หอหมื่นอักษร

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 43 เบียร์หายไปหนึ่งขวด

ชื่อตอน : ตอนที่ 43 เบียร์หายไปหนึ่งขวด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ค. 2561 15:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 43 เบียร์หายไปหนึ่งขวด
แบบอักษร


เมื่อเจิ้งทั่นกลับไปถึงบ้าน ขนที่อยู่ชั้นนอกก็เปียกชื้นไปหมด เขาอยู่ท่ามกลางหิมะนานเกินไป อีกทั้งตอนออกไปหิมะก็ตกหนักอีก ตัวไม่เปียกกลับมาสิแปลก

ดีที่ขนบนตัวหนา ยังพอจะให้ความอบอุ่นได้บ้าง แต่ช่วงที่มีลมพัดมาก็ทำให้เขาตัวสั่นได้เหมือนกัน

พอเห็นเจิ้งทั่นกลับมาด้วยสภาพที่เปียกไปทั้งตัว เสี่ยวโย่วจื่อจึงรีบเอาไดร์มาเป่าขนให้เจิ้งทั่น

“ข้างนอกหิมะหนาจะตาย แมวตัวอื่นไม่เห็นจะออกไปข้างนอก มีแต่แมวบ้านเรานี่แหละ” เจียวหย่วนพูด

“มีซาฮาร่าด้วย”

ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้นก็มีเสียงสุนัขเห่าดังมาจากด้านล่าง เจิ้งทั่นรู้ดีว่านั่นเป็นเสียงของซาฮาร่า แต่เสียงเห่าในเวลานี้ฟังดูรู้เลยว่าไร้เรี่ยวแรงแล้ว เทียบไม่ได้กับตอนที่มันเพิ่งจะออกไปเล่นเลยสักนิด

เจียวหย่วนหัวเราะออกมา แล้วรีบไปเปิดหน้าต่างตรงห้องรับแขกมองลงไปข้างล่าง เสี่ยวโย่วจื่อก็ไปลากเก้าอี้ตัวเล็กมา จากนั้นก็ถอดรองเท้าแตะแล้วปีนขึ้นไปดูเหตุการณ์นอกหน้าต่างด้วย

เจิ้งทั่นเองก็รู้สึกสงสัย จึงปีนขึ้นไปบนขอบหน้าต่างดูสถานการณ์ข้างล่างด้วย

สุนัขที่กำลังเห่าอยู่หน้าตึกที่อยู่เยื้องๆ กันก็คือซาฮาร่า ขณะเดียวกันที่ระเบียงชั้นสองหร่วนอิงหลานของนักวิชาการหร่วนได้ยืนอยู่ตรงนั้น กำลังพิงราวระเบียงยืนกินซุปสาหร่ายซี่โครงหมูอยู่ จากนั้นก็พูดกับหมาที่ยืนเลียปากอยู่ข้างล่างว่า “ไปสิ ลองออกไปสิ วันนี้ได้อดกินซุปซี่โครงแน่!”

“โฮ่งๆ......โฮ่งๆๆ......” ในเสียงเห่าก็มีเสียงออดอ้อนปนอยู่ด้วย เห็นได้ชัดว่ามันเหนื่อยแล้ว อยากจะขึ้นบ้านไปแทะกระดูก แต่ก็เข้าไปไม่ได้

ซาฮาร่าเอาเท้าใหญ่ๆ ของมันตีไปที่ประตูทางเข้าตึก ตีไปสักพักมันก็วางเท้าลง มันจำได้ว่าประตูนี้ห้ามเคาะส่งเดช ไม่อย่างนั้นกลับบ้านไปจะโดนตี

“โฮ่ง” สุดท้ายมันจึงนั่งอยู่หน้าประตู จากนั้นก็เริ่มส่งเสียงขึ้นจมูกออกมาแทน สักพักก็หาวออกมา

หลังจากผ่านไปสิบกว่านาที เจ้านายของมันจึงยอมเปิดประตูให้เข้าไป หากให้มันนั่งอยู่ข้างนอกนานๆ เดี๋ยวมันจะไม่สบายไปเสียก่อน

พอได้เข้าไปข้างใน ซาฮาร่าจากเดิมที่ดูเหมือนหมดแรงก็กลับมามีพลังอีกครั้ง มีกระดิกหางไปมา ขณะขึ้นบันไดยังใช้วิธีกระโดดขึ้นด้วย

คนอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตที่พักเดียวกันต่างก็เหมือนเจียวหย่วนที่มาแอบดูเรื่องสนุกๆ เพราะตำแหน่งของห้องที่ต่างกัน ทำให้บางคนยืนดูอยู่ตรงระเบียง บางคนยืนดูอยู่ในห้องนอนหรือห้องรับแขก บางครั้งก็มีส่งเสียงออกมาบ้าง อย่างเมื่อครู่มีคนตะโกนเรียกให้ซาฮาร่ามาแทะกระดูกที่บ้านของตัวเอง เจ้าซาฮาร่าทำท่าเหมือนจะไป มันขยับก้นเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่หวั่นไหว

เจียวหย่วนพอเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ก็พูดขึ้นมาว่าเลี้ยงหมาไม่เหมือนเลี้ยงแมว แล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงจามดังขึ้นมาข้างๆ

เจิ้งทั่นสูดจมูก ผ่านไปอีกไม่กี่วินาทีเขาก็กลั้นไว้ไม่อยู่ จามออกมาอีกครั้ง

เจียวหย่วนกับเสี่ยวโย่วจื่อจ้องเจิ้งทั่น หลังจากที่เจิ้งทั่นจามติดต่อกันอีกสองครั้ง เจียวหย่วนก็หันไปทางห้องนอนแม่แล้วตะโกนขึ้น “แม่ฮะ ชาร์โคลเหมือนจะป่วย”

“อะไรนะ? เป็นหวัดเหรอ?” แม่เจียวหย่วนรีบวางงานในมือลง แล้วรีบใส่รองเท้าเดินออกมา

เจิ้งทั่นเองก็รู้สึกไม่ค่อยดี นี่เขาเป็นหวัดจริงๆ เหรอ?

“ต้องวัดอุณหภูมิร่างกายไหมคะ?”

วัดอุณหภูมิร่างกาย?

เจิ้งทั่นนึกถึงตอนที่อยู่ที่ศูนย์กลางสัตว์เลี้ยง เขาเห็นสัตว์เลี้ยงตัวอื่นถูกเสียบปรอทวัดไข้ นึกแล้วก็ตัวสั่น ไม่นะ อย่าเอาอะไรมาเสียบข้างหลังพี่!

แม่เจียวหย่วนไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ พอคิดสักพักจึงโทรศัพท์ไปหาเสี่ยวกัว

“เป็นหวัดเหรอครับ? ในตามีเส้นเลือดขึ้นหรือเปล่า? มีน้ำตาไหลหรือมีขี้ตาเยอะมากเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ?” เสี่ยวกัวถาม

“ไม่มีเลยนะ”

“แล้วเรื่องกินเป็นยังไงบ้างครับ?”

“ยังไม่ถึงเวลาอาหารเย็นเลยยังไม่รู้จ้ะ”

“ลองวัดอุณหภูมิดูก่อน แต่ถ้าวัดเองที่บ้านแบบนั้นใช้วิธีวัดตรงต้นขาหลังก็ได้ครับ น่าจะสะดวกกว่า......”

เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะหนังสือ แล้วเชิ่ดหูขึ้นฟังแม่เจียวหย่วนคุยกับเสี่ยวกัว พอได้ยินว่าไม่ต้องเสียบข้างหลังแล้วเขาก็โล่งใจ

แม่เจียวหย่วนหลังจากที่คุยโทรศัพท์เสร็จแล้วก็ไปเอาปรอทวัดไข้ออกมาสะบัด พอหันหน้ามาก็เห็นเจิ้งทั่นนอนรออยู่ก่อนแล้ว หางดูเกร็งไปหมด จากนั้นก็ยกขาขึ้น

แม่เจียวหย่วนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา แมวบ้านอื่นเวลาวัดไข้ยังต้องมีการกล่อม ปลอบประโลมกันอยู่ตั้งนาน พอตอนนี้ถึงคราวแมวบ้านตัวเอง กลับไม่ต้องพูดอะไรมาก จัดวางท่าให้เสร็จสรรพ

สิ่งที่เจิ้งทั่นคิดคือ ขอเพียงแต่ไม่ต้องเสียบตรงช่องข้างหลังเขาโอเคหมด!

แต่แบบนี้ก็ดูโป๊ไปหน่อย......ช่างเถอะ ทำอย่างกับไม่เคยโป๊ ใครใช้ให้เกิดเป็นแมวล่ะ? อย่าเรื่องมาก แมวตัวอื่นท่าเยอะกว่านี้อีก

แม่เจียวหย่วนเอาปรอทวัดไข้ที่เตรียมไว้วางลงไประหว่างท้องกับต้นขาหลังของเจิ้งทั่น หลังจากห้านาทีผ่านไปจึงเอาปรอทออกมาดู

“39 องศา” แม่เจียวหย่วนขมวดคิ้ว ถ้าเทียบกับที่เสี่ยวกัวพูดก็ดูเหมือนจะสูงไปหน่อยนะ

วิธีวัดไข้แบบนี้ผลที่ได้จะต่ำลงมาหน่อย ดังนั้นเสี่ยวกัวจึงให้ขอบเขตอุณหภูมิของการวัดอีกแบบหนึ่ง อย่างไรเสียอุณหภูมิร่างกายปกติของแมวก็สูงกว่าคนอยู่แล้ว ดังนั้นมาตรฐานจึงต่างกัน

แม่เจียวหย่วนโทรไปหาเสี่ยวกัวอีกครั้ง แล้วคุยเรื่องอุณหภูมิที่วัดได้

“งั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ ชงยาลดไข้สำหรับเด็กให้กินก็ได้ครับ แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” เสี่ยวกัวเองก็รู้สึกโล่งใจ เขายังมีงานโฆษณาต้อนรับปีใหม่ที่ต้องหวังพึ่งแมวตัวนี้อยู่ หากไปใช้แมวตัวอื่นในร้าน คงเปลืองอาหารมากโขอยู่

หลังจากที่ได้ยินเสี่ยวกัวพูดแบบนั้น สมาชิกในบ้านทั้งหมดก็โล่งใจ แม่เจียวหย่วนชงยาลดไข้สำหรับเด็ก ไม่จำเป็นต้องใช้กระบอกฉีดยาในการป้อน เจิ้งทั่นสามารถกินเองได้

แมวนั้นเทียบไม่ได้กับคน เจิ้งทั่นยังไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปสุ่มเสี่ยงกับความตาย



ช่วงเวลาอาหารเย็น สมาชิกในบ้านต่างก็สังเกตการกินของเจิ้งทั่น พอเห็นเจิ้งทั่นยังกินได้เยอะเหมือนเดิม ทุกคนก็เบาใจ

 กินเยอะขนาดนี้ คงไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว

ช่วงหัวค่ำ แม่เจียวหย่วนบอกให้เจิ้งทั่นมานอนที่โซฟาแทน ถึงแม้จะไม่เคยได้ยินเรื่องแมวแพร่เชื้อหวัดมาสู่คนก็ตาม แต่ป้องกันไว้ก่อนเป็นดีที่สุด โรคซาส์ที่ระบาดเมื่อปี 2003 ทำให้มนุษย์เริ่มระวังตัว

ไม่ได้ว่ารังเกียจอะไรเจิ้งทั่น แม่เจียวหย่วนออกจะเอ็นดู ท่านปูที่นอนบนโซฟาให้อย่างดี นอกจากเสื้อที่มีฮู้ดของเสี่ยวโย่วจื่อแล้ว ยังมีเสื้อขนแกะของแม่เจียวหย่วนอีกหนึ่งตัว เจิ้งทั่นไม่แข็งตายแน่

เจิ้งทั่นเองก็ไม่อยากเอาเชื้อหวัดไปแพร่ให้คนอื่น นอนไปบนโซฟานี่แหละ หากอาการหนักขึ้นแล้วมันสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้คงไม่ปลอดภัยเท่าไร

หลังจากที่ดับไฟนอนไปได้ไม่นาน เสี่ยวโย่วจื่อก็เปิดประตู แล้วเรียกเจิ้งทั่นเบาๆ ให้เข้าไปนอนด้วยกัน

เจิ้งทั่นไม่ขยับ เขาแค่ทำเสียงเล็กน้อยเป็นการตอบกลับไป เรื่องทุกอย่างกันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าเกิดเขาเอาเชื้อหวัดไปแพร่ให้เสี่ยวโย่วจื่อล่ะก็ คงจะรู้สึกบาปมหันต์

เสี่ยวโย่วจื่อเรียกอยู่สักพัก พอเห็นเจิ้งทั่นแค่พลิกตัว ไม่ได้มีทีท่าว่าจะลงจากโซฟา เด็กน้อยจึงค่อยๆ ย่องเข้าไปหา เอามือวางลงบนตัวของเจิ้งทั่น เมื่อแน่ใจแล้วว่าแมวตัวนี้หายใจอย่างมั่นคงเป็นจังหวะ ถึงกลับเข้าห้องไปนอน

เสี่ยวโย่วจื่อกลับห้องไปได้ไม่นาน เจียวหย่วนก็ออกมาทำแบบเดียวกัน

ภายในห้องนอนใหญ่ แม่เจียวหย่วนเอาหูแนบประตูฟังเสียงจากทางห้องรับแขก

“เด็กๆ กลับห้องนอนหมดแล้วเหรอ?” พ่อเจียวหย่วนถามขึ้นเบาๆ

“ค่ะ กลับกันหมดแล้ว...เดี๋ยวฉันออกไปดูอีกรอบ” แม่เจียวหย่วนพูดพลางเปิดประตูออกมา แล้วค่อยๆ เอามือลูบไปบนโซฟา

ครั้งนี้เปลือกตาของเจิ้งทั่นล้าเกินกว่าจะยกขึ้น นอนไปได้แป๊ปเดียวก็มีคนออกมาหาถึงสามคน



เช้าตรู่วันต่อมาเจิ้งทั่นยังคงหลับอยู่ แม่เจียวหย่วนเอาปรอทมาวัดไข้ให้ ขณะนอนเจิ้งทั่นขดตัวเป็นวงกลม ทำให้วัดไข้ไม่ค่อยสะดวก

พอเห็นเจิ้งทั่นลืมตาขึ้น แม่เจียวหย่วนก็วางปรอทเสร็จแล้ว พลางเอามือลูบหัวเจิ้งทั่น “เด็กดี นอนต่อนะ วัดไข้แป๊ปเดียว”

เจิ้งทั่น “......” พี่ไม่ใช่เด็กๆ นะ!

หลังจากผ่านไปหลายนาที แม่เจียวหย่วนเอาปรอทออก พอเห็นตัวเลขที่แสดงแล้วใบหน้าก็มีรอยยิ้มออกมา

“ดูจะไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

อันที่จริงอาการดีขึ้นหรือยังนั้น เจิ้งทั่นรู้ดี กินยาแล้วนอนพักผ่อน ทำให้ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว จมูกก็ไม่ได้รู้สึกแย่แบบเมื่อวาน

เขาบิดขี้เกียจ จากนั้นก็ลงจากโซฟาไปฉี่ตอนเช้า

พอเห็นเจิ้งทั่นไปเข้าห้องน้ำ แม่เจียวหย่วนจึงพูดกับสามีว่า “ทำไมหางของชาร์โคลไม่เคยกระดกขึ้นเลยล่ะคะ?”

แมวตัวอื่นเวลาอารมณ์ดีจะชูหางขึ้น แต่เจิ้งทั่นไม่ใช่

ยามปกติเจิ้งทั่นชอบเอาหางลู่ลง พอปลายหางจะโดนพื้น เขาก็จะกระดกขึ้นนิดหน่อย

บนโลกนี้มีแมวดำมากมาย แต่สมาชิกในครอบครัวเจียวกลับรู้สึกว่าแมวดำของบ้านตัวเองนั้นแตกต่างจากแมวดำตัวอื่นๆ มาก หากนำมาอยู่ด้วยกันสามารถแยกออกได้ง่ายมาก เพราะแมวของบ้านพวกเขานั้นมีท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์ คนที่คุ้นเคยดีแค่มองก็รู้ว่าคือตัวไหน

“ไม่ต้องสนใจหรอก ไม่มีใครกำหนดเสียหน่อยว่าหางของแมวต้องกระดกขึ้นตลอด อีกอย่างชาร์โคลของบ้านเราก็แสนรู้......เพียงแค่บางครั้งเอาแต่ใจไปหน่อย” พ่อเจียวหย่วนพูด

พอฉี่เสร็จเจิ้งทั่นก็ไม่รู้สึกง่วงแล้ว เขากระโดดขึ้นไปบนขอบหน้าต่างในห้องรับแขก แล้วมองไปด้านนอก



ดวงอาทิตย์โผล่ออกมาแล้ว เมื่อวานพยากรณ์อากาศบอกว่าหิมะจะไม่ตกไปอีกหลายวัน ช่วงหยุดปีใหม่ก็ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว หิมะคงไม่ตกหนักอีก และเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่มีหิมะแล้ว

เมื่อวานในบริเวณที่พักเป็นสีขาวไปหมด วันนี้เจิ้งทั่นเห็นว่าได้มีการเคลียร์ทางแล้ว ไม่ใช่แค่ต้องรอให้ลุงยามหรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบมาทำ ผู้อาศัยบางคนที่ไม่มีอะไรทำว่างๆ ก็จะออกมากวาดหิมะ

ช่วงสองวันมานี้ครอบครัวเจียวไม่ได้มีแขกมาเยี่ยมเยียน เพื่อที่จะมั่นใจว่าหวัดหายดีแล้ว เจิ้งทั่นจึงไม่ได้ออกไปข้างนอกเลย จนเข้าสู่วันที่สามมีแขกมาหาที่บ้าน เจิ้งทั่นจึงออกไปข้างนอก

ไม่ได้ออกมาสองวัน รู้สึกเหมือนไม่มีอิสระ พอได้ออกมาแล้วเขารู้สึกสบายตัวขึ้นเยอะ

เขาปีนต้นไม้อยู่ในป่าสักพักเพื่อให้ร่างกายสดชื่นขึ้น จากนั้นก็เดินออกมา เขาไม่เห็นอาหวงกับจ่า จึงตัดสินใจเดินออกไปนอกมหาวิทยาลัย

เจิ้งทั่นเลือกที่จะเดินไปทางที่ฝังลูกแมวทั้งสามไว้ พอไปถึงที่นั่นเขาก็พบรอยเท้าคนกับแมว น่าจะเป็นคุณตาคนนั้นกับแม่แมวตัวสีขาว

แม่แมวยังมีชีวิตอยู่ คุณตาเป็นคนเลี้ยงมัน ต่อให้คุณตาไม่ได้มีฐานะดีเท่าเจ้านายเก่าของมันที่ย้ายบ้านไป แต่อย่างน้อยก็มีคนเอาใจใส่มัน แค่นี้ก็พอแล้ว

หลังจากที่ท้องฟ้าแจ่มใส ผู้คนกับรถราก็ออกมาข้างนอกมากมาย ทำให้ดูครึกครื้น

เจิ้งทั่นเดินไปบนเส้นทางที่คุ้นเคยไปยังซอยย่านตึกเก่า เขาเจอกับเด็กหนุ่มที่มีรอยสักคนนั้นพอดี เด็กหนุ่มใส่เสื้อกันหนาวขนเป็ดตัวใหญ่กำลังเดินออกไปจากซอย พอเจอคนชนเข้าก็ด่าออกมา โดยที่ไม่สนว่าที่จริงแล้วเป็นเพราะตัวเองนั้นเดินเลี้ยวไปเลี้ยวมาเป็นรูปตัวเอสจนไปชนเข้าต่างหาก

เจิ้งทั่นหลบอยู่ตรงทางเลี้ยงมองดูเด็กหนุ่มเดินออกไป

เด็กหนุ่มคนนั้นก็มีงานทำ เป็นลูกน้องคอยช่วยเฝ้าสถานที่ ทุกสัปดาห์จะมีการเปลี่ยนเวร วันนี้เป็นครั้งเดียวในรอบสัปดาห์ที่เป็นเวรของเขา ดูท่าทางพอไปถึงคงไปแอบงีบตรงไหนสักมุม ดูก็รู้ว่าเมื่อคืนคงนั่งดูหนังผู้ใหญ่จนดึกดื่น สภาพถึงได้อิดโรยขนาดนั้น

หลังจากรอให้เด็กหนุ่มที่มีรอยสักเดินลับตาไปแล้ว เจิ้งทั่นจึงอาศัยจังหวะที่ไม่มีคน ปีนกำแพงเข้าไปทางด้านหลังของเขตที่พัก

เด็กหนุ่มอาศัยอยู่ชั้นหนึ่ง พื้นที่ชั้นหนึ่งมีบริเวณกว้าง เด็กหนุ่มได้เอารั้วมากั้นพื้นที่ส่วนรวมที่ใช้ตากผ้าห่มให้มาเป็นพื้นที่ของตัวเอง คนอื่นต่างก็เคยมาว่า แต่ไม่เพียงจะไม่เป็นผล ยังถูกเขาขู่ให้อีก

ประตูหน้าต่างของห้องถูกปิดไว้อย่างแน่หนา แต่ตรงห้องครัวกลับไม่ใช่แบบนั้น หน้าต่างตรงห้องครัวพัง อาจเป็นเพราะมันเก่าแล้ว และไม่ได้รับการซ่อมมาเป็นเวลานาน

เจิ้งทั่นกระโดดเข้าไปทางช่องหน้าต่างที่พัง เขาระมัดระวังไม่ให้เนื้อตัวไปถูกเศษกระจกบาดเข้า

พอเข้าไปแล้วเขาก็สำรวจห้องครัวขนาดเล็กนั้นที่เต็มไปด้วยขยะ ทำให้ยิ่งดูแคบลง รอบๆ มีชามกับตะเกียบแบบใช้แล้วทิ้งวางอยู่เต็มไปหมด อีกทั้งยังมีชามบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ใช้แล้วยังไม่ได้ทิ้งอีกด้วย

บนเตามีคราบสกปรกเต็มไปหมด พื้นก็เป็นคราบสีดำ หากไม่ออกแรงขัดคงไม่มีทางสะอาดแน่นอน

ไม่มีที่วางแก๊ส หม้อก็ขึ้นสนิม เจิ้งทั่นดูแล้วของในห้องครัวที่ถูกใช้มากที่สุดก็คือไมโครเวฟ

มิน่าล่ะถึงไม่ได้ซ่อมหน้าต่างตรงห้องครัว เพราะไม่ค่อยได้มาใช้เท่าไร ซ่อมหรือไม่ซ่อมก็มีค่าเท่ากัน

ประตูตรงห้องครัวถูกปิดไว้ เจิ้งทั่นเงี่ยหูฟังว่ามีคนอยู่ข้างในหรือเปล่า จากนั้นจึงกระโดดไปบิดลูกบิดประตู

เขตตึกเก่าแห่งนี้ขนาดห้องไม่ได้กว้างมาก ประมาณ 60 - 70 ตารางเมตรเท่านั้น ในห้องรับแขกมีของวางระเกะระกะเต็มไปหมด แล้วก็มีรถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่ด้วย ของที่โดดเด่นที่สุดในห้องนี้คงจะเป็นมอเตอร์ไซค์ ดูเหมือนว่าเจ้าของจะเช็ดทำความสะอาดเป็นอย่างดี ส่วนบริเวณอื่นๆ มีแต่ขยะ

บนโต๊ะมีกองอาหารที่กินไม่หมด เม็ดข้าวที่ตกลงบนพื้นแห้งกรังเหนียวติดกับพื้น

ส่วนห้องนอนมีนิตยสารที่ถูกโยนทิ้งอยู่บนพื้นมากมาย บนหน้าปกนิตยสารเป็นรูปสาวๆ ที่นุ่งน้อยห่มน้อย ปฏิทินแขวนที่อยู่ตรงหัวนอนก็เป็นสไตล์เดียวกัน

 โต๊ะตรงหัวนอนมีของวางอยู่มากมาย ที่เขี่ยบุหรี่เต็มไปด้วยขี้บุหรี่ที่มากเสียจนล้นออกมาหล่นลงบนพื้น แต่ก็มีของบางสิ่งที่ไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมในนี้เลยก็คือ บนโต๊ะมีกล่องใบชากับกาน้ำชาวางอยู่ด้วย

บนกล่องใบชาที่แสนประณีตนั้นมีการ์ดที่มีคำอวยพรติดอยู่ แต่ไม่ใช่ชื่อของเด็กหนุ่มเจ้าของห้อง ดูแล้วน่าจะเป็นของขวัญที่มอบให้ผู้ใหญ่ แต่ทำไมมันถึงมาอยู่ในมือของเด็กหนุ่มที่มีรอยสักคนนี้นั้น ก็คงต้องหาคำตอบกันต่อไป คาดว่าคงไม่ได้ได้มาด้วยวิธีปกติแน่ๆ

หลังจากที่สำรวจรอบๆ ห้องแล้ว เจิ้งทั่นไม่ได้แตะต้องของที่อยู่ในนั้นเลยสักชิ้น เขากลับออกไปตามเส้นทางเดิม ปิดประตูครัว กระโดดออกทางหน้าต่าง รอจนไม่มีคนแล้วจึงกระโดดข้ามกำแพงออกไป

ห่างออกจากเขตที่พักตึกเก่าไปไม่ไกลมีร้านอาหารเล็กๆ ตั้งอยู่ คาดว่าคงรู้ว่าบริเวณนี้จะต้องถูกรื้อแล้ว เจ้าของร้านก็เตรียมจะย้ายตาม จึงไม่ลงของในร้านมาก แต่ช่วงหยุดฉลองปีใหม่ที่นี่รายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว หลายครอบครัวเมื่อมีแขกมาบ้านในช่วงปีใหม่ก็จะโทรมาสั่งอาหารที่ร้านให้ไปส่ง หรือไม่ก็โทรมาจองโต๊ะ วันข้ามปีวันนั้นทางร้านได้กำไรไปมาก

ห้องครัวอยู่ติดกับตึกร้าน มีพนักงานหลายคนที่ทำหน้าที่ล้างผักทำกับข้าว

“ห้องเบอร์16 เอาเบียร์หนึ่งลัง!”

“ได้เลย จะเอาไปให้เดี๋ยวนี้แหละ”

พนักงานคนหนึ่งที่สวมเครื่องแบบร้านเดินเข้าไปในโกดังเก็บเบียร์ แต่ขณะที่เขายกลังเบียร์ออกมานั้นก็พบว่าเบียร์หายไปหนึ่งขวด จากเดิมที่ควรมีสิบสองขวด ตอนนี้มีแค่สิบเอ็ดขวด

มีคนขโมยไปกินเหรอ?ช่างเถอะ ไม่สนใจ ต่อให้มีคนขโมยไป เขาก็ไม่อยากจะยุ่งด้วยเท่าไหร่

ครั้นแล้วพนักงานคนดังกล่าวจึงหันไปยกลังที่มีเบียร์ครบสิบสองขวดออกไปแทน

หลังจากที่รู้ว่าร้านจะต้องถูกย้ายไป การดูแลจัดการของที่นี่จึงหละหลวมไม่เข้มงวดเหมือนเมื่อก่อน บวกกับช่วงนี้ทางร้านกิจการดี บางคนฉวยโอกาสตอนวุ่นๆ แอบยกน้ำมัน ยกน้ำไปก็แกล้งทำเป็นไม่เห็นกัน

ดังนั้นเมื่อคนอื่นเข้ามาเห็นเบียร์ลังนี้ที่มีไม่ครบโหลจึงแกล้งทำเป็นไม่สนใจเช่นกัน





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น