมพำคำนี้  ใบหน้านิ่งสงบ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น