เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 47 คราปักษาเผชิญหน้าปักษานิลกาฬ

ชื่อตอน : ตอนที่ 47 คราปักษาเผชิญหน้าปักษานิลกาฬ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 155

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ม.ค. 2562 21:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 47 คราปักษาเผชิญหน้าปักษานิลกาฬ
แบบอักษร

​ตอนที่ 47 คราปักษาเผชิญหน้าปักษานิลกาฬ

700,000,000

ชีวิตสูญสิ้นภายในช่วงข้ามคืน

แก้ว กระจก กลายเป็นของต้องห้ามเนิ่นนานนับเจ็ดแสนปี

          “…”

          พื้นแผ่นหินแตกร้าวประหนึ่งกลีบกุหลาบสีแดงฉานที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นสีดำนิล หญิงสาวผู้เล่อโฉมค่อยๆทิ้งตัวร่อนลงเบื้องล่าง ชั้นเดียวกับพวกเมรัย ครั้นปลายนิ้วเท้าขาวผ่องเหยียบนิ่งบนขั้นธรณีบันไดต่ำ ปีกวิหคสีดำสลัวกางสยายและลู่ต่ำอย่างอ่อนช้อย วินาทีนั้นมิมีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่จักหายใจก็ต้องกลั้นไว้สุดชีวา “มิตอบหรือ”เส้นเสียงไพเราะระคนแหบพร่าสามส่วน ฟังคล้ายเสียงนางเงือกผสมเสียงภูตพรายแห่งป่าต้องสาป วาจาไถ่ถามที่เอื้อนเอ่ยเฉกเช่นยามมีคนแปลกบุกบ้าน ฟังคล้ายคำถามธรรมดา

          ที่ยินแล้ว ขนหัวลุกใจเต้นโครมคราม

          “แคกๆ”จิตพลังของปักษานิลกาฬแตกซ่านทั่วบริเวณหอคอยร้างแช่หัวใจเมรัยหนาวเหน็บปานกำลังดำรงชีวิตในห้วงนรกดินแดนเหนือ ไอมาโฮสีดำทะมึนแผ่เป็นคลื่นลม พัดทั่วสารทิศ คราวมัจจุราชสาวพูดสักคำ วาจาเหล่านั้นราวประกาศิตที่มิอาจขัดขืนต่อต้าน ดุจดั่งดำริพระมหากษัตริย์ ประหนึ่งคำถามจากพระศิวะผู้ทำลาย มารดาแห่งยมทูต และจอมปีศาจผู้ปกครองปรโลก หากหมายเล่นตุกติก ล่อลวง ปิดบังนางก็เท่ากับรนหาที่ตาย

          ภายใต้แรงกดดันมหาศาลเหนือสัตว์เทวะ ไม่มีผู้ใดกล้ายืนหยัด

          “น่าเสียดาย”

          เมรัยใจสั่น นารีประหม่า เรไรอึ้งงัน โซฟีตกตะลึง พลันสิ้นเสียงถอดถอนใจแผ่วบาง ปักษานิลกาฬผายมือไปทางเรไร

          -------

          ปักษาน้อย…ตัวแตก

          “…”

          “..”

          “!!!!!!!”

          เรไร!!!!!! นารีกรีดร้องเสียงหลงทันทีเมื่อเห็นเรไรถูกเศษแก้วกระจกนับร้อย พุ่งทิ่มแทง กระหน่ำกรีดจนสรรพางค์กายฉีกขาดกระจุย แม้นยังไม่มีส่วนอวัยวะใดหลุดจากร่าง กระนั้นทุกส่วนตั้งแต่หัวจรดเท้านั้นไม่เหลือชิ้นดี เลือดโลหิตสาดกระเซ็นระบายชุ่มปุยหิมะ กองเลือดนองเป็นบึงน้ำ ลมหายใจโรยรินที่อีกไม่นานก็คงหยุดระบาย “…”ปักษานิลกาฬจับมือ คลี่ยิ้มพราย  

          เพล้ง เกราะเสื้อชุดนักรบของเรไรแตกเป็นเสี่ยง ปักษาน้อยล้มหัวทิ่ม แววตาเบิกกว้างไร้ประกาย

          ปักษานิลกาฬยินดีคืนปักษาน้อย โยนให้เพื่อนๆดูชมเป็นขวัญตา สภาพเช่นนี้ไม่ตายก็พิการแล้ว

          ฟุบ เมรัยคืนสติกระโดดรับร่างเรไร หมอผีน้อยหน้าซีดเผือกในอ้อมแขนถือปักษาน้อยในสภาพสะบักสะบอม บอบช้ำ เมรัยมองเรไรด้วยแววตาผวาหวั่นไหว มองเช่นไรเนื้อตัวอีกมีฝ่ายบาดแผลฉกรรจ์ประปราย หากไม่รีบรักษา ไม่ ไม่

          “แคกๆ”ระดับจิตใจเมรัยดิ่งร่วงอย่างรวดเร็ว ย้ำแย่เช่นกัน เพราะบาดแผลในใจทำให้นางกริ่งเกรงกลัวเลือด หมอผีน้อยมิอาจฝืนมองปักษาน้อย อยากจะกอดอีกฝ่ายไว้แนบอกแล้วบอกไม่เป็นไร กระนั้นในเวลาเช่นนี้  

          เกมแห่งความตายมันพึ่งเริ่มเท่านั้น หมอผีน้อยมือสั่นเป็นเจ้าเข้า ความเจ็บปวดจากทั่วทุกความจริงซัดแทง ให้อยากอาเจียน  

          “ข้าจักฆ่าเจ้า”

          นารีเดือดดาลพลางหยิบดาบอาบเปลวเพลิงสีน้ำเงินดำทมิฬ กล้าบังอาจทำร้ายคนรักของผู้ปกครองจักรวาล โทษตายยังน้อยไปด้วยซ้ำ

          “อย่าขยับ”

          สายลมพัดกิ่งไม้โอนเอน มัจจุราชสาวฉีกยิ้มสะสวยเตือนห้ามใครขยับแม้แต่ก้าวเดียว “มิเช่นนั้นข้าจักฆ่าเด็กคนนี้” ปักษาน้อยสั่งเศษแก้วในหอคอยพุ่งเป้าจ่อคอโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยสะดุ้งพลางถอยร่นหลังชิดผนังหิน เป็นครั้งแรกที่โซฟีเจอเผ่าปักษา และอีกฝ่ายยังเป็นปักษานิลกาฬ มหาหายนะของโลก เพียงแค่ระดับพลังมาโฮก็สูงกว่ามนุษย์หลายหมื่นเท่าแล้ว ระดับนี้ยิ่งกว่าดวงดาวด้วยซ้ำ

          พลังมาโฮบ้าอะไรกัน… นารีวางสีหน้าดุร้ายปานฆาตกร กัดฟันกรอดให้เคียงแค้นกลโกงน่ารังเกียจ

          สิ่งที่ปฏิเสธมิได้คือไอมาโฮชั่วร้ายปานพิภพความมืดมิด ประเภทและธาตุของมันเต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งความตาย ความโสมม และความโศกเศร้าที่พร้อมจักกระชากดวงวิญญาณ ทรมานทุกชีวิตอย่างเลือดเย็น ท่ามกลางไอพลังที่พวยพุ่งราวน้ำตกสวรรค์ นารีคือคนคนเดียวที่ต้านรับแรงกดดันนี้ไว้

          กระนั้นนางมิมั่นใจว่าสามารถเอาชนะสัตว์ร้ายตนนี้

          สัตว์ประหลาด

          “ข้าเอาจริงนะ”

          หญิงสาวคลี่ยิ้มละมุนละไมทั้งแววตาอบอุ่นไร้พิษสง หากยามนี้นางมิกำลังขู่เข็ญและบีบบังคับใคร นารีคงคิดว่านางเป็นเหมือนพี่แคโรไลน์ แววตาคู่งามแลอ่อนโยนดุจมารดาแผ่นดิน เป็นดวงตาที่ฆ่าผู้อื่นได้ด้วยเหตุผลที่ชอบธรรม ไร้ความเสียใจ ไม่มีคำว่าบาปกรรม นางจะฆ่าแล้วใครจักทำไม “ปล่อยนาง!!”เมรัยวางเรไรไว้เบื้องหลังและกระโจนเข้าไปหมายชิงตัวโซฟี ขณะนั้นที่เวลาราวจักหยุดเคลื่อนไหว ปักษานิลกาฬยิ้มเยาะ มือเรียวกวัดแกร่ว ครั้นเศษแก้วนับพันเคลื่อนประหนึ่งดุจงูยักษ์ พุ่งกรีดบาดเมรัย ฉีกกระชากอาภรณ์ และผิวพรรณสีงาช้าง

          ฉึกๆๆๆ

          “เอื้อก”

          พายุแก้วนับร้อยซัดเมรัยกระแทงผนังหินอีกฝั่ง แบ่งให้ตำแหน่งของพวกนางยามนี้แตกกระจายคนละทิศคนละทาง เรไรอยู่กับนารี เมรัยอยู่ห่างๆกับโซฟี โดยมีปักษานิลกาฬกั้นกลางวง “ไม่ไหวๆ” มัจจุราชสาวส่านหน้าระอาในความโง่เขลาเบาปัญญาของสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ นางกางแขน สะบัดชายเสื้อยาวพลิ้วไหวดุจนางระบำ กลิ่นหอมดอกเบญจมาศลอยฟุ้งเจือในไอหนาวยะเยือก กลิ่นแห่งสัจจะความตาย

          “ปักษา…”มัจจุราชสาวมีเพลาให้พินิจแขกเหรื่อ นางกวาดดวงเนตรภูตพราย มองผ่านใครก็รับรู้ว่าคนคนนั้นมีพลังมาโฮระดับใด ในหมู่สี่สาวน้อย สองสาวน้อยถือเป็นพวกปกติ ส่วนอีกสองคน “หนึ่งเหนือดวงดาว” “หนึ่งไม่มีมาโฮ”

          “น่าสนใจ…”ปักษานิลกาฬละสายตาจากโซฟีอย่างลี้ลับ ผสานนิ้วมือทั้งสิบ เอียงคอ ย่อเข่าราวตุ๊กตากล ครั้นปรายตามองตัวประหลาดที่สุดในกลุ่มสาวน้อย เมรัย

           คราวเทวาตัวแทนยมทูตจับจ้องผู้เดินระหว่างปรโลกและโลกแห่งความจริง ปักษานิลกาฬหยียิ้มให้เมรัยอย่างมีนัยความหมาย

พูดถึงตุ๊กตากล ยามนี้แคนดี้ร่างเครื่องจักรสังหารสลายไปนานแล้ว เหตุเจ้าของหมดพลัง วิญญาณโคลก็ไม่สามารถตื่นยามกลางวัน

          “เจ้าอันตราย...ดังนั้นอย่าทำอะไรที่ข้าห้ามจักดีกว่า”ให้ค่าเมรัยอ่อนแอ ให้ค่านารีแข็งแกร่ง ปักษาเก็บสายตากลับและมองนารี

          ใช้ชีวิตโซฟีเป็นตัวประกัน แม้นนารีมิรู้จักมักคุ้นกับสาวน้อยนักเชิดหุ่น กระนั้นดวงดาวน้อยมิอยากให้อีกฝ่ายตาย ตายด้วยน้ำมือของสัตว์ประหลาดตนนี้ สถานการณ์คับขันและเลวร้ายอย่างที่สุดเท่าที่นารีเคยเจอ ดวงดาวน้อยวิเคราะห์และประเมินค่าพลังปักษานิลกาฬเงียบๆ เหงื่อเย็นหลั่งไหลด้วยความกลัวกอดหัวใจดวงดาว นี่หรือตัวตนแห่งประวัติศาสตร์หายนะ ช่างแตกต่างกับอัศวินสาวและมนุษย์ลิบลับ

          พลังมาโฮสูงเหนือระดับดวงดาว ใกล้เคียงองคาพญานาค

          ปีกปักษาข้างหลังก็แฝงมาโฮชั้นเลว มิรู้เก็บงำความสามารถ ศาสตร์ลับ ไม้ตายแบบใด

          “น..นารี”เมรัยโซเซลุกยืนอย่างทุลักทุเล ดวงตาสีเพลิงไร้แสงสว่างแห่งความหวัง ภายในอัดแน่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส หมอผีน้อยส่งสายตาให้ดวงดาวน้อยพาปักษาน้อยหนี นำนางรักษาโดยเร็ว กระนั้นในยามนี้มัจจุราชสาวมิปล่อยให้ใครหนีรอด นางเอ่ยด้วยความหวังอยากสานมิตรภาพ “ข้าต้องการฆ่าพวกเจ้าทุกคน” รอยยิ้มนางบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด “ไม่ปล่อยให้ใครหนี..”

          หัวใจเมรัยกลิ้งตกถึงตาตุ่ม ฉับพลันนางดึงกระดาษยันต์หมายปาใส่ปักษานิลกาฬเพื่อหยุดยั้งอีกฝ่าย

          กระดาษยันต์พุ่งทะยาน คราวขณะเดียวกัน ปักษานิลกาฬปาแก้วกระจกแหลมพุ่งตัดกระดาษยันต์ขาดสะบั้น

          แก้วคมกริบพุ่งทะลวง ทำลายอาวุธหมอผีน้อย และเสียบปักกลางฝ่ามือฝ่าขวาเมรัย

          .

          .

          .

          “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

          “ฮึๆ”

          เมรัยถูกแก้วกระจกเสียบตรึงมือขวาไว้กับผนังหิน โลหิตไหลทะลัก เมรัยเจ็บจนกรีดร้องเสียงแหลมเสนาะหู นางกำมือซ้ายจนเห็นเส้นเลือดปูด หากเมรัยคิดทำอันใดอีก ปักษานิลกาฬใจดีจะใช้แก้วกระจกเสียบ มือ เท้า เข่า แขน ขา ท้อง ไหล่ กระทั่งอกและหัว สองอย่างนี้เก็บไว้สุดท้าย เพราะมัจจุราชสาวมิอยากให้หมอผีน้อยตายเร็วนัก นางเป็นมนุษย์ผู้น่ารักน่าชัง ค่อยๆทรมานให้ตายอย่างช้าๆจะดีที่สุด

           “พวกเจ้ามนุษย์ตายง่ายเหลือเกิน…”

          ปักษานิลกาฬเปรยด้วยเสียงผิดหวังดุจสุรเสียงฤดูใบไม้ร่วง “…”

          ข้างในแสงขาวพร่างพราวคือหญิงสาวผู้มีเรือนเกศาสีดำนิลราวขนกา เรือนผมยาวสลวยแตะปุยหิมะและปกปิดแผ่นหลังที่แบกรับความโศกโสภา ดวงเนตรสีดำอ่อนที่ยามโกรธจักเปล่งประกายแสงเข้มดุจดั่งก้นบึ้งหัวใจปีศาจ นางมีเรือนร่างเท่าเด็กประถมหก สูงกว่าพวกเมรัยไม่มากนัก กระนั้นนางแลคล้ายพี่สาวคนโต ปักษานิลกาฬปิดบังโฉมสะคราญไว้ด้วยปอยผมที่ยาวปิดดวงตา หางคิ้ว จมูก และใบหูเล็กกระจิ๋ว นางสวมอาภรณ์ยาวสีดำราวชุดแม่มด ทั้งตัวนางมีกลิ่นหอมดั่งสวนดอกไม้ที่เอาไว้จัดในงานศพ กระนั้นเพราะออร่าความมืดรายล้อมรอบตัวทำให้นางเหมือนเจ้าหญิงที่ตรอมใจตาย เพราะเจ้าชายสละชีวิตเพื่อปกป้องชาติ แล้วทิ้งนางให้โดดเดี่ยวบนโลกเน่าๆใบนี้

          ความเหงาประปราย ความโกรธเกลียดมากมาย ไหนยังมีความผิดหวังและอารมณ์ด้านลบอีกนับร้อยที่พร้อมจักทำร้ายตนเอง และทำให้คนรอบข้างมีอันตราย

          ยามที่นารีและเมรัยพินิจดูปักษานิลกาฬใกล้ๆ สองสาวน้อยมีความคิดเช่นเดียวกันว่า

          มัจจุราชสาวอาจเป็นภัยพิบัติสมนามตำนานทมิฬ กระนั้นนาง…แลน่าเศร้า น่าสงสารเหลือเกิน

          เวลาล่วงเลยพ้นผ่าน ไอพลังมืดของปักษานิลกาฬค่อยๆแตกสลาย ท้ายสุดจางหายเมื่อดั่งตอนแรกที่มันไม่มีอยู่จริง

          ไม่กี่นาที แต่ราวผ่านไปสิบปี

          “มนุษย์ตายไปให้หมดน่ะดีแล้ว

          อยู่ไปก็รกโลก ชอบทำร้ายกันเอง ฮึๆ ปักษานิลกาฬย้อนระลึกถึงอดีต นางปรายตามองเมรัยด้วยสายตาเหยียดหยามในสายเลือดและเผ่าพันธุ์ ราวสายที่มนุษย์ใช้มองยุงและมด ดั่งสายที่แสงสว่างมองความมืดมิด เพราะมนุษย์มันโง่เกินกว่าจะมีปัญญาทำเพื่อคนอื่น เพราะพวกมันอาศัยจุดอ่อนและหัวใจที่บริสุทธิ์ ใช้เล่ห์กลและแผนร้าย เพื่อประโยชน์และความเห็นแก่ตัวโสโครก เพราะพวกมันอ่อนแอจึงยอมใช้ทุกอย่างเพื่อทำเป้าหมายให้สำเร็จ

          สำหรับพวกขี้กาก ต่อให้ใช้วิธีการชั่วช้าแบบไหน ก็ยืดอกบอกว่ามันเป็นความถูกต้องได้ ฮาๆ คนเดียวไม่ไหวก็เรียกพวกมารุม อ้างเพราะคนมากย่อมได้เปรียบอีกต่างหาก  

          “ฮึๆๆๆ”

          ในเมื่อพวกมันคิดทะนงตนว่าฉลาดนัก ข้าจึงฆ่าพวกมันให้ตายด้วยสิทธิ์ของข้า

          “เจ้ารู้ว่าข้าเป็นใคร…เหตุไม่เล่าเรื่องของข้าให้ข้าฟังสักหน่อยเล่า”

          ปักษานิลกาฬถามเมรัย ที่ยามนี้นางราวเป็นตัวแทนมนุษย์ชาติ หมอผีน้อยกลืนน้ำลายมิกล้าเล่าตำนานต้องห้าม “มิกล้ารึ”มัจจุราชสาวหรี่ตาต่ำสาดไอสังหาร พลังมืดแล่นผ่านวิญญาณเมรัย มันคุกขามราวจะบีบหัวใจนางให้แตกกระจุย ขณะปักษานิลกกาฬจักยกมือสั่งแก้วกระจกแทงหัวใจเมรัย หญิงสาวพลั่งนึกหยุดตนเอง “หากเจ้ามิกล้า…ข้าจักเล่าให้ฟัง”

          สุรเสียงนางโลดแล่นท่ามกลางแสงอรุณนิรันและปุยหิมะไร้สิ้นสุด กาลครั้งหนึ่งมีปักษาสองตนเป็นคู่รักกัน ปักษาสีดำคือปักษาแห่งแก้วและปักษาสีขาวคือปักษาแห่งหมู่เมฆ ทั้งสองครองรักกันอย่างหวานหอม มีความสุขเมื่อใช้เวลาร่วมกัน ชีวิตสองปักษาร่วมเป็นหนึ่ง ในยามนั้นโลกนี้ยังคงสวยงามเหนือมณีใด กระทั่งวันหนึ่งปักษาแห่งหมู่เมฆได้ช่วยเหลือชายหนุ่ม มนุษย์ผู้หนึ่งที่บาดเจ็บ

          ปักษาแห่งหมู่เมฆเป็นสตรีจิตใจอ่อนโยนมีเมตตา นางช่วยดูแลชายหนุ่ม กระทั่งชายหนุ่มเกิดหลงรักปักษาแห่งหมู่เมฆ

          คราแรกความรักของปักษาแห่งแก้วและปักษาแห่งหมู่เมฆยังคงสมบูรณ์  อบอุ่นและกลมเกลียวกัน แต่ทว่าไม่นานนัก ปักษาแห่งหมู่เมฆเริ่มหันเหความรักไปให้ชายหนุ่มที่นางช่วยไว้ กาลเวลาที่สวยงามและความรักที่เฝ้าดูแลตลอดปีราวเป็นเรื่องโกหก ปักษาแห่งแก้วอยากรั้งปักษาแห่งหมู่เมฆ คนรักของนางไว้ในอ้อมอก กระนั้นปักษาแห่งหมู่เมฆหลงใหลและขอหัวใจคืน นำหัวใจสีขาวนั้นไปมอบให้ชายหนุ่มมนุษย์

          เพราะพวกนางเป็นสตรีเช่นกันจึงมิอาจรักกันรึ หรือเพราะนางรู้สึกรักชายหนุ่มมากกว่า

          ปักษาแห่งหมู่เมฆกล่าวขอโทษปักษาแห่งแก้ว ทิ้งแหวนแต่งงาน และจากไปกับชายหนุ่ม มนุษย์ผู้นั้น…

          “พอเถอะ..มันไม่ใช่”

          เมรัยหลั่งน้ำตา ออดวอนขอปักษานิลกาฬอย่าเล่าต่อ กระนั้นราวมัจจุราชสาวจมดิ่งสู่ภวังค์ฝันร้าย สรรพเสียงของนางเล่ารำไป

          “นางรักเขา…ชื่นชอบให้เขาทำนางครางอย่างมีความสุข”

          รักหมดหัวใจและกาย…

          โดยมิรู้สึกนิดว่า ความรักนั้นหาใช่รักแท้….

          หลังจากนั้น ปักษาแห่งหมู่เมฆตั้งท้องลูกของมนุษย์ ความจริงที่แอบซ่อนเบื้องหลังความรักจึงเริ่มเผยหางทีละฉาก ในปีนั้นที่มนุษย์มีจำนวนมหาศาลถือว่าตนเองมีกองทัพและกำลังทหารเหนือทัพใด มนุษย์อยากโค่นปักษา และขึ้นไปยังดินแดนลอยฟ้า พวกเขาอยากเป็นเผ่าที่ปกครองโลกอย่างแท้จริง กระนั้นด้วยรู้ว่าแค่พลังของตนยังไม่พอล้มศัตรู พวกมนุษย์จึงวางแผนใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆที่พวกเขาเรียกว่า เครื่องมือ ขโมยพลังจากเผ่าอื่น กดขี่สัตว์มนตรา

           บุตรของปักษาแห่งหมู่เมฆถือเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่มนุษย์ทุ่มเทสร้างขึ้น เพื่อหวังพลังอำนาจมาโฮ และสายสัมพันธ์ของชาวปักษา

          ปักษาแห่งหมู่เมฆเพราะมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ นางจึงถูกขับไล่จากครอบครัวและเผ่า นางเหลือตัวคนเดียว กระนั้นนางเชื่อมั่นในความรักที่ชายหนุ่มผู้นั้นประทานให้ ซึ่งเขาก็มอบความรักให้นางด้วยใจจริง

          ใจจริงที่ถูกหลอกใช้ และแม้นเขาจักรักนางจากหัวใจ ปักษาแห่งหมู่เมฆก็หารักเขาไม่…

          “ยาพิษ…”หญิงสาวเอ่ยคำนั้นด้วยความรังเกียจ เพราะยาพิษปีศาจทำให้ปักษาแห่งหมู่เมฆทรยศความรัก และถูกมนตราชั่วร้ายปิดบังรักแท้ หลอกให้นางหลงรัก มั่วเมาติดชายหนุ่มมนุษย์ ยอมเชื่อฟังเขา ยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา ต่อให้ตัวนางจะโดนมองเช่นไร นางก็กล้ำกลืนฝืนใจ เพราะนางรักเขาจริงๆ ทั้งสองรักกัน…

          “รัก…”

          ปักษานิลกาฬหยุดเล่า ปล่อยให้ความโศกเศร้ากัดกินหัวใจผู้ฟัง และตนเอง เมรัยปิดตาสนิท ไม่ว่านางจักฟังกี่ครั้งก็รู้สึกข่มขืน เรื่องราวที่ก่อเกิดปักษานิลกาฬและจุดจบของมวลมนุษย์ ท้ายที่สุด มันเป็นเรื่องตลกของคนอื่น แต่ถ้าต้องเรื่องแบบนี้กับตนเอง คงหัวเราะไม่ออก

          “มนุษย์ใช้ทุกอย่างเพื่อชนะสงคราม แม้จักต้องเสียสละมากเพียงใด..”

          ก่อนที่ปักษานิลกาฬจักล่วงรู้ความจริงก็สายเกินไป มนุษย์ไม่พอใจกับความพยายามของปักษาแห่งหมู่เมฆจึงตัดสินใจใช้ชีวิตนางข่มขู่ปักษาสวรรค์ กระนั้นเผ่าปักษาทั้งหมดตัดขาดกับปักษาแห่งหมู่เมฆ เป็นตายร้ายดี นับแต่นางครองคู่กับมนุษย์ นางไม่ถือว่าเป็นที่ยอมรับของเผ่าปักษาอีกต่อไป ดังนั้นในช่วงเพลาที่นางโดดเดี่ยว ต้องการความช่วยเหลือกมากที่สุด…ยามที่นางอยากให้ใครสักคนปกป้อง

          “ข้าทิ้งนาง

          คำตอบสั้นๆที่อัดแน่นด้วยความรู้สึกผิด ไม่ว่าจักกี่คืน กี่วัน ยามใดที่ปักษานิลกาฬหลับตาและฝันถึงปักษาแห่งหมู่เมฆ ความเจ็บปวดรวดร้าวจักกลืนกินนาง ตอกย้ำให้นางรู้ว่าอดีตนั้นนางทำผิดเช่นไร ผิดพลาดและมิอาจแก้ไข ท้ายที่สุด ปักษาแห่งหมู่เมฆตาย….ตายเพราะไม่อาจช่วยเหลือมนุษย์ชนะสงคราม ตายไปโดยที่คิดว่าตนเองยังหลงรักมนุษย์

          ใช่ กระทั่งยามที่นางตายด้วยน้ำมือของชายหนุ่มคนนั้นที่นางรัก…นางยังรักเขา

          “มนุษย์สมควรตาย…”

          ไอมาโฮมืดแตกซ่านอีกครั้ง คราวนี้มันเปี่ยมด้วยความเดือดระอุปานภูเขาไฟใกล้ปะทุ ปักษานิลกาฬกรีดน้ำตาและลิ้มรสความเจ็บปวดที่ตนได้รับเมื่อครั้งสูญเสียคนรักให้กับแผนสกปรก ขี้ขลาด ต่ำช้าของพวกมนุษย์ หญิงสาวลุกยืนและกางสยายปีกมนตราทมิฬ ดวงเนตรสบจ้องเมรัยและนารี โซฟีและเรไร พลางเอ่ยช้าๆ “เพราะพวกมนุษย์ชอบวิ่งหาความตาย…”

          นางเว้นระยะอย่างมีท่วงทำนอง “…พวกมันทำร้ายข้า ข้าเลยฆ่าพวกมันไปเกือบหมดโลก ฮึๆ”

          ดวงเนตรทมิฬจับจ้องนารี… แววตานั้นน่าเกรงขามประหนึ่งองคาพญานาค ทมิฬดุจปีศาจ และอำมหิตชนิดที่ไม่ใครเทียบเท่า

          ขุมพลังมาโฮเสกสรรแก้วคมกริบนับหมื่นล้าน สร้างให้มันแหลมดุจใบมีดกิโยติ ก่อร่างเสาพายุ แก้วทั้งหลายบินรอบตัวปักษานิลกาฬเพรียงพร้อมสังหารและบดขยี้ความหวัง ความฝัน ความรัก ทุกๆอ่างให้สิ้นสลายและก้าวสู่จุดจบ!!! ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มทวีจนพื้นดินสั่นเทือน กองหิมะถล่ม หมู่นกกากรีดร้องโหยหวนและโบยบินหนีตาย เมรัยส่งสายตาวิงวอนให้นารีที่กำลังพยุงอาการเรไรไว้มิให้สิ้นลมหายใจ

          ริมฝีปากน้อยเปิดขยับช้า กล่าวด้วยรอยยิ้มเศร้าระทม

          พา-เรไร-ไป-ซะ

          “เมรัย..แล้วเจ้า”

          ความกลัวปริศนาค่อยๆเกาะกุมหัวใจนารีต่างอุ้งมือมาร เมรัยเห็นเมียรักกลัวจึงส่ายหน้าช้า ขอบตาแดงระเรื่อ “ไม่เป็นไร

          ไม่เป็นไร…เชื่อข้า ข้าจักกลับไปหาพวกเจ้าอย่างแน่นอน

          คำมั่นนั้นเหมือนคำอำลา นารีกลืนน้ำลายปิดตาพลางกอดเรไร เมรัยตัดสินใจแล้ว วิกฤติคราวนี้หากไม่มีใครเสียสละ ทุกคนคงต้องตายจริงๆ

          “เช่นนั้นแหละดี…”เมรัยยิ้มเหงาๆ หมอผีน้อยเงยหน้ามองปักษานิลกาฬ ไว้ว่าในอดีตอันโหดร้ายจักแปรเปลี่ยนปักษาตนหนึ่งให้กลายเป็นอสูรกาย กระนั้นมีประโยคหนึ่งที่เมรัยอยากบอกให้ปักษานิลกาฬ

          “นางจะกลับมาหาเจ้า

          “…”

          ประโยคที่เปี่ยมด้วยพลังใจแรงกล้า กระนั้นกับเปรียบดั่งประโยคแสลงสำหรับปักษานิลกาฬ นางหันเหลียวมองจ้องสบนัยน์ตาเมรัย คราวสองสายตาปะทะส่งผ่านความรู้สึก ด้านในดวงสีส้มแดงอาบด้วยเปลวเพลิงแห่งความหวัง ด้านในดวงตาสีดำนิลอบอวลด้วยความมืดมิดไร้แสงใดกล้าผลิบานสาดส่อง “นางไม่กลับมาหาข้าหรอก” มัจจุราชสาวหุบยิ้มยกมือเตรียมสั่งให้แก้วนับล้านพุ่งบาด ฉีกกระชากเมรัยเป็นชิ้นๆ นางยืนยันคำเดิม ราวว่ามันคือความจริงตลอดกาล

           “นางไม่กล้ามาหาข้า ข้าเองก็มิกล้ามองหน้านาง

          พวกเราต่างทำผิด..และพลัดพรากจากกัน แม้นยามนี้ข้าก็มิรู้ว่าพอเจอนางแล้ว…จักโกรธแค้น รังเกียจ หรือรักนางอีกครั้งได้หรือไม่…

          หยดดำน้ำตาไหลอาบแผลในหัวใจ ให้รู้สึกเจ็บจนหัวใจชินชากับความเจ็บนี้..

“…”

          ปักษานิลกาฬย้อมสีหัวใจตนเองเป็นสีดำดุจน้ำหมึก ยามนี้มันมีเพียงความแค้นและความเศร้าไร้ขอบเขต “ลาก่อน..มนุษย์แห่งบรรพกาล”

          ฝ่ามือเรียวปัดลง พลันพายุแก้วพุ่งใส่เมรัย

          พริบตา-

          “ลาก่อน…เด็กน้อย”

          เมรัยกระชากฝ่ามือขวาจากผนัง พลันแก้วที่เสียบหลุดจากบาดแผลเป็นเหตุให้เลือดแดงสาดกระจาย หมอผีน้อยกัดฟันทนความเจ็บ พลางหยิบกระดาษยันต์ใต้สาบเสื้อ แผ่นยันต์อาคมที่วาดไว้ไม่สมบูรณ์ หากเมรัยใช้อาคมของมัน มันจะระเบิด

          แปะ

          หมอผีน้อยอาศัยความผิดพลาดสร้างปาฏิหาริย์ นางวางกระดาษยันต์แนบพื้นพลันอาคมทำงาน ระบิด ตูม!!!!

          “!!!”

          อนุภาพของมันมีพลังทำลายร้างพื้นหอคอยเป็นผุยผง พื้นหอคอยยุบตัวลงด้านล่าง เปิดเผยให้เห็นห้องใต้ดินและหลุมลึก เมรัยอาศัยจังหวะนั้นกระโดดจากพื้นที่ค่อยๆถล่มไปคว้าตัวโซฟี อาศัยเศษซากพื้นเป็นเครื่องอำพราง ป้องกันแก้วปักษานิลกาฬ คราวบัดนั้นสองสาวน้อยเร้นกาย หายลับไปใต้ซากหินที่ทับถมกันเป็นชั้นๆปิดเส้นทางให้มัจจุราชสาวไล่ล่า อีกด้านหนึ่ง ฝั่งนารีสบจังหวะที่เมรัยสร้าง ดวงดาวน้อยหอบปักษาน้อยพลางเร่งพลังมาโฮพุ่งทะยานหนีไปไกล

          “ฮึ”

          เหลือหญิงสาวไว้เพียงลำพักกับกองซากหอคอย “ฮึๆๆๆฮาๆๆๆๆๆ”

          เหนือนภาขาวมีหิมะสีโพลนร่วงหล่นโปรยปราย ไร้วี่แววสรรเสียงสิงสาสารสัตว์ กระนั้นแววเสียงสายลมหนาวจับขั้วฤทัย ช่างบังเอิญโดยแท้ที่ปักษานิลกาฬได้พบเจอสี่สาวน้อย มันเป็นชะตากรรมหรือไม่ หรือวาสนา จักด้วยสิ่งใดนำพาก็ตามแต่ ปักษานิลกาฬหงุดหงิด เศร้า อยากตาย เพราะพึ่งเล่าเรื่องของตนเองให้ผู้อื่นฟัง ความรู้สึกเก่าๆเดิมๆจึงย้อนมาทำร้าย ตรอกย้ำนางอีกครั้ง ไม่ดีเลย นางเสียใจที่ช่วยคนรักมิทัน เสียใจที่ทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง หากมีโอกาสสักครั้งนางก็อยากช่วยเหลืออีกฝ่าย

          กระนั้นนางกลัว และโกรธ

          โทสะของนางมากพอทำลายล้างทุกๆคนที่นางพบ ความโกรธเกรี้ยวของนางมักปะทุทุกครั้งที่ไอ้พวกมนุษย์น่าโง่ยกกองทัพมาหมายจักกำจัดนาง ทุกปี ทุกชาติภพ ไม่ว่าครั้งไหนที่พวกมันไม่ยอมแพ้ และพากันเดินมาตายอย่างโคตรปัญญาอ่อน ฮาๆ

          มันคงเป็นเช่นนี้ตลอดไป…

          “ข้าบ้าไปแล้วใช่หรือไม่…เรไร…เหตุหิมะของเจ้าถึงทำให้ข้าเจ็บปวดเช่นนี้…”

          มนุษย์ชาติมิเคยล้มเลิกแผนการกำจัดปักษานิลกาฬ กระนั้นทุกครั้งที่เผชิญหน้าสัตว์ประหลาดตนนี้ มนุษย์พ่ายแพ้..และล้มตาย.. พวกเขามิหยุดและเหมือนจัก..ไม่มีวันหยุด…

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น