หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 42 เจ้าซาฮาร่านั่นมันสมควรโดน!

ชื่อตอน : ตอนที่ 42 เจ้าซาฮาร่านั่นมันสมควรโดน!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ค. 2561 15:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 42 เจ้าซาฮาร่านั่นมันสมควรโดน!
แบบอักษร

เจิ้งทั่นหมอบอยู่บนโซฟาพลางขยับปลายหางไปมาเบาๆ

เขาชอบคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเวลาทำท่านี้ ส่วนปลายหางที่ขยับไปมานั้น มันเป็นนิสัยที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้กลายเป็นแมว เกิดจากครั้งหนึ่งที่เขาทำมันออกมาโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว ก็เหมือนกับบางคนที่ขณะกำลังใช้ความคิดจะชอบใช้นิ้วเคาะโต๊ะ เจิ้งทั่นเวลาใช้ความคิดขณะที่มอบอยู่บนโซฟาก็ชอบที่จะขยับปลายหางไปมาเบาๆ

อันที่จริงแมวหลายตัวก็ชอบทำแบบนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าแมวทุกตัวจะชอบคิดอะไรที่ซับซ้อนแบบเจิ้งทั่น การทำท่าแบบนี้อาจเป็นวิธีที่พวกมันแสดงถึงการพักผ่อน บ่งบอกว่ากำลังอารมณ์ดี ชีวิตมีความสุข หรือบางทีพวกมันอาจจะกำลังคิดอะไรที่ไม่ถึงกับซับซ้อนแบบเจิ้งทั่น แต่ก็เป็นเรื่องราวที่มนุษย์คาดไม่ถึง เพราะถึงอย่างไรเสียความคิดของแมวก็ยากที่จะคาดเดา

ช่วงสองสามวันมานี้เจิ้งทั่นยังคงฝันเห็นภาพเหตุการณ์เหล่านั้น แต่ก็ไม่ได้หนักหนาเหมือนวันแรกแล้ว เขาสามารถปรับอารมณ์ได้ อันที่จริงหากเจิ้งทั่นยังเป็นคนอยู่ คงจะไม่เก็บเอาเรื่องนั้นมาไว้ให้รกสมอง บางทีแค่เดินออกมาก็ลืมแล้ว หรืออาจจะไม่แคร์ด้วยซ้ำ แต่พอกลายเป็นแมวแล้ว สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันทำให้มุมมองที่มองแต่ละเรื่องมันก็แตกต่างออกไปเช่นกัน

ถ้าเป็นคนเรื่องทุกอย่างมันก็ง่ายๆ จะไปหาคนมาสั่งสอนเด็กหนุ่มรอยสักคนนั้นก็ได้ ตัดแขนตัดขาตัดน้องชายก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้ลงมือเอง แต่ตอนนี้ไม่ได้มีช่องทางแบบนั้น เขายังต้องพึ่งตัวเอง

ภายในห้องรับแขกเจียวหย่วนกับเสี่ยวโย่วจื่อกำลังดูสารคดีวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสัตว์ป่า แม่เจียวหย่วนกำลังนั่งถักเสื้ออยู่ในห้องนอน ส่วนพ่อเจียวหย่วนออกไปทำธุระข้างนอก เวลานี้ที่ด้านนอกหิมะเม็ดใหญ่กำลังโปรยปรายลงมา หลังจากที่ท้องฟ้าแจ่มใสมาหลายวัน ตอนนี้หิมะกลับมาตกอีกครั้งตั้งแต่เมื่อคืน วันนี้พอตื่นขึ้นมาก็เห็นข้างนอกขาวโพลนไปหมด เมื่อครู่เจียวหย่วนเปิดหน้าต่างออกไปดูก็พบว่าหิมะยังคงตกอยู่ ดูท่าครั้งนี้คงจะตกหลายวัน

ในโทรทัศน์เสือชีต้าห์ที่เพิ่งตื่นขึ้นมากำลังนั่งอยู่บนทุ่งหญ้า ขณะนี้มันคงกำลังจะออกล่าเหยื่อ ที่ทุ่งหญ้ามีสัตว์อยู่มากมาย เช่น แพะภูเขา วัวป่า เป็นต้น แต่ดูเหมือนมันค่อยๆ รอเวลาไม่ได้รีบร้อน

ก่อนหน้านี้เจิ้งทั่นแยกไม่ออกระหว่างเสือชีตาห์กับเสือดาว เขารู้สึกว่าลายบนตัวของพวกมันดูคล้ายๆ กัน พิธีกรในรายการบอกว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเสือชีต้าห์แตกต่างจากเสือตัวอื่นๆ แต่เขาก็ยังมองไม่ออกอยู่ดี เขาเคยเห็นเสือดาวในสวนสัตว์ อันที่จริงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเป็นเสือชนิดไหน ดังนั้นในสายตาของเขาเสือชีต้าห์ก็ไม่ได้แตกต่างจากเสือชนิดอื่นๆ เท่าใดนัก

เจียวหย่วนกับเสี่ยวโย่วจื่อที่อยู่ข้างๆ กำลังคุยกันเรื่องจุดเด่นของเสือชีต้าห์ เมื่อครู่เจิ้งทั่นกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ จึงไม่ได้สนใจในสิ่งที่พิธีกรพูด จับใจความได้เป็นพักๆ

แต่เท่าที่ฟังเจียวหย่วนกับเสี่ยวโย่วจื่อคุยกัน ทำให้เจิ้งทั่นได้รู้ว่าที่หน้าของเสือชีต้าห์มีเส้นสีดำยาวลงมาตั้งแต่มุมตาจนถึงมุมปาก ดูแล้วเหมือนเป็นรอยน้ำตา นี่ก็เป็นหนึ่งในความแตกต่างของเสือชีต้าห์กับเสือชนิดอื่น เส้นสีดำทั้งสองเส้นนี้มีส่วนช่วยในการดูดรับแสง ทำให้สายตามองได้ไกลขึ้น

เจิ้งทั่นรู้สึกว่าตัวเองได้เปรียบกว่ามาก เพราะเขาดำทั้งตัว!

“เสือชีต้าห์นี่อดทนเก่งจริงๆ ถ้าเป็นพี่นะคงกระโจนออกไปแล้ว แพะภูเขาเยอะขนาดนั้น ยังไม่รีบไปลุยอีก” เจียวหย่วนแกะลูกอมใส่ปาก จากนั้นก็เอาเปลือกลูกอมมาวางตรงจมูกเจิ้งทั่น “ชอบรสมะม่วงไหม?”

เจิ้งทั่นหันหน้าหนีพลางเชิ่ดใบหูขึ้น เขาไม่สนใจเจ้าเด็กแสบนี่ที่ว่างจัดจนมาแกล้งแมว

“พวกมันต้องประเมินโอกาสที่จะทำสำเร็จก่อน จะได้ประหยัดแรง” เสี่ยวโย่วจื่อพูดอย่างจริงจัง

“อืม กฎของการดำรงชีวิตภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นป่า” เจียวหย่วนสรุป

เจิ้งทั่นพลิกตัวเปลี่ยนท่านอน

สิ่งที่คิดกับการปฏิบัติจริงนั้นมันคนละเรื่องกัน เรื่องที่เจิ้งทั่นอยากจะไปสั่งสอนเด็กหนุ่มที่มีรอยสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือเขาไม่อยากออกหน้าเอง ไม่อย่างนั้นอาจจะมีเรื่องยุ่งยากตามมา

ซึ่งก็หมายความว่าทางที่ดีควรลงมือในตอนกลางคืน

เด็กหนุ่มที่มีรอยสักนั่นจัดอยู่ในประเภทร่างกายกำยำแข็งแรง ยามปกติคงจะไปมีเรื่องเป็นประจำ แต่ความสามารถระดับไหนนั้น เจิ้งทั่นยังคงสงสัยในจุดนี้

บางอย่างที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณซอยตึกเก่าพูดนั้นก็เกินจริงไปหน่อย พวกเขาเอาแต่พุ่งความสนใจไปที่กล้ามกับรอยสักของเด็กหนุ่มนั่น ก่อนหน้านี้เจิ้งทั่นเคยเจอพวกนักเลงมาบ้าง คนพวกนั้นก็มีรอยสัก แต่ในขณะเดียวกันรอยแผลเป็นที่อยู่บนร่างกายก็เยอะพอตัว บนแขนที่โผล่ออกมานอกเสื้อยังมีแผลเป็นที่ทิ้งเอาไว้หลังแผลหายสนิทแล้ว ต่อให้ไม่มีรอยแผลเป็น ก็ใช่ว่าจะเอาเด็กหนุ่มนั่นไปเทียบกับคนพวกนั้นได้

อย่างเจ้าเด็กหนุ่มนั่น มากสุดก็แค่พวกชอบทำอวดเก่ง บางทีเรื่องมันอาจจะไม่ได้ยากอย่างที่เจิ้งทั่นคิดก็ได้ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ เขาจำเป็นต้องไปสังเกตการณ์ที่นั่น

อดทน รอเวลา แล้วสังหารรวดเดียว

นี่คือวิถีการดำรงชีวิตของเสือชีต้าห์ เจิ้งทั่นต้องเอาอย่างวิธีการจู่โจมแบบนี้บ้าง

อดทน...

เจิ้งทั่นมองไปนอกหน้าต่าง บนหน้าต่างมีหยดน้ำเกาะอยู่ทำให้ไม่สามารถมองข้างนอกได้ชัดเจน แต่ความพร่ามัวก็มีประโยชน์ในตัวเอง หากอยากจะรู้ว่าข้างนอกหิมะยังตกอยู่หรือไม่ ตกหนักแค่ไหน ถ้าไม่เช็ดหยดน้ำเหล่านั้นก็ต้องผลักหน้าต่างออกไปดู ถ้าไม่ผลักออกไปแล้วมองผ่านหยดน้ำเหล่านั้น ความจริงก็อาจจะถูกบิดเบือนได้

เจิ้งทั่นเดินไปตรงหน้าต่างของห้องรับแขก แล้วขึ้นไปยืนตรงขอบ จากนั้นก็หายใจลงไปบนหยดน้ำที่เกาะอยู่บนหน้าต่าง

หยดน้ำเหล่านั้นเริ่มละลายแล้วไหลลง พอรวมกับหยดน้ำอื่นๆ จึงทำให้เป็นก้อนใหญ่แล้วไหลลงเร็วขึ้น กว่ามันจะไหลลงสุดทางไม่รู้ว่ามีหยดน้ำทั้งหมดกี่หยดในกลุ่มนั้น

หากมองหยดน้ำแต่ละหยดเป็นการเตรียมตัวก่อนที่จะลงมือ ถ้าอย่างนั้นสุดท้ายแล้วพอสบโอกาสเหมาะเรื่องราวก็จะจบลงง่ายๆ เหมือนหายใจรดหยดน้ำพวกนั้นหรือเปล่า?

เจิ้งทั่นสะบัดหางให้สมองตื่นตัวเตรียมจะออกไปข้างนอก ในบ้านอบอุ่นเกินไป สงบเกินไป ทำให้เขารู้สึกง่วง

“เอ๊ะ ชาร์โคล อยากออกไปเหรอ?” เสี่ยวโย่วจื่อที่กำลังจะแกะลูกอมพอเห็นเจิ้งทั่นอยู่ตรงประตูจึงพูดขึ้น

“ออกไปเล่นก็ต้องกลับบ้านมากินข้าวให้ทัน ไม่อย่างนั้นต้องหิวตาย ถ้านายไม่กลับมาให้ทันน่องไก่จะตกเป็นของฉัน!” เจียวหย่วนเน้นคำว่า ‘น่องไก่’ เป็นพิเศษ

แม่เจียวหย่วนเตรียมน่องไก่ไว้สามน่องเป็นอาหารเย็นสำหรับเด็กทั้งสองและเจิ้งทั่น

พอได้ยินเจียวหย่วนพูดแบบนั้น เจิ้งทั่นจึงส่งเสียง หึ ออกมาทางจมูก เป็นการบอกว่าเข้าใจแล้ว

พอออกไปนอกตึกเจิ้งทั่นก็เห็นหิมะหนาเป็นชั้น พอเดินลงไปขาทั้งสี่ก็จมลงไปเกือบมิด เดินค่อนข้างลำบาก แต่สำหรับเขาแล้วนี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร

ค่อยๆ เดินออกไปทีละก้าว บนหิมะที่ขาวสะอาด มีเงาดำกำลังเดินออกนอกที่พักบุคลากร หากมองจากด้านบนมันดูโดดเด่นมาก แต่ในเวลาแบบนี้คงไม่มีใครมีอารมณ์ออกนอกบ้านมาตากลมชมหิมะหรอก

พอเจิ้งทั่นก้มหน้าก็ไปเจอกับหิมะพอดี ทำให้ความหนาวเย็นถูกส่งผ่านเข้ามา

ตอนนี้ไม่มีลม มีแต่หิมะเม็ดใหญ่ที่ตกลงมา

เจิ้งทั่นเงยหน้ามองหิมะที่กำลังโปรยปราย เขาสะบัดหูให้หิมะที่เกาะอยู่หลุดออก แล้วเดินต่อไปข้างหน้า

ความเย็นที่อยู่รอบตัวทำให้สมองของเขาตื่นตัวอยู่ไม่น้อย ความง่วงที่มีตอนอยู่ในบ้านหายไปหมดสิ้น

ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังมุ่งหน้าไปยังประตูทางเข้าเขตที่พักอยู่นั้น อยู่ๆ ก็มีเสียงสุนัขเห่าลอยมาอยู่ไม่ไกล ตามด้วยเสียงคนตะโกน “ซาฮาร่า กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!”

ซาฮ่าร่ากลับตอบรับด้วยการวิ่งออกไปไกลกว่าเดิม วิ่งไปสักพักก็หยุดลองแล้วหันมองตึกที่ตัวเองพักอาศัยอยู่ จากนั้นก็เห่าออกมาสองที ถ้ามันเห็นมีคนตามมาไม่ว่าคนคนนั้นจะอยู่ไกลแค่ไหน แค่ขยับให้มันเห็นสองก้าว มันก็จะออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตต่อทันที

นี่คือนิสัยในยามปกติของซาฮาร่า ช่วงปีใหม่หลายวันมานี้ที่บ้านของมันมีแขกมาเยี่ยมเยียนมากมาย ตรงประตูทางเข้าตึกก็มักจะถูกเปิดออกบ่อยๆ ยามที่มีแขกเข้าออก ทำให้ควบคุมยาก

ตอนแรกเจ้าของซาฮาร่าก็ล่ามมันเอาไว้ แต่มีเด็กคนหนึ่งเล่นอยู่ก็ไปปลดล็อคปลอกคอมันออก ซาฮาร่าจึงฉวยโอกาสเบียดแขกที่เข้าๆ ออกๆ วิ่งออกไปข้างนอก

เจ้าของมันต้องต้อนรับแขก จะให้ทิ้งแขกแล้วไปวิ่งจับหมาก็ไม่ได้ อีกอย่างเหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นหลายคครั้งแล้วในช่วงหน้าหนาว ไม่มีอะไรต้องกังวล ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเดี๋ยวซาฮาร่าก็กลับมาเอง แต่สภาพตอนกลับมา ถ้าไม่ไปคลุกขี้โคลนมา เนื้อตัวก็ต้องไปเลอะอะไรมาสักอย่าง สรุปคือต้องอาบน้ำให้มันใหม่ทุกที

เพื่อนบ้านต่างก็ชินกับเรื่องนี้แล้ว อีกทั้งทุกครั้งที่เห็นภาพเหตุการณ์นี้ต่างก็คิดเหมือนกันว่า ‘มีเรื่องสนุกให้ดูอีกแล้ว’

ซาฮ่าร่าวิ่งออกไปข้างนอกอย่างบ้าคลั่ง เนื่องจากตัวมันใหญ่กว่าเจิ้งทั่น จึงวิ่งบนหิมะได้สบาย ขณะวิ่งขาหลังก็ตะกุยให้หิมะกระเด็นไปด้วย ไม่รู้ว่ามันตั้งใจหรือเปล่า เพราะเจิ้งทั่นไม่เคยเห็นเสี่ยวฮวากับจ้วงจ้วงเป็นแบบนั้น

พอซาฮาร่าวิ่งผ่านเจิ้งทั่น อยู่ๆ มันก็เบรกกะทันหัน แล้วหันไปมองเจิ้งทั่นที่จมอยู่ในกองหิมะ

“โฮ่งๆ!”

โฮ่งทำแป๊ะอะไรเล่า!

เจิ้งทั่นไม่สนใจมัน เขามุ่งหน้าเดินต่อไป

ซาฮาร่ายืนอยู่ตรงนั้นสักพัก พอเห็นว่าเจิ้งทั่นไม่สนใจ มันจึงสะบัดหางเดินเข้าไปหาเขา ขณะที่มันเดินเข้ามานั้นเจิ้งทั่นก็ได้ยินเสียงเท้าที่จมลงไปในโคลนของมันด้วย

ขณะที่เข้าไปใกล้เจิ้งทั่น อยู่ๆ ซาฮาร่าก็ยกขาหน้าขึ้นมา แล้วใช้เท้าผลักเจิ้งทั่นให้เข้าไปในกองหิมะ มันออกแรงไม่มาก ไม่ถึงกับทำให้เจิ้งทั่นบาดเจ็บ

เจิ้งทั่นนึกไม่ถึงว่ามันจะมามุกนี้ โดนจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวจนเข้าไปอยู่ในกองหิมะ หน้าของเขาเองก็ถูกฝังลงไปด้วย

พอปฏิบัติการสำเร็จ ซาฮาร่าก็วิ่งจากไปอย่างสนุกสนาน

เจิ้งทั่นสะบัดหิมะออกจากตัว สะบัดหัวเอาหิมะออกจากหน้า

ไอ้เฮงซวย ซาฮาร่าไอ้หมาตัวแสบ!

เจิ้งทั่นโมโหจนวิ่งออกไป เขาไม่ได้ค่อยๆ เดินทีละก้าวเหมือนอย่างตอนแรกแล้ว ความเร็วไม่แพ้ซาฮาร่า อีกทั้งเขายังได้เปรียบในเรื่องการกระโดดจึงกระโดดขึ้นไปบนกระถางดอกไม้ทรงกลมที่อยู่กลางถนน แล้ววิ่งตรงไปลูกเดียว

ขณะที่ลุงยามเฝ้าประตูเปิดหน้าต่างออกก็เห็นแมวดำของรองศาสตราจารย์เจียวกับสุนัขพันธุ์ผสมที่หลานของนักวิชาการหร่วนเลี้ยงไว้กำลังเล่นกัน โดยที่แมวดำวิ่งไล่ซาฮาร่าจนทันแล้วใช้กรงเล็บตะกุยไปที่ตัวของซาฮ่าร่าอย่างเมามันโดยที่ไม่สนว่ามันเป็นหมา

พอเห็นเหตุการณ์นั้นลุงยามก็หัวเราะออกมา เขานึกถึงสมัยก่อนที่หลานตัวเองเล่นลูกข่าง ตอนที่ปั่นลูกข่างได้ไวที่สุดมือยังไม่ไวเท่าแมวตัวนั้นเลย

“ปั่นได้ดี เจ้าซาฮาร่านั่นมันสมควรโดน!”

ลุงยามปิดหน้าต่างลง แล้วดื่มต่อ ตามด้วยถั่วลิสงอีกสองเม็ด เขาส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมา จากนั้นก็เอนตัวลงกระดิกขาดูรายการฉลองปีใหม่ในโทรทัศน์ต่อ

หลังจากที่เจิ้งทั่นซัดซาฮาร่าจนหนำใจแล้วก็ยืนหอบอยู่ตรงนั้น

ส่วนซาฮาร่าพอเห็นเจิ้งทั่นหยุดก็แลบลิ้นออกมาหอบบ้าง แต่อาจจะเป็นเพราะมันกระหายน้ำ มันก้มหน้าเลียหิมะ ขณะที่เลียก็ส่งเสียงแจ๊บๆ ออกมา เลียหิมะมันยังไม่ถึงใจ ซาฮาร่าเลยลงไปกลิ้งด้วย กลิ้งไปกลิ้งมาไปเจอเนิน มันจึงกลิ้งไหลลงไปตามเนิน

ที่ด้านล่างเนินเป็นสนามเทนนิส มีตาข่ายกั้นอยู่ แต่เนินนี้มีความยาวอยู่สิบกว่าเมตร

เจิ้งทั่นมองซาฮาร่ากลิ้งไปจนลับตาแล้วเขาก็หันมามองรอบๆ ส่วนซาฮาร่าพอกลิ้งไปจนสุดทางแล้วก็ลุกขึ้นมาสะบัดขน มองไปรอบๆ จากนั้นก็เดินขึ้นเนิน

ตอนแรกเจิ้งทั่นคิดว่าพอซาฮาร่าขึ้นมาแล้วจะไปเล่นที่อื่นต่อ ปรากฏว่ามันกลิ้งลงเนินไปต่อ อีกทั้งมันยังรู้สึกเร็วไม่พอ ขณะที่กลิ้งลงยังมีการบิดตัวช่วยเพิ่มความเร็วอีกด้วย

เจิ้งทั่นมองหมาที่เล่นอย่างสนุกสนานแล้วก็ส่ายหัว จากนั้นก็เริ่มเดินต่อ

ภายในมหาวิทยาลัยมีคนเดินอยู่น้อยมาก รถที่ผ่านไปมาก็ไม่เยอะ เจ้าหน้าที่ยามสวมเสื้อกันหนาวหนากำลังตักหิมะอยู่ พวกเขาช่วยกันเคลียร์ทางตรงบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายก่อน

เจิ้งทั่นเดินไปตรงบริเวณที่เป็นจุดฝังลูกแมวทั้งสาม เขายืนมองห่างออกไปไม่กี่เมตร ตรงนี้ไม่มีคนมา บนหิมะไม่มีร่องรอยอื่นๆ

เจิ้งทั่นไม่รู้ว่าแมวสีขาวตัวนั้นตอนนี้เป็นอย่างไร นับจากวันที่คุณตาอุ้มมันกลับไปด้วย เขาก็ไม่ได้เจอมันอีกเลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าคุณตาคนนั้นอาศัยอยู่ที่ไหน แต่ได้ยินคุณตาบอกว่าอาศัยอยู่แถวนี้ ในเมื่ออยู่ไม่ไกล ต่อไปคงได้มีโอกาสเจอกันบ้าง

เจิ้งทั่นเดินไปตามที่ต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เขาไม่ได้ไปที่ป่าที่ชอบไปฝึกปีนต้นไม้ มันไกลเกินไป

หลังจากที่ไปมาหลายที่แล้ว เจิ้งทั่นเงยหน้ามองท้องฟ้า จากนั้นจึงตัดสินใจไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้ของศาสตราจารย์หลัน

เจิ้งทั่นได้ค้นพบว่าที่สวนดอกไม้นั้นมีของที่เขาชื่นชอบมากมาย ขอเพียงแต่เป็นคนที่หาเก่ง ก็จะได้พบกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ

ยังไม่พ้นช่วงปีใหม่รองศาสตราจารย์หลันจึงยังต้องคอยต้อนรับแขกที่มาเยือนอยู่ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีเวลามาที่นี่ แต่ในส่วนที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษศาสตราจารย์หลันก็ได้จัดการเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ ช่วงเวลาที่เหลือก็แค่คอยมาแวะเวียนมาดูอุณหภูมิและความชื้นในแปลงดอกไม้บ้างแค่นั้น

เจิ้งทั่นยังคงใช้เส้นทางเดิมในการเข้าไป นั่นก็คือปีนกำแพง

หลังคาโปร่งใสของแปลงดอกไม้มีหิมะหนาปกคลุมอยู่ หากไม่ระวังจะลื่นไถลลงไป

ที่ด้านข้างมีลังไม้วางซ้อนกันอยู่เช่นเคย แต่เจิ้งทั่นก็ไม่ได้กระโดดลงไปทันที แต่เขาเลือกที่จะยืนชมความงามของแปลงดอกไม้อยู่บนนั้น

เขาหลับตา เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย หิมะตกลงบนจมูกของเขาแล้วค่อยๆ ละลายไป

ในอากาศมีกลิ่นของดอกบ๊วยปะปนอยู่

หิมะที่ตกลงบนใบไม้ทำให้เกิดเสียงเล็กน้อย

เขาไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่ถึงขั้นชื่นชมความงามอยู่ในแดนสวรรค์ แต่เขาแค่อยากอยู่เงียบๆ สักพัก แค่สักพักก็ยังดี

เสียงจามดังขึ้นทำลายความสงบในสวนดอกไม้

แมวตัวอื่นเวลาจามเสร็จจะเลียจมูกตัวเอง แต่เจิ้งทั่นไม่เลีย เขายังคงรักษาท่าทางของความเป็นคนเอาไว้ด้วยการสูดจมูกเข้าไป

เวรกรรม รีบดูแล้วกลับบ้านดีกว่า มันจะหนาวอะไรขนาดนี้! ตัวชื้นไปหมดแล้วเนี่ย!

เขากระโดดลงไปโดยใช้ลังไม้เป็นแท่นรอง เจิ้งทั่นเดินผ่านแปลงดอกไม้ไปเรื่อยๆ จนไปหยุดลงตรงที่มีป้าย ‘ห้ามคนนอกเข้า’ ติดอยู่กับแปลงที่มีสัญลักษณ์ห้ามเข้าติดไว้

ที่แปลงดอกไม้นั้นถูกล็อคไว้ แม้แต่หน้าต่างก็ถูกปิดสนิท เจิ้งทั่นมุดเข้าตรงที่ระบายอากาศไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร จุดประสงค์ของเขาแค่มาเดินดูเท่านั้น

แต่น่าเสียดายที่แปลงดอกไม้พวกนี้มีการควบคุมอุณหภูมิไว้ ทำให้กำแพงด้านในมีไอน้ำเกาะอยู่ เจิ้งทั่นจึงมองเห็นสภาพข้างในได้ไม่ชัดเจนนัก

เขาสะบัดหาง พอนั่งสักพักแล้วก็ลุกออกไป ครั้งหน้าค่อยมาดูใหม่

ไม่รีบ ต้องมีความอดทน ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเตรียม

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น