หอหมื่นอักษร

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 41 ชาร์โคล เป็นอะไรหรือเปล่า?

ชื่อตอน : ตอนที่ 41 ชาร์โคล เป็นอะไรหรือเปล่า?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ค. 2561 15:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 41 ชาร์โคล เป็นอะไรหรือเปล่า?
แบบอักษร

ไม่มีกฎหมายคุ้มครองสัตว์มารองรับ หากหวังพึ่งศีลธรรมที่อยู่ในจิตใจคงไม่อาจบรรเทาความโกรธของคนส่วนใหญ่ได้ ยุคสมัยนี้ไม่เหมือนกับอีกสิบปีให้หลังที่สามารถถ่ายคลิปเอาไปโพสต์บนโลกโซเชียลได้

แต่ต่อให้เรื่องนี้สามารถดึงดูดความสนใจคนให้มาร่วมตัดสินมากเท่าไร ก็ดูจะไม่เพียงพอในการลงโทษมนุษย์จิตใจอำมหิตผู้นี้

ตัดสินแล้วยังไง? ศีลธรรมใช้ประโยชน์อะไรได้?

สามารถทำให้ลูกแมวทั้งสามฟื้นขึ้นมาหรือให้ความยุติธรรมกับแม่แมวตัวนั้นได้ไหม?

ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เด็กหนุ่มที่มีรอยสักผู้นั้นแม้แต่เสียค่าปรับยังไม่ต้อง เรื่องศีลธรรมสำหรับเขาแล้วเป็นเหมือนหมอกควันที่ถูกสายลมพัดผ่านไป ไม่นานก็จางหาย

“เตะแมวตัวเองแล้วมันหนักหัวใครไม่ทราบ! ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนัก ชีวิตช่วงนี้ว่างกันนักเหรอไง!” เด็กหนุ่มยกมือชี้หน้าผู้คนที่มารุมล้อม

พฤติกรรมที่ต่อยคนเมื่อครู่ทำให้กลุ่มคนที่มามุงดูเริ่มหวาดกลัว พูดจาเสียงเบาลง คนที่ออกมาด่าก็ถูกอัดลงไปกอง

ร่างกายที่กำยำและมีรอยสักบวกกับท่าทางที่นักเลงแบบนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนดีนัก ไม่แน่ว่าอาจจะฆ่าคนเป็นก็ได้

“รีบหลบไปสิวะ มาออกันหน้าบ้านคนอื่นทำไม อยากจะโดนใช่ไหม?”

เด็กหนุ่มผลักคนที่อยู่รอบๆ ให้ออกไป ชาวบ้านจึงค่อยๆ พากันเดินออก

ก่อนที่จะเดินออกคุณป้าหลายคนพากันพูดด้วยเสียงเบาๆ “มันบาปนะ” “แมวพวกนั้นน่าสงสารจัง”

อันที่จริงเรื่องราวจำพวกนี้มีมากมาย เรื่องพวกนี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกวันในเมืองนี้

สำหรับแมวตัวหนึ่งแล้วนั้นความยุติธรรมไม่มีหรอก แม้แต่กฎหมายที่จะคุ้มครองก็ยังไม่มี ที่หวังจะพึ่งพาได้อาจจะมีแค่ได้เจอเจ้านายดีๆ หรือไม่ก็กลายเป็นแมวที่เจนโลกอย่างหลี่หยวนป้า

แต่การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายเช่นนี้ ต่อให้เป็นแมวที่เก่งกาจอย่างหลี่หยวนป้าก็ยอมที่จะเลือกรังอันแสนอบอุ่น เลือกเยี่ยนจื่อที่สามารถให้ความช่วยเหลือมันได้มากกว่า

แมวที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวมันจะมีชีวิตอย่างไรกันแน่นะ? เจิ้งทั่นเคยได้ยินแต่คนอื่นเล่ามาเท่านั้น บางคนก็บอกว่าพวกแมวเร่ร่อนก็มีชีวิตที่ดีอยู่ แต่พอเขามาเห็นเหตุการณ์วันนี้แล้วก็เริ่มที่จะสงสัย ที่ว่าอยู่ดีมีสุขน่ะมันก็มีอยู่หรอก แต่ที่ลำบากน่ะก็ใช่ว่าจะไม่มี

ลูกแมวสามตัวที่กองอยู่บนพื้นได้ถูกคุณตาท่านหนึ่งเอาไปจัดการในตอนท้าย เขาใช้ผ้าขนหนูห่อพวกมันไป ส่วนแม่แมวก็เดินตามคุณตาไปพลางส่งเสียงร้องไปด้วย เด็กหนุ่มคนนั้นเอาแต่ยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านข้างพลางมองชายชราคนนั้นพร้อมทั้งแสยะยิ้มให้ อีกทั้งยังดีดขี้บุหรี่ใส่อีกต่างหาก

“ก็แค่แมวสกปรกๆ ไม่กี่ตัว ทำเป็นเรื่องใหญ่กันไปได้ หึ!” เด็กหนุ่มถ่มน้ำลายลงพื้นตรงที่มีรอยเลือดเปื้อนอยู่ จากนั้นก็ฮัมเพลงเดินจากไป

เจิ้งทั่นเดินตามคุณตาคนนั้นที่เดินเข้าไปในประตูด้านข้างของมหาวิทยาลัยฉู่หัว จากนั้นก็เอาลูกแมวที่อยู่ในห่อผ้าไปฝังในสวนเล็กๆ

หลังจากฝังเสร็จคุณตาก็นั่งหอบอยู่ข้างๆ พลางมองแม่แมวที่เดินวนอยู่รอบๆ จากนั้นก็ยื่นมือไปลูบหัวมัน “ที่นี่อาจจะดูไกลไปหน่อยนะ แต่ที่นั่นเป็นเขตตึกเก่า อีกสองปีคงจะโดนรื้อแล้ว สิ่งที่อยู่ข้างใต้ก็คงจะถูกขุดขึ้นมา แต่ที่นี่ไม่มีทาง ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ สภาพแวดล้อมก็ดี คนก็ดีด้วย...ต่อไปแกก็ใช้ชีวิตดีๆ นะ ไม่อย่างนั้นก็ไปกับฉัน ฉันไม่ได้อยู่ที่นั่นหรอก ฉันอยู่แถวนี้ ถึงจะไม่ได้มีฐานะดีอะไร แต่ก็คงไม่ปล่อยให้แกอดตายแน่”

เจิ้งทั่นไม่รู้ว่าแมวขาวตัวนั้นเข้าใจในสิ่งที่คุณตาพูดหรือไม่ มันเอาแต่หมอบลงบนพื้นที่ฝังลูกของมันโดยไม่ขยับเขยื้อน คุณตาจะอุ้มมันไปด้วย แต่มันก็ดิ้นขัดขืนไม่ยอมไป

คุณตารอสักพักแล้วไปอุ้มมันอีกครั้ง ครั้งนี้มันไม่ขัดขืนแล้ว

เจิ้งทั่นนั่งดูพวกเขาอยู่ไม่ไกล หลังจากที่พวกเขาไปแล้ว เจิ้งทั่นก็ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร สมองมันสับสนไปหมด แต่ก็คล้ายกับว่าไม่ได้คิดอะไร พอได้สติฟ้าก็มืดแล้ว

เขาขยับตัว อาจเป็นเพราะนั่งนานไปเลยตัวแข็งไปหมด บวกกับอากาศที่หนาวเย็นด้วย

เจิ้งทั่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้ง หลังจากที่ค่อยๆ ลองขยับตัวแล้วก็กลับมากระฉับกระเฉงเหมือนเดิม จากนั้นเขาก็วิ่งเหยาะๆ กลับบ้าน

พอเจิ้งทั่นกลับไปบ้านก็เห็นพ่อเจียวหย่วนกำลังกวาดบ้าน โดยมีเจียวหย่วนกับเสี่ยวโย่วจื่อคอยช่วย แม่เจียวหย่วนกำลังล้างชามอยู่ในห้องครัว ภายในบ้านมีกลิ่นเหล้ากับกลิ่นของคนแปลกหน้าลอยอยู่ยังไม่จางหายไป แต่พอได้กลิ่นของคนที่คุ้นเคยก็ทำให้เจิ้งทั่นรู้สึกอบอุ่นใจ

ช่วงค่ำหลังจากที่เจิ้งทั่นมุดตัวเข้าไปอยู่ในผ้าห่มของเสี่ยวโย่วจื่อแล้วก็ไม่ได้รู้สึกง่วง เสี่ยวโย่วจื่อที่อยู่ข้างๆ หลับไปแล้ว เจิ้งทั่นยังคงลืมตามองเพดานห้องอยู่ จนกระทั่งเวลาตีสามกว่าเขาถึงได้หลับ แต่ก็ไม่ได้หลับสบายนัก เขาฝันเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ เห็นลูกแมวทั้งสามตัวนอนอยู่ที่พื้น

เจิ้งทั่นฝันว่าตัวเองยืนอยู่บนพื้นที่มีรอยเลือดเปื้อนอยู่พลางมองเด็กหนุ่มที่มีรอยสักที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงกำแพง ด้านข้างมีลูกแมวสามตัวนอนตายอยู่ รอบๆ มีผู้คนที่มองไม่เห็นใบหน้าล้อมไว้

เพราะฝันเห็นภาพเหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้เจิ้งทั่นยื่นกรงเล็บออกไปข่วนจนผ้าห่มของเสี่ยวโย่วจื่อเป็นรูใหญ่

วันต่อมาพอแม่เจียวหย่วนเห็นปลอกผ้าห่มเป็นรูใหญ่จึงพูดขึ้น “ดูท่าชาร์โคลคงฝันว่ากำลังจับหนูอยู่”

“แต่วันนี้ชาร์โคลดูอารมณ์ไม่ค่อยดีนะคะ” เสี่ยวโย่วจื่อชี้ไปที่เจิ้งทั่นที่นั่งเหม่ออยู่บนโซฟาพลางพูด

เจียวหย่วนจ้องเจิ้งทั่น จากนั้นก็เอามือไปดัน “อัศวินแมวดำแปลงร่าง!”

เจิ้งทั่นยังคงเหม่อ ไม่ได้ดันมือเจียวหย่วนออกเหมือนครั้งก่อน แล้วก็ไม่ได้ขัดขืนด้วย ปล่อยให้เจียวหย่วนเล่นตามอำเภอใจ

“อัศวินแมวดำแปลงร่าง!”

เจียวหย่วนลองอีกครั้ง แต่เจิ้งทั่นก็ยังอยู่ท่าเดิม จึงรีบพูดกับแม่ “แม่ฮะ ชาร์โคลมันแปลกๆ นะฮะ”

แม่เจียวหย่วนรีบลุกมาดูอาการ โดยที่ไม่สนใจเรื่องซ่อมปลอกผ้าห่มแล้ว “ชาร์โคล เป็นอะไรหรือเปล่า?”

เจิ้งทั่นส่งเสียงหึออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรง

“รีบไปโทรหาเสี่ยวกัวเอาเจิ้งทั่นไปรักษา สงสัยจะไม่สบาย” แม่เจียวหย่วนพูดกับสามีที่อยู่ข้างๆ

พอคุยโทรศัพท์เสร็จพ่อเจียวหย่วนก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพาเจิ้งทั่นไปที่เสี่ยวกัว สมาชิกอีกสามคนที่อยู่ที่บ้านก็นั่งไม่ติด จึงออกมาเรียกแท็กซี่นั่งตามไป

เมื่อได้ยินว่าเจิ้งทั่นป่วย เสี่ยวกัวก็รีบทิ้งงานในมือ แล้วไปหาพี่ชายที่คลินิกให้พี่ชายตรวจดูอย่างละเอียด

หลังจากที่พี่ชายเสี่ยวกัวตรวจดูอาการอย่างละเอียดแล้ว จึงพูดขึ้น “ไม่เหมือนป่วยนะครับ แค่ดูเหมือนสภาพจิตใจแย่ไปหน่อย”

สภาพจิตใจแย่เหรอ?

เจิ้งทั่นสภาพจิตใจดูแย่จริงๆ บอกไม่ถูกว่าอยู่ในอารมณ์ไหน แค่รู้สึกหดหู่ คิดมาก สรุปก็คืออาการประมาณจิตใจว้าวุ่นสับสน

“เมื่อวานตอนก่อนออกไปข้างนอกยังดีๆ อยู่เลย พอกลับมาก็ดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดี ผมยังคิดว่าสงสัยจะเล่นมาเหนื่อยๆ” พ่อเจียวหย่วนพูดขึ้น

“เมื่อวานมันไปเจออะไรมาหรือเปล่าครับ?” เสี่ยวกัวสงสัย

พี่ชายของเสี่ยวกัวคิดสักพักจึงพูดขึ้น “เมื่อวานผมได้ยินมาว่ามีคนเตะลูกแมวสามตัวที่ยังไม่หย่านมตายแถวๆ เขตที่พักเก่า หรือจะเป็นเพราะสาเหตุนี้?”

“หืม มันเรื่องอะไรกัน?” เสี่ยวกัวถาม เมื่อวานเขาทำงานตกแต่งภาพอยู่ในห้องทำงานทั้งวัน จึงไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นข้างนอก

พี่ชายเสี่ยวกัวเล่าเรื่องให้น้องชายฟัง เจิ้งทั่นอยากจะอุดหูไว้ เพราะเหมือนภาพเหตุการณ์ในฝันมันปรากฏขึ้นมาอีก ทำให้เขารู้สึกอึดอัดมากขึ้น

เจิ้งทั่นไม่คิดว่าสภาพจิตใจของตัวเองจะอ่อนแอได้ขนาดนี้ ก่อนหน้านี้เขาไม่กลัวอะไรทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ? หรือนี่เป็นเพราะเขาไม่ได้นอนทั้งคืน? อืม เพราะนอนไม่พอแน่ๆ

เขาคิดไปต่างๆ นานา ขณะที่คนทั้งสามกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เจิ้งทั่นก็ผล็อยหลับไป

หลังจากที่ทั้งสามคนพูดคุยกันเสร็จ ก็หันไปมองแมวดำที่หลับอยู่ ต่างคนต่างยืนเงียบกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“นี่เป็นเพราะนอนไม่พอหรือเปล่าครับ? เวลานอนไม่พอใครๆ ก็อารมณ์ไม่ดีกันทั้งนั้น” เสี่ยวกัวพูดขึ้น

พอแน่ใจว่าแมวตัวเองไม่ได้เจ็บป่วยอะไร พ่อเจียวหย่วนก็เบาใจลงไปมาก

พอเจิ้งทั่นตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ที่บ้านแล้ว อีกทั้งฟ้าก็มืดแล้วด้วย

“ตื่นแล้ว ตื่นแล้ว” เจียวหย่วนตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้น

เสี่ยวโย่วจื่อนั่งอยู่ข้างๆ พ่อแม่เจียวหย่วนพอได้ยินก็รีบเข้ามาดู

พอได้นอนไปงีบใหญ่ๆ สภาพจิตใจของเจิ้งทั่นก็ดีขึ้นมาก เขากินอาหารชามใหญ่ที่แม่เจียวหย่วนเตรียมไว้ให้

หลังจากที่กินอิ่มแล้วเจิ้งทั่นก็ยืดเส้นยืดสาย แมวดำที่ซึมเศร้าเมื่อเช้าได้หายไปแล้ว!

“เอาล่ะ รีบเก็บของแล้วไปเปลี่ยนชุด เย็นๆ อากาศหนาว” แม่เจียวหย่วนบอกกับเด็กทั้งสอง

หืม จะไปข้างนอกกันเหรอ?

เจิ้งทั่นมองสมาชิกทั้งสี่ที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า

“แม่ฮะ พวกเราเอาชาร์โคลไปด้วยสิฮะ” เจียวหย่วนพูดขึ้น

แม่เจียวหย่วนไม่ได้รับปากทันที แต่หันไปมองผู้เป็นสามี

พ่อเจียวหย่วนคิดสักพัก จึงพูดขึ้น “พาไปก็ได้ ใส่กระเป๋าของลูกไป แต่ตอนที่ดูพลุคนเยอะ ระวังให้ดีล่ะ”

“ครับ!”

ดูพลุเหรอ?

เจิ้งทั่นหันไปมองปฏิทิน ที่แท้วันนี้ก็เป็นวันที่หกของการฉลองปีใหม่แล้ว ตรงศูนย์การค้าใจกลางเมืองจะมีการจุดดอกไม้ไฟ ชาวเมืองจำนวนมากจะไปรวมกันอยู่ที่นั่น

หลังจากที่เตรียมตัวเสร็จแล้ว สมาชิกทั้งสี่กับแมวอีกหนึ่งตัวก็ออกจากบ้าน

ระหว่างทางไปที่นั่นก็ได้พบคนอื่นๆ ในเขตที่พักเดียวกันหลายคน แล้วยังมีบุคลากรที่พักอยู่ฝั่งตะวันตกอีก ทุกคนยิ้มทักทายกันอย่างสนุกสนาน

พ่อเจียวหย่วนถือกระเป๋านักเรียนของลูกชายไว้ในมือ เจิ้งทั่นมองบรรยากาศข้างนอกผ่านช่องซิปที่ถูกเปิดทิ้งไว้ มีคนมากมายกำลังเดินทางไปที่ศูนย์การค้าใจกลางเมือง แทบจะทุกคนที่เดินอยู่รอบๆ กำลังมุ่งหน้าไปทางนั้น

เมื่อไปถึงก็มีคนจำนวนมากอออยู่ที่ด้านหน้าศูนย์การค้าแล้ว เจียวหย่วนอยากจะเบียดเข้าไปด้านใน แต่ก็ถูกพ่อห้ามไว้ แล้วไปหาที่ยืนของตัวเอง

“ไม่ต้องเข้าไปใกล้ แถวนั้นจะมีพวกเศษพลุตกลงมาจะบาดเจ็บเอาได้ อยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้ไกลมาก” พ่อเจียวหย่วนพูด

ตอนนี้เพิ่งจะหนึ่งทุ่ม ยังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงกว่าจะเริ่มจุดพลุ พวกเขาตั้งใจมาหาที่ยืนดูก่อน พ่อเจียวหย่วนเลือกทำเลได้ไม่เลว เดี๋ยวพอคนมาเยอะๆ ข้างนอกจะยิ่งเบียดเสียดกัน

บริเวณรอบๆ ลานมีแท่นสูงวางตั้งอยู่ ตรงนั้นถูกกั้นเอาไว้ห้ามคนนอกเข้าไป มีระยะห่างจากผู้ชมพอสมควร มันเป็นที่สำหรับจุดพลุ

เมื่อใกล้ถึงเวลาจุดพลุ แม่เจียวหย่วนก็เอาแว่นตากับผ้าปิดปากส่งให้เด็กๆ แว่นตานั้นเป็นแว่นปกติไว้ป้องกันเศษพลุกระเด็นเข้าตา ส่วนผ้าปิดปากเอาไว้ป้องกันการหายใจเอาเศษฝุ่นเข้าไปหรือกลิ่นต่างๆ ที่หากสูดเข้าไปมากจะไม่ดี

พ่อเจียวหย่วนสะพายกระเป๋าหนังสือไว้ข้างหน้า แล้วให้เด็กๆ มายืนตรงกลาง

เจิ้งทั่นมองไปข้างนอกด้วยความอยากรู้อยากเห็น มีคนเยอะแยะเต็มไปหมด หนาแน่นยิ่งกว่าตอนที่เพิ่งมาถึงมาก

ทันใดนั้นแสงไฟข้างทางที่อยู่รอบๆ ก็ดับลง

ผู้คนที่อยู่ในลานกว้างก็เงียบเสียงลงตามไฟที่ดับ จากนั้นก็มีเสียงกระซิบกัน นี่เป็นสัญญาณก่อนการเริ่มจุดพลุ

หลังจากที่ไฟดับหมดแล้วเจิ้งทั่นก็โผล่หัวออกมาจากกระเป๋า

เวลานั้นถึงไม่มีแสงไฟก็ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีคนพาแมวมาดูดอกไม้ไฟด้วย!

ปุ้ง!

พลุนัดแรกถูกจุดขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นการเปิดฉาก

ปุ้ง ปุ้ง ปุ้ง!

เสียงจุดพลุดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย

เจิ้งทั่นเงยหน้ามองไปบนฟ้า เนื่องจากว่าตำแหน่งนั้นอยู่ใกล้มาก ทำให้เหมือนพลุถูกจุดอยู่บนหัว คนที่ยืนอยู่ข้างล่างรู้สึกเหมือนพลุกำลังจะตกใส่หัว แต่ขณะที่ใกล้จะตกมาถึงนั้นมันก็ค่อยๆ ดับไปเหลือเพียงแต่ขี้เถ้าตกลงมา

ดอกไม้ไฟแต่ละอันที่ถูกจุดขึ้นไปดูอ่อนแรง ไม่สดใส แต่พอไปอยู่รวมกันแล้วกลับมีเสน่ห์แบบยากที่จะต้านทานไหว

มันแตกต่างจากที่ดูในโทรทัศน์ และก็ให้อารมณ์ที่ต่างจากมองดูอยู่ในระยะไกลด้วย

ดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ทำให้สว่างไสวดูมีสีสันไปหมด สำหรับคนที่ยืนดูอยู่ด้านล่างแล้วนั้น รู้สึกเหมือนว่ามันใกล้มากจนมือเอื้อมไปถึง

เจิ้งทั่นรู้สึกว่าอารมณ์ขุ่นมัวในจิตใจได้ระเบิดออกไปตามเสียงพลุ มันค่อยๆ แหลกสลาย หายไปกับสายลม

อยู่ๆ ก็รู้สึกอารมณ์เบิกบาน แน่นอนว่าหากมองข้ามเรื่องเศษขี้เถ้าที่ตกลงมากับกลิ่นไม่พึงประสงค์รอบๆ แล้ว ก็จะดีกว่า

ห่างจากพวกเขาไปไม่ไกล มีผู้ปกครองที่กลัวว่าลูกจะวิ่งออกไปไกลจึงอุ้มเอาไว้ ดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะมีฝุ่นเข้าตา จึงก้มหน้าเอามือขยี้ตา ขณะที่ลืมตามองไปรอบๆ ก็เห็นแมวโผล่หน้าออกมาจากกระเป๋านักเรียนที่พ่อเจียวหย่วนสะพายไว้ด้านหน้า หูของแมวยังขยับไปตามเศษพลุที่ตกลงมาอีกด้วย

“คุณพ่อ มีแมว~“

แต่เสียงของเด็กน้อยก็ถูกพลุกลบหมด มีแต่พ่อของเขาเท่านั้นที่ได้ยินเสียงลูกตัวเองแว่วๆ

“อะไรนะ ตายังเจ็บอยู่เหรอ มาเดี๋ยวพ่อเป่าให้”

เด็กน้อยเอามือดันพ่อออก “มีแมว~“

“ใช่ๆ ดอกไม้ไฟ ดูสิ ดอกไม้ไฟสวยใช่ไหม”

“......”

พอเสียงพลุเงียบลง กลุ่มคนก็เริ่มแยกย้ายกันออกไป

พ่อเจียวหย่วนรอจนคนเริ่มบางลงจึงค่อยๆ เดินออก

เจียวหย่วนกับเสี่ยวโย่วจื่อยังคงอยู่ในอาการตื่นเต้น ขณะที่เดินกลับบ้านทั้งสองคนเอาแต่คุยกันว่าพลุอันไหนสวย

“วันนี้นักดับเพลิงคงงานยุ่งนะ” แม่เจียวหย่วนพูดขึ้น

พอกลับถึงบ้าน บนร่างกายของทุกคนต่างก็มีกลิ่นจึงเข้าไปอาบน้ำกัน เจิ้งทั่นเองก็แช่น้ำอยู่นานกว่าจะออกมา

อาบน้ำ เป่าขน จากนั้นก็มุดเข้าไปในผ้าห่มของเสี่ยวโย่วจื่อ

เสี่ยวโย่วจื่อเขียนไดอารี่ก่อนแล้วถึงเข้านอน และก็เป็นเหมือนช่วงก่อนหน้านี้หลายวันที่หลังจากเขียนไดอารี่เสร็จเสี่ยวโยวจื่อก็จะเอาเท้าของเจิ้งทั่นไปทาบแล้ววาดออกมา พร้อมกับแต่งเติมนิดหน่อย ดังนั้นในตอนท้ายของไดอารี่หลายๆ หน้าจะมีภาพวาดเท้าแมวอยู่ด้วย

หลังจากที่เสี่ยวโย่วจื่อดับไฟนอนแล้วเจิ้งทั่นก็โผล่หน้าออกมาจากผ้าห่ม ยื่นเท้าออกมา จากนั้นก็กางกรงเล็บออก

เขามองกรงเล็บท่ามกลางความมืด เจิ้งทั่นรู้สึกว่า อันที่จริงแล้ว ตัวเขาเองก็พอจะทำประโยชน์ได้บ้างเหมือนกัน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น