Sawachi Yuki
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter :: 06 :: Doubt [50 Per]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ค. 2561 13:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter :: 06 :: Doubt [50 Per]
แบบอักษร

06

Doubt

50 Per



พีพี กรุ๊ป ภายใต้การบริหารงานของพุฒิเป็นไปได้ด้วยดี ระยะเวลาแค่ปีกว่าๆ ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นมาก กำไรสุทธิของบริษัทแม่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว มากกว่าตอนที่พ่อของพุฒิยังบริหารอยู่ นั่นทำให้พนักงาน เลื่อมใสศรัทธาเอามากๆ แม้ว่าการทำงานจะเข้มงวดแค่ไหน แต่เพราะแบบนั้นผลลัพธ์ที่พวกเขาได้คือเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นมา สวัสดิการที่มากขึ้น พุฒิดูแลพนักงานเป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านี้ พุฒิยังสร้างบริษัทในเครือที่เอาไว้เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มขึ้นมาอีก แต่ก็ยังจับที่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์อยู่ เพียงแต่เริ่มเพิ่มธุรกิจของประดับตกแต่งบ้านเข้ามาด้วย

งานตลอดปีกว่าๆ ของพุฒิ ทำให้เจ้าตัวไม่มีเวลาผ่อนคลายชีวิตเลย ตื่นเช้าทำงาน เลิกงานเป็นคนสุดท้ายเสมอ กลับบ้านดึกตลอด ส่วนเจ็มในตอนนี้ก็อยู่ปีสองกำลังจะขึ้นปีสาม ก็ช่วยงานที่บริษัทเท่าที่ทำได้ ปิดเทอมก็ทำเต็มเหมือนพนักงานปกติ แต่พอเปิดเทอมก็ทุ่มเทให้การเรียนมากกว่า

ทั้งสองคนมีหน้าที่ที่ต้องทำ นั่นจึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นปกติ ไม่มีอะไรเลวร้าย แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า เป็นปกติ เป็นเจ้านายกับลูกน้อง ซึ่งเจ็มก็ไม่ได้คิดอะไร ปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น แม้บางครั้งพุฒิเหมือนจะเครียดแล้วทนไม่ไหว เขาเองก็ต้องทำหน้าที่ช่วยผ่อนคลาย แต่มันก็แค่ภายนอกเท่านั้น เจ็มไม่ยอมให้ตัวเองต้องผูกมัดกับพุฒิจนไปไหนไม่ได้เด็ดขาด

เขาเลือกแล้วที่จะไม่ทำให้ผู้มีพระคุณผิดหวัง...

“พักหน่อยไหมครับ วันนี้ผมถามคุณนิดแล้ว คุณพุฒิไม่มีนัดที่ไหนอีก” เจ็มพูดขึ้นเมื่อนึกขึ้นว่าตนเพิ่งจะคุยกับเลขาสาวใหญ่วัยสี่สิบกว่าของพุฒิที่เจ็มเป็นคนสัมภาษณ์และรับเข้ามาทำงานเองหลังจากผ่านงานเลี้ยงฉลองรับตำแหน่งได้ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

“อือ...ก็ดีเหมือนกัน”

“คุณดูไม่ไหวแล้วนะครับ แน่ล่ะ ทำงานหนักมาปีกว่าๆ เกือบสองปี ผมล่ะยอมใจเลย ตอนแรกคิดว่าคุณจะล้มไปตั้งแต่สามเดือนแรกเสียอีก”

ฟุบ!

พุฒิลุกจากเก้าอี้ทำงานแล้วมาทิ้งตัวที่โซฟาตัวใหญ่ขณะที่หูก็ฟังร่างโปร่งบ่น ส่วนตัวก็กำลังเก็บแฟ้มเอกสารที่เรียบร้อยแล้วไปด้วย

ดวงตาคมเข้มปิดลงเพราะล้าเต็มที...แต่ก็ไม่ได้หลับ

“ฉันมันถึกไง”

“ตอนนี้คุณกำลังจะล้มครับ ไม่นานคงได้นอนเล่นที่โรงพยาบาล”

“หึหึ คิดจะแช่งฉันหรือไง แต่โทษที พอดีว่าโรงพยาบาลไม่ค่อยชอบฉันสักเท่าไหร่ นอกจากตอนเกิดก็ไม่เคยนอนโรงพยาบาลเลย”

“ครับ เพราะคุณลุงให้หมอไปรักษาที่บ้านแทน”

“เฮ้อ...เถียงจริงๆ เลยนะนาย”

พุฒิเหนื่อยเกินกว่าจะต่อปากต่อคำกับเจ็ม ทั้งๆ ที่การต่อปากต่อคำกับเจ็มเป็นสิ่งที่เขาค่อนข้างจะชอบ และมันทำให้เขาผ่อนคลายเสมอ แต่ตอนนี้คงจะเป็นการนอนมากกว่าล่ะมั้งที่จะทำให้เขาผ่อนคลาย...

แต่เขาไม่อยากหลับ กว่าจะมีเวลาอยู่กับเจ็มไม่ได้มีบ่อยเพราะเจ็มเองก็เรียนหนัก เจอกันก็ไม่ค่อยบ่อย อยู่บ้านเดียวกันแต่เขาที่กลับจากทำงานก็ล้าเต็มที่เช่นกัน หากเขาก็รู้ว่าเจ็มมักจะเข้ามาดูแลเขาที่สลบอยู่บนเตียงแล้วทุกคืนๆ

“ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มลงตัวแล้ว ฉันแบ่งเวลาทำงาน เวลาพักของตัวเองลงตัว กับเลขาตอนนี้ก็ทำงานจนรู้จักฉันดีแล้ว คงถึงเวลาที่ฉันจะลดงานลงเสียที”

“คุณพุฒิไม่ไหวแล้วหรือครับ”

“หึหึ ฉันอดทนทำงานอย่างหนักทุกๆ วัน เพื่อให้บริษัทไปข้างหน้า และตอนนี้มันก็กำลังไปได้ดีทีเดียว แล้วคนที่ฉันเลือกมาบริหารในแต่ละส่วนก็ทำงานดี ไม่บกพร่อง ฉันไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเองแล้ว ปล่อยให้เป็นไปตามโครงสร้างขององค์กร หน้าที่ใครหน้าที่มัน ฉันแค่ตรวจสอบอยู่ข้างหลังก็พอ แล้วอีกอย่าง แผนงานและนโยบายของฉันยังมีอีกเยอะ”

“คุณพุฒินี่มักจะวางแผนเอาไว้อยู่เสมอๆ เลยนะครับ”

“นายล่ะเป็นยังไง จะปีสามแล้ว คิดไว้หรือยังว่าจะฝึกงานที่ไหน”

“จะให้ผมไปไหนได้ล่ะครับคุณพุฒิ”

“ฉันรับนายมาฝึกกับฉันก็แล้วกัน ส่วนไอ้พัฒน์ก็แล้วแต่มัน แต่คิดว่ามันคงจะไม่ฝึกบริษัทของตัวเองหรอก มันเป็นพวกหยิ่งในศักดิ์ศรี มันจะคิดว่าคนอื่นจะมองในทางที่ไม่ดีถ้ามันฝึกที่นี่ ถึงคนอย่างมันจะไม่สนใจใคร แต่ไม่ชอบให้ใครมาดูถูกหรอก”

“แล้วผมจะไม่โดนหรือไงครับ”

“นายทำงานอยู่แล้วนี่ ไม่มีใครว่าหรอก ถึงว่าก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะยังไงนายก็คงไม่สน” พุฒิพูดเหมือนรู้จักนิสัยของเจ็มดีๆ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เจ็มก็ไม่ได้อยากฝึกงานที่บริษัทนี้เท่าไหร่

แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่...

“คุณนี่มันจริงๆ เลยนะครับ”

“หึหึ ไปเที่ยวกันไหม ฉันคิดว่าจะพักร้อน”

“สองคนหรือครับ”

“อย่าถามโง่ๆ น่าเจ็ม จะให้ฉันพาคนอื่นไปด้วยทำไม โอกาสไม่ได้มีบ่อยๆ”

“คิดจะทำอะไรชั่วๆ เหรอครับ”

“ถ้าฉันชั่วจริง ไม่ปล่อยให้นายรอดมาถึงทุกวันนี้หรอกนะ แล้วเสร็จหรือยัง เอาตักมาหนุนหน่อย”

“ผมจะไปทำงานต่อครับ”

“ไม่ต้อง เอาตักมาหนุน เร็ว!” คนเผด็จการ บ้าอำนาจ ถ้าได้ออกคำสั่งแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถขัดขืนหรือขัดข้องได้ รวมถึงเจ็มที่บางครั้งจะปากกล้าก็ตาม

ร่างโปร่งเดินไปหาพุฒิที่โซฟา ร่างสูงลืมตาแล้วลุกขึ้นนั่ง เจ็มเลยนั่งลงตรงที่หัวของพุฒิวางเอาไว้เมื่อกี้นี้ และพุฒิก็ทิ้งตัวนอนหนุนตักบางของเจ็มทันที ไม่นานพุฒิก็หลับสนิทไปอย่างสบายใจ

เจ็มเป็นคนที่พุฒิอยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุด ถ้าไม่เหนื่อยล้าจนถึงที่สุด พุฒิก็ไม่ใช่คนที่หลับง่ายนัก แต่มักจะหลับสนิทเมื่ออยู่ใกล้เจ็ม

“คุณพุฒิ...” เจ็มก้มมองใบหน้าหล่อที่นอนหลับพริ้มอยู่บนตักของตัวเองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพ เทิดทูน เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ...รัก

นิ้วเรียวไล้ไปตามโครงหน้าสมบูรณ์แบบ ลากผ่านริมฝีปากที่เคยประทับมาที่ปากเขา จมูกโด่งสวยที่เคยซุกไซ้เขา ลำคอแข็งแกร่งที่เห็นเส้นเลือดกับลูกกระเดือกสวยๆ มันเป็นคอที่น่าหลงใหลมาก

“อยากเป็นคนที่คุณรัก ถึงผมจะคิดเอาเองว่าเราใจตรงกัน แต่ที่ผ่านมาคุณไม่เคยเปิดใจ ไม่เคยเปิดโอกาสให้ใคร ผมคิดว่าวันหนึ่ง...คุณคงจะรู้จักคำว่า รัก”

ที่อาจจะไม่ใช่ผม...

บางครั้งเจ็มก็มีความมั่นใจ บางครั้งก็ไม่มั่นใจ บางครั้งที่คิดอยากจะครอบครองทุกอย่างของพุฒิ แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพอ เขาอยากจะใช้โอกาสที่พุฒิไม่เคยให้ใคร เข้าไปอยู่ในหัวใจของพุฒิแต่เพียงผู้เดียว แต่เขาก็กลัวว่าจะต้องเจ็บปวด หากวันใดวันหนึ่งพุฒิรู้จักคำว่ารักดีพอ

เจ็มมีแต่ความคิดสับสนเต็มไปหมด ในแต่ละวันก็เปลี่ยนความคิดของตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างตอนนี้ ก็มีความคิดที่อยากจะเป็นของพุฒิ...ทั้งๆ ที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้น

“ผมเป็นแค่คนๆ หนึ่ง มีความโลภ และเห็นแก่ตัว”

ผมอยากให้คุณเป็นของผม...รักผม มีแค่ผมอยู่ในหัวใจ แม้ว่าจะพยายามบอกว่าอยากจะเป็นคนเดียวในหัวใจของคุณ แต่ในส่วนลึกก็อยากจะเคียงข้างคุณตลอดไป ไม่ใช่ในฐานะลูกน้องหรือคนสนิท แต่ผมอยากเป็นคนรักของคุณ คนรักที่เปิดเผยได้ของคุณ...

“ในหัวของผมเองก็มีแต่ความคิดร้ายๆ”

ใบหน้าหล่อของเจ็มโน้มลงไปหาคนที่หลับอยู่แล้วเอาริมฝีปากประทับที่หน้าผากของพุฒิเบาๆ ค้างไว้อย่างนั้นราวกับไม่อยากจะผละออก

ผมรักคุณ...คุณอาจจะรักผมหรือแค่หลงผม ผมไม่กล้าคิดอีกแล้วล่ะครับ แค่ผมยังมีโอกาสได้อยู่ตรงนี้ ได้มองคุณ ได้รับใช้คุณ ได้ถูกคุณสัมผัส ได้ถูกคุณหวงแหน เพียงเท่านี้ก็ดีแล้วครับ

“แม้ว่าวันหนึ่ง อาจจะเจ็บปวด”

ความสุขที่เคยได้รับนี้ จะเป็นยาคอยรักษาบาดแผลในเวลานั้น...

“อ่า...มืดแล้ว?” ร่างแกร่งรู้สึกตัวขึ้นมา มองไปรอบๆ ก็พบว่ามันมืดแล้ว คงจะเลยเวลาเลิกงานของพนักงานไปแล้ว ตามองมองนาฬิกาดิจิตอลในห้องที่แม้ว่ามืดแค่ไหนก็มองเห็น “หนึ่งทุ่ม...นอนนานเหมือนกันนะ แล้ว...” เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาใช้ตักของเจ็มเป็นหมอนก็รีบมองไปยังด้านข้าง เจ้าของรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเจ้าของเสน่ห์อันเย้ายวนใจกำลังนอนหลับอยู่

พุฒิยิ้มเจ้าเล่ห์...

“ไม่ระวังตัวแบบนี้แย่หน่อยน้า” พุฒิลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะจัดท่านอนให้เจ็มใหม่โดยการให้อีกคนนอนราบไปกับโซฟา ยิ่งเห็นคนตัวเล็กกว่าไม่ได้สติ พุฒิก็ยิ้มอย่างได้ใจ

แม้ว่าในห้องจะมืดแล้ว แต่เพราะนี่เป็นชั้นที่สูงที่สุดของตึก เลยทำให้แสงไฟยามค่ำคืนทำให้ห้องมีแสงสว่างโดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟก็ได้

Rrrrrrr

“ชิ ขัดจังหวะ...ใครวะ” เพราะเสียงเรียกเข้าเป็นเสียงเดียวกันที่ตั้งค่ามาแล้วไม่ก็เคยเปลี่ยน มันไม่ใช่ของพุฒิ แต่เป็นของร่างโปร่งที่กำลังหลับอยู่ต่างหาก โทรศัพท์เครื่องสวยวางเอาไว้บนโต๊ะที่เข้าชุดกับโซฟา พุฒิเลยถือวิสาสะหยิบมาดุว่าใครกันที่โทรมาเวลานี้

‘Charles’

“ชาร์ล? โทรมาทำไมเวลานี้วะ” พุฒิสไลด์นิ้วมือรับสายแล้วเอาแนบหูทันที มองไปยังเจ้าของเครื่องก็พบว่ายังนอนหลับ ทั้งๆ ที่เสียงโทรศัพท์ดังขนาดนี้

แปลกใจ...แต่สนคนที่โทรมามากกว่า

(เจมี่ มึงมาหากูที่คอนโดหน่อยสิ พอดีกูมีปัญหานิดหน่อยอยากจะปรึกษา แล้วกูจะเลี้ยงข้าวตอบแทน หรือจะให้เลี้ยงเหล้าก็ได้)

“เจ็มนอนอยู่”

(อ่ะ อ้าว...นั่นใครล่ะ ไอ้พัฒน์เหรอ)

“ไม่ใช่พัฒน์”

(แล้วเป็นใคร ทำไมไม่คุ้นเสียง มึงทำอะไรเจมี่รึเปล่าฮะ! มึงเป็นใคร มารับโทรของเจมี่ได้ยังไง) พุฒิขมวดคิ้ว เริ่มสงสัยแล้วว่าไอ้ชาร์ลนี่มันเป็นห่วงเจ็มเกินเหตุไปรึเปล่า

“อยู่ด้วยกัน ก็เลยรับแทนได้ แล้วมึงล่ะ มีอะไรถึงได้โทรมาหาเจ็มในเวลาส่วนตัว”

(หมายความว่ายังไง มึงเป็นใครกันแน่ เป็นอะไรกับเจมี่)

“อยากรู้เหรอว่ากูเป็นอะไรกับเจ็ม บอกให้ก็ได้ กูเป็น ‘คนสำคัญ’ ของเจ็ม ชัดพอหรือยัง”

(คนสำคัญ...) ปลายสายเสียงแผ่ว นั่นทำให้พุฒิเข้าใจได้ทันที ออกอาการขนาดนี้ คิดอย่างอื่นไม่ได้แล้วล่ะ ไม่ต้องเห็นสีหน้าก็พอจะเดาออก

เพื่อนสนิท...คิดไม่ซื่อสินะ

“ใช่ กูคือคนสำคัญของเจ็ม มึงมีธุระอะไรกับคนของกูไม่ทราบ แล้วอย่าคิดว่ากูจะปล่อยให้เจ็มไปหามึงตอนนี้ล่ะ คิดอะไรกับคนของกูก็หยุดคิดซะ ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เพราะเจ็มเป็นของกู!!” พุฒิประกาศเสียงกร้าวแสดงความเป็นเจ้าของ คนที่นอนหลับอยู่เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงรบกวน พุฒิมองร่างโปร่งที่ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ท่าทางเบลอๆ แบบนั้นสติคงยังไม่เข้าที่

“อื้อ...คุยกับใครน่ะครับ เสียงดังเชียว” เจ็มถามขึ้นพลางมองไปรอบๆ ห้องที่เต็มไปด้วยความมืด “ตายแล้ว! นี่มันกี่โมงแล้วครับ ทำไมถึงมืดแบบนี้”

ตื่นมาก็โวยวายเลยนะ...

(เจมี่...ขอคุยกับเจมี่หน่อย เขาตื่นแล้วนี่)

“มึงไม่มีสิทธิ์มาสั่งกู แล้วกูก็ไม่ให้มึงคุยกัน ตอนนี้เป็นเวลาส่วนตัวของเรา แค่นี้แหละ” พุฒิวางสายไปทันทีที่พูดจบ แล้ววางโทรศัพท์ของเจ็มเอาไว้ที่เดิม ก่อนจะดันร่างของเจ็มให้นอนไปเหมือนเดิม คนที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกก็ได้แต่ทำตามอย่างว่าง่าย มารู้สึกตัวเอาตอนที่ถูกร่างแกร่งคร่อมทับอยู่บนตัว

“อ๊ะ หนักนะครับ นอนทับมาได้ ตัวอย่างกับ...”

“กับอะไร พูดให้จบสิ”

“ไม่มีอะไรครับ ลุกได้แล้ว ควรจะกลับบ้านกันได้แล้วนะครับ”

“ฉันกำลังหงุดหงิด เพราะมีแมลงวันเข้ามาขัดจังหวะฉันตอนที่กำลังจะลวนลามนาย”

“ว่ะ ว่าไงนะครับ ลวนลาม? นี่คุณทำอะไรผมตอนหลับเนี่ย!!” ร่างโปร่งที่ถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์โวยวายเสียงดัง พยายามลิ้นขลุกขลักเพื่อสลัดคนตัวใหญ่ออกไปแต่ก็ไม่เป็นผล

เสียชาติเกิดลูกครึ่งหมด จริงๆ เขาควรจะตัวใหญ่กว่าคุณพุฒิไม่ใช่เหรอวะ

“ยังไม่ได้ทำเลย เพื่อนนายโทรมาก่อน”

“เพื่อน? ที่คุณคุยโทรศัพท์เมื่อกี้ นั่นคือโทรศัพท์ผมงั้นหรือ?”

“อือ...ก็นายนอนอยู่ จะปล่อยให้ดังเดี๋ยวนายก็ตื่น ก็เลยรับให้ แต่เพราะได้รับนี่แหละที่ทำให้ฉันรู้อะไรบางอย่าง” ประโยคหลังน้ำเสียงของพุฒิช่างราบเรียบ จนเย็นยะเยือกไปทั้งตัวเลย

“รู้อะไรครับ ใครโทรมาเหรอครับ ลุกครับคุณพุฒิ ผมจะโทรกลับหาเพื่อน”

“ฉันบอกมันไปแล้วว่านายไม่ว่าง แล้วก็ห้ามโทรมาเวลาส่วนตัวอีก”

“คุณพุฒิ!!”

“จูบฉันสิเจ็ม แล้วจะพากลับบ้าน” คนที่ทาบทับบนตัวเอ่ย พยายามเลี่ยงจะไม่คุยเรื่องคนที่โทรมา เพราะมันอาจจะทำให้พุฒิหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆ ก็ได้

“ทำไมเป็นคนอย่างนี้นะ แล้วใครโทรมาครับ”

“เดามาสิ”

“ชาร์ล...”

“หึ”

พูดชื่อนี้ออกมาทันทีเป็นชื่อแรก แสดงว่ามันโทรมาเวลาแบบนี้บ่อย พุฒิสบตาดุดัน ส่งผลให้คนที่เขากำลังทาบทับอยู่สะดุ้งเล็กน้อย

“อะ อะไรครับคุณพุฒิ”

“พูดชื่อนี้เป็นชื่อแรก แสดงว่าโทรมาทุกวันสินะ เป็นเพื่อนกันแน่เหรอ?”

“หาเรื่องเหรอครับคุณพุฒิ ก็ต้องเป็นเพื่อนกันสิครับ”

“นายคุยกับพัฒน์มันทุกวันหรือเปล่า”

เจ็มเงียบ เพราะไม่สามารถตอบคำถามได้ เพราะว่ากันตามความจริงกับพัฒน์เขาไม่ค่อยคุยด้วยเท่าไหร่ โทรไปถามไถ่บ้างยามไม่เห็นว่าอีกคนไปเรียน หรืออีกฝ่ายโทรมาหาเขาเอง แต่นั่นก็ไม่บ่อย

“ก็ไม่ใช่...มันจีบนายอยู่ มันเอาคำว่าเพื่อนบังหน้า ฟังจากเสียงเมื่อกี้ฉันก็รู้แล้วว่ามันคิดไม่ซื่อกับนาย หวังว่านายคงไม่ใจอ่อนกับมัน หวั่นไหวกับมันไปแล้วนะ” สายตาของพุฒิตอนนี้ทำให้เจ็มไม่กล้าสบตา จึงหันหน้าหลบไป นั่นทำให้พุฒิเกิดอาการไม่พอใจ บีบหน้าสวยให้หันมามองตรงเหมือนเดิม “อย่าหลบตาฉัน อย่าเลี่ยงที่จะตอบคำถามฉัน พูดมา!!”

“เจ็บนะครับ”

“เจ็บก็พูดมา เอาความจริง รู้สึกยังไงกับมัน”

“คุณพุฒิ บีบแรงไปแล้วนะครับ”

“ฉันจะบีบให้แรงกว่านี้อีกถ้าคำตอบไม่ตรงใจฉัน”

ถ้าพูดดีๆ สั่งดีๆ แล้วยังเป็นแบบนี้ เห็นทีว่าใจดีด้วยมากๆ ไม่ได้ ไม่เจ็บตัวก็คงไม่กลัวใช่ไหม ต้องเจ็บตัวก่อนหรือไงถึงจะรู้ว่าฉันคนนี้เป็นคนขี้หวง*!!*

“โอ๊ย! ชาร์ลเป็นแค่เพื่อนครับ ผมไม่ได้หวั่นไหวอะไร เราเป็นแค่เพื่อนจริงๆ ปล่อยนะครับ” ได้ยินแบบนั้นมือแกร่งก็คลายออกจากปากทันที

“ฉันจะเชื่อนาย แต่อย่าหักหลังฉัน ทรยศฉัน ถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันรู้ว่านายสองคนเป็นอะไรที่มากกว่านั้น จะหาว่าใจร้ายไม่ได้ คนของฉัน อย่าได้คิดทรยศฉันเป็นอันขาด เพราะต่อให้เป็นนายฉันก็ไม่เว้น!”

อึก!

เจ็มกลืนน้ำลายลงคอ แววตาแสดงชัดเจนว่ากำลังหวาดกลัว เขาเผลอจินตนาการตามที่พุฒิขู่มาแต่คำขู่ของพุฒิไม่มีทางเป็นแค่คำขู่แน่ ถ้าวันไหนที่เขาทรยศหักหลัง พุฒิจะจัดการเขาอย่างที่พูดเอาไว้แน่นอน และเขาเองก็ไม่รู้ด้วยว่าจะจัดการแบบไหน

“เข้าใจใช่ไหม ครั้งนี้ฉันจะไม่ถามเรื่องนายกับมันอีก แต่ถ้ามันโทรมาตอนอยู่กับฉัน ห้ามรับสาย หรือรับสายก็ได้แต่ต้องบอกว่าไม่ว่างคุย เพราะฉันไม่ชอบใจนักหรอกที่จะเห็นนายคุยกับคนอื่น”

“ค่ะ ครับคุณพุฒิ”

“จำเอาไว้นะเจ็ม นายคือคนที่ฉันไว้ใจที่สุด ไม่ว่าเรื่องอะไรฉันก็บอกนายเสมอ และฉันจะเจ็บมากๆ ถ้าคนที่ฉันไว้ใจทำร้ายหัวใจของฉัน”

“ผมเข้าใจครับคุณพุฒิ ผมจะไม่ทำให้คุณพุฒิผิดหวัง”

พุฒิเริ่มคลายอารมณ์ของตัวเองได้ ยันตัวเองขึ้นเพราะคิดว่าทับเจ้มนานเกินไปแล้ว แต่ก็ยังคร่อมร่างโปร่งเอาไว้อยู่อย่างนั้น เพราะเขายังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการเลย

“กลับกันเถอะครับ”

“…” พุฒิเงียบ แต่จ้องตาเจ้าเสน่ห์นั่นไม่ละไปไหน

“คุณพุฒิครับ”

มันคือการประท้วงที่เงียบที่สุดสินะ...

เจ็มเม้มปาก ยื่นแขนขึ้นไปโอบรอบคอแกร่งแล้วยกตัวเองขึ้นมา ยื่นหน้าเข้าหาใบหน้าหล่อเข้มของพุฒิก่อนจะเอียงคือให้ได้มุมที่พอดีแล้วแนบริมฝีปากลงไปที่กลีบปากของพุฒิ ร่างแกร่งยังคงนิ่งไม่ขยับ เจ็มเลยแลบลิ้นออกมาเลียปากของพุฒิก่อนจะสอดแทรกปลายลิ้นของตัวเองเข้าไปหยอกเย้ากับลิ้นของพุฒิอย่างชำนาญ

“อืม” ร่างสูงส่งเสียงในลำคออย่างพึงพอใจ จูบตอบเจ็มอย่างเร่าร้อนไม่แพ้กัน ทั้งสองคนแลกเอนไซม์กันอย่างไม่มีใครยอมใคร เอียงคอสลับกันไปมา ดูด ดึง ไล่ต้อน เป็นจังหวะที่ลงตัว ประสานกันอย่างไม่ติดขัด

พุฒิมัวแต่เคลิบเคลิ้ม หลงมัวเมาในสัมผัสวาบหวาม โดยไม่รู้เลยว่าเจ็มค่อยๆ บังคับให้ร่างสูงลุกขึ้นนั่งคุกเข่าโดยมีเจ็มขยับริมฝีปากไปด้วยแล้วลุกขึ้นนั่งไปด้วย ซึ่งพออยู่ในท่าที่ต้องการเจ็มก็ผละริมฝีปากออกแล้วรีบหันหนี ทำให้พุฒิเปลี่ยนเป็นซุกไซ้แก้ม ใบหู แล้วลงไปที่ซอกคอ

“อื้อ...” เจ็มครางแผ่วเบาเมื่อโดนเล่นงานที่จุดอ่อน แต่ก่อนจะเคลิ้มไปมากกว่านี้ ร่างโปร่งก็พยายามระงับอารมณ์ที่ถูกปลุกปั่นแล้วยันไหล่แกร่งให้ถอยห่างสุดแรง

“จิ๊” พุฒิส่งเสียงอย่างไม่พอใจ มองหน้าเจ้มอย่างคาดโทษ

“จูบแล้วก็กลับนะครับ”

“ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ”

ร่างโปร่งยิ้มตามแผ่นหลังกว้างที่ลุกขึ้น เดินไปเก็บของที่โต๊ะ ส่วนตัวเขาเองก็ไปเปิดไฟและเก็บของกับเอกสารของตัวเองบ้าง ลอบมองคนบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิด เจ็มแอบหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี

...

...

...




+ + + + + [P U T X J E M] + + + + +

เจอกันครึ่งหลังนะคะ อ่านแล้วก็ให้กำลังใจยูกิด้วยน้า เม้นท์ติชมกันหน่อยเด้อ หากต้องการอัพเดทข่าวสารต่างๆ การอัพนิยาย การเปิดจอง การรีปริ้นท์ หรือจะพูดคุยกัน ก็ทางแฟนเพจหรือทวิตเตอร์ได้เลยนะคะ

https://www.facebook.com/sawachiyuki/

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น