เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน 1 [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.4k

ความคิดเห็น : 57

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ค. 2561 19:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 1 [100%]
แบบอักษร

1

------------------------------

หลายเดือนให้หลัง ไม่มีตั้งตัว ไม่รู้ถึงเท่าทัน ปราศจากสัญญาณบอกใบ้ จำได้เพียงก่อนเหตุการณ์รุนแรงมาถึง ทุกคนในครอบครัวยังยิ้มและหัวเราะอยู่บนทางสายหนึ่ง ในรถที่กำลังขับเคลื่อนมุ่งหน้าไปสู่บ้านหลังใหม่ คนขับคือพ่อ ผู้โดยสารคือแม่และลูกสาวคนพี่กับลูกชายคนน้อง ไม่เว้นแม้แต่เจ้าสี่ขาตัวน้อยผู้รอดจากความตายและความเจ็บปวดมาแล้วครั้งหนึ่งก็ถูกมาพามาด้วย

หลงอยู่ในภาพความสุข จนไม่รู้ถึงกลิ่นอายความสุขจืดจางเลือนรางลงทุกขณะ การเปลี่ยนแปลงคืบคลานมาไม่บอกกล่าว รุกแล้วคุกคาม ฉับพลันของการจู่โจมเพียงครั้งเดียว ได้พรากกระชากลากเอาทุกสิ่งอย่างไป ทรมานจับจิตทรกรรมจับใจ

ไม่เว้นแม้แต่ชีวิต...

วันวิปโยคโหดร้ายเริ่มต้นจากการตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่

ทั่วห้องแทบไม่เหลือของประดับตกแต่ง บนพื้นมีกระเป๋าสองใบที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้า เพราะเป็นเด็กผู้ชายทำอะไรจึงหยาบไร้ความละเอียดอ่อน กระเป๋าที่ใส่เสื้อผ้าถึงตุงแน่นทุกใบ เนื่องจากของด้านในไม่มีการพับจัดเรียง มีแค่ดึงออกจากไม้แขวนได้ก็ยัดลงไปในสัมภาระ ถัดจากกองกระเป๋ามีกล่องกระดาษเจาะด้านข้างสำหรับสอดมือเพื่อให้ง่ายต่อการหยิบยกอีกสองกล่อง ในกล่องมีแต่ของที่เคยตกแต่งอยู่ตามชั้น ส่วนใหญ่เป็นของสะสมที่ทิ้งไม่ลงทั้งนั้นและหนังสือเรียนกับการ์ตูนญี่ปุ่นอีกจำนวนหนึ่ง อีกกล่องเป็นกล่องที่มีไว้สำหรับชุดเกมเพลย์กับบรรดาแผ่นเกมเท่านั้น ซึ่งกล่องนี้ค่อนข้างเป็นระเบียบเรียบร้อยมากทีเดียว บ่งบอกให้เห็นชัดเจนว่าเจ้าของรักและใส่ใจกับของในกล่องนี้มากแค่ไหน

ทั้งที่ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้แล้วแท้ๆ แต่ร่างโปร่งของเด็กชายกลับต้องนอนกระสับกระส่ายอยู่ในผ้าห่มที่คลุมโปงจนมิด เห็นเพียงเรือนผมสั้นยุ่งเหยิงโผล่มารำไร เสียงครางอืออาเล็ดรอดออกมาให้ได้ยินเป็นระยะประกอบการนอนที่กระสับกระส่ายไม่เป็นสุขมาร่วมสี่ถึงห้านาทีได้แล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังฝืนนอนต่อไป

หากเพียงไม่นานก็ทนนอนต่อไปอย่างที่อยากนอนไม่ได้อีก

ผ้าห่มถูกสะบัดออกจากตัวโดยแรง อิษฎีผุดนั่งบนเตียง หน้าตาของเด็กวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงเจริญวัยและมีการเปลี่ยนแปลงทำให้อิษฎีเมื่อแรกตื่นแม้จะหน้าหงิกก็น่าดูเรียกสายตาให้ต้องมองได้ไม่น้อย เค้าโครงหน้าตอนแรกเหมือนจะไปทางพ่อ แต่ยิ่งโตคล้ายจะไปทางแม่ชัดขึ้นทุกทีๆ

เด็กชายลงจากเตียงแล้วเดินพุ่งไปผลักหน้าต่างให้เปิดออกโดยแรง กวาดสายตาหงุดหงิดมองหาต้นตอของเสียงที่รบกวนเขา หากในใจพอเดาได้ว่าสาเหตุนั้นมาจากอะไร

“อีกแล้วเหรอ!?” เมื่อพบว่าอะไรเป็นสาเหตุของเสียงที่รบกวนการนอนก่อนเวลาที่ควรตื่นของเขา ถึงกับร้องเสียงหลงแล้ววิ่งออกจากห้องทันที 

เป็นอย่างมี่คิดจริงๆ

ห้องของเขาติดกับต้นไม้ใหญ่ข้างบ้านที่ถูกปลูกก่อนเขาเกิดและมีอายุมากกว่าเขาหลายปี มันแผ่กิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกใบ ยืนต้นสวยงามในทุกฤดูกาล ปัญหาของเสียงรบกวนไม่ได้มาจากการเติบโตอย่างเงียบๆ ของต้นไม้ แต่คือสัตว์ปีกชนิดหนึ่งที่อาศัยใช้ต้นไม้เป็นบ้านสร้างรังแล้ววางไข่ จนในที่สุดไข่ที่ถูกฟูมฟักก็กลายเป็นลูกนกตัวแดงไร้ขนสองสามตัว เสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวของลูกนกไร้ขนก็ไม่ใช่ปัญหาของเสียงที่รบกวนการนอนของเขาอีกเช่นกัน

แต่เป็น...

อิษฎีวิ่งกลับเข้าห้องมาพร้อมกับไม้ปัดหยากไย่ด้ามยาว ยื่นออกไปนอกหน้าต่างแล้วให้การช่วยเหลือลูกนกจากอีกาดำตัวใหญ่ 

ศัตรูเฉพาะกิจที่อิษฎีพยายามช่วยปกป้องลูกกาเหว่าจากมันที่หมายจะกินลูกนกตัวแดง

ก่อนหน้านี้แม่นกกาเหว่าพยายามจะช่วยปกป้องลูกนกกาเหว่าจากอีกาด้วยการต่อสู้ส่งเสียงร้องใส่ไม่ลดละ นี่แหละคือแหล่งเสียงที่รบกวนการนอนของอิษฎีมาสองสามเช้าแล้ว

“ไป! อย่ายุ่งกับลูกนก!” ออกปากไล่พลางใช้ไม้ปัดหยากไย่ด้ามยาวช่วยลูกนกจากอีกา

ลูกนกพวกนั้น เขาเห็นตั้งแต่แม่มันเริ่มสร้างรัง จนวางไข่แล้วในที่สุดมันก็ฟักตัวออกจากเปลือก อ้าปากส่งเสียงร้องยามแม่นกไม่อยู่ ออกไปหาอาหาร ได้เห็นแม้กระทั่งตอนแม่นกหย่อนอาหารที่หามาได้ใส่ปากลูกนก ตกเย็นก็เริ่มใช้ไออุ่นของตัวมันเองกกลูกนกตัวแดงไร้ขน ครอบครัวเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความรักอันอบอุ่นแสนยิ่งใหญ่

ดำเนินไปอย่างนี้ได้ไม่กี่วัน อีกาดำตัวใหญ่โผล่มาจากไหนไม่รู้ เห็นลูกนกเป็นเหยื่อคิดจะคาบลูกนกไปกิน คาบไปเลยยังไม่เท่าไหร่ มีจิกมีตีให้ลูกนกร้อง จนแม่กาเหว่ารีบบินกลับมาปกป้อง ศึกของสัตว์ปีกครั้งนี้น่าเห็นใจที่แม่นกกาเหว่าตัวเล็กกว่าอีกาดำตัวใหญ่เต็มไว จยอยปากแหลมยาวกับกรงเล็บที่แข็งแรงได้เปรียบและนำไปหลายขุม

อิษฎีช่วยไล่ให้ตลอดสองสามวันนี้ แต่อีกาคล้ายเลือกเหยื่อแล้วด้วยความหิวโหย จึงแวะเวียนผ่านมาหมายจะจัดการเหยื่อไร้ทางสู้ให้ได้

อีกาเหมือนไม่กลัวการปัดป้องช่วยเหลือของอิษฎีแล้ว อย่างมากแค่บินหลบโฉบไปโฉบมา แต่มันไม่ได้ไปไหนไกล ทั้งยังส่งเสียงร้องกาอย่างท้าทาย เกาะกิ่งไม้ที่ความยาวของไม้ปัดหยากไย่ไล่ไปไม่ถึง ถึงอย่างนั้นในวันก่อนๆ ที่ผ่านมา เป็นอีกาที่ล่าถอยจากไปก่อนเสมอ

ทว่าวันนี้ไม่ใช่...

วินาทีหนึ่งอิษฎีได้สบจ้องดวงตาดำขลับราวกับมันกลืนกินรัตติกาลมืดมนเอาความอนธการทั้งหมดขังไว้ในนั้น หัวใจของเด็กชายกระตุกวูบ

เขารู้สึกหายใจไม่ออก อยากจะกลืนน้ำลายลงคอ อึดอัดและย่ำแย่อย่างไร้เหตุผล

“เอื้อ!” อิษยาตะโกนเรียกชื่อของน้องชายดังผ่านประตู

“อึก!” อิษฎีคล้ายถูกดึงให้หลุดพ้นจากการสบจ้องดวงตาดำสนิทของอีกา ด้วยเสียงของพี่สาว หลากความรู้สึกชวนพรั่นพรึงเหล่านั้นพลันหายไป

อิษยาเห็นประตูห้องน้องชายปิดไม่สนิทจึงแง้มเปิดแล้วเยี่ยมหน้าพ้นกรอบประตูเข้ามา

“ทำอะไร?” เห็นน้องชายถือไม้ปัดหยากไย่ด้ามยาวเกาะอยู่ข้างหน้าต่างเลยขมวดคิ้วออกปากถามด้วยความสงสัย

“ช่วยลูกนก” อิษฎีหันไปตอบ ในท่าทียังมีความไม่ปกติทางความรู้สึกหลงเหลืออยู่

อิษยาถอนหายใจให้กับน้องชายที่ยังมีน้ำจิตน้ำใจช่วยเหลือนกในยามเช้าที่แสนวุ่นวาย

“ช่วยเหลือตัวเองให้รอดก่อน ไม่ต้องไปวุ่นวายกับสัตว์โลก แม่บอกให้พี่มาบอกให้เราขนของๆ เราไปขึ้นรถ ดูเราสิเอื้อ ยังใส่ชุดนอนอยู่เลย ขนของไปขึ้นรถแล้วรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด่วนเลย”

“แต่...” อิษฎีห่วงน้ำเสียงติดพะวักพะวงกลัวครอบครัวแม่นกลูกนกจะอยู่ลำบากถ้าไม่มีเขาคอยให้การช่วยเหลือ

ดูเช้านี้อีกาตัวนั้นจะไม่บินจากไปเหมือนทุกวัน เขาหันกลับไปมองกิ่งไม้ที่อีกาเคยเกาะอยู่ แต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว เหลือเพียงกิ่งที่ว่างเปล่า อิษฎีเยี่ยมหน้าออกนอกหน้าต่างไปมองหาสัตว์ปีกสีดำทะมึนตัวใหญ่ตัวนั้นอย่างต้องการความแน่ใจว่ามันได้จากไปแล้ว ซึ่งก็ไม่เห็นแม้แต่เงา แม่นกกาเหว่าไม่ได้ตื่นตระหนกส่งเสียงร้องบินไปบินมาให้จ้าละหวั่น แสดงว่าอีกาคงไปแล้วจริงๆ

“เอื้อยังไม่มาขนอีก”

“รู้แล้วน่า” อิษฎีได้ยินพี่สาวเร่งเร้ามาอีกครั้ง เขาก็ขานรับแต่ตายังคงมองแม่นกกาเหว่ากำลังกกลูกๆ ของมันอยู่ในรังให้เป็นภาพสุดท้าย เด็กชายทอยิ้มบาง อำลาพวกมันเพียงในใจ ดึงไม้ปัดหยากไย่กลับเข้ามาในห้องแล้วปิดหน้าต่าง

อิษฎีขนข้าวของทั้งกระเป๋าเสื้อผ้าและกล่องใส่ของที่เก็บเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนลงไปชั้นล่างของบ้าน จากนั้นก็ขนไปเรียงใส่ท้ายรถของพ่อ ขนย้ายอยู่สองรอบก็เสร็จ เด็กชายเตรียมตัวช้ากว่าใครเพื่อน จึงรีบขึ้นไปอาบน้ำหยิบชุดสุดท้ายที่แขวนอยู่ในตู้โล่งออกมาใส่

ครอบครัวของเขากำลังจะไปจากที่นี่ บ้านที่อิษฎีอาศัยอยู่มาตั้งแต่เกิด เป็นครั้งแรกที่ย้ายแบบพ่อแม่ไม่ให้เหตุผลอะไรมากมาย แล้วสาธยายว่าที่นู่นดีกว่าที่นี่ยังไงบ้าง พูดให้ฟังตลอดอาทิตย์แห่งการสอบเลยก็ว่าได้

เมื่อวันก่อนพ่อลาออกจากงานที่ทำอยู่กับธุรกิจในเครือของเดชาธร พ่อมีความสัมพันธ์อันดีกับคนเดชาธรมาตลอด ถือว่าเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของลุงนิรุตเลยก็ว่าได้ แต่วันหนึ่งกลับลาออกไม่มีปี่มีขลุ่ยดูไม่มีเยื่อใยอะไรเลย ทั้งยังหาบ้านใหม่ได้ในเวลาอันรวดเร็วที่มาพร้อมกับที่ดินซึ่งมีผลผลิตเป็นผลไม้ประจำท้องถิ่นปลูกทิ้งไว้โดยเจ้าของคนเก่า พ่อทิ้งการเป็นพนักงานบริษัทในตำแหน่งระดับสูง เพื่อไปเป็นชาวไร่ชาวสวน

มันเป็นหนึ่งอาทิตย์ที่รวดเร็วว่องไว แต่ทุกวันของอาทิตย์นี้ดูช้าสำหรับพ่อยังไงไม่รู้สิ พ่อดูอยากไปมาก ส่วนแม่ก็เป็นฝ่ายสนับสนุนเห็นด้วยกับพ่อทุกสิ่งอัน พ่อกับแม่รีบขนาดที่อิษฎีไม่มีโอกาสได้พบหน้าเพื่อล่ำลาลุงนิรุตด้วยซ้ำ

นอกจากย้ายบ้านยังต้องย้ายโรงเรียน โชคยังดีที่ไม่ได้ย้ายเอากลางเทอม แต่ทันทีที่สอบปิดเทอมเล็กเสร็จไปเมื่อวาน พ่อก็สั่งให้เก็บของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น พ่อดูรีบอยากไปบ้านใหม่เสียจนอยากจากบ้านเก่าหลังนี้ให้พ้นๆ ทั้งที่พ่อบอกว่าพ่อรักมันมาก บ้านหลังนี้คือจุดเริ่มต้นของพ่อกับแม่ จากสมาชิกที่มีแค่สองก็กลายเป็นสี่ มันเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัวเขา แต่พ่ออยากรีบสลัดทิ้งอยู่ทุกวินาที

อิษยาพี่สาวของเขาแค่รู้ว่าบ้านใหม่เป็นจังหวัดดังทางภาคเหนือ ห้อมล้อมด้วยภูเขาและหลากดอยที่มีชื่อเสียง อิษยาก็หมดข้อกังขาแล้ว เพราะชอบธรรมชาติของป่าเขากับการมองเมฆขาวลอยคลุมยอดเขาเป็นที่สุด อีกหน่อยพี่คงได้แหงนมองจนเบื่อ

ส่วนอิษฎีเฉยๆ ครอบครัวของเขาอยู่ไหน เขาก็ขออยู่ที่นั่นด้วย อะไรที่พ่อแม่ตัดสินใจเลือกหรือทำแล้วมีความสุข เขาก็พร้อมที่จะมีความสุขไปด้วย ถึงการย้ายบ้านของพ่อจะแปลกๆ แต่ความแปลกได้ถูกความอบอุ่นของคนในครอบครัวที่มีให้กันกลบไปหมดแล้วแทบไม่เหลือกลิ่น

คณินยังไม่รู้เรื่องนี้ อิษฎีตั้งใจว่าให้ไปถึงบ้านหลังใหม่ จัดการอะไรๆ เรียบร้อยดีแล้ว เขาค่อยบอกทีหลัง นอกจากเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน อย่างน้อยคณินก็เป็นรุ่นพี่ที่สนิทที่สุดในโรงเรียนแล้ว มันเป็นความห่างเหินที่ยังไงก็ต้องถูกกาลเวลาลบเลือนให้เจือจางอยู่แล้ว ขนาดเพื่อนสนิทของเขาเองยังพึ่งรู้เรื่องย้ายโรงเรียนเมื่อช่วงเช้าของวันสอบวันสุดท้ายเลย

บ้านเดิมหลังนี้ พ่อบอกว่าจะประกาศขายหลังจากที่พาครอบครัวเดินทางไปถึงที่อยู่อาศัยใหม่ แม่กำลังขึ้นรถ โดยมีอิษยาอุ้มเจ้ารอนแรมสุนัขพันทางอายุไม่ถึงหกเดือนขึ้นไปนั่งรอบนรถก่อนใคร ส่วนพ่อต้องกลับเข้าไปในบ้านใหม่เพราะลืมของ ขณะที่อิษฎีกำลังยืนมองสถานที่ซึ่งต้องจากลาอย่างกะทันหัน

ขณะที่เขาจะขึ้นรถบ้าง กลับต้องชะงักเพราะได้ยินเสียงนกร้องอย่างตื่นตระหนกแว่วมากระทบโสตประสาท เด็กชายรีบวิ่งตัดสวนหย่อมหน้าบ้านอ้อมไปยังด้านข้าง เบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าที่พื้นใต้ต้นไม้คือรังนกที่ตกลงมา เขาทันเห็นอีกาดำตัวใหญ่จิกลูกนกตัวแดงแจ๋ด้วยจยอยปากยาวแหลมขึ้นมาแล้วอ้าปากกลืนกินเข้าไป นอกจากเขาที่ยืนมองยังมีแม่นกกาเหว่าที่ส่งเสียงร้องกระพือปีกบินร่อนไปมา อิษฎีทันเห็นว่ายังมีลูกนกหลงเหลืออยู่อีกตัวในรังยับเยินบนพื้นหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่

“ไอ้บ้าเอ๊ย!” อิษฎีโกรธจัด หยิบท่อนไม้ขว้างใส่อีกา

กาดำตัวใหญ่ผู้หิวโหยกระพือปีกทะยานขึ้นจากพื้นหลบท่อนไม้ที่ถูกขว้างใส่ มันกินลูกนกตัวแดงเข้าไปหลายตัวแล้ว กว่าอิษฎีจะมาพบเข้า เด็กชายรีบวิ่งเข้าไปดูลูกนกตัวสุดท้ายในรังที่ยับเยิน สองมือกอบโอบอุ้มขึ้นมา

ลูกนกกาเหว่าชอกช้ำสาหัสตัวนี้ถูกอีกาจิกจนมีแต่แผลเลือดอาบไปทั่วผิวหนังไร้ขน มันอ้าปากเล็กๆ พะงาบๆ ไร้เสียง อยู่ในอุ้งมือของอิษฎี ตะเกียกตะกายจะเคลื่อนไหวตัวแสนสาหัสของมัน ขยับปีกที่เกิดเป็นนกทั้งที แต่ชาตินี้คงไม่มีวันสมเป็นนกกระพือปีกบินร่อนผกผิน เลี้ยงลมใต้ปีกอีกแล้ว

พยายามที่จะมีชีวิตอยู่ไม่กี่วินาทีในอุ้งมือของอิษฎี ที่สุดแล้วเด็กชายก็มองมันตายคามือ

อีกาดำตัวใหญ่ไม่ได้บินหายไปไหน แค่อิษฎีเพียงแหงนมองก็เจอมันเกาะอยู่บนกิ่งไม้อยู่ในจุดที่เหนือกว่าเขา เป็นอีกครั้งที่เด็กชายที่สบกับดวงตาดำสนิทของมัน

อิษฎีไม่อาจบรรยายความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ แต่มันเป็นแบบเดียวกับก่อนหน้าที่เขาได้สบกับมันไปไม่ต่าง อาจจะแย่กว่าด้วยที่มันอยู่ในที่สูงเกาะกิ่งมองเขา ส่วนเขาอยู่ในที่ต่ำต้องแหงนมองมัน ขณะที่สองมือกำลังโอบอุ้มรับการกระทำอันโหดร้ายของมันเอาไว้

“แกไม่ได้กินลูกนกกาเหว่าตัวนี้หรอก เป็นซากศพตัวสุดท้าย ถึงตายก็ไม่ถูกกิน”

ถ้าพอมีเวลา เด็กชายอยากจะขุดดินฝังศพให้ลูกนกกาเหว่าที่เคราะห์ร้าย แม้ไม่ถูกกินแต่ก็ไม่อาจมีชีวิตที่สมควรได้มีเมื่อเกิดมา เสียโอกาสจะบิน แต่เพราะไม่มีเวลา บวกกับได้ยินเสียงตะโกนเรียกของพ่อดังแว่วมา อิษฎีจึงวางศพลูกนกใส่รังยิบเยินที่แม่นกถักทอไว้ให้เหล่าลูกนกแล้วคว้ากระถางดินเผาที่ไม่ได้ใช้ปลูกอะไรมาคว่ำทับ

“เอื้อมัวทำอะไรอยู่!?” เสียงเร่งเร้าดังมาจากหน้าบ้าน

“กำลังไปครับ!” อิษฎีตะโกนตอบกลับไป

เขารีบลุกขึ้นยืน หันหลังเดินห่างจากใต้ต้นไม้มาได้สองสามก้าวก็เกิดความไม่ไว้วางใจ บางทีอีกาที่หิวโหยอาจจะมีแรงขนาดพลิกกระถางดินเผาให้ล้มก็ได้ อิษฎีจึงเดินย้อนกลับไป หันรีหันขวาไปเจอกระถางดอกไม้ข้างกำแพงเรียงอยู่สามสี่กระถาง ความรีบจึงคว้าหยิบแบบไม่ดูมาหนึ่งกระถางแล้ววางทับไว้บนก้นกระถางเปล่าซึ่งคว่ำปิดศพลูกนกกาเหว่าในรังนอน ให้การปกป้องถึงลูกนกจะไม่เหลือชีวิตแล้วทิ้งไว้แค่ซากก็ตาม

ก็ยังดีกว่าสังเวยซาก ให้อีกาดำตัวนั้นพรากเอาทุกอย่างไปหมด

อีกายังเกาะอยู่บนกิ่งไม้ อิษฎีแหงนมองมันอย่างชิงชัง ก่อนจะสืบเท้าทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง

กระถางดอกไม้ที่อิษฎีคว้าหยิบมาวางทับไว้เป็นต้นชบาที่อีกไม่นานจะออกดอกเป็นสีแดงสดสวยงาม ภายใต้โศกนาฏกรรม

ไม่ถูกกิน แม้ตายเหลือไว้แค่ซากศพ แต่กลับถูกครอบบังหลบอยู่ในมุมมืดใต้ต้นชบา…

อิษฎีกลับมาที่รถ พบว่าพ่อของเขายังไม่ขึ้นรถ แต่เปิดท้ายรถแล้วยัดบางอย่างลงไปในกล่องเก็บเกมเพลย์ของเขา

“พ่อใส่อะไรลงไปในกล่องเกมของเอื้อเหรอ?” อิษฎีเดินเข้าไปถาม

ธนาตย์เห็นลูกชายปรากฏตัวหลังจากเขาตะโกนเรียก ระหว่างนั้นได้ใส่ของบางอย่างลงไปรวมอยู่ในกล่องเก็บชุดเกมเพลย์สุดรักสุดหวงของลูกจริง ก่อนจะตอบเขารั้งประตูท้ายรถลงมาปิด

“แผ่นเกมไง พ่อซื้อไว้ให้ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ให้ก็เลยให้มันซะตอนนี้เลย”

“จริงเหรอ!?” อิษฎีถามด้วยความดีใจ “เอื้อขอดูได้ไหมว่าพ่อซื้อเกมอะไรมาให้เล่น”

“ไว้ค่อยว่ากัน ไปขึ้นรถได้แล้วเรา แม่กับพี่เขารออยู่ แล้วนี่หายไปทำอะไรข้างบ้าน?”

ธนาตย์ดึงตัวลูกชายที่หมายจะเปิดประตูท้ายรถที่เขาพึ่งปิดไปออกห่างแล้วดันให้อิษฎีเดินไปขึ้นรถ ขณะพูดถามไปด้วย ภรรยาของเขาบอกว่าจู่ๆ ลูกชายคนเล็กก็วิ่งหายไปข้างบ้าน

“เรื่องเศร้านิดหน่อย อีกากินลูกนกกาเหว่า เอื้อช่วยไม่ทัน”

“แปลกจริง พ่อไม่เคยรู้มาก่อนว่าอีกากินลูกนกด้วย ไม่เป็นไร ไม่ต้องเสียใจ มันคงเป็นวัฏจักร ห่วงโซ่อาหารไง ขึ้นรถเถอะ ได้เวลาออกเดินทางแล้ว” ธนาตย์เปิดประตูรถให้ลูกชายคนเล็กขึ้นไปนั่ง

อิษฎีพยักหน้าแล้วยักไหล่ พยายามคิดและปรับความรู้สึกให้ได้อย่างที่พ่อบอก

เมื่อสมาชิกในรถพร้อมหน้าแล้ว รถก็ถูกขับเคลื่อนออกจากบ้านหลังเดิม เดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านหลังใหม่

ที่ไม่มีใครไปถึง...

เด็กชายเหลียวใบหน้ากลับไปมองประตูรั้วที่เลื่อนปิดแล้วรถก็ขับห่างออกมา เขาเห็นอีกาดำตัวนั้นบินมาเกาะที่กำแพง

คล้ายว่าชั่ววินาทีหนึ่งก่อนมันจะลับสายตา เขาได้สบจ้องกับดวงตาสีดำสนิทของมัน อิษฎีทนสบมองไม่ได้ เขารู้สึกพรั่นพรึงอย่างไร้เหตุผล รีบหันหน้ากลับมาแล้วเอาแต่มองหนทางเบื้องหน้า บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยการพูดคุย พ่อแม่อารมณ์ดี อิษยาพี่สาวของเขาเห่อบ้านหลังใหม่ ในวงแขนมีลูกหมาตัวน้อยอุ้มโอบอยู่ด้วย

////////////////////////////////

ตลอดวันของการเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่แผ่นดินทางตอนเหนือด้วยรถยนต์ส่วนตัว เต็มไปด้วยความสุขสนุกสนาน ราวกับทั้งครอบครัวอยู่ในช่วงเวลาของการท่องเที่ยว แวะกินข้าว แวะเติมน้ำมัน บางชั่วโมงทั้งลูกชายและลูกสาวจะผลัดกันหลับผลัดกันตื่น หลังพูดคุยเจื้อยแจ้ว ถกเถียงเรื่องเล็กเรื่องน้อยกันจนหมดฤทธิ์ ในบางทีสองพี่พร้อมใจกันหลับพักปากพักตาทั้งสองคนก็มี

ในนาทีหนึ่งบนสายทางเงียบสงบ ขนาบข้างด้วยขุนเขารอบทิศ อาจเพราะเป็นเส้นทางเดินรถที่สร้างให้พาดผ่านริมไหล่เขาหลายลูก ระยะทางยาวกว่าหลายสิบกิโลเมตร หากผ่านเส้นทางที่ต้องลัดเลาะผ่านไหล่เขาไป จะสามารถทะลุเข้าสู่เส้นทางหลวงชนบทอันเป็นพื้นที่เกษตรกรรมของจังหวัด รอบบริเวณดังกล่าวไม่มีบ้านคนสักหลังให้เห็นและเป็นไปไม่ได้ที่จะมีบ้านคนเพราะมันลายล้อมด้วยภูเขาที่มาพร้อมป่ารกชัฏ มีหน้าผาหรือเวิ้งให้เห็นในบางช่วงของเส้นทาง ซ้ายมือของคนขับเป็นเนินเขาสูงชัน ขวามือของผู้โดยสารถัดจากแบริเออร์คอนกรีตหรือแผงกั้นจราจรริมขอบถนนที่มีเฉพาะช่วงโค้งเท่านั้น อีกทั้งสภาพค่อนข้างกร่อนเก่าพอสมควร เป็นหน้าผาและเนินลาดชันสลับกันไป 

เสาไฟต้นสูงริมทางมีให้เห็นประปรายขาดตอน เสาไฟบางต้นใช้การไม่ได้ ทำให้ถนนหนทางมืดสลัว ต้องอาศัยแสงไฟจากหน้ารถสาดส่องนำทาง 

เหล่านี้บ่งบอกว่าสภาพแวดล้อมทั้งหมดนี้ไม่สามารถเป็นพื้นที่อยู่อาศัยได้ อาจเพราะเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่ซับซ้อนไปมา มีถนนหลวงลาดยางอย่างดีตัดผ่าน ด้วยหนทางนี้พึ่งได้รับการบุกเบิกปูถนนจากทางการได้ไม่ถึงสิบปี พื้นถนนจึงยังดูใหม่ ทั้งยังไม่ค่อยมีการสัญจรจากผู้ใช้เส้นทางสักเท่าไหร่ด้วย การป้องกันภัยจึงมีแค่แบริเออร์เก่าๆ หลายสิบนาทีถึงจะเห็นรถสวนไปมาสักคันหนึ่ง 

บรรยากาศพลบค่ำกำลังโรยตัวครอบคลุมทุกอาณาบริเวณ ต้นไม้สูงใหญ่รกครึ้ม ยังผลให้ขุนเขารอบข้างดูทึบทึมไม่สบายตา

ไม่เกินชั่วโมงครอบครัวของเธอก็จะเดินทางถึงที่หมาย รถที่ถูกใช้งานหนักมาทั้งวันก็จะได้พัก ลูกๆ ของเธอจะได้เข้าห้องนอนใหม่ของตัวเอง หลังกินมื้อค่ำที่เธอจะเป็นคนลงมือทำเอง ต่อให้เพลียจากการเดินทางตลอดวันก็ไม่หวั่น อิษยากับอิษฎี ลูกสาวและลูกชายของเธอชอบกินอาหารฝีมือของเธอเป็นที่สุด ไม่เว้นแม้แต่สามีอย่างธนาตย์ก็ด้วย

ตอนนี้ตัวยังไปไม่ถึง แต่กลับจินตนาการภาพแห่งความสุขกับชีวิตครอบครัวในถิ่นฐานใหม่เอาไว้แล้ว สองตามุ่งมองไปเบื้องหน้า รถเคลื่อนไปบนสายทางเปลี่ยวร้าง ไม่เห็นรถสวนทางมาพักใหญ่แล้ว รถขับตามหลังก็ไม่มี 

หนทางนี้มีแสงไฟนำทาง บางช่วงจากด้านข้างเธอเห็นความเวิ้งว้างของหน้าผา ยามเมื่อรถเลี้ยวโค้งแล้วโค้งเล่า

พนิดายื่นมือออกไปทาบกุมมือของธนาตย์ สองสามีภรรยามองหน้ากัน แลกเปลี่ยนการสื่อสารแฝงความรู้สึกต่างๆ มากมาย ผ่านทางสายตา ที่มีแต่เธอและคู่ชีวิตที่รู้ถึงสาเหตุการย้ายถิ่นฐานที่แท้จริง

“ดาหวังว่าเขาจะปล่อยให้ครอบครัวเราหลุดพ้นจากเรื่องนั้นจริงๆ อย่างที่ตกลงกันไว้”

“ทันทีที่เราได้จากที่นั่นมา แล้วกำลังเริ่มต้นวันใหม่ที่นี่ เราหลุดพ้นแล้วดา เขาปล่อยครอบครัวเรา ได้ทำตามที่รับปากกันไว้แล้ว มันเป็นเรื่องที่ตกลงกันได้และได้ตกลงกันไปแล้ว ผมถอยหนีออกมาให้ขนาดนี้ แล้วยังสัญญาอีกว่าจะไม่ปริปากพูดอะไรออกไป หลักฐานก็ทำลายให้ ผมเชื่อว่าเขาจะไม่มีทางเล่นไม่ซื่อกับเรา” ธนาตย์เชื่ออย่างเต็มเปี่ยม เพราะอีกไม่เท่าไหร่ก็จะถึงจุดหมาย สถานที่ซึ่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่จะเกิดขึ้นที่นั่น และเพราะเป็นคนคนนั้นด้วยเขาถึงเลือกที่จะเชื่อด้วยความไว้ใจ

พนิดายิ้มพลางพยักหน้าเข้าใจในคำบอกกล่าวกึ่งปลอบโยนของธนาตย์ ไม่อยากให้สามีของเธอต้องกังวลใจกับเรื่องนี้อีกครั้ง ด้วยเพราะเธอยังคงกังวลใจถึงมันอยู่ตั้งแต่วันที่รับรู้จนถึงวันนี้ที่ต้องทำเป็นไม่รับรู้ เทียนที่ดับไปแล้ว เธอกลับเป็นคนจุดขึ้นมาใหม่เสียได้

“ขอโทษที่พูดขึ้นมานะคะ ดาก็อยากจะวางใจ แต่ไม่รู้สิ ดายังวางใจไม่ลง”

“ไม่เป็นไร หลังจากนี้อย่าพูดขึ้นมาอีก ผมขอล่ะนะ โดยเฉพาะในตอนที่เรามีลูกๆ อยู่ด้วย”

พนิดาเหลียวใบหน้ากลับไปมองหนึ่งลูกสาวหนึ่งลูกชายที่นอนหลับคอพับคออ่อนอยู่ที่เบาะด้านหลัง ลูกสุนัขพันธุ์ทางชื่อรอนแรมสมาชิกใหม่อายุไม่ถึงครึ่งปี มันตื่นอยู่ในอ้อมแขนของอิษยา ดวงตาใสซื่อของมันมองสบมาที่เธอ พนิดายิ้มให้มันพร้อมถอนหายใจ ปล่อยวางต่อความรู้สึกไม่ดีที่ผุดขึ้นในใจเป็นระยะ นับตั้งแต่เธอได้รู้เรื่องทุกอย่างจากสามี ยอมรับเลยว่าเธอเป็นกังวลง่ายมาก

เพราะเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดี มันคือความลับของความผิดที่สามีของเธอได้ล่วงรู้เข้า ไม่ต่างจากเอาตัวเองไปเจอความเสี่ยง

เรื่องไม่ดีมาสู่ตัว ไปรู้แล้วยังต้องแบ่งเบาด้วยการปกปิดจะมีชีวิตที่ดีต่อไปได้จริงเหรอ?

“ค่ะ” ภรรยารับปากแล้วระบายยิ้มบาง บีบหลังมือของสามีอีกครั้งอย่างต้องการให้กำลังใจซึ่งกันและกันแล้วลามือคืนกลับ

“มีรถบรรทุกจอดอยู่ริมทางข้างหน้า” ธนาตย์เป็นคนเห็นก่อน

ทำให้พนิดามองตาม มีรถบรรทุกคันใหญ่จอดอยู่ริมทางจริงอย่างที่สามีของเธอบอก ถึงจะจอดอยู่แต่เครื่องยนต์ยังคงทำงาน เพราะไฟท้ายกับไฟหน้าเปิดสว่าง ไม่ได้จอดเงียบดับสนิทกลืนอยู่ในความมืดสลัวของช่วงพลบค่ำท่ามกลางขุนเขา

“รถคงมีปัญหา แต่คุณคะ ดาว่าเราอย่าไปยุ่งกับเขาเลยนะคะ ดาอยากไปถึงบ้านใหม่ไวๆ”

“ผมขอชะลอดูหน่อยนะ เรามาเป็นคนที่นี่แล้ว จะเมินเลยมันยังไงๆ อยู่ เผื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ ถ้าช่วยได้จะได้ช่วย”

“ได้ค่ะ แต่ไม่มีการลงนะคะ” พนิดายอมให้กับความมีน้ำใจของธนาตย์ แต่น้ำใจควรมีขอบเขต ยิ่งในสภาพแวดล้อมและเวลานี้ด้วยแล้ว

ธนาตย์ยิ้มพลางพยักหน้า เพิ่มความรัดกุมปลอดภัยด้วยการล็อกประตูรถทั้งหมดรอบคัน แล้วชะลอความเร็วเทียบเคียงข้างรถบรรทุก

“ขี้เมาจอดรถกินเหล้าเท่านั้นเองค่ะ” พนิดาเห็นก่อนคนแรก เธอออกปากบอกสามีอย่างไม่อยากข้องเกี่ยว ยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่ต้องการความช่วยเหลือ นอกจากจอดรถเพื่อดื่มเหล้าข้างทางเท่านั้น

“อย่างนั้นเหรอ”

“เขาไม่ได้ต้องการให้ช่วยอะไรหรอกค่ะ คุณไปห่างๆ สักทีเถอะ” พนิดาบอกด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

ด้วยเพราะฝั่งที่เธอนั่ง ใกล้กับฝั่งคนขับรถบรรทุกที่นั่งอยู่บนเบาะหน้าพวงมาลัย ศอกแขนข้างหนึ่งพาดกับหน้าต่างกระจกบนประตูเลื่อนลงจนสุด จนเห็นว่าคนขับรถบรรทุกกำลังทำอะไร ความสูงของระดับรถที่เหลื่อมล้ำทำให้ธนาตย์มองไม่ค่อยชัดเท่าพนิดา

ขณะที่คนขับรถบรรทุกเป็นชายวัยกลางคน ผิวคร้ามเข้มเหมือนคนกรำแดดมาตลอดชีวิต เมื่อเห็นรถยนต์คันหนึ่งมาชะลอความเร็วใกล้รถของเขา ปากขวดที่กำลังยกกระดกซัดเข้าไปหลายอึกถึงกับชะงัก เขาเหลือบมองคนในรถที่เห็นไม่ชัดสักเท่าไหร่ แต่รู้ว่าในรถยนต์คันนั้นมีหนึ่งคนขับและสามผู้โดยสาร คนขับรถบรรทุกยื่นขวดเหล้าดีกรีแรงออกไปให้ราวกับมีน้ำใจ ทั้งยังยิ้มเชิญชวนอีกด้วย

 “รีบไปเถอะค่ะ แค่พวกขี้เหล้า เราต่างหากที่ไปรบกวนเขา” พนิดาทำเป็นไม่เห็นการเชิญชวนดังกล่าว รีบมองเมินแล้วเอ่ยเร่งธนาตย์ให้ขับรถมุ่งหน้าห่างออกไป กระนั้นยังอดบ่นต่อไม่ได้ “ดีแล้วจริงๆ ที่ดาบอกไม่ให้ลง”

อิษฎีครึ่งหลับครึ่งตื่นด้วยยังจมอยู่ในความง่วงงุน เขาสะลึมสะลือปรือตาเพราะได้ยินเสียงพ่อแม่พูดคุยกัน เด็กชายจึงพอรู้เรื่องไม่น้อย เขายังทันได้เห็นรถบรรทุกคันดังกล่าวด้วย แม้ว่าพ่อของเขาจะมุ่งหน้าขับห่างออกมาได้ไม่ไกล

เด็กชายเหลียวหลังกลับไปมอง ขมวดคิ้วหรี่นัยน์ตากวางเพราะสู้แสงไฟจากหน้ารถบรรทุกที่ส่องแสงแยงมาไม่ไหว...

สิ่งที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เป็นบทสนทนาฉากหนึ่ง ระหว่างคนขับรถบรรทุกและปลายสายปริศนา 

...กำลังพูดคุยเพื่อรายงาน

เขาพบเป้าหมายแล้ว สิ่งที่ช่วยยืนยันคือภาพถ่ายครอบครัวและข้อมูลบอกยี่ห้อกับทะเบียนรถ ไม่ลืมระบุสีให้ด้วยซ้ำ ภาพถ่ายถืออยู่ในมือแทนขวดเหล้าที่ใช้ประกอบฉากเมื่อครู่ มันยังไม่หมดบทบาทเพียงเท่านี้หรอก

เมื่อเทียบกับข้อมูลที่มีและของจริงที่ได้พบกับตา

ไม่ผิดแน่ เหยื่อมาให้สังหารแล้ว...

“มันผ่านมาแล้ว กำลังลงมือ” ตามองภาพครอบครัวเหยื่อในมือ กระตุกยิ้มหลังรายงานจบ กวาดลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม ในแววตาหมายมาดตวัดขึ้นมองรถยนต์ที่ขับนำออกไปได้ไม่ไกล มือชูภาพถ่ายครอบครัวขึ้นมาบดบังแทนการมองเห็นรถที่ขับแล่นออกไปเบื้องหน้า

[ทำให้เป็นอุบัติเหตุ] เสียงปริศนาจากปลายสายย้ำถึงจุดประสงค์ความต้องการอีกครั้ง

“ครับ” รับคำด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มเรียบง่าย พร้อมกันนั้นยังขยำภาพถ่ายครอบครัวไว้ในหนึ่งมือที่บีบกำจนยับเยิน

คนขับรถบรรทุกวางสาย เก็บโทรศัพท์และก้อนกระดาษที่ถูกขยำไว้ในกระเป๋ากางเกง ผิวปากอย่างเอาฤกษ์เอาชัยแล้วเข้าเกียร์เหยียบคันเร่ง ขับรถคันใหญ่ออกจากจุดจอดริมทาง ตามหลังรถยนต์คันเล็กกว่าไป 

หลังจงใจปล่อยให้เป้าหมายทิ้งห่างนำออกไปก่อน...

...ที่จะไล่เก็บ

อิษฎีเป็นคนเดียวที่เห็นว่ารถบรรทุกขับพุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วในระยะเกือบประชิด จากนั้นก็ขับส่ายไปมาเหมือนงู เขามองสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ถนัดตา เพราะข้าวของท้ายรถค่อนข้างบดบังเห็นได้ไม่เต็มตา เด็กชายจึงหาความถนัดชัดเจนให้ตัวเองด้วยการร่นกระจกที่หน้าต่างประตูลงแล้วเยี่ยมหน้าออกไป เหลียวสายตาย้อนมองไปด้านหลัง

“เอื้อทำอะไรน่ะ?” ธนาตย์ร้องถามลูกชายที่ตื่นขึ้นมาในตอนนี้

“พ่อครับ แม่ดา รถบรรทุกคันนั้น...ขับแปลกๆ นะครับ” อิษฎีเรียกให้พ่อกับแม่ของเขาดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้านหลัง

“ตื่นแล้วเหรอเอื้อ อย่าเอาหัวออกไปแบบนั้น เข้ามานั่งดีๆ แล้วปิดกระจกซะ” พนิดาได้ยินเสียงลูกชายพูดขึ้นจากด้านหลัง เธอจึงเหลียวใบหน้าไปไถ่ถาม พร้อมกันนั้นยังเห็นกับตาด้วยว่ารถบรรทุกที่ขับตามหลังมาเป็นอย่างที่อิษฎีบอก

“อากาศดีจัง” อิษฎีนั่งให้เรียบร้อยดังเดิมตามที่แม่สั่งเสียงเข้มเจือกังวล แต่ไม่ยอมเลื่อนปิดกระจกที่หน้าต่างของประตูรถ ปล่อยให้ลมจากธรรมชาติของขุนเขาและบรรยากาศยามพลบค่ำพัดปะทะเข้าวงหน้ากระจ่าง

“...” ธนาตย์มองกระจกด้านข้างประตูแล้วย้ายสายตาไปดูที่กระจกมองหลัง

“ขับหนีไปให้ไกลๆ ได้ไหมคะ ดากลัวจะเกิดอุบัติเหตุเอาได้ ดูสิขับส่ายไปส่ายมาแบบนั้น คนขับก็กินเหล้าด้วย” พนิดารีบบอกสามีของเธอ นาทีนี้ถือแสดงสีหน้าไม่สู้ดีออกมาชัดเจน

อิษฎีนั่งเรียบร้อยตามที่แม่สั่งได้ไม่กี่วินาทีก็พลิกตัวหันหน้าเข้าหาพนักพิง ชันเข่าสองข้างขึ้นบนเบาะหนังรองนั่ง สองแขนเรียวเล็กโอบกอดที่พิงศีรษะ ทอดสายตาสอดรู้สอดเห็นมองสถานการณ์ด้านหลัง เห็นรถบรรทุกที่ขับตามมาติดๆ 

“ผมให้แซงก็ไม่แซง” ธนาตย์เริ่มหัวเสียนิดหน่อยที่ต้องมาเสี่ยงใช้ถนนร่วมกับคนขับรถที่ไม่มีวินัยแบบนี้ 

ลำพังแค่จอดรถดื่มเหล้าก็แย่แล้ว นี่ยังขับทั้งที่น่าจะเมามายให้เป็นภัยกับคนใช้ถนนคนอื่นๆ อีก ซึ่งนาทีนี้ดูเหมือนจะมีแค่รถของครอบครัวเขาบนสายทางที่ปราศจากการสัญจรในเส้นทางค่อนข้างเปลี่ยวร้าง เมื่อยามพลบค่ำมาถึง

ธรรมดาของคนท้องถิ่น ค่ำมืดไม่ค่อยออกจากบ้าน

“ไม่แซงก็ไม่แซง คุณรีบขับหนีให้ไวเลยค่ะ”

“ไวมากไม่ได้ เส้นทางนี้มีโค้งเยอะแล้วก็ถี่มาก ต้องจำกัดความเร็ว ระวังเขาก็ต้องระวังเราด้วย ไม่ต้องห่วงนะดา แค่ทิ้งห่างไว้สักหน่อย คอยมองไว้ไม่ให้เขาเข้าใกล้ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร”

“เมื่อไหร่เราจะหลุดจากเส้นทางนี้สักทีคะ มัน...ไม่ค่อยดีเลยค่ะ” เสียงของเธอมีความกลัวมากกว่าความกังวลหลุดออกมา

“พ้นโค้งใหญ่โค้งหน้าไป ขับต่ออีกสองสามกิโลเมตรก็จะทะลุเข้าสู่ถนนอีกเส้นแล้ว”

ธนาตย์ยังคงขับรถอย่างมั่นคง เขารู้ว่าภรรยากำลังตกลงไปในหลุมที่เรียกว่ากลัว แสดงออกให้เห็นแบบที่นิดหน่อยก็กังวล รู้ลึกด้วยซ้ำว่าไม่ใช่ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้เป็นเหตุ แต่เรื่องที่ทำให้ครอบครัวของเขาต้องย้ายถิ่นฐานมาไกลถึงตอนเหนือของประเทศแบบนี้ต่างหากล่ะ ที่ทำให้เธอเป็นกังวลกับแค่ความไม่ราบรื่นระหว่างการเดินทางนิดหน่อยเท่านั้น

ลึกๆ แล้วใช่ว่าเขาจะไม่ระแวงระวัง ทำใจปลอดโปร่งโล่งเปล่าหรือไว้วางใจต่อข้อตกลงที่แลกเปลี่ยนกับอีกฝ่ายได้ทั้งหมดจากเรื่องที่ไปล่วงรู้เข้า แต่ถ้าเขาหวั่นไหวไม่สู้ดีต่อสถานการณ์นี้ไปอีกคน ซึ่งที่เผชิญอยู่ตอนนี้เป็นแค่เรื่องที่สามารถพบได้บนท้องถนน อย่างการต้องใช้สายทางเดียวกันกับคนขับที่มีแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่าสติสัมปชัญญะ ถ้าเขาที่เป็นผู้นำครอบครัว เขาผู้ซึ่งนำความลับอันเป็นความผิดของคนอื่นมาเก็บกุมแสดงออกมาแม้สักนิด พนิดาจะต้องตกอยู่ในความกลัวมากกว่านี้

ถ้าจะผิดคำพูดแล้วคิดฆ่า ไม่น่าที่จะปล่อยมาถึงขนาดนี้  

แค่คนเมาที่กำลังขับรถแบบไร้สติ คนเมาไม่ใช่มือปืน คนเมาไม่ใช่มือสังหาร 

หรือเขาวางใจให้กับการรับปากของคนคนนั้นสนิทในแล้วจริงๆ ถึงได้เชื่อมั่นว่าชีวิตของคนในครอบครัวเขานับได้ว่าปลอดภัย ทั้งที่ดูเหมือนกำลังละส่ำละส่ายวุ่นวายใจโดยไม่รู้ตัว

ธนาตย์งุ่นง่านหวนคิด สรุปความได้ว่าสถานการณ์ที่เขาประสบอยู่ตอนนี้ ไม่น่าเกี่ยวข้องกับคนคนนั้น

เสียงบีบแตรดังลั่นจากรถคันหลังที่ขับส่ายไปส่ายมา เดี๋ยวชะลอความเร็วดึงจังหวะ เดี๋ยวพุ่งประชิดด้วยความเร็ว เป็นการขับขี่ที่น่าหวาดเสียว อย่างที่รถคันหน้าซึ่งจำเป็นต้องขับนำอยู่ไม่สามารถรู้ได้ถึงเหตุผลของการบีบแตร เข้าไม่ถึงการสื่อสารจากเสียงที่กระหน่ำดังไล่หลัง เพียงแค่ลงความเห็นว่าคนขับคงเมามากจนทำเรื่องเสียสติไปแล้ว

อิษยาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงบีบแตร พี่สาวเห็นน้องชายชันเข่าอยู่บนเบาะนั่ง หันหน้าเข้าหาพนักพิงแล้วกอดที่พิงศีรษะเอาไว้ คอยสอดสายตามองไปยังด้านหลังรถ อิษยาจึงเหลียวใบหน้าไปดูบ้าง อย่างคนไม่รู้ถึงสถานการณ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตื่นมาอีกทีก็อยู่ท่ามกลางขุนเขาและสายทางคดเคี้ยวมืดร้างไร้การสัญจรของรถที่สวนผ่าน เห็นเพียงรถใหญ่ทะมึนคันหลังกำลังขับส่ายไปมาแล้วบีบแตรใส่รถของครอบครัวเธออย่างเกรี้ยวกราด สร้างความงุนงง

“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?” อิษยาหันไปถามพ่อแม่ อุ้มลูกหมาตัวน้อยไว้ในวงแขน

“เอม เอื้อ คาดเข็มขัด เอื้อนั่งลงดีๆ” พนิดาสั่ง ก่อนจะเห็นว่าลูกชายกำลังปฏิบัติตัวแบบไหน จึงสั่งอย่างกำชับไปอีกที

อิษยาไม่ได้รับคำตอบจากคำถามของเธอ ถึงจะอยู่ในความงุนงงแต่ก็ทำตามคำสั่งของแม่แต่โดยดี คว้าเข็มขัดนิรภัยมาคาดแล้วอุ้มเจ้าลูกหมาตัวน้อยเอาไว้ในอ้อมแขน ไม่ให้มันตกตื่นทำเพ่นพ่าน จนสร้างความรำคาญหรือทำเรื่องอะไรให้ปวดหัว ในเวลาที่ครอบครัวของเธอกำลังตื่นตัวกับการระวังตัว

ส่วนอิษฎีก็ทำตามที่แม่สั่งเหมือนกัน แต่ชักช้าและอ้อยอิ่งกว่าพี่สาว กว่าจะพลิกตัวหันกลับมา นั่งลงบนเบาะหนังตามเดิม จนเมื่อดึงเข็มขัดมาคาด แต่ไม่สามารถทำได้ในทันที

“มันฝืด” อิษฎีบอกอย่างทุลักทุเล

“เอื้อปิดกระจกด้วยเลย ลมกับฝุ่นเข้ามา” อิษยาบอก

อิษฎีไม่ได้ทำตามที่พี่สาวบอก น้องชายกำลังวุ่นวายอยู่กับการกระชากเข็มขัดที่ค่อนข้างฝืดเคืองพอสมควร มันไม่ได้พึ่งมาฝืดขัดเอาในสถานการณ์ที่ต้องระมัดระวังภัยตอนนี้ แต่มันเป็นมาก่อนหน้าอยู่นานแล้ว ไม่ถึงกับใช้การไม่ได้เลย แค่ต้องออกแรงกันหน่อยเป็นปกติ

ฝ่ายพี่สาวไม่ได้สนใจปัญหาของน้องชาย เพราะต้องปลอบโยนลูกหมาตัวน้อยที่อยู่ในอาการตกตื่นจากเสียงดังของแตรรถ ส่วนธนาตย์ยังคงใช้สมาธิกับการขับรถ สองมือจับพวงมาลัยหน้าแผงควบคุม หลายครั้งที่เหลือบมองรถบรรทุกที่ขับตามจากด้านหลังแล้วต้องคอยระวังระยะห่างไปด้วย พนิดานั่งเงียบพยายามคิดในแง่ดี ทั้งยังพร่ำขอในใจให้เวลานี้ผ่านไปโดยเร็ว

ถ้าเธอรู้ก่อนว่าปลายทางของเวลาที่เธอเร่งให้มาถึงอย่างรวดเร็วมีบทสรุปเป็นอย่างไร เธอจะไม่คิดเร่งขอให้มันมาถึงโดยไวเลยสักนิด

บนเส้นทางเลียบภูเขาอันคดเคี้ยว รถบรรทุกที่ขับโดยคนเมาสุรายังคงขับตามหลังรถยนต์คันหน้าที่ไม่อาจเสี่ยงเพิ่มความเร็วไปได้มากกว่านี้กับเส้นทางที่ซึ่งพวกเขาไม่คุ้นเคยและพึ่งสัญจรครั้งนี้เป็นครั้งแรก แล้วโค้งสุดท้ายรูปจันทร์เสี้ยวก็มาถึง ด้านหนึ่งเป็นไหล่เขา อีกด้านเป็นหน้าผา มีแบริเออร์คอนกรีตค่อนข้างผุกร่อนตั้งเรียงเป็นแผงเอาไว้ประปราย

ธนาตย์ควบคุมรถยนต์ ระวังให้ล้อรถยึดเกาะกับผิวถนน โดยการเหยียบเบรกผ่อนความเร็วแล้วลดเกียร์ลงต่ำควบคู่กับการคุมพวงมาลัยบังคับทิศทาง 

ทัศนะวิสัยและสภาพผิวถนนช่วงนี้ไม่ค่อยเป็นใจ ไม่มีเสาไฟฟ้าเอื้ออำนวย ต้องอาศัยแสงไฟจากหน้ารถส่องนำทางผ่านโค้ง ซึ่งมีรัศมีเสี้ยวรอบวงลึกจนมองไม่เห็นสุดปลายโค้งที่มืดสลัวจากระยะแสงที่ส่องไปไม่ถึง หนำซ้ำยังมีไหล่เขาเป็นเนินชันยื่นออกมาบังหนทางเบื้องหน้าไว้เกือบครึ่งโค้งที่เหลือ 

ว่ากันว่าชนิดของโค้งที่อันตรายที่สุดคือโค้งลับตา โค้งที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ากว่าจะหลุดโค้งนี้เข้าสู่ทางตรงปกติกินระยะทางกี่ร้อยเมตรเพราะเป็นปลายทางที่ลับตา ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวัง แม้จะอยากทิ้งห่างรถบรรทุกคันหลังเท่าไหร่ก็ตาม

ธนาตย์บีบกำพวงมาลัยไว้แน่น เมื่อต้องเผชิญกับการเข้าโค้ง นี่เป็นโค้งที่ทำให้เขาไม่สบายใจที่สุด บดฟันกัดกรอด ลิ้นคับโพรงปาก หัวใจของเขาเต้นระส่ำ เขาแทบหายใจไม่เป็นปกติจนเหงื่อซึมผุดข้างขมับ เขาเข้าโค้งผ่านการเดินทางที่หลากหลายและเป็นผู้ขับขี่มานาน มีความชำนาญมากพอ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่การเข้าโค้งในครั้งนี้นี้และที่นี่ตอนนี้มันทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบแล้วหนาวไปถึงกระดูก  

อันตรายบอกใบ้ให้สัญชาตญาณของเขาสัมผัสมันแล้ว

ไม่ใช่โค้งเลียบไหล่เขาในช่วงพลบค่ำที่อันตราย หากแต่เป็นรถบรรทุกคันนั้นที่ขับตามหลังมา เริ่มเผยจุดประสงค์ให้เห็น กว่าจะได้รู้ถึงเท่าทัน เหลือไว้ให้ประสบเพียงนาทีที่สายไป...

เริ่มต้นจากวินาทีหนึ่งขณะพาหนะกำลังขับเคลื่อนและเมื่อธนาตย์เริ่มตื่นตัวกับภัยที่คืบคลานจนกลายเป็นคุกคามเข้าหา มาในรูปแบบของการขับขี่และมือสังหารในคราบคนเมารอจังหวะก่อเหตุ เขาเหลือบสายตามองหายนะผ่านกระจกข้างรถ

มันไม่ได้ขับส่ายไปมา…ไม่ได้ลดความเร็ว... เมื่อต้องเข้าโค้งอย่างที่เขาทำ ซ้ำยังเป็นดั่งงูพิษที่เลื้อยลดคดเคี้ยวให้เหยื่อตายใจก่อนพุ่งฉก 

รถยนต์คันเล็กเข้าโค้งผ่านมาได้เกือบครึ่งทาง รถบรรทุกคันใหญ่ไม่ผ่อนความเร็ว ยังเผยความชำนาญราวเจ้าถิ่น

ลงมือประทุษร้าย เมื่อเวลาและจังหวะที่มือสังหารรอคอยมาถึง

“คุณ…” เสียงสั่นพร่าพนิดาเรียกสามีของเธอได้แค่นั้น เธอรื้นน้ำตาคล้ายรู้ถึงวินาทีแห่งชะตากรรมอันตรายหมายคร่าชีวิตได้กล้ำกรายมาถึงตัวแล้ว

“ไม่!” ธนาตย์ตวาดลั่นรถ ไม่ยอมจำนน 

ตัดสินใจอย่างบ้าดีเดือดเปลี่ยนเกียร์แล้วเหยียบคันเร่ง เพื่อหนีรถบรรทุกที่ขับพุ่งเข้ามาหมายชนท้าย ซึ่งนับว่าบ้าคลั่งกว่ามาก ถ้าไม่เก่งพอก็ถือว่าเสี่ยงทั้งสองฝ่าย

“แม่คะ พ่อคะ ทุกคนเป็นอะไรไป” อิษยาไม่เคยเห็นพ่อแม่ของเธอเป็นแบบนี้มาก่อน

มีแค่สองสามีภรรยาที่พึ่งตระหนักว่าพวกเขากำลังถูกฆ่าปิดปาก ผู้บงการต้องการอำพรางให้มันเป็นอุบัติเหตุ ในสถานการณ์ขับขันไม่มีใครพูดอะไรออกมา ตระหนกตกตื่นเหมือนลืมซึ่งวิธีพูด ยังหายใจ ยังมีจิตวิญญาณ แต่เหมือนสติถูกพรากกระชากเอาไปก่อนแล้ว

อิษฎีปล่อยเข็มขัดนิรภัยให้มันรั้งกลับไปที่ข้างเบาะดังเดิม เด็กชายยกสองขาขึ้นมางอพับเข้าหาตัวเพื่อคุดคู้ซุกหน้าลง สองมือปิดใบหูทั้งสองข้าง ลืมสิ้นที่จะเลื่อนปิดหน้าต่างบนประตูรถ ลมแรงหนาวเย็นพัดกรรโชก เมื่อรถกระชากตัวแล้วพุ่งทะยานด้วยความเร็ว

มันสายเกินไปที่จะหนีชะตากรรมซึ่งผู้กุมความลับของความผิดเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ฆ่าล้างครัวในครั้งนี้

ท้ายรถถูกกระแทกชนโดยแรง การเร่งเครื่องเพิ่มความเร็วหวังหนีรอด กลายเป็นหนุนนำส่งเสริมให้ชีวิตมุ่งสู่ความตายเร็วขึ้น แรงชนจากด้านหลังทำให้รถที่กำลังออกตัวด้วยความเร็วเสียหลักออกนอกเส้นทาง แหกวิถีโค้งพุ่งชนแบริเออร์คอนกรีตที่ผุกร่อน 

มาถึงตอนนี้ธนาตย์ไม่อาจควบคุมพาหนะได้อีกต่อไป พนิดากับอิษยากรีดร้อง อิษฎีหวาดกลัวเกินกว่าจะเงยหน้าขึ้นมองสถานการณ์รอบกาย เอาแต่กอดตัวเองแน่นติดเบาะ น้ำตาแห่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงนองหน้า หลอมตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปราะบาง ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครม

แรงอัดกระแทกหลังรถพุ่งปะทะเข้ากับแผงกั้นถนนผุกร่อนอย่างจัง บดทำลายคอนกรีตกลายเป็นเศษเสี่ยงเหมือนก้อนปูนแหลกแตกตัวกระจัดกระจาย ยังไม่อาจขวางกั้นพาหนะที่ทะลุผ่านสมคุณสมบัติ กลับยังทำให้รถได้รับความเสียหาย หมุนคว้างก่อนเสียหลักพลิกหลังคากระแทกพื้นดินที่เต็มไปด้วยหินตะกอนผุดอยู่ตามผิวดินมากมายจนรถทั้งคันยับเยินในเวลาอันรวดเร็ว กลิ้งตลบไถลไปตามเนินลาดเอียงห่างจากถนนไปไม่กี่เมตร ก่อนจะเป็นหน้าผาชัน

ภายนอกเป็นเสียงกระแทกอึกทึกครึกโครมดังสนั่นเหมือนฟ้าถล่ม ภายในรถเต็มไปด้วยเสียงหวีดร้องอย่างตื่นตระหนกและเจ็บปวด คล้ายโลกทั้งใบกำลังพังทลายแล้วถล่มใส่คนสี่คนและอีกหนึ่งชีวิตตัวน้อยลงมาห่าใหญ่ หนักหนาสาหัสเสียจนเหมือนชีวิตจะไม่อาจมีวันพรุ่งนี้ได้อีกแล้ว

แรงเหวี่ยงในจังหวะหนึ่งได้กระชากเอาร่างของเด็กชายกระเด็นผ่านประตูที่เปิดอ้าออกมา ลอยลิ่วปลิวเคว้งคว้างเหมือนเศษชีวิตไร้น้ำหนักพ้นริมขอบผาแล้วร่วงดิ่งสู่เบื้องล่างนำไปก่อนรถ 

หากแต่ยังมีสิ่งที่รองรับร่างบอบช้ำแสนสาหัสสากรรจ์ ถือเป็นความโชคดีที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นนอกจากประคองชีวิต ไม่ให้ความมืดเบื้องล่างสูบเอาไว้ เมื่อเอาไปไม่ได้ก็ต้องแลกเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดเพิ่มพูนอีกเท่าตัว 

อุปสรรคขวางกั้นก่อนจะถูกความดำมืดของห้วงกฤษณาเบื้องล่างกลืนกิน ซึ่งทำให้ร่างเล็กเจ็บหนักคือชะง่อนหินขรุขระอาสาเป็นเบาะรองรับการตกกระแทก สิ่งเดียวในตอนนี้ที่ประคองหนึ่งชีวิตให้เหลือรอดไว้ แม้จะไม่ได้ให้สัมผัสปลอบโยนทะนุถนอมอันดีก็ตาม 

ในนาทีเดียวกันนั่นเป็นเวลาเดียวกับที่การกลิ้งกระแทกหลายตลบของรถหยุดลง...

อย่างหมิ่นเหม่...โคลงเคลง...

อยู่ในจุดที่บอบบางเกินจะแตะ 

แค่ปลายนิ้ว...หรืออาจจะแค่หนึ่งกระแสลมเบาบางเท่านั้น...มันก็พร้อมที่จะทิ้งตัวดิ่ง ดำลงสู่ความมืดมิดในห้วงกฤษณาเบื้องล่าง

ชะตาไม่ได้ปรานี ความอำมหิตไม่เคยปราศรัย ค่ำคืนนี้ช่างโหดเหี้ยมเลือดเย็น...

ถึงขนาดให้เด็กคนหนึ่งที่ทั่วร่างเจ็บปวดเหมือนคนเป็นๆ กำลังถูกเลาะกระดูกออกจากกายแบบที่ยังมีสติไม่หมดความรู้สึก กับชีพจรชีวิตล่อแล่และลมหายใจแผ่วหวิวอ่อนล้า ทอดร่างแผ่หลาเหมือนก้อนชีวิตเหลวช้ำนอนอยู่บนชะง่อนหินใต้ริมผา อาการสาหัสเสียจนแค่หายใจเข้าออกเบาๆ ก็ร้าวเหมือนกระจกที่ปริตัวแตกระแหงทว่ายังคงสภาพเป็นผืนแผ่น เปรียบไว้ไม่ต่างจากร่างของเด็กชายในตอนนี้ 

ที่พร้อมพังครืนได้ทุกวินาที จากรอยร้าวทั่วแผ่นผืน

ใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลและเลือดไหลอาบมีสายธารของความเสียใจและกลัวจนริมฝีปากสั่นเทากำลังหลั่งรินไม่ขาด นอนหมดสภาพขยับตัวไม่ได้ เหนือขึ้นไปเห็นเป็นรถยนต์ที่เคยใหม่เอี่ยมสวยงามเป็นมันปลาบ แปรสภาพไม่ต่างจากกระป๋องที่บุบย่นยับเยินคร่อมครึ่งคันพาดริมขอบผา

เด็กชายไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจากข้างในรถ มันเงียบมากจนได้ยินเสียงลมพัดหวีวหวิว ป่ากำลังส่งเสียง ธรรมชาติกำลังขับร้องในยามวิกาล พยายามขยับปากพึมพำเอ่ยเรียกทุกคนอย่างไร้เสียงซ้ำไปซ้ำมา ภาวนาและวอนขออย่างด้วยความหวังที่มันแสนจะริบหรี่ ทั้งที่โลกนี้กำลังสอนให้เขากลืนกินความโหดร้าย เพื่อรู้ว่ารสชาติมันเป็นยังไง

รสชาติของมันแย่จนเขาสำลัก นอนกระอักเลือดอยู่ตรงนี้

“พ่อ...แม่ดา...พี่เอม...” อิษฎีจิกนิ้วมือใส่ความขรุขระของชะง่อนหิน คาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในโพรงปาก รสของมันเหมือนสนิมที่มีความคาวชวนคลื่นเหียน ภาพสายตาเริ่มพร่าเลือน เขาไม่ต้องการหมดสติ

กลัว...กลัวว่าถ้าหลับไปแล้วตื่นขึ้นมา พ่อแม่กับพี่สาวจะไม่อยู่แล้ว 

อิษฎีหวาดผวาเนื้อตัวสั่นเทา ร้องไห้ไร้เสียงสะอื้น กัดริมฝีปากไม่ให้สั่นเทา จิกนิ้วจนเล็บบิ่น ทั้งหมดเพื่อไม่ให้ตัวเองหลับ แต่การต้องรับรู้ถึงความสาหัสของแผลฉกรรจ์บนร่างกายก็ทรมานอย่างยิ่งยวดไม่แพ้กัน

เหมือนถูกแกล้งอย่างเลวร้ายให้เจ็บหนักในทุกทาง 

มีแสงไฟสาดส่องใส่รถพร้อมทั้งเสียงฝีเท้าเดินย่ำเข้ามาใกล้ซากพาหนะ

“ช่วย...” อิษฎีพยายามเปล่งเสียงคิดขอความช่วยเหลือ แต่เขาเจ็บเกินกว่าจะส่งเสียงผ่านลำคอออกไป มันถูกแทนที่ด้วยเลือดที่ตีขึ้นคอ

“ตายคารถสาม นับหมาด้วยหรือเปล่า ถ้าหมาด้วยก็สี่ รู้สึกคนจะหายหนึ่ง...กำลังหา...คิดว่าตกลงไป...ไม่ต้องห่วง รับรองว่าตายหมดยกครัว ไม่เหลือให้รกตา”

เจ้าของฝีเท้าเป็นคนเดียวกับเจ้าของแสงไฟและบทสนทนาที่ฟังปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีที่ผ่านทางมาเพื่อช่วยเหลือใคร มีแต่จะเก็บคร่าตามหมายสั่ง แสงไฟดวงนั้นสาดไปมา ก่อนที่เศษหินจากการเหยียบย่ำหยุดฝีเท้าหลายก้อนจะร่วงตกลงมาใส่ร่างของอิษฎี

เขาหลับตา กลั้นลมหายใจ ทำตัวให้เหมือนตาย เปลือกตารับรู้ได้ถึงแสงไฟที่สาดส่องตกกระทบ ส่องอยู่นานมากราวกับต้องการดูให้แน่ใจ

“เจอแล้ว...ตกผา ศพคาชะง่อนหิน...เตรียมเก็บบิล” 

เจ้าของเสียงกำลังให้การรายงานสถานการณ์หลังลงมือ งานนี้ช่างง่ายดาย มีหลายชีวิตแต่กำจัดง่ายในคราวเดียว จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนหลังเกาะโขดหินนั่งส่องไฟฉายหาอีกศพจนเจอ

ฝีเท้าย่ำห่างออกจากริมขอบผา อิษฎีลืมตาพร่าพรางปล่อยลมหายใจแผ่วเบาของตัวเอง สภาพเด็กชายถึงยังไม่ตายในทีเดียว แต่ก็ล่อแล่เต็มกลืน 

เด็กชายได้ยินเสียงฝีเท้าที่ยังเดินป้วนเปี้ยนไม่ห่างไปไหนไกล

“ไม่ชอบอะไรที่มันค้างคาเลยจริงๆ เดี๋ยวส่งให้ถึงที่” เจ้าของเสียงกำลังพูดกับตัวเองหลังวางสายตา เก็บโทรศัพท์แล้วเดินไปที่ซากรถซึ่งกว่าครึ่งคันยื่นออกจากริมขอบผา ระหว่างพูดก็ยื่นมือออกไปเคาะท้ายรถเล่น

จากนั้นก็ช่วยทำให้มันหลุดพ้นจากความค้างคา จะได้ไม่ระคายตา ส่งเสริมด้วยการกระทำไร้เมตตาปรานี ผลักส่งลงเบื้องล่างให้ถึงที่...

อิษฎีเบิกตากว้างจนม่านตาแข็งค้าง 

เด็กชายคนหนึ่งกำลังดูการจากไปของครอบครัวโดยฝีมือของคนที่มีแต่เสียงให้เขาได้จดจำ ทำไมต้องให้คนที่ยังเป็นแค่เด็กชมภาพความโหดร้ายขยี้จิตใจจนแตกซ่านคาตา วินาทีต่อวินาที สายตาต่อสายตาและชั่วลมหายใจเข้าออกที่ยังหลงเหลือรอดเร้นอยู่ตรงนี้

มองรถที่มีพ่อแม่และพี่สาวกับลูกหมาตัวน้อยถูกแรงผลักดันเพียงนิดก็เคลื่อนออกจากริมผาทิ้งตัวลิ่วดำดิ่ง ตกลงไปสู่ห้วงกฤษณามืดดำเบื้องล่าง กลืนกินลับหายไป หลังกลายเป็นลมที่พัดผ่านร่างของเขาไป แค่ชั่วอึดใจหนึ่งก็ได้ยินเสียงตกกระแทกที่เบื้องล่างซ้ำซ้อนแล้วเงียบไป

ทุกเสียงตกกระแทก เหมือนหัวใจได้ตกแตกตามไปด้วย หากแต่ตัวยับเยินยังคาอยู่บนนี้ ตัวที่แน่นิ่งไม่ไหวติง มีความสาหัสจากบาดแผลมากมายทั้งภายในและภายนอกห่มคลุม มีชะง่อนผารองร่างต่างที่นอนนุ่ม

ยังจำได้และขอจารจารึก วินาทีที่ร่วงผ่านจนถึงตกลงสู่งเบื้องล่าง แม้แต่ลมหายใจเจ็บล้ายังเก็บกลั้น ท่ามกลางสีหน้าที่ยังแข็งค้างราวถูกสาปกลายเป็นหิน ม่านตาขยายกว้าง เปลือกตาไม่กะพริบ น้ำสีใสไหลหยดจากหางตาร่วงกราวไม่ขาดสาย แล้วกลายเป็นความเลื่อนลอยไร้ประกายชีวิตในที่สุด

ต่อมาถึงเป็นเสียงฝีเท้าของผู้กระทำการเลวร้ายใจอำมหิต ทิ้งห่างจนแว่วหาย

เป็นแค่เด็กผู้ชายวัยย่างเข้าสิบห้าที่ตกอยู่ในสถานะซึ่งถูกยัดเยียดให้ต้องรับรู้แล้วมองดูด้วยร่างกายที่เหมือนเป็นอัมพาต ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่มองดูการสูญเสีย ท่ามกลางความเจ็บปวดทรมานจิตเกินบรรยาย โถมทับกระหน่ำใส่ดั่งน้ำที่เชี่ยวกราก ชั่วโมงก่อนยังใส วินาทีนี้ถูกพายุหาญเหี้ยมแสนอำมหิตทำให้ช้ำแหลกจนขุ่นหมอง

ถูกทำลายหมดจนไม่เหลืออะไรให้ไขว่คว้ายึดเหนี่ยว ยังหายใจแต่ทรมานเหลือเกิน ยังมีชีวิตไม่ได้จมดิ่งหายไปในห้วงกฤษณาเหมือนพ่อแม่และพี่สาว แต่จมอยู่ในทะเลน้ำตา เวียนว่ายอยู่ในความเสียใจเหมือนคนหลงทาง 

ไม่รู้ซึ่งวิธีเยียวยาเมื่อต้องเผชิญอยู่กับความอ้างว้างเดียวดาย 

เจ็บที่ต้องรู้ว่าไม่มีใครที่รักอยู่บนโลกใบเดียวกัน 

แหลกลานให้กับการต้องเป็นคนเดียวที่ยังหายใจอยู่ ในความทรงจำมีวันคืนที่โหดร้ายบรรจุเต็มแน่น

จารจารึกสลักปักลึกถึงแก่นราก เมื่อเสียไป...ไม่รู้จะอยู่เพื่อใคร...

ลบล้างกลืนกินภาพความสุขที่เคยมี พ่อแม่ที่รัก...พี่สาวที่ดี...ลูกหมาที่น่ารักแม้น่ารำคาญ...

ไปหมดแล้ว ครอบครัวของเขา ถูกเอาไปหมดแล้ว

แค่เด็กผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น...

จะรับการเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตที่เหลือรอดนี้ยังไงไหว ในตอนที่หัวใจกำลังสลาย สติอันดีถูกความสูญเสียปล้นเอาไป...

//////////////////////////////////////////

รายงานข่าวด่วน

เมาแล้วขับ อุบัติเหตุสุดสลด บรรทุกชนท้ายทำฟอร์จูนเนอร์ครอบครัวไนยชนเสียหลักแหกโค้งตกผาที่มีความลึกกว่าห้าร้อยเมตร เบื้องล่างเป็นป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ พื้นที่อำเภอ...จังหวัด...คาดเหตุเกิดเวลาสิบเก้านาฬิกา ก่อนมีผู้ผ่านทางมาพบเห็นแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเวลาสี่ยี่สิบสองนาฬิกาสิบห้านาที

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบผู้เสียชีวิตคาซากรถสาม ขณะที่ซากรถยังไม่สามารถกู้ได้ในคืนนี้ ยืนยันชื่อผู้เสียชีวิตสามราย นายธนาตย์ ไนยชน นางพนิดา ไนยชน คู่สามีภรรยาและนางสาวอิษยา ไนยชน บุตรสาวคนโต ยังมีสุนัขพันธุ์ทางเพศผู้อายุไม่ถึงหกเดือนอีกหนึ่ง มีรายงานว่าก่อนพบศพของผู้เสียชีวิตทั้งสาม เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างของเด็กชายอิษฎีบุตรชายคนเล็กอาการสาหัสไม่รู้สึกตัวบนชะง่อนหินใต้ริมผาขณะโรยตัวเพื่อสำรวจความเสียหาย จึงให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน นำตัวส่งโรงพยาบาลในจังหวัด

ล่าสุดเจ้าหน้าที่กำลังเร่งหาตัวผู้ก่อเหตุชนท้ายทำฟอร์จูนเนอร์พ่อแม่ลูกไนยชนแหกโค้งตกผาที่มีความลึกกว่าห้าร้อยเมตร เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ก่อนชิ่งความผิดหนีหายเหลือแต่รถกับกองขวดเหล้า คาดคนขับเมาขณะขับ ล่าสุดพบเป็นรถสวมทะเบียน ยากสืบหาตัวคนขับ

ดูและฟังทุกถ้อยคำตลอดจนการรายงานข่าวสิ้นสุดลง ระหว่างนั้นเกิดการเคลื่อนไหว คนที่เดิมทีนั่งพิงหัวเตียงอยู่บนที่นอน ครึ่งล่างมีผ้าห่มคลุมทับสองขา ขยับกายลงจากเตียงด้วยการกระทำที่เนิบนาบเชื่องช้า แค่ลงมายืนด้วยสองเท้าเปล่าไม่ได้ขยับเดินไปไหน ลักษณะการยืนไร้ความตรงตระหง่าน หลังค่อมไหล่ค้อม กายภาพภายนอกสะท้อนว่าภายในกำลังเสียสมดุลทางอารมณ์ ในลมหายใจเข้าออกมีความรุนแรงกระแสหนึ่งผสมผสานอยู่ด้วย จนแผ่นอกกระเพื่อมและบ่าทั้งสองข้างขยับขึ้นลง นิ้วมือข้างลำตัวสั่นเทา ด้วยไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น เสียดหูเมื่อได้ฟัง ม่านตาจึงเบิกค้างแข็งกร้าวจ้องเขม็ง ร่างกายตื่นเกร็งนิ่งงันให้ภาพและเสียงมันหลั่งไหลเข้าโสตประสาทเพื่อรับรู้และตอกย้ำว่างานไม่ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบตามที่เขาต้องการ เมื่อมีหนึ่งผู้รอดชีวิต แม้มันจะเป็นแค่เด็กผู้ชายและอาการสาหัสล่อแล่ เขาไม่อาจผ่อนอารมณ์คุกรุ่นแน่นขนัดอยู่ในตอนนี้ได้ หากเป็นไปตามที่เขาต้องการ

คำสั่งคือตายทั้งหมด!

ดวงตาร้ายกาจวาวโรจน์ยามสบมองจ้องเขม็งไปที่หน้าจอโทรทัศน์ หลากอารมณ์เข้มข้นคาขังเป็นประกายผิดหวังเดือดดาลอยู่ในความเงียบสงัดมืดสลัวของห้องนอนยามค่ำคืน มีเพียงวัตถุเดียวที่เขาอนุญาตให้ส่องแสงสว่างกระทบร่างคือโทรทัศน์ที่กำลังทำงาน กลายเป็นเงาร่างทะมึนสะท้อนวูบไหวอยู่บนผนัง

รายงานข่าวด่วนจบลงไปครู่หนึ่งแล้ว แต่เขายังคงยืนนิ่งเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์อยู่หลายนาที ถึงได้เดินไปคว้าโทรศัพท์แล้วติดต่อใครคนหนึ่ง ไม่นานเกินรออีกฝ่ายก็กดรับ หลังจากนั้นเขาก็กดเสียงต่ำลอดไรฟันที่เข้มข้นเต็มแน่นไปด้วยความโกรธเกรี้ยวใส่ทันที โดยไม่มีการทักทายอันดีระหว่างกัน

“ไอ้สมองงั่ง! คนของแกทำงานประสาอะไร เห็นข่าวนั้นไหม!? แหกตาดูผลงานความสะเพร่าอัปรีย์ที่คนของแกบอกว่าเรียบร้อย ไอ้เมล็ดนอกฝักสถุล! ที่ฉันต้องการคือมันต้องตายทั้งหมด!”

[หุบปากและหยุดคลั่งซะ ไม่ต้องดิ้น ชู่ว์...ใจเย็น ผมจะปลอบคุณเอง สงบอารมณ์ไว้ ทำตัวดีๆ ตอนนี้ดึกแล้ว กินยาหรือยัง ถ้ายังก็กินซะ กลับขึ้นเตียงแล้วนอนห่มผ้า อารมณ์ดีเข้าไว้ เด็กที่อาการล่อแล่ปางตายอยู่โรงพยาบาล ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ เพราะงั้นทำตามที่ผมแนะนำ ทำหน้าที่อันควรของคุณไปและอย่าเสียมารยาทกับผมอย่างนี้อีก ต้องขอย้ำว่าเราเป็นหุ้นส่วนกันแล้ว เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดแผนการระยะยาวนี้ร่วมกัน ผมไม่ใช่ญาติคุณ ไม่มีเมล็ดนอกฝักอย่างที่คุณว่า นอนซะ อย่าให้ใครเห็นคุณลงจากเตียงเลย]

สุ้มเสียงที่ตอบกลับมา ทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยที่มีคนรอดเร้นเหลือชีวิตไว้ราวปาฏิหาริย์ กลายเป็นเขาที่ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจจนต้องใช้เสียงเข้มพูดคุยในตอนแรก และเมื่อเข้าสู่ช่วงที่อีกฝ่ายปลอบให้เขาสงบจิตสงบใจ น้ำเสียงถึงผ่อนลงกลายเป็นเนิบนาบขับกล่อมเคลือบลงบนหัวใจที่ร้อนรุ่มของเขา

“นั่นสิ...ใช่แล้ว...มันตายแล้ว ไอ้ธนาตย์มันรู้แต่มันตายแล้ว เท่ากับไม่มีใครรู้อีกแล้ว ฉันไม่ควรต้องเป็นกังวลอะไร ไอ้ธนาตย์แล้วก็เมียกับลูกมันตายแล้ว เหลือแค่อีกคนเดียว ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ลูกชายคนเล็กของไอ้ธนาตย์ ฉันรู้...ไอ้เด็กนั่นเดี๋ยวมันก็ตาย...เดี๋ยวมันก็ตาย อาการมันล่อแล่ยังไงมันก็ตาย แต่...แต่ถ้ามันไม่ตาย...ไม่ได้ เหลือไว้ไม่ได้ ให้มันตายทั้งหมด ต้องให้มันตายทั้งหมด!”

เขาลนลานพูด คล้อยตามอย่างเห็นด้วย ก่อนจะทบทวนกับตัวเองแล้วเห็นแย้งในตอนหลัง ส่วนปลายสายเพียงแค่วางเฉย ราวกับหนึ่งชีวิตที่เหลือรอดไม่คณามือและไม่ควรค่าให้ต้องใส่ใจหาทางกำจัด ทั้งยังถอนหายใจเอือมระอาให้เขาได้ยิน

[ทำอะไรกระโตกกระตากไม่ได้แล้ว ถ้าเด็กด่วนตายอีกคนมันจะน่าสงสัย ผมคงทำตามความต้องการของคุณไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่คิดเก็บกวาด เอาเป็นว่าผมจะพิจารณาดูก่อนแล้วกันว่ามันเป็นเสี้ยนที่ควรบ่งออกจากใต้เท้าหรือเปล่า ไหนๆ เราก็ได้คุยกันแล้ว ความจริงผมตั้งใจจะติดต่อหาคุณหลังเสร็จเรื่องกำจัดครอบครัวธนาตย์พอดีเลย ช่วยยืนยันข่าวลือที่ผมรู้มาหน่อยมา จริงไหมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของนิรุตและตรีภพ พวกเขาบาดหมางกันจริงหรือเปล่า?]

“เรื่องนี้เป็นความจริง หลังจากงานวันเกิดของนิรุต ตรีภพก็ไม่ได้ไปมาหาสู่บ้านเดชาธรมาสักพักแล้ว หลังจากนั้นได้ยินว่ามีคนเห็นว่าทั้งสองคนมีปากเสียงกันที่บริษัท นิรุตห้ามคนในบ้านพูดถึงตรีภพ เรื่องนี้ยืนยันแล้วว่าจริงเพราะมีประกาศบอก มันห้ามตรีภพเหยียบเข้าบริษัท พวกมันคงแตกหันกันแล้ว ก็ไม่แปลกใจ ไอ้ตรีภพมันเป็นกาฝากของเดชาธรมาแต่ไหนแต่ไร แม้แต่นามสกุลก็ไม่มีสิทธิ์ใช้ ทรัพย์สมบัติก็ไม่ได้ของเดชาธรสักเศษสตางค์ มารหัวขนที่คนเดชาธรไข่ทิ้งไว้นอกบ้านแล้วเกิดเป็นตัว ไม่ใช่พี่น้องร่วมสายเลือดแท้ๆ ให้ไอ้นิรุตมันจิตใจประเสริฐแค่ไหน มันก็เทิดทูนน้องชายที่พ่อมันมั่วไม่ดูพันธุ์ทรยศแม่มันไปคว้าผู้หญิงกระจอกทำเมียได้สุดสนิทใจหรอก หอกข้างแคร่ก็เป็นได้แค่หอกข้างแคร่”

[รู้ไหมว่าแตกคอเรื่องอะไร?]

“ขอกู้ยืมเงินหลายสิบล้านไปตั้งตัว คนมันสันดานออก เคารพนบนอบกันได้ไม่นาน อยากใฝ่สูงเกินกำพืดมันจะเอื้อ ไอ้นิรุตมันก็โง่ส่งเสียให้เรียนจนสูงส่งไม่เข้าเรื่อง ช่วยให้มันได้ตำแหน่งงานในบริษัท แต่โชคดีที่ไอ้นิรุตมันมีวันที่ได้ตาสว่างเอาหน้าขึ้นจากปรักสักที นับว่าไอ้นิรุตยังมีหัวสมองอยู่บ้าง เรื่องอะไรมันจะให้คนสืบสันดานชู้มาเอาเงินของเดชาธรไปใช้มากมายขนาดนั้น ไอ้ตรีภพมันก็ลายออก พอถูกปฏิเสธก็แสดงสันดานไพร่เหมือนแม่มันออกมากลางห้องทำงาน ใครๆ เห็นว่ามันถูกรปภ.ลากออกไปโยนหน้าบริษัท ถ้าแกไม่เชื่อที่ฉันพูด ลองเช็คที่บริษัทดูก็ได้”

เรื่องตรีภพพอได้พูดขึ้นมา สีหน้าก็เต็มไปด้วยความเยาะหยัน ดีใจที่เห็นสองพี่น้องต่างสายเลือดมีวันนี้และสะใจที่เห็นสายสัมพันธ์ของพวกมันสิ้นสุดลงด้วยตัวของพวกมันเอง โดยที่เขาไม่ต้องยื่นมือเข้าไปแทรกแซงให้เหนื่อย

[ดี...ให้มันไม่เหลือใครที่ไว้ใจอยู่ข้างกาย อีกหน่อยมันจะได้ง่ายๆ หลังจากนี้เราต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ผมรู้ว่าคุณกำลังยืนตัวสั่นอยู่เพราะไม่พอใจที่ลูกหลานของตัวเสือกตัวไรมันถูกกำจัดไม่หมด แต่ข่าวก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจไม่ใช่เหรอ เมาแล้วขับ ทุกสื่อมุ่งประเด็นนี้ แม้แต่ตำรวจก็ด้วย แผนของผมสมบูรณ์แบบแล้ว ส่วนที่บกพร่องมันก็แค่เศษชีวิตไม่ตายก็เหมือนตายเท่านั้น เด็กอายุสิบสี่ถ้ารอดก็ไม่มีวันครบสามสิบสอง วางใจซะ ผมจะส่งคนไปดูมันเอง จะบอกอีกครั้งนะ กินยาแล้วไปนอนห่มผ้าอุ่นๆ ซะ คืนนี้คุณจะได้นอนหลับสบายๆ ด้วยความปรารถนาดี]

“...” คนในสายเป็นฝ่ายยุติการสนทนาก่อน ส่วนเขากำลังหันหน้าไปมองเตียง ในแววตาเต็มเกลื่อนไปด้วยความกระหาย กลิ่นอายความโลภละโมบแผ่กำจาย

เขาปิดโทรทัศน์ เงาทะมึนที่สะท้อนอยู่บนผนังหายไป เดินฝีเท้าแผ่วเบาอยู่ในความเงียบสงัด กลับขึ้นเตียง ทอดกายนอนลง ซุกตัวใต้ผ้าห่มดังเดิม เงี่ยหูฟังเสียงรถยนต์ที่แล่นออกจากบ้านไปด้วยความเร่งรีบของคนที่เขาไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร กระหยิ่มยิ้มนอนมองเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้า

“ฉันไม่เคยเห็นเข็มนาฬิกาเดินถอยหลัง เหมือนกับชีวิตของฉันตอนนี้นั่นแหละ และฉันก็แค่ฉลาดวางทางชีวิตที่สุขสมบูรณ์สมปรารถนาในวันข้างหน้าไว้ให้ตัวเอง”

กล่าวพึมพำผ่านรอยยิ้มและแววตาเปื้อนสุขไร้กังวล ปราศจากความเดือดดาลก่อนหน้า มีให้เห็นแค่ความสงบนิ่งเป็นสุขราวกับคนละคน หลังจากที่กลับมาควบคุมอารมณ์ได้ เขาก็กลับมาเป็นคนปกติ หลับตาลงให้บรรยากาศของการพักผ่อนอย่างสงบสุขกลืนกินกลิ่นอายที่จิตใจเบื้องลึกแผ่กำจายออกมา

มันเป็นบทบาทหน้าที่ของเขา

จะมีใครบ้าง ที่ทำเพียงแค่นอนหลับอยู่บนเตียง ไม่ต้องลงแรงเพียรเหนื่อยกายก็ได้ทุกสิ่งอย่างที่ต้องการมาครอบครอง

เขาช่างโชคดีอะไรอย่างนี้

“ไอ้ธนาตย์ แกแส่มาสู่รู้เองทั้งนั้น”

////////////////////////////////

ห้องปลอดเชื้อ เวลากลางดึก...

ร่างเล็กซูบซีดนอนอยู่บนเตียงที่รายล้อมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ นอกนั้นในบริเวณอื่นเป็นพื้นที่โล่งขาวโพลน แม้ในยามค่ำคืน

มันเป็นเวลาเกือบสองอาทิตย์ที่หลงอยู่ในห้วงฝันอันเป็นความทรงจำจากความจริงที่เขาเคยผ่านพ้นมาแล้วทั้งสิ้น แว่วเสียงหัวเราะสนุกสนาน รอยยิ้มของพ่อกับแม่ พี่สาวกำลังเขวี้ยงลูกบอลยางให้ลูกหมาตัวน้อยวิ่งไปคาบ เขาที่นั่งเล่นเกม นอนอ่านการ์ตูน กินขนมบนเตียง อยู่กับตัวเองในครั้งแรกที่ถูกจับนุ่งโจงแดงเริ่มหัดรำท่าพื้นฐาน ครูรำจับเขาดัดมือจนต้องร้องโอดโอย ด้วยเพราะไม่มีสมาธิและไม่ได้ทำเพราะใจหมายใฝ่คว้า จึงไม่ตั้งใจรำ กระโดกกระเดกเหมือนเด็กผู้ชายเล่นซนทั่วไป ไร้ความอ่อนช้อย ช่างพูด อยู่เฉยไม่ได้ ท่าดีทีเหลว ทำอะไรที่เนิบนาบเชื่องช้าไม่ได้ ไม่อาจปล่อยให้กายต้องเคลื่อนไหวภายใต้เสียงดนตรีไทยที่เป็นจังหวะจะโคนเสนาะหู จำความรู้สึกอึดอัดแทบระเบิดตอนนั้นได้ดี หากเพียงไม่นานพฤติกรรมเขาก็ค่อยๆ ถูกขัดเกลา ทุกจังหวะการเต้นของหัวใจมีเสียงให้จังหวะจากดนตรีไทยคอยชี้นำให้ออกท่าร่ายรำ ถึงยังไงบางครั้งก็ไม่พ้นถูกครูรำทำโทษบ่อยๆ วิธีการทำโทษไม่ใช่ลงไม้เรียว แต่เป็นการยืนตั้งท่าตัวพระที่เมื่อยเข่าปวดแขนที่สุด มีพี่สาวคอยหัวเราะชอบใจ เหนือสิ่งอื่นใดภาพที่ชัดเจนตรึงตราตรึงใจคือเขาในวัยเด็กที่ได้นุ่งโจงแดงเข้าพิธีครอบครู

หลากเรื่องราวในอดีตจิตได้ย้อนคืน ซึมซับแล้วไหลผ่าน ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องราวหวานชื่นคืนสุข อบอุ่นสุขใจทั้งนั้น

ไม่อาจรู้และปราศจากการแยกแยะได้ว่าที่หลงงมจมลงอยู่นั้น ไม่มีอยู่แล้วในความเป็นจริง

ความฝันพาเขาไปอยู่ช่วงเวลาเหล่านั้น ต่อให้เชือกยาวแค่ไหน มันย่อมมีสุดปลายเชือกให้เห็นอยู่ดี เหมือนที่ฝันดีแสนยาวนานได้เดินทางมาจนสุดปลายทางแล้ว นำไปสู่เหตุการณ์หนึ่งเวียนมาบรรจบ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในความเป็นจริงและกำลังจะฉายซ้ำโดยที่เขามีส่วนร่วมกับมันอีกครั้ง ทุกการกระทำ ทุกย่างก้าว มันคุ้นเคยไปหมด

ตื่นขึ้นในเช้าวันหนึ่งเพราะเสียงนกร้อง บนพื้นมีกระเป๋าเสื้อผ้าและกล่องใส่ของเตรียมยกย้าย พอรู้ว่าลูกนกกำลังถูกรังแก เขาก็รีบปกป้องช่วยเหลือเหมือนทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะช่วยเหลือมันได้ เพราะเขากำลังจะย้ายบ้าน ส่วนมันที่ถูกช่วยเหลือ ไม่อาจรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อ

อยู่ๆ ตัวเขาก็วิ่งไปข้างบ้านเพราะเสียงนกร้อง มาถึงจุดนี้ เหตุการณ์ในฝันบิดเบือนจากความจริง ที่ใต้ต้นไม้มีกระถางสองใบตั้งอยู่ ใบหนึ่งปากกระถางคว่ำลงพื้น อีกใบหนึ่งตั้งอยู่บนก้นกระถางของใบล่าง

เขารู้ว่าใต้กระถางที่คว่ำอยู่นั้นมีอะไร โดยที่ไม่ต้องเดินไปเปิดดู ทำไมเขาถึงรู้ก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่โดดเด่นสะดุดตาคือกระถางต้นไม้ใบบน ท่ามกลางลำต้นและกลุ่มใบเขียว...

เขาเห็นดอกชบาสีแดง...

ฉับพลันกาดำตัวใหญ่กางปีกบินโฉบลงมาพร้อมกรงเล็บแหลมคมของมัน ส่งเสียงร้องเหมือนชื่อเรียกดังลั่น เขาเบิกตากว้างอย่างตกตื่น ได้แต่ยื่นนิ่งงันมองการจู่โจมเข้าหาของมันใกล้เข้ามาเรื่อย

กรงเล็บของมันห่างจากดวงตาที่เบิกกว้างเพียงนิด พลันร่างกายสะดุ้งเกร็งกระตุก

“...” ใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทคือความมืดมิดที่มีเม็ดสียุบยิบ

เขาหลุดจากห้วงฝันแล้วหวนตื่นเพื่อคืนสู่ความเป็นจริงที่โหดร้าย มันไม่ง่ายเลยที่จะลืมตาคล้ายลืมไปแล้วว่าร่างกายนี้ส่วนใดใช้การยังไง หากในความเป็นจริงด้วยสภาพร่างกายที่ผ่านอาการบาดเจ็บมาอย่างสาหัสสากรรจ์รุมเร้าจนฉุดให้เส้นชีวิตทิ้งดิ่งเกี่ยวพาดอยู่บนความเป็นความตาย เด็กชายผู้เหลือรอดได้พาลมหายใจก้าวผ่านขีดอันตรายในช่วงวิกฤตที่ต้องเฝ้าระวังตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงของแรกหลังการรักษาในห้องฉุกเฉินปลอดเชื้อมาโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นก็นอนแน่นิ่งไร้การตอบสนองมาตลอด

ทว่าหูกลับใช้งานได้ก่อนตา โสตประสาทการได้ยินของเขาตอบสนองต่อการรับรู้ภายนอกไวกว่าอวัยวะส่วนใดบนร่างกาย สิ่งที่เขาได้ยินท่ามกลางความเงียบสงัดคือเสียงติ๊ดที่ดังติดๆ กัน แบบรักษาจังหวะ ซึ่งหากลืมตาได้เมื่อไหร่ เขาจะรู้ว่ามันดังมาจากมอนิเตอร์บอกสัญญาณชีพ ตามมาจมูกด้วยกลิ่นอายเฉพาะตัวที่มีแต่โรงพยาบาลเท่านั้นที่จะมีกลิ่นอายแบบนี้อาบอวลเป็นเอกลักษณ์ มีบางอย่างคาดอยู่บนใบหน้าของเขาและหาตาของเขาลืมขึ้นได้เมื่อไหร่ เขาจะรู้ว่ามันคือเครื่องช่วยหายใจที่ครอบปิดตั้งแต่ดั้งจมูกระหว่างตามาถึงใต้ปลายคาง

เขาจำได้ทุกอย่าง รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เมื่อเปลือกตาลืมขึ้นแต่ได้ไม่เต็มที่นัก ภาพที่เห็นจึงพร่าเบลอไม่ชัดเจน ในวินาทีต่อมาคือน้ำตาที่ร่วงไหลจากหางตาทั้งสองข้างเป็นสายธารสายเล็กที่อัดแน่นสั่งสมไว้ทุกอณูความรู้สึกกลายเป็นก้อนสะอื้นจุกลำคอ หายใจติดขัดคัดจมูก ร้องไห้อย่างน่าสงสาร ปากขยับพึมพำเรียกหาแต่พ่อแม่และพี่สาวซ้ำไปซ้ำมาอย่างคนเสียขวัญ

ความปวดร้าวที่อยู่ในใจถาโถมทะลักทลายเข้าใส่ โจมตีด้วยภาพความทรงจำวันคืนที่โหดร้ายโหมซัดเข้ามาหลอกหลอนเหมือนย้ำเตือนว่าเขาเหลือเพียงตัวคนเดียว พ่อแม่ พี่สาว ไม่เว้นแต่ลูกหมา ทั้งหมดล้วนตายจาก ความโดดเดี่ยวเปลี่ยวร้างกับชีวิตที่เหลืออยู่อย่างเสียศูนย์ มันบีบหัวใจแล้วทรมานไปถึงลมหายใจ

เขาอายุยังน้อยเกินกว่าจะลิ้มรสความโหดร้ายและการมีชีวิตอยู่แบบตายทั้งเป็นได้ไหว

และเพราะไม่ไหวความอำมหิตสาหัสบดขยี้จิตใจเปราะบางจนแตกกระจาย ไม่อาจคงรูปอยู่ได้ จึงย่อยยับกลายเป็นเศษเสี่ยง

ครอบครัวของเขาถูกฆ่า ทุกคนตายหมดแล้ว...

ดวงตาที่เอ่อท้นไปด้วยหยาดน้ำสีใสมากมายขยับกวาดหาใครสักคนเพื่อยึดเหนี่ยว จะเป็นพ่อแม่หรือพี่สาวก็ได้ แต่กลับไม่มีใคร

ความเจ็บปวดทางกายนั้นแสนสาหัส แต่ไม่ผลาญสติกลืนกินความรู้สึกให้บิดเบี้ยวได้เท่าเท่าความเจ็บปวดทางใจ

นานทีเดียวกว่าที่แววตาจะปราศจากความรู้สึกใดๆ เหลือทิ้งไว้เพียงทำนบน้ำตาที่ยังรินไหล นัยน์ตากวางเคยมีประกายชีวิต หากวินาทีนี้แทนที่ไว้เพียงความเลื่อนลอย ไม่อาจเห็นและเข้าถึงความรู้สึกนิดคิดที่ถูกความเสียใจผนึกปิดกลั้นเอาไว้

ร่างกายของเด็กชายบอบช้ำเกินกว่าจะขยับ  อีกทั้งอิษฎีไม่ต้องการเคลื่อนไหวเองด้วย นอนแน่นิ่งเป็นผักปลา สำหรับการฟื้นตัวในค่ำคืนนี้ แค่นอนลืมตาอยู่ในโลกของความจริงก็เกินพอแล้ว

เหม่อลอยอีกครู่หนึ่ง ก็ค่อยๆ ลดเปลือกตาหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย ผ่อนลมหายใจให้เป็นปกติ ดำดิ่งอยู่ในห้วงมืด ความมืดยังไม่น่ากลัวเท่าความจริง ความมืดและความจริงยังไม่น่ากลัวเท่าคนด้วยกัน

และคนยังไม่น่ากลัวเท่าจิตใจของคน...

หลายวันหลังจากนั้น เมื่อไหร่ที่เด็กชายลืมตาตื่นแล้วนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ไม่มีเรี่ยวแรงขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ปราศจากกระจิตกระใจจะตอบสนองต่อผู้คนรอบข้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหมอและพยาบาลที่แวะเวียนมาตรวจอาการหลังการรักษา ในโลกของความจริงทุกคนสรุปว่าอิษฎีไม่ตอบสนอง สูญเสียการรับรู้ความจริง ครอบครัวตายหมด มีแต่ตัวเองที่เหลือรอด ทั้งยังอยู่ในเหตุการณ์ที่ชวนกระชากจิตด้วยอายุยังน้อย หมอเลยบอกว่าเหล่านี้เป็นเหตุให้สภาพจิตใจได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก แต่ยังไม่ลงความเห็นว่าอิษฎีเสียสติ

ทว่าในโลกของเขาเอง มีเพียงเขาที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร

มีชีวิตแต่ไร้ซึ่งพลังชีวิต หมดเรี่ยวแรงต้านทานความจริงที่โหดร้าย เลยปล่อยให้มันกระหน่ำซัดใส่ปราการใจบอบช้ำจนพินาศแหกลาน ในเมื่อปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกใบนี้เขาต้องอยู่ต่อเพียงลำพัง ก็ขอปล่อยตัวทิ้งใจให้มันเลื่อนลอยขาดุล เริ่มที่จะยอมรับการมีชีวิตอยู่แบบตายทั้งเป็นและขอเป็นแค่เศษชีวิต ไม่ขอเป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ

 ไม่ว่าใครหน้าไหน หวังดีหรือคิดร้าย เคยรู้จักหรือไม่รู้จัก ล้วนได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกันจากเขาทั้งหมด เหมือนหุ่นที่ยังหายใจได้ แต่ไร้ชีวิตจิตใจ

มันคงเป็นกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งตามธรรมชาติของสัญชาตญาณที่ต้องการปิดกั้นหลบเร้นตัวเองเสมือนกลไกป้องกันตัวฉบับคนอ่อนแอในสภาวะจิตใจขาดความรู้สึกไปแล้ว

ไม่อยากเป็นผู้เป็นคน ทั้งที่การคงอยู่ต้องเป็นผู้เป็นคน ไม่อยากรับรู้อะไรเลย ทั้งที่ยังรับรู้ได้เป็นปกติ จึงแสร้งที่จะไม่รับรู้ ไม่ให้การตอบสนอง

หลังฟื้นมาได้หลายวัน อิษฎีพบว่าเขาได้กลายเป็นลูกชายบุญธรรมคนเล็กของนิรุตไปแล้ว ทุกครั้งที่ลุงนิรุตมาเยี่ยม จะเรียกอิษฎีว่าลูกเสมอ อิษฎีได้ยินแล้วหัวใจอุ่นวาบ น่าเสียดายที่เขาตกอยู่ในความหวาดกลัว ซุกซ่อนความหวาดระแวงเอาไว้มากมาย เกินกว่าจะเป็นอิษฎีหลานชายคนโปรดที่ได้ขยับสถานะมาเป็นลูกชายบุญธรรมคนเล็กของเดชาธรแล้ว

นิรุตเป็นเพียงคนเดียวที่มาเยี่ยมเยือนอิษฎี ค่าใช้จ่ายในการรักษาของเด็กชายเป็นนิรุตที่ดูแลทั้งหมดด้วยตัวเอง ทุกอย่างต้องดีที่สุดตั้งแต่ขั้นตอนการรักษา บุคลากรในสถานพยาบาล ไปจนถึงห้องพัก ย้ายออกจากห้องปลอดเชื้อมาพักห้องพิเศษ หมอนที่หนุน ผ้าที่ห่ม ทั้งหมดคือความรักความอาทรที่นิรุตมีให้อิษฎีประหนึ่งลูกชายแท้ๆ

นอกจากนิรุตแล้ว อิษฎีก็ไม่มีใครอีกเลย กลายเป็นเด็กที่เหลือตัวคนเดียวลำพัง

นิรุตทอดสายตามองอิษฎีด้วยความสงสารเห็นใจ บางทีก็เครียดที่เห็นอิษฎีไร้ความรู้สึกนึกคิด ไม่ตอบสนองต่อสิ่งใด นิรุตพูดกับอิษฎีหลายเรื่อง พยายามชวนคุย แต่เรื่องเดียวที่ไม่พูดถึงคือการจากไปของพ่อแม่และพี่สาว ราวกับมันเป็นเรื่องต้องห้าม

โศกนาฏกรรมอันน่าหดหู่ ไม่มีใครรู้ นอกจากเด็กชายที่ไม่ยอมปริปากนับตั้งแต่ฟื้นตื่น

มันเป็นฆาตกรรม…คนร้ายฆ่าพ่อแม่และพี่สาวของเขา...

เสียงของผู้ชายคนนั้น อิษฎีจำได้ขึ้นใจ

ในโลกนี้อิษฎีไม่ไว้ใจใครอีกแล้ว สิ้นพ่อแม่เสียพี่สาว อยู่อย่างเจ็บปวด ยังต้องอยู่อย่างหวาดกลัว ตายยังง่ายและไม่ทรมานเท่ามีชีวิตอยู่ หากต้องอยู่ตัวคนเดียวไม่สู้ตายดีกว่า หลายวันที่แสนทรมานในที่สุดก็พบทางออกที่ดีที่สุดแล้ว

อิษฎีทอดสายตาเหม่อลอยแต่ใจหมายมั่นหนักแน่นสวนทางกับแววตาไร้ความรู้สึกนึกคิด เมื่อถึงเวลาที่ทุกคนไปหมดแล้ว เขาจะไม่ขออยู่ต่อ

วันนี้นิรุตมาเยี่ยมเขาพร้อมกับผู้ชายแปลกหน้าในชุดกาวน์สีขาวตัวยาว ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นหมอ โดยปกติเขามีหมอและพยาบาลที่ดูแลประจำอยู่แล้ว หมอคนนี้ที่มาพร้อมกับนิรุต อิษฎีไม่เคยเห็นมาก่อน

“คุณรุตว่าแกรู้ไหม?”

“เอื้อคงไม่รู้ตัวเอง แต่ผมเชื่อว่าธนาตย์กับพนิดาต้องรู้ ถ้าผมเป็นพ่อแม่ของเขา ผมก็คงไม่บอก เพราะเขายังเด็กเกินกว่าจะรับรู้และเข้าใจว่าเขาพิเศษ โชคดีของผมที่ได้เจอคุณแล้วหมอกริช ไม่อย่างนั้นผมคงไม่รู้ว่าจะดูแล หรือจัดการยังไงกับเรื่องแบบนี้ มันค่อนข้างเหนือธรรมชาติเกินไป”

“ดูเหมือนว่าเด็กจะ...สูญเสียการรับรู้ ถ้า...เอ่อ ขออภัยด้วยนะครับ ถ้าพูดอะไรไม่ระวังออกไป อยากจะบอกว่าในวันข้างหน้าต่อให้ร่างกายของเด็กเจริญเติบโตและพร้อมเจริญพันธุ์ แต่ถ้าเด็กสูญเสียการรับรู้ไปตลอด อาจจะไม่มีใคร...”

“ผมเข้าใจที่คุณหมอพยายามอธิบาย ลูกชายผมเขายังเด็ก อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นวันนั้น ไม่มีใครเข้าใจดีไปกว่าเขาที่เผชิญและผ่านมันมา มันโหดร้ายเกินกว่าเด็กคนหนึ่งจะยังเป็นปกติอยู่ได้ เขารอดและรักษาตัวดีวันดีคืนมาได้ขนาดนี้ ถึงเขาไม่รับรู้อะไรแล้ว แต่เขาเข้มแข็งมากจริงๆ”

“แบบนี้แล้วอีกหน่อยคุณอาจจะไม่ต้องรับมือกับการถือกำเนิด วางใจเถอะครับ เรื่องนี้ผมจะเก็บเป็นความลับอย่างแน่นอน ผมอยากให้คุณปล่อยให้เขาเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้ามี...ผมจะรับไว้ในความดูแล อย่างที่คุณรู้ ผมผ่านเคสแรกมาแล้ว”

“ผลตรวจภายในที่คุณเห็น ลูกชายผมสมบูรณ์แค่ไหน กับอะไรที่มีเพิ่มมา มันจะเป็นอันตรายกับเขาไหม ในหลังจากนี้?”

“ไม่เป็นอันตราย กับเคสก่อนที่ผมสอบถาม เขาโตมาได้ตามปกติจนถึงช่วงคลอด ถึงจะคลอดก่อนกำหนด แต่ก็ปลอดภัยออกมาครบสามสิบสอง ถ้าเทียบกับเคสก่อน ผมว่าร่างกายของอิษฎีสมบูรณ์มากกว่า ค่อนข้างเห็นลักษณะภายในชัดเจน ผมถึงอยากมาดูสภาพร่างกายภายนอกด้วยตัวเองสักหน่อย”

ทั้งสองคนพูดคุยเกี่ยวกับเขาอยู่ตรงหน้าประตู สุ้มเสียงเบาเสียจนอิษฎีไม่ค่อยได้ยินว่าพูดถึงเขาในเรื่องอะไรกัน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือเขาถูกหมอแปลกหน้าถอดเสื้อผ้าจนหมดตัว ท่ามกลางสายตาสำรวจดู มันยากที่เขาจะทำเป็นไร้จิตใจ ดวงตาเลื่อนลอยไร้ความรู้สึกนึกคิด ยากที่สุดตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาเลยก็ว่าได้ นอนแก้ให้คนอื่นที่ถึงแม้ว่าจะเป็นหมอมาดูเนื้อหนังมังสาทุกอณู ฝืดฝืนคับใจที่สุดก็ตอนโดนจับให้แยกแข้งขา ให้หมอดูจุดซ่อนเร้น

เมื่อตรวจร่างกายเปลือยเปล่าของเด็กชายเสร็จแล้ว หมอแปลกหน้าก็ช่วยใส่เสื้อผ้าคืนให้เขา จากนั้นก็ส่งยิ้มที่ดูอบอุ่นจริงใจให้เขา ผ่านแววตาแปลกประหลาดที่ใช้มองเขา

“ดูแลตัวเองดีๆ เราพิเศษมากนะ”

อิษฎีไม่อาจเข้าใจว่าทำไมหมอถึงบอกกับเขาแบบนี้ อะไรคือความพิเศษที่เขามี ทำตัวเหมือนคนเสียสติ หมดการรับรู้ ไม่อยากตอบสนองกับสิ่งใดในความเป็นจริงตอนนี้น่ะเหรอที่พิเศษ

ช่วงเย็นหลังหมดเวลาเยี่ยมและนิรุตจำต้องกลับ เมื่ออยู่เฝ้าลูกบุญธรรมจนหมดเวลาเยี่ยมในทุกวันเสมอ บางทีอิษฎีก็คิดว่าพ่อคนใหม่ของเขาไม่ต้องทำงานหรือไง ถึงได้มาเยี่ยมและเฝ้าเขาได้ทุกวัน มันคือความเกรงใจและซาบซึ้งในน้ำใจที่ชายผู้ไม่ใช่ญาติ ไม่ได้เกี่ยวดองทางสายเลือด แต่กลับทุ่มเวลาให้ความรัก การดูแลและความห่วงใยกับเขาประหนึ่งลูกชายแท้ๆ

“ขอบคุณครับลุงรุต เอื้อรับไว้ทั้งหมดแค่วันนี้”

ประตูปิดลงโดยนิรุตที่กลับออกไปแล้ว อิษฎีกระพุ่มมือไหว้ เขาร้องไห้พูดขอบคุณแต่หากใครได้ยินแล้ว เป็นต้องลงความเห็นว่ามันเหมือนการกล่าวลาที่น่าสงสารและสะเทือนใจที่สุดเมื่อเด็กผู้ชายที่เหลือตัวคนเดียวคิดดับชีวิต

ตลอดคืนจะมีพยาบาลพิเศษแวะเวียนเข้ามาดูเด็กชายทุกๆ สองชั่วโมง

หมอกลัวว่าอิษฎีจะเครียดและทำร้ายตัวเอง ถึงแม้ว่าตลอดการรักษาในหลายวันมานี้ อิษฎีจะนิ่งสงบเหมือนหุ่น แต่ก็ยังจ่ายยากล่อมประสาทมาด้วยทุกวันหลังมื้อเย็น อิษฎีกินทุกมื้อที่มีให้เขากินแต่กินน้อย จนในที่สุดก็ผ่ายผอมลงอย่างรวดเร็ว

ใกล้พลบค่ำ อิษฎีนอนมองท้องฟ้าผ่านม่านตรงประตูระเบียงซึ่งแยกออก พยาบาลมาบันทึกอาการของเขาแล้วกลับออกไป โดยไม่ลืมปิดไฟ ดูแลดีขนาดบอกกับเขาว่าฝันดีด้วย

ฝันดีเหรอ?

“...” อิษฎีเผยความรู้สึกซึมเศร้าผ่านสีหน้า ไม่มีวันไหนที่เขาไม่ร้องไห้กับตัวเอง ช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงที่ทรมานที่สุด

เขาเป็นแค่เด็ก...แค่เด็กคนหนึ่ง

ไม่สมควรรับการอยู่รอด...

“เอื้อคิดถึงพ่อกับแม่ คิดถึงเอม เอื้อกลัว อยู่ไม่ได้...อยากไปหา...อยากหาทุกคน อย่าทิ้งเอื้อไว้” อิษฎีพึมพำเสียงสั่นเครือ ร้องไห้เหมือนทำนบน้ำตาแตกร้าวจนกัดฟันกลั้นสะอื้นตัวโยน นอนขดคู้ตัวเป็นส่วนเล็กๆ อยู่เตียงกว้าง

เพียงไม่นานก็ทนต่อความโหยหาคะนึงไห้ไม่ไหว เด็กชายอายุน้อยทั้งยังผ่ายผอมดึงเข็มฉีดยาต่อสายยางออกจากหลังมือจนเลือดซิบ แต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บเพราะใจมันเจ็บกว่าจนกลบความเจ็บอื่นจนมิด แทบเทียบเทียมไม่ได้กับสิ่งที่ใจเผชิญ

สองเท้าเปล่าพาร่างผอมโรยแรงในชุดผู้ป่วย เดินสะโหลสะเหลย่ำไปบนพื้นเย็นเยียบ แหวกสาบม่านแยกออกแล้วเลื่อนประตูกระจกเปิดออก  แววตาเลื่อนลอยไม่ได้มองเบื้องล่าง หากแต่ถูกตรึงตอกไว้ด้วยท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่กว้างใหญ่ สายธารความเสียใจที่เกิดจากความโหยหาแทบขาดใจเปรอะเปื้อนเลอะวงหน้าซูบตอบ ลมกระแสหนึ่งพัดผ่านร่างบอบบางที่บอบช้ำจากภายในดูลำพังเดียวดายพร้อมปลิดปลิว

พลันเบื้องหลังประตูห้องพักถูกผลักเปิดจากคนด้านนอกแล้วปิดลงอย่างรวดเร็วทว่าแผ่วเบาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง คนที่จู่ๆ ก็โผล่มาสวมใส่ชุดบุรุษพยาบาล คาดผ้าปิดปากไปถึงครึ่งหน้าล่าง

“สวัสดี…”

อิษฎีซึ่งยืนอยู่บนระเบียงนอกประตูเบิกตากว้าง ม่านตาขาวแข็งค้างขยายกว้าง หัวใจกระตุก สะดุ้งกลั้นลมหายใจเมื่อทั่วสรรพางค์กายไหววูบ สองมือข้างลำตัวสั่นระริก มากกว่าความตกตื่นจากคำทักทาย คือความกลัวที่พุ่งโจมตีแช่เลือดกายจนเย็นเยียบ ความรู้สึกผวา หวาดกลัวและพรั่นพรึงกลืนกินสติ

สะ...เสียงนั้น...เสียงแบบนั้น...

เสียงของผู้ชายคนนั้น!

มันมาที่นี่!

“มานี่มา เด็กดีไปยืนทำอะไรตรงนั้น กลับมานอนบนเตียงเร็ว ให้พี่ตรวจดู...สัญญาณชีพหน่อย” บุรุษพยาบาลเข้ามาได้ก็เห็นเด็กชายกำลังยืนอยู่ที่ระเบียงด้านนอก บนเตียงว่างเปล่า เขาเลยส่งเสียงเรียกด้วยน้ำเสียงใจเย็นและแฝงความเอ็นดู แล้วเดินไปรอที่ข้างเตียง

อิษฎีสั่นเทาไปทั้งตัว เหลียวใบหน้ากลับไปมอง ไม่ยอมขยับฝีเท้าแม้แต่ก้าวเดียว

ในห้องไม่ได้มืดสนิท แต่ความสลัวที่มีก็ไม่ช่วยให้อิษฎีได้เห็นใบหน้าของคนร้ายที่มาเยือนในคราบบุรุษพยาบาลชัดเจน เด็กชายที่อยู่ในความตื่นกลัวจนตัวสั่นสบประสานกับดวงตาของคนในห้อง

อิษฎีตวัดใบหน้าหันกลับมา นัยน์ตากวางเสมือนกระจกสะท้อนภาพท้องฟ้ายามรัตติกาลและหมู่ดาวเบื้องหน้า ข้างหลังเป็นความตายที่น่ากลัว แต่ข้างหน้าเป็นความตายที่เป็นสุข

“ไม่ขอเป็นคนมีชีวิตเพื่อรับรู้อีกแล้ว เอื้อจะไปหาพ่อแม่ ไปหาพี่เอม”

พูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแน่วแน่มั่นคง แววตามุ่งหมาย เห็นท้องฟ้ากว้างใหญ่เป็นหนทางเบื้องหน้าที่รอโอบรับเขาเอาไว้

ในเวลาเดียวกันนั้น คนร้ายในคราบบุรุษพยาบาลทนใจเย็นไม่ไหว เลยผละห่างออกจากเตียงแล้วเดินมุ่งไปยังประตูระเบียง

อิษฎีได้ยินเสียงฝีเท้าของคนใจอำมหิตเดินย่ำใกล้เข้ามา ให้เร็วแค่ไหนก็ช้ากว่าเขาที่ปีนแล้วระเบียง หยัดสองเท้าผลักร่างพุ่งออกไปท่ามกลางสายลม ก่อนที่ร่างกายจะดิ่งร่วงเป็นเหมือนก้อนเนื้อที่หล่นจากที่สูงแล้วตกลงสู่ที่ต่ำ

ไม่รับรู้ซึ่งความเป็นจริง...

ภวังค์ไร้ภาพ แว่วมาแต่เสียง ลอยล่องอยู่ในโสตประสาท

“ดูอะไร พี่เห็นมองอยู่นานแล้ว ไหนไม่เห็นมีอะไรเลย”

“มี ถ้าไม่มีจะดูหรือไงเล่า นั่นไง มันเกาะอยู่ตรงนั้น ที่พี่ไม่เห็นเพราะมันพรางตัวอยู่ เมื่อกี้มันเปลี่ยนเป็นสีเขียวเหมือนใบไม้ เผลอแป๊ปเดียวมันเป็นสีน้ำตาลแห้งๆ เหมือนกิ่งไม้ที่เกาะอยู่เลย”

“งั้นดูนี่ เห็นเปล่าว่ามีงูอยู่ตรงกองไม้ ที่กิ้งก่ามันเปลี่ยนสีพรางตัวเพราะเป็นกลไกการป้องกันตัวจากนักล่า นั่นๆ เอื้อเห็นไหม งูโคตรเซ่อเลย เลื้อยผ่านกิ้งก่ายังไม่รู้อีก ดีจังออกมากินข้าวนอกบ้านแต่ได้ดูสารคดีเฉยเลย”

“ลุงคนนั้น เมื่อก่อนยังขายน้ำตาลปั้นอยู่หน้าโรงเรียนอนุบาลเลย เอื้อจำได้เพราะเอื้อขอแม่ซื้อบ่อย ฟันหลอก็เพราะน้ำตาลรูปการ์ตูนฝีมือลุงแกเลย แล้วทำไมแกถึงกลายเป็นคนเสียสติอยู่ที่ตลาดได้ล่ะแม่*?”*

“การที่คนปกติกลายเป็นคนบ้าเสียสติ มันก็คงมีอยู่เหตุผลเดียว เจอเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจมากจนทำให้ไม่เป็นผู้ไม่เป็นคน มันไม่มีอะไรเหมือนเดิมตลอดไปเอื้อ มันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราจะไม่อยากเปลี่ยนแปลง สิ่งที่แย่กว่าไม่มีคือเคยมี”

“เป็นคนบ้าก็ดี จะได้ไม่ต้องรับรู้อะไรเนอะแม่”

“อาจารย์ให้เขียนสรุปบทความเกี่ยวกับวรรณคดีแล้วออกไปเล่าหน้าห้อง แล้ววรรณคดีก็ห้ามซ้ำกัน ไอ้ที่เอื้อรู้เพื่อนก็จองกันไปหมดแล้ว ไม่น่าไปเข้าห้องน้ำท้ายคาบเลย”

“ยากอะไร เอื้อจำเรื่องแฮมเลตได้ไหม?”

“แฮมเลต?”

“ใช่ แฮมเลตไง ที่พ่อเคยเล่าให้ฟังตอนเด็กๆ”



ความคิดเห็น

}