ซอมพอ✿

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านนิยายเรื่องนี้มากๆนะคะ แอบอ่านทุกคอมเม้นท์อยู่นะยู รักทุกคนน้า กิ้กิ้

บทที่ 12 (1/?) เล่า

ชื่อตอน : บทที่ 12 (1/?) เล่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.1k

ความคิดเห็น : 43

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2561 14:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 (1/?) เล่า
แบบอักษร

12


                บางครั้งโลกเราก็เล่นตลกอย่างร้ายกาจ ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนที่จวนเจียนจะพังทลายกลับสมานได้ในชั่วข้ามคืน ดังเช่นกรณีของเขาและเธอที่ดันเหวี่ยงคนสองคนให้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง คำพูดเพียงนิดเดียวที่ช่วยคลายความบาดหมายในอดีตจนหัวใจของริสาได้รับการเยียวยา


                เธอรู้สึกนึกขันตัวเองที่ยินยอมให้เขามีอิทธิพลมากมายขนาดนี้


                ตลอดเวลานึกว่าตัวเองไม่รู้สึกอะไรกับการที่เราห่างเหินกัน จนในตอนที่เขาทำลายป้อมปราการทั้งหมดลงก็เพิ่งเข้าใจว่าที่แท้มันมีความสุขมากแค่ไหน


                “พี่ภัทรไม่ต้องมารับสาทุกวันก็ได้นะคะ สาเกรงใจ”

                หล่อนพูดขึ้นในขณะที่ก้าวขึ้นรถยนต์หรูของจักภัทร แต่เขากลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำพูดของเธอมากเท่าไหร่


                “วันนี้มีแซนวิชไก่ ป้านวลทำมาให้”

                ชายหนุ่มยื่นกล่องข้าวสีชมพูน่ารักให้หล่อน ท่าทางดูเป็นธรรมชาติเพราะเคยชินกับการทำแบบนี้มาสักระยะ ตั้งแต่เรื่องคราวนั้นเคลียร์ลงจักภัทรก็อาสามารับส่งปานสารถีประจำตัวของริสา แม้หล่อนจะเอ่ยปากว่าเกรงใจไปแล้วแต่เขาก็ตีมึนไม่สนอะไรเลย


                “ไม่มีหัวหอมแล้วหรอคะ?”


                “เห็นครั้งที่แล้วบอกว่าไม่ชอบ พี่ก็เลยบอกป้าไปแล้ว”

                เขาตอบกลับ สายตายังจับจ้องอยู่ที่ถนนสายใหญ่ในตัวเมือง การจราจรที่ติดขัดทำเอารถหรูแทบกลายเป็นอัมพาต ขยับเพียงเล็กน้อยโดยใช้เวลายาวนาน ไฟแดงหลายครั้งกว่าจะถึงคิว บรรยากาศภายในรถแม้จะเงียบสนิทแต่ก็ไม่ได้อึดอัด มีริสานั่งกินแซนวิชเอร็ดอร่อยในขณะที่ชายหนุ่มใช้นิ้วเคาะพวงมาลัยฟังเพลงโปรด


                “เดือนหน้าว่างไหม?”

                นิ่งไปสักพัก คนตัวโตก็เหล่ตามองผ่านกระจกมองหน้าหวานของเจ้าหล่อน


                “ไปไหนคะ?”

                ริสาถามกลับ ปากเล็กยังเคี้ยวของอร่อยไม่หยุด มายองเนสเปื้อนที่ปากเป็นสีขาวจนชายหนุ่มอดเอื้อมมือมาเช็ดให้ไม่ได้ นิ้วโป้งของเขาปาดเบาที่มุมปากด้านซ้ายของเจ้าหล่อนอย่างเคยตัว


                “บ้านเธอ”


                “บ้านสา?”หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจกับคำพูดของคนข้างกายเท่าไหร่นัก “ไปทำไมคะ?”


                “ก็เธอบอกว่าพ่อกับแม่ไม่อยู่บ้านที่กรุงเทพเพราะว่าหลานป่วย”


                “ใช่ค่ะ ตอนนี้พ่อกับแม่ไปเฝ้าหลานที่ระยอง”

                ริสาตอบไปตามความจริง เพราะพอร์ช...ลูกของพี่ชายหล่อนป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล ทั้งคุณย่าและคุณปู่ก็เลยเป็นห่วงหลานจนกินไม่ได้นอนไม่หลับตามพ่อแม่จริงๆไปอีก ทั้งห่วงทั้งหวงจนไม่เป็นอันทำอะไรจนต้องขอไปนอนเฝ้าหลานที่นู่น อยู่ใกล้ๆเผื่อจะมีอะไรพอได้ช่วยเหลือ


                “งั้นรอก่อนก็ได้ ไปตอนนี้ก็มีแต่เครียดเปล่าๆ”

                จักภัทรสรุปเองเออเอง เขาปรายตามองสาวเจ้าเหมือนกับจะพูดอะไร แต่สักพักก็เปลี่ยนใจแล้วหันกลับไปมองถนนใหญ่ตามเดิน ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียวเพื่อเตือนให้ผู้ขับรู้สึกตัวออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป ใช้เวลาสักพักก็มาถึงที่ทำงานโดยสวัสดิภาพ


                “เดี๋ยวพี่ถือเอง”

                จักภัทรรับกระเป๋าเอกสารกำมะหยี่สีดำมาจากริสา มีข้างนึงถือแฟ้มสำคัญขณะที่อีกข้างอาสาช่วยหญิงสาวถือของ


                “งั้นเดี๋ยวสาถือแฟ้มเองค่ะ”

                ไม่ต้องรอคำขออนุญาตแฟ้มเอกสารก็อยู่ในมือของริสาเป็นที่เรียบร้อย


                “ไม่อยากให้พี่ช่วยถือหรอ พี่แข็งแรงนะ”

                คนตัวโตส่งยิ้มหวานให้หล่อนอย่างเป็นมิตร รอยยิ้มละมุนที่เขามอบให้ทำเอาหล่อนเผลอยิ้มตาม


                “ไม่ค่ะ...บอส”


                “บอส?”

                จักภัทรยกคิ้วขึ้นสูง


                “ที่ทำงานนะคะ เวลาทำงานแล้วด้วย”

                หญิงสาวกระซิบบอกขณะที่เดินเข้าบริษัทเคียงข้างกัน


                “อ่อใช่สิ เธอเป็นแม่เลขาสาวที่ทำงานไร้ที่ติ ลงจากรถทีไร วิญญาณเลขาเข้าสิงทุกที”

                เขาเหน็บแนมเธอทีเล่นทีจริงด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่ ริสาไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากส่ายหน้าขำๆ ลิฟต์มาถึงแล้วและเธอก็ไม่อยากต่อปากเท่าไหร่


                “ใช่ค่ะ ถ้าบอสว่างขนาดนี้ก็ช่วยพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้สาด้วยนะคะ”


                “โอ้โห...”

                เจ้านายหนุ่มถึงกับตาโตที่ริสาเวอร์ชั่นใหม่ถึงกับยื่นข้อเสนอ เขาก้าวเดินเข้าลิฟต์ตามเจ้าหล่อน โชคดีที่ในลิฟต์ปราศจากคนรับอรุณรุ่งที่แสนจะเบิกบานสำหรับเขา


                “พี่ภัทร!”

                คนหน้าหวานถึงกับตาโตเมื่อมือหนาของชายหนุ่มคว้าหมับเข้าที่เธออย่างจงใจ แม้ว่าเธอจะพยายามดึงออกขัดขืนแต่ก็ไม่อาจสู้คนหน้าหนาได้เลย


                “อย่าดื้อน่า”

                น้ำเสียงนั่นเอ็นดูมากเสียกว่าจะตำหนิ นึกขำกับคนข้างกายที่ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อทุกครั้งที่ถูกเขาสัมผัส ไม่ใช่ว่าเราสองคนเป็นเด็กวัยมัธยมเสียหน่อย แต่ทำไมเจ้าหล่อนถึงได้หน้าแดงตลอดเวลาที่อยู่ใกล้เขา แล้วตัวเขาเองก็ดูเหมือนตาแก่โรคจิตที่ชอบแอบมองหล่อนเสียเหลือเกิน


                “ไม่อยากให้ดื้อ ก็ปล่อยสิคะ”

                หญิงสาวเถียงกลับ พยายามอย่างมากที่จะดึงมือออกจากการเกาะกุม เพียงแต่คนข้างกายไม่นำพาเอาเสียเลย


                ติ๋ง!

                ไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ลิฟต์ก็เปิดออกเพื่อต้อนรับผู้มาใหม่ที่ก้าวเข้ามา ชายหนุ่มหญิงสาวถึงกับชะงักเมื่อเห็นบอสกับเลขาสาวอยู่ภายในลิฟต์ มือทั้งสองที่จับกันอยู่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยออกแต่อย่างใด แม้ว่าริสาจะพยายามอย่างมากแต่จักภัทรก็ไม่ยอมเช่นกัน


                “จะเข้าไม่เข้า?”

                น้ำเสียงของบอสดูหาเรื่องมากกว่าจะถาม ท่าทีคุกคามอย่างเห็นได้ชัดจนเด็กอนุบาลยังมองออก ริสาหน้าซีดเป็นไก่ต้ม สองคนนั้นมองมือเธอแบบนี้ไม่ต้องถามว่าคิดยังไง คงตีความไปล้านแปดแล้วด้วยซ้ำ หล่อนอายเสียจนจะเป็นลม!


                “เอ่อ...”

                พนักงานถึงกับอึกอักเมื่อใบหน้าของบอสบ่งบอกชัดๆว่าถ้าก้าวเข้ามาอาจมีสิทธิ์ตกงานได้


                “ผมรอเพื่อนครับ”


                ติ๋ง!

                แล้วบอสใจร้ายก็เอื้อมมือมากดปิดลิฟต์โดยที่ยังฟังไม่ทันจบประโยคดี ใบหน้าของเขายังติดอยู่ในความทรงจำของทั้งสองคน ใบหน้าที่ยิ้มกริ่มยามลิฟต์นั่นคล้ายกับจะบอกเป็นนัยๆว่า...เชิญเม้าท์



                “กินข้าวได้แล้ว”

                เสียงนุ่มทุ้มกับกลิ่นน้ำหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของชายหนุ่มทำให้หล่อนทราบเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เงยหน้ามองด้วยซ้ำ


                “ยังสรุปรายงานการประชุมไม่เสร็จค่ะ”

                ริสาถือดีไม่ยอมวางมือ หล่อนให้ความสนใจกับคอมพิวเตอร์มากเสียจนจักภัทรนึกตงิด


                “ไปกินข้าวก่อน”

                เขาเร่งเร้าอีกครั้ง สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างเวลาไม่สบายใจ ดูสิ ริสาไม่สนใจเขาเลย


                “บอสไปกินก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวสาขอพิมพ์งานต่ออีกสักหน่อย”


                “...”

                จักภัทรหน้างอแต่ก็ไม่ได้เร่งอะไรหล่อนอีก เขาถอยไปนั่งตรงมุมหน้าห้องทำงานของตัวเองที่มีเก้าอี้รับรองแขก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คตารางงานและอ่านอะไรนิดหน่อย มองคนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานก็ยกมือถือขึ้นถ่ายคนตัวเล็กจากมุมนี้ จัดการตั้งค่าหน้าจอเสียเสร็จสรรพก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดี


                ริสาใช้เวลาเคลียร์งานที่คั่งค้างสักพักเนื่องจากว่าบ่ายนี้หล่อนมีออกนอกสถานที่เพื่อติดต่อลูกค้ากับบอส ไม่อยากให้งานเสร็จช้ากว่ากำหนดจนล่าช้า นึกขึ้นได้ว่าเขารอเธออยู่ก็ถึงกับสะดุ้ง หันไปมองรอบกายก่อนที่จะพบร่างสมส่วนตรงมุมนั้น ใบหน้าคมคายยามนี้ปิดเปลือกตาลง สองมือกอดอกเพราะอากาศเย็นมีเพียงเสื้อเชิ้ตแขนยาวที่ดูโปร่งห่อหุ้มร่างกายเท่านั้น ริสาเดินไปหาเขา เอื้อมมือโบกไปมาตรงหน้า แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น


                “บอสคะ ทานข้าวกันเถอะค่ะ”

                ริสาจับที่แขนกำยำภายใต้เสื้อผ้าชั้นดี เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมตื่น หล่อนก็เผลอขยับเข้าไปใกล้จนมองเห็นขนตาหนางอนสวย โห

                พรึ่บ!

                นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มลืมขึ้นโดยที่ริสาไม่ทันได้ตั้งตัว หล่อนเซไปด้านหลังแต่มือหนากลับจับแขนหล่อนไว้แทน ร่างกายของเขาขยับเข้าประชิดหล่อนจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อน ปากหยักอันตรายประทับลงที่ปากของหล่อนแผ่วเบาก่อนที่จะถอนออกอย่างรวดเร็ว


                รอยยิ้มอันตรายยกขึ้นที่มุมปาก จ้องมองจนใบหน้าของหล่อนจนร้อนวูบวาบ นัยน์ตาของเขาแพรวพราวสะท้อนกับแสงไฟ ดูเหมือนจักภัทรจงใจล้อเลียนหล่อนที่หน้าแดงซ่าน มือบางยกขึ้นแตะปากที่สัมผัสของเขาราวกับยังค้างคา ริสาสบตากับเขานิ่งโดยที่ไม่อาจขยับไปไหนได้เลย หัวใจของหล่อนเต้นระรัวกับรอยยิ้มนั้น ยิ้มที่เห็นเขี้ยวคู่สวยของคนใจร้าย เขาทำตัวเหมือนเด็กผู้ชายที่กำลังกลั่นแกล้งเด็กหญิงที่ชอบ


                “จูบพี่หนึ่งครั้ง”เขาเอียงหน้ามองหล่อนอย่างเจ้าเล่ห์โดยที่รอยยิ้มยังไม่หายไป ใส่ร้ายทั้งที่ตัวเองนั่นแหละเริ่มก่อน


                “...”


                “พี่จูบคืนสองนะ...”


*****************************************

พี่ภัทรรรรรรรรร กรี๊ดดดด

มาหาไรท์ได้น้า จูบหนึ่งคืนสิบอ่ะ 5555

เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ เม้นท์ อัพ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}