หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 44 แมวดำตัวนี้ไม่เหมือนแมวตัวอื่น

ชื่อตอน : ตอนที่ 44 แมวดำตัวนี้ไม่เหมือนแมวตัวอื่น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2561 15:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 44 แมวดำตัวนี้ไม่เหมือนแมวตัวอื่น
แบบอักษร



หลังสารทบัวลอย นักเรียนทุกระดับชั้นต่างก็ทยอยกันเปิดเรียน

เปิดเทอมแล้วบางคนก็ดีใจ บางคนก็อยู่ในอารมณ์ที่ตรงกันข้าม

ในสายตาของเจิ้งทั่น เหล่านักศึกษาที่ได้กลับสู่มหาวิทยาลัยอีกครั้งมีรอยยิ้มมากกว่าบรรดาเด็กประถม

เด็กน้อยป.หนึ่ง ป.สองยังคงคิดหาข้ออ้างต่างๆ นานาที่จะทำให้ได้หยุดเรียน เด็กประถมบางคนเมื่อมาถึงประตูโรงเรียนแล้วยังขอบตาแดงๆ ส่งเสียงสะอื้นอยู่บ่อยครั้งพลางค่อยๆ เดินเข้าโรงเรียน โดยมีเสียงผู้ปกครองขู่ไล่หลัง

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เหล่านักศึกษาที่ขี่จักรยานเข้ามหาวิทยาลัยดูอารมณ์ดีกว่ามาก ต่างก็รีบไปหาสาวๆ ที่ตัวเองไม่ได้เจอนาน

เด็กป.หกนั้นไปโรงเรียนด้วยอารมณ์ที่แตกต่าง พวกเขาอยู่ในอารมณ์ ‘ในที่สุดพี่ก็โตแล้ว’ กับ ‘ยังมีการบ้านกับสอบเยอะขนาดนี้อีกเหรอเนี่ย’ หลากหลายอารมณ์แตกต่างกันไปขณะย่างเข้าสู่เทอมสุดท้ายของวัยประถม

เจิ้งทั่นไม่รู้ว่าเด็กประถมวัยซนทั้งหลายจะมีความคิดที่สับสนในใจแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเจียวหย่วนก็เป็นหนึ่งในนั้น เด็กซนมักจะมีความกังวลกับความตื่นเต้นที่สุดแสนประหลาด ก็เหมือนกับที่พ่อเจียวหย่วนพูดไว้ นี่คือการเข้าสู่วัยรุ่น


เด็กที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น......


หากเป็นอย่างนั้น ต่อไปพอเจียวหย่วนขึ้นม.ต้นก็จะไม่ใช่เด็กแสบอีกต่อไป จะกลายเป็น ‘เด็กหนุ่ม’ อืม อีกหน่อยคงเข้าไปห้องเจียวหย่วนแอบดูหนังสือแนว X ได้แล้ว

เจิ้งทั่นกำลังหมอบอยู่บนโซฟา ปลายหางขยับไปมา พลางมองเจียวหย่วนกับเสี่ยวโย่วจื่อออกจากบ้านไป แม่เจียวหย่วนไปส่งเด็กๆ ไปโรงเรียน ขากลับก็จะแวะซื้อกับข้าวกลับมา

ช่วงนี้เจิ้งทั่นไม่ได้ออกไปข้างนอกในตอนกลางวัน ในมหาวิทยาลัยมีคนเดินอยู่เต็มไปหมด หลังจากที่เหล่านักศึกษากลับมา ความเงียบสงบตอนปิดเทอมก็หายไป

เจิ้งทั่นจึงไม่อยากออกไปข้างนอกในเวลานี้ มันไม่สะดวก เขาได้ปรับเปลี่ยนเวลาของตัวเองใหม่ ช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดเทอม กลางวันนอนอยู่บ้าน ตอนเย็นกินข้าวเสร็จค่อยออกไปข้างนอก

ช่วงตอนเย็นของหลายวันมานี้ที่เขาได้ออกไปข้างนอก ทำให้เขาได้รู้เวลาทำงานของเด็กหนุ่มที่มีรอยสักบ้างนิดหน่อย แต่ก็ยังไม่พอ จะต้องทำให้มั่นใจว่ามันจะสำเร็จ ดังนั้นจึงต้องออกไปสังเกตอีกหลายครั้ง อีกอย่างข้อมูลที่มีอยู่ยังขาดอะไรไปเล็กน้อย บางอย่างเขายังหาไม่เจอ

เจิ้งทั่นงีบหลับบนโซฟา พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าเพิ่งจะเก้าโมงครึ่ง แม่เจียวหย่วนยังไม่กลับมา คงจะมัวไปคุยกับใครอยู่แน่ๆ

เขาบิดขี้เกียจ แล้วมองไปนอกหน้าต่าง ข้างนอกแดดแรง แต่อุณหภูมิก็ยังไม่ขึ้นสูงเท่าไร ผู้คนยังคงสวมเสื้อขนเป็ดตัวหนากันอยู่

เจิ้งทั่นรู้สึกเบื่อ นอนก็ไม่หลับ เขาจึงตัดสินใจออกไปเดินเล่นข้างนอก

พอผ่านช่วงปีใหม่มาอาหวงกลายเป็นแมวที่ขี้เกียจขึ้นมาก มันอ้วนขึ้นด้วย เขามักจะเห็นอาหวงนอนอยู่ที่ระเบียงบ้านตัวเองอยู่เสมอ โดยที่ยื่นศีรษะออกมานอกราวระเบียงเล็กน้อย หางสะบัดออกมาด้านนอก สักพักก็ขยับตัวเล็กน้อย คล้ายกับกลัวคนอื่นไม่รู้ว่าตัวเองนอนอยู่ตรงนั้น ยังดีที่ซี่ราวระเบียงไม่ได้กว้างมาก อาหวงคงไม่ตกลงมาง่ายๆ

ส่วนจ่าถูกเจ้านายขังไว้ในบ้าน เพราะช่วงปีใหม่มีข่าวโจรลักขโมยแมวดังมาก หลังจากที่แมวที่อยู่รอบๆ หายไปหลายตัว  จ่าที่ชอบออกไปเล่นข้างนอกจึงถูกสั่งห้ามออกนอกบ้าน ร้องให้ตายยังไงก็ไม่ได้ออก

พอไม่มีพวกมัน เจิ้งทั่นก็รู้สึกว่าตัวเองมีอิสระ

หลังจากที่ปีนต้นไม้เล่นสักพัก เจิ้งทั่นก็เดินออกจากป่าที่ไม่ค่อยมีคน ในเวลานี้คนที่เดินอยู่ในมหาวิทยาลัยมีไม่มาก มหาวิทยาลัยนี้ค่อนข้างมีชื่อเสียง สองข้างถนนมีต้นอู๋ถงเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก บรรยากาศดูไม่แห้งแล้ง

เจิ้งทั่นเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายตามเส้นทางที่มีแดดส่องลงมา ไม่มีลมพัด แสงแดดช่วยให้ร่างกายอบอุ่น บรรยากาศสบายมาก

ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังเคลิ้มไปกับความอบอุ่นจากแสงแดดอยู่นั้น อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเขา

เขาหันไปตามเสียงนั้นก็เห็นตรงกระถางดอกไม้มีคนที่สวมเสื้อขนสัตว์ตัวใหญ่ยืนอยู่ตรงนั้น กำลังกวักมือเรียกเขา


เสี่ยวจัว?


เจิ้งทุ่นหมุนตัวแล้วเดินไปหาเสี่ยวจัว

เมื่อเทียบกับคราวที่แล้วที่เขาได้เจอเสี่ยวจัว ตอนนี้ท้องของเสี่ยวจัวโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้สวมเสื้อกันหนาวตัวโคร่งก็บังท้องที่นูนออกมาไม่มิด

ในมือของเสี่ยวจัวถือกระเป๋าที่บรรจุหนังสืออยู่ ดูแล้วเหมือนเพิ่งซื้อมา คาดว่าเธอคงจะเพิ่งกลับมาจากร้านหนังสือที่อยู่ตรงปากประตูมหาวิทยาลัย

“มาทำอะไรที่นี่น่ะ?” เสี่ยวจัวมองเจิ้งทั่นพลางถามขึ้น เธอเอี้ยวตัวลงมาลูบหัวของเจิ้งทั่นเบาๆ

รู้ทั้งรู้ว่าตรงหน้าเป็นแมวที่พูดไม่ได้ แต่เสี่ยวจัวก็ยังถามขึ้นด้วยความเคยชิน

คนที่ได้คลุกคลีอยู่กับสัตว์นานๆ พอไปเจอสัตว์อื่นๆ ก็จะเป็นแบบนี้ พูดคุยกับมัน ไม่ก็เลียนเสียงร้องของมัน

เจิ้งทั่นไม่ค่อยกล้าที่จะเข้าใกล้เสี่ยวจัว พอเห็นท้องโตๆ นั่นแล้ว เกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง? ดูจากท่าทางที่ก้มลงมาลูบหัวด้วยความยากลำบากแล้ว อีกทั้งเชื้อทอกโซพลาสมา กอนดิไอที่เป็นอันตรายต่อคนท้องก็มีสาเหตุมาจากแมวด้วย

เจิ้งทั่นมองไปรอบๆ ถึงได้รู้ว่าตัวเองเดินมาถึงบริเวณใกล้ๆ กับที่พักบุคลากรฝั่งตะวันตกแล้ว ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้เสี่ยวจัวพักอยู่ที่นี่เหรอ?

“ไป ไปเล่นที่บ้านฉันไหม?” เสี่ยวจัวเดินออกไปสองก้าวแล้วหยุดหันมามองเจิ้งทั่น เหมือนกำลังรอ

เจิ้งทั่นยืนคิดอยู่ที่เดิม อาการหวัดของเขาก็หายแล้ว ส่วนเรื่องเชื้อโรคที่ว่า......ตัวเขาเองก็ไม่น่าจะมีนะ ก็ดูแข็งแรงดี อาบน้ำก็บ่อย ทุกวันก็นอนกับเสี่ยวโย่วจื่อ เด็กน้อยก็ไม่ได้เป็นอะไร คงไม่มีอะไรที่จะไปแพร่ให้เสี่ยวจัวแน่นอน

หลังจากที่ลังเลสักพัก เจิ้งทั่นเห็นแววตาที่รอคอยของเสี่ยวจัวแล้วจึงเริ่มออกเดินตาม

พอเห็นเจิ้งทั่นเดินตามมา ใบหน้าของเสี่ยวจัวก็มีรอยยิ้ม เธอเดินนำพลางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลายเดือนมานี้ให้ฟัง

ปกติเสี่ยวจัวไม่ค่อยคุยกับใคร คนที่พอจะคุยด้วยได้ก็มีแค่ไม่กี่คน แต่เสี่ยวจัวก็ใช่ว่าจะเอาเรื่องทุกอย่างที่อยู่ในใจพูดออกมา คุยกับคนอาจคุยได้แค่บางเรื่อง แต่กับแมวนั้นไม่เหมือนกัน

มนุษย์มักจะชอบพูดความในใจกับสัตว์หรือไม่ก็บางสิ่งที่พอจะช่วยรับฟังได้ นี่เป็นวิธีการระบายอารมณ์อย่างหนึ่ง บางคนเลี้ยงสัตว์ก็ด้วยเหตุผลนี้

ช่วงหลัง ท้องของเสี่ยวจัวโตขึ้นเรื่อยๆ เดินเหินไม่ค่อยสะดวกต้องดูแลตัวเองให้ดี อาจารย์ฝูเองก็ไม่สบายใจที่เสี่ยวจัวจะไปนู่นมานี่ พอดีกับที่มีการจัดสรรห้องพักของตึกใหม่ฝั่งตะวันตก อาจารย์ฝูจึงยกห้องของตัวเองให้เสี่ยวจัวอยู่

คนอย่างอาจารย์ฝูที่มีพร้อมทั้งชื่อเสียงและเงินทองไม่มานั่งแคร์กับห้องพักเพียงห้องเดียว ยามปกติท่านก็คงไม่ไปแย่งห้องกับอาจารย์ท่านอื่น แต่ครั้งนี้ท่านทำเพื่อเสี่ยวจัว

แค่อาจารย์ฝูออกปาก ทุกคนก็พร้อมจะหลีกทางให้

ยามนี้บริเวณที่พักฝั่งตะวันตกไม่มีคนเดินพลุกพล่านนัก เพราะอยู่ในเวลาทำงาน มีคนเดินอยู่แค่ไม่กี่คน

ห้องในเขตที่พักบุคลากรฝั่งตะวันตกนี้ใหม่มาก การจัดวางตำแหน่งของบางห้องเหมือนกับทางฝั่งตะวันออก เพียงแต่ว่าภายนอกดูสวยกว่ามาก ดูทันสมัย พื้นที่สีเขียวพอใช้ได้ แต่ของทางฝั่งตะวันออกโอเคกว่า ถึงแม้ว่าสิ่งปลูกสร้างจะดูใหม่ แต่ก็ทำให้เจิ้งทั่นรู้สึกไม่คุ้นชิน

อาจเป็นเพราะเขาชินกับห้องเก่าๆ ของทางฝั่งตะวันออกแล้ว พอมาเจอตึกใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจพวกนี้ เจิ้งทั่นกลับรู้สึกว่าเหมือนมันขาดอะไรไป

เจิ้งทั่นนึกถึงตอนที่ตัวเองเพิ่งมาที่นี่ ด้านข้างของตึกทางฝั่งตะวันออกมีไม้เลื้อยขึ้นอยู่เต็ม รอบๆ มีต้นไม้เขียวชอุ่มมากมาย ตามมุมมีคนทำซุ้มเล็กๆ เอาไว้นั่งเล่น ยามเย็นผู้สูงอายุจะไปนั่งที่นั่นพูดคุยกันพลางโบกพัดไม้ในมือไปด้วย

มีคนบอกไว้ว่านี่เป็นความผูกพันอย่างหนึ่ง วันเวลาที่ผ่านไป ได้สะสมเอาความรู้สึกต่างๆ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นความผูกพัน บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บรรดาศาสตราจารย์วัยเกษียณทั้งหลายยังยินดีที่จะอาศัยอยู่ในบ้านที่คับแคบแบบนั้นอยู่

หลังจากที่ได้อาศัยอยู่ที่พักฝั่งตะวันออกมาระยะหนึ่ง เจิ้งทั่นก็รู้สึกได้ถึงความสงบในแบบเรียบง่าย

ห้องที่เสี่ยวจัวพักอยู่ไม่ใช่ห้องที่เจิ้งทั่นเข้าเขตที่พักมาแล้วเห็น ยังต้องเดินเข้าไปข้างในอีกหน่อย

เขตที่พักฝั่งตะวันตกใหญ่กว่าฝั่งตะวันออก นอกจากประตูใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าแล้ว ยังมีประตูด้านข้างอีก

ตึกที่อยู่ตรงประตูหน้ามีหกชั้น หากเดินเข้าไปอีกจะเป็นตึกใหม่ที่มีลิฟต์อยู่ภายในด้วย ทางนี้จะอยู่ใกล้กับประตูด้านข้าง บางครั้งเสี่ยวจัวก็จะเข้าออกทางประตูนี้ที่ไปนอกมหาวิทยาลัยได้สะดวกกว่า วันนี้พอซื้อหนังสือเสร็จเธอก็รู้สึกอยากจะเข้าไปเดินเล่นในมหาวิทยาลัย แต่นึกไม่ถึงว่าจะเจอเจิ้งทั่น

การที่จะได้เข้ามาพักในตึกที่มีลิฟต์นี่ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

เจิ้งทั่นเดินตามเสี่ยวจัวเข้าลิฟต์ ภายในไม่มีคนอื่น หากมีคนอื่นอยู่ด้วยคงจะรู้สึกแปลกใจว่าทำไมแมวถึงเข้ามาอยู่ในนี้ แมวต้องใช้ลิฟต์ด้วยเหรอ?

เสี่ยวจัวกดชั้นหก เป็นชั้นที่อยู่กลางๆ ของตึกนี้

“ที่นี่เป็นที่พักของฉันตอนนี้”

หลังออกจากลิฟต์เสี่ยวจัวก็ชี้ไปที่ป้ายห้อง 606 ที่มีป้ายอวยพรปีใหม่ติดอยู่หน้าห้อง

พอเสี่ยวจัวเปิดประตูเจิ้งทั่นจึงเดินเข้าไป เขาพบว่าในห้องมีกลิ่นของคนอื่นอยู่ด้วย ดังนั้นจึงหยุดดมตรงปากประตูก่อน

พอเห็นท่าทางของเจิ้งทั่น เสี่ยวจัวจึงหัวเราะพลางพูดว่า “อาจารย์เย่ช่วยหาคนมาดูแลฉันให้ แต่วันนี้เขาไม่อยู่ มีธุระต้องไปทำข้างนอกน่ะ”

อาจารย์ฝูเอาใจใส่ดีจริงๆ แต่ก็ถูกนะ ท้องใหญ่ขนาดนี้เป็นใครก็ไม่วางใจ เจิ้งทั่นคิด

เจิ้งทั่นมองสำรวจรอบๆ ห้องที่มีพื้นที่ประมาณ 100 ตารางเมตรนี้ ภายในห้องมีแสงสว่างเหมาะสม ตกแต่งอย่างทันสมัย ให้ความรู้สึกอบอุ่น

บนโต๊ะมีตะกร้าผลไม้วางอยู่หลายตะกร้า ภายในบรรจุผลไม้นานาชนิด บางตะกร้ามีของกินอื่นๆ ที่ไม่ใช่ผลไม้บรรจุอยู่

เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะแล้วเดินเข้าไปสำรวจของในตะกร้า ภายในยังมีผลไม้อบแห้งกับบ๊วยด้วย

“ของพวกนี้อาจารย์เย่ส่งมาให้ทั้งนั้น ฉันกินไม่หมดหรอก เธอจะกินไหม?” เสี่ยวจัวล้วงถั่ว วอลนัทที่ปอกเสร็จแล้วออกมาจากถุง พอหยิบออกมาแล้วก็เริ่มลังเล ไม่รู้ว่าแมวจะกินของพวกนี้ได้หรือเปล่า

ไม่สนหรอกว่าแมวตัวอื่นจะกินได้ไหม แต่เจิ้งทั่นน่ะกินไปแล้ว

“กินข้าวกลางวันด้วยกันนะ” เสี่ยวจัวลูบหัวเจิ้งทั่นพลางพูด

เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น

หญิงท้องขี้เหงาสินะ......

เอาเถอะ จะอยู่กินข้าวเป็นเพื่อนแก้เหงาให้ละกัน

เจิ้งทั่นมองพวกธัญพืชที่ปอกเปลือกแล้วในถุง กินของว่าง หลับสักตื่นก็คงจะบ่ายพอดี ฟังดูไม่เลวนะ

เสี่ยวจัวไม่รู้ว่าแมวที่อยู่ตรงหน้าเข้าใจคำพูดของตัวเองหรือไม่ ช่วงเวลาพักเธอโทรไปบอกพ่อของเจียวหย่วน คนในครอบครัวเจียวจะได้ไม่ต้องกังวล

เสี่ยวจัวรู้ว่าแมวที่อยู่ตรงหน้านี้สำคัญกับครอบครัวเจียวมาก ช่วงที่แม่เจียวหย่วนนอนโรงพยาบาล ตอนที่เสี่ยวจัวไปเยี่ยมก็ได้ฟังเรื่องราวของแมวดำตัวนี้มาบ้าง ซึ่งคนในครอบครัวเจียวก็แสดงให้เห็นว่าแมวตัวนี้สำคัญจริงๆ อีกทั้งเสี่ยวจัวเองก็ไม่อยากจะปฏิบัติกับแมวดำตัวนี้เหมือนที่ปฏิบัติกับแมวตัวอื่นในเขตที่พัก

แมวดำตัวนี้เป็นแมวพิเศษ



ช่วงเที่ยง พี่เลี้ยงที่อาจารย์ฝูจ้างมาดูแลก็กลับมาทำกับข้าว

พอพี่เลี้ยงคนนี้เห็นเจิ้งทั่นก็แสดงอาการตกใจ เขาคิดว่าคนท้องควรอยู่ห่างจากแมวไว้จะดีกว่า แมวเป็นสัตว์ที่ชอบวิ่งเล่นไปทั่ว ชอบเล่นกับแมลง ชอบกินหนู มีสิ่งสกปรกมากมายติดตัวมา ใครจะไปรู้ว่ามันจะเอาโรคอะไรมาให้บ้าง

พี่เลี้ยงพูดถึงเรื่องที่แมวจะเป็นพาหะนำโรคต่างๆ มาให้ รวมถึงเชื้อโรคเชื้อปรสิตทั้งหลายที่จะมีผลต่อคนท้อง แต่เสี่ยวจัวก็ตอบแค่ ‘ค่ะ’ แสดงถึงการรับรู้ จากนั้นก็เอาเจิ้งทั่นมาอยู่ใกล้ๆ

พอเห็นว่าเตือนไปก็ไร้ประโยชน์ พี่เลี้ยงจึงโทรศัพท์หาอาจารย์ฝูขณะที่ทำอาหารอยู่ในครัว รายงานเรื่องทั้งหมดให้อาจารย์ฝูฟัง

“มีแมวเหรอ?” อาจารย์ฝูขึ้นเสียงสูง ฟังดูแล้วก็เหมือนจะไม่เห็นด้วย

“ใช่ค่ะใช่” พี่เลี้ยงรู้สึกได้ว่าอาจารย์ฝูเหมือนจะไม่พอใจ จึงพูดต่อ “เป็นแมวดำด้วยนะคะ!”

คนทางบ้านของพี่เลี้ยงถือว่าแมวดำจะนำพาสิ่งไม่ดีมาให้ ดังนั้นเขาจึงรู้สึกไม่ค่อยดีกับแมวดำเท่าไร

“สีดำเหรอ?” อาจารย์ฝูลดเสียงลง แสดงถึงอารมณ์ที่สงบลงด้วย

“ค่ะ”

“ชาร์โคลเหรอ?”

“เอ่อ...ดูเหมือนจะใช่ค่ะ เสี่ยวจัวเรียกแบบนั้น”

“งั้นก็ไม่ต้องไปสนใจหรอก”

“หา”

“แมวดำตัวนี้ไม่เหมือนแมวตัวอื่น” นับตั้งแต่ที่อาจารย์ฝูรู้ว่าเสี่ยวจัวสนิทกับแมวตัวนี้ ท่านก็ได้ไปตามสืบว่าสภาพการกินอยู่ของแมวตัวนี้เป็นอย่างไร รวมถึงนิสัยใจคอ ผลออกมาเป็นที่ค่อนข้างพอใจ ไม่อย่างนั้นท่านคงไม่มีท่าทีที่เป็นมิตรกับรองศาสตราจารย์เล็กๆ แบบนั้นแน่

“อ้อค่ะ” หลังวางสาย พี่เลี้ยงยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย แมวดำตัวนี้มีอะไรพิเศษกัน?

พี่เลี้ยงชะโงกหน้าเข้าไปในห้องนอนมองแมวดำที่ทำตาปรือหมอบอยู่บนเก้าอี้เอนทรงกลม เขามองแล้วก็ส่ายหัว ดูแล้วไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษ ก็เหมือนๆ กับแมวดำที่เคยเจอมา หูก็ไม่ได้งอกเพิ่ม หรือมีแค่ตาเดียวเสียหน่อย

สุดท้ายพี่เลี้ยงจึงสรุปท่าทีของอาจารย์ฝูกับเสี่ยวกัวได้ว่า ‘นี่คือตรรกะความคิดของผู้ที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์’

เจิ้งทั่นหมอบยู่บนเก้าอี้เอนบุนวมทรงกลมในห้องของเสี่ยวจัว พร้อมกับเก็บมือเรียบร้อย

ท่าทางแบบนี้เจิ้งทั่นเรียนมาจากเจ้าอ้วน ครั้งแรกที่เห็นเจ้าอ้วนทำท่านี้ เขาเองก็ยังงงๆ ท่าทางที่เหมือนฟักไข่แบบนั้นต้องการอะไรกันแน่? จากนั้นเจิ้งทั่นจึงเอาหินทรงกลมที่เหมือนไข่นกกระทาวางลงไปในอ้อมแขนของเจ้าอ้วน

อืม ค่อยเหมือนกำลังฟักไข่หน่อย

เจิ้งทั่นยังจำได้ดีถึงสายตาที่ดูเอือมๆ ของเจ้าอ้วน หลังจากนั้นเจ้าอ้วนก็ขยับขาหน้าดันหินพวกนั้นออก

หลังจากนั้นเวลาที่เจิ้งทั่นเห็นอาหวงทำท่านี้เหมือนกัน เขาก็จะทำแบบเดียวกับที่ทำกับเจ้าอ้วน ผลก็คืออาหวงแค่ทำตาปรือใส่ แล้วร้องเมี้ยวออกมา จากนั้นก็ไม่มีอะไร ดังนั้นทุกครั้งที่อาหวงทำท่านี้เจิ้งทั่นจึงมีความคิดที่จะเอาหินไปใส่ให้มันตลอด หรือครั้งหน้าเอาไข่จริงๆ ไปใส่ให้เลยดี?

ต่อมาเจิ้งทั่นจึงพบว่าแมวส่วนใหญ่ต่างก็ชอบทำท่านี้  ดูเหมือนว่ามันจะเป็นท่าที่สงบเสงี่ยม ไม่พร้อมที่จะระรานใคร

ครั้งแล้วเจิ้งทั่นจึงเอาอย่างบ้าง เก็บแขนทั้งสองเข้ามา ได้ยินมาว่าท่านี้เรียกว่าท่าชาวสวน พอทำจนชินแล้วเจิ้งทั่นก็รู้สึกว่าท่านี้โอเคเลย

กลิ่นหอมของอาหารโชยมาจากห้องครัว เสี่ยวจัวที่เอนตัวอยู่บนเก้าอี้เอนวางหนังสือลง นวดไปที่ดวงตา แล้วมองแมวดำที่นอนหมอบเก็บขาอยู่บนเก้าอี้ทรงกลม เธอหัวเราะแบบไร้เสียง บางทีต่อไปเลี้ยงแมวสักตัวก็ดีนะ เอาที่ไม่ต้องแพงมาก แมวบ้านๆ นี่แหละ แล้วก็ไม่ต้องเป็นแมวที่ขยันมากก็ได้ ขี้เกียจหน่อยๆ ก็ไม่เป็นไร ชอบขโมยของกินเล่นก็ไม่เป็นไร......


ในขณะเดียวกันร้านอาหารเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากเขตที่พักเก่านั้น พนักงานที่เข้ามายกลังเบียร์ก็พบว่าเบียร์หายไปครึ่งลัง จึงทำเสียงจิ๊จ๊ะออกมา เขารู้สึกว่าคนที่มาขโมยนั้นชักจะเอาใหญ่แล้ว ใจคอจะขโมยกินทั้งลังเลยหรือไง?






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น