Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

คลั่งรักครั้งที่ 12 จุดแตกหัก

ชื่อตอน : คลั่งรักครั้งที่ 12 จุดแตกหัก

คำค้น : HEART , Rabid , หัวใจคลั่งรัก , เพลิงพาย , Yaoi , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.5k

ความคิดเห็น : 128

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2561 01:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คลั่งรักครั้งที่ 12 จุดแตกหัก
แบบอักษร


Part 12# Pie จุดแตกหัก

วันนี้ผมมีนัดกับอินน์ทำวิจัยที่หอสมุดเมืองกรุงเทพฯ

หอสมุดแห่งนี้พึ่งเปิดบริการเมื่อปี 60 และอยู่ค่อนข้างไกลจากมหา’ลัยของผม แต่ที่ผมเลือกมาทำวิจัยที่นี่เป็นเพราะอ.ที่ปรึกษาแนะนำมา บอกว่าถึงแม้จะเปิดใหม่แต่ค่อนข้างทันสมัย เอกสารและหนังสือก็มีเยอะพอสมควรโดยเฉพาะ E-book ที่สำคัญยังมีคอมพิวเตอร์ให้บริการฟรีหลายเครื่องมากๆ ผมที่ไม่มีโน้ตบุ๊คส่วนตัวจะได้ช่วยอินน์พิมพ์อีกแรง

วิชาวิจัยนี้ผมกับอินน์ได้ทำเป็นคู่ ซึ่งนี่ก็เป็นโค้งสุดท้ายก่อนจะสอบไฟนอลเทอม 1 เพราะงั้นทุกอย่างเลยต้องเสร็จสมบูรณ์ภายในวันอาทิตย์นี้ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ตลอดสัปดาห์ผมเลยแทบไม่มีเวลาอยู่กับเพลิง เพราะเพลิงก็ต้องเร่งทำวิจัยของตัวเองเหมือนกัน

หากวิจัยมีปัญหาก็จะส่งผลกระทบถึงการทำโปรเจคจบในเทอมหน้า ถ้าจะเรียนต่อโททันทีวิจัยกับโปรเจคจบต้องทำคนเดียว แต่ถ้าจะเรียนแค่ตรีหรือยังไม่ต่อโทตอนนี้ก็สามารถทำเป็นคู่ได้ ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเทอมหน้าผมก็ต้องจับคู่กับอินน์ต่อไปเพราะยังไม่มีแพลนเรียนต่อ

อ้อ ส่วนถ้าเรื่องฝึกงานพวกเราชาววิศวะฝึกกันตั้งแต่ซัมเมอร์ตอนปี 3 ก่อนขึ้นปี 4 กันเรียบร้อย ไม่เหมือนคณะอื่นที่ส่วนใหญ่จะฝึกตอนปี 4 เทอม 2 ก่อนเรียนจบ

“เฮ้ออออออ เสร็จสักที!” อินน์พูดจบก็ฟุบหน้าลงไปที่โต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก เพราะพวกผมนั่งทำกันยิงยาวแบบไม่หยุดพักตั้งแต่ 11โมง จนตอนนี้ใกล้จะ 3 ทุ่มซึ่งเป็นเวลาปิดทำการ

แต่ถึงอินน์จะบอกว่าเสร็จ อันที่จริงก็เป็นการทำเสร็จของวันนี้เท่านั้น เพราะพรุ่งนี้เราสองคนยังต้องลุยกันต่อ ซึ่งก็ต้องลุยกันตั้งแต่ 8 โมงที่หอสมุดเปิดทำการเลยเพราะเป็นวันสุดท้ายแล้ว

คืนนั้นผมถึงห้องตอนเกือบจะ 5 ทุ่มเพราะแวะกินบะหมี่กับอินน์ก่อนเข้ามา ผมจัดการเก็บของแล้วไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็ราวกับรู้เวลา เพลิงโทรหาผมเมื่อหัวถึงหมอนได้ไม่ถึงนาที

[“ไง ถึงห้องแล้วใช่มั้ย”] ประโยคทักทายที่เพลิงพูดไม่มีอะไรพิเศษ น้ำเสียงก็ยังห้วนๆ ไม่อ่อนโยนเหมือนเดิม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยิ้มออกมาได้ด้วยหัวใจที่พองโต

“อืม ถึงสักพักแล้ว”

[“แล้ววันนี้เหนื่อยมั้ย ทำวิจัยเสร็จรึยัง”]

“ก็เหนื่อยนิดหน่อย ส่วนวิจัยพรุ่งนี้น่าจะเสร็จ แล้วนายล่ะ”

“ก็ใกล้แล้ว พรุ่งนี้คงเสร็จเหมือนกัน ค่ำๆ เดี๋ยวกูไปหานะ จะค้างด้วยแล้วก็กอดมึงยันเช้าให้หายเหนื่อยเลย”]

“เราว่านายจะทำให้เราเหนื่อยกว่าเดิมล่ะสิไม่ว่า” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ผมก็อมยิ้มออกมา ส่วนช่วงล่างก็เริ่มร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงเรื่องที่เพลิงจะทำกับผมคืนพรุ่งนี้

[“หึหึ มีอารมณ์แล้วล่ะสิ”] เพลิงพูดอย่างกับว่าแอบมองอยู่ในห้องยังไงยังงั้น

“คะ...ใครจะไปมีอารมณ์กันเล่า” -///-

[“แหม่ ก็ถ้ามีกูว่าจะชวนเล่นเซ็กส์โฟนสักหน่อย”]

“หา!?” ผมอุทานด้วยความตกใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นจนใจเต้นรัว ช่วงล่างยิ่งร้อนผ่าวและเสียววาบที่ท้องน้อยขึ้นมาแล้ว

“คะ...คือ...” แต่ขณะที่ผมกำลังจะตอบว่าลองดูก็ได้ เพลิงกลับหัวเราะอย่างขำๆ ขึ้นมาซะงั้น

[“กูล้อเล่นหรอกน่า ซีเรียสอะไรเนี่ย”]

“อะไรกัน ล้อเล่นหรอกหรอ” รู้สึกเสียดายนิดๆ ยังไงก็ไม่รู้

[“จินตนาการจะไปสู้ของจริงได้ยังไงกันเล่า ไปนอนได้แล้วไป ถ้าพรุ่งนี้ตื่นไปทำวิจัยไม่ไหวเดี๋ยวก็มาโทษกู”]

“อืม งั้นเรานอนแล้วนะ”

[“ฝันดี”]

“ฝันดีเหมือนกัน”

แล้วบทสนทนาของผมกับเพลิงก็จบลงเพียงเท่านี้ ผมที่ถึงแม้จะอารมณ์ค้างหน่อยๆ แต่ความเหนื่อยล้าที่เร่งทำงานหลายชั่วโมงติดต่อกันก็ทำให้ผมฝืนต่อไปไม่ไหว เปลือกตาอันหนักอึ้งของผมได้ปิดลงด้วยความง่วงงุนไปเลย

ตื่นมาอีกทีก็ตอน 6 โมงเช้า ผมรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วทำแซนด์วิชกินง่ายๆ จากนั้นก็รีบเดินทางไปหอสมุดเมืองกรุงเทพฯ ทันที วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่นี่เลยจะปิดเร็วกว่าเดิม 1 ชม. ผมกับอินน์เลยต้องเร่งทำงาน ช่วงกลางวันก็แว้บไปกินข้าวไม่ถึง 20 นาทีก็รีบมาลุยต่อ เพราะงั้นเพียง 5 โมงเย็นทุกอย่างจึงได้เสร็จอย่างสมบูรณ์

“ฮืออออ ในที่สุดพวกเราก็ทำได้” อินน์โผเข้ากอดผมด้วยความดีใจ ส่วนผมก็ไม่ต่างกัน ในที่สุดความพยายามทั้งเทอมของเราสองคนก็สำเร็จแล้ว

“หลังจากนี้ต้องรีบไปไหนมั้ย เราว่าจะชวนไปกินอะไรอร่อยๆ ฮีลร่างกายกันหน่อยน่ะ” อินน์ยิ้มแฉ่งด้วยดวงตาเป็นกระกาย

“ตอนค่ำๆ เพลิงบอกว่าจะมาหา แต่ว่ายังพอมีเวลาอยู่ เดี๋ยวเราไปกับอินน์ก่อนก็ได้”

“เฮ้ยไม่เป็นไร ไว้วันหลังเราค่อยไปหาอะไรกินกัน วันนี้พายรีบกลับไปหาเพลิงเถอะ”

“เอ่อ...เอางั้นก็ได้ ไว้หลังสอบเสร็จค่อยนัดกันใหม่เนอะ”

“โอเคได้เลย” อินน์ยังคงยิ้มอย่างสดใสไม่มีท่าทีน้อยใจผมแต่อย่างใด ผมจึงโล่งใจแล้วก็เริ่มเก็บข้าวของและเช็คความเรียบร้อยของไฟล์งาน

เมื่อคิดว่าทุกอย่างสมบูรณ์แบบไม่น่ามีปัญหา ผมกับอินน์จึงพากันแบ่งหนังสือที่หยิบมาอ้างอิงไปคืน โดยอินน์ไปชั้นบนส่วนผมลงชั้นล่างจะได้ไม่เสียเวลา แต่ถึงอย่างนั้นกองที่ผมหอบมาก็ดันมีเล่มที่ต้องไปคืนที่ชั้นบนจนได้ เพราะงั้นหลังจากคืนหนังสือที่เหลือแล้วผมจึงได้เดินขึ้นไปหาอินน์ที่ยังคงไม่ลงมา

พอไปถึงผมก็เก็บหนังสือเจ้าปัญหาเข้าที่ จากนั้นก็กวาดสายตามองหาอินน์ ซึ่งก็เจออินน์ยืนแอบอยู่ข้างชั้นหนังสือ โดยหันหลังทำเหมือนกับว่ากำลังมองใครหรืออะไรสักอย่างที่อยู่ตรงโต๊ะด้านหน้า

“มองอะไรน่ะอินน์” ผมคิดว่าผมก็ถามด้วยเสียงปกติ แถมตอนที่เดินเข้ามาก็ไม่ได้แอบย่องสักหน่อย แต่ไม่รู้ทำไมอินน์ถึงได้สะดุ้งโหยงอย่างตกใจราวกับเห็นผีซะงั้น

 “พาย!!!”

“ชู่วววว เสียงดังไปแล้ว” ผมเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก “ว่าแต่อินน์มองอะไรยังไม่เห็นตอบเราเลย” ผมพูดจบก็ว่าจะชะโงกหน้าไปดูสักหน่อย แต่อินน์ก็รีบดึงตัวผมเอาไว้แล้วทำหน้าตาตื่นยิ่งกว่าเดิม

“ไม่มีอะไรหรอกพาย! ระ...เราว่านี่มันก็เย็นมากแล้ว รีบกลับบ้านกันเถอะนะ!” ไม่พูดเปล่าอินน์ยังทำท่าจะลากผมออกไปจากตรงนี้ด้วย แต่ท่าทางของอินน์ที่ดูแปลกๆ แบบนี้ มันก็ยิ่งทำให้ผมสงสัยจนต้องขืนตัวเอาไว้

“ถ้าไม่มีอะไรเราก็ต้องดูได้สิ”

“แต่พาย...” อินน์พยายามจะห้ามผมเอาไว้ แต่ก็ไม่ทัน เพราะตอนนี้ผมก้าวเท้าเดินตรงไปข้างหน้าเรียบร้อยแล้ว แต่ก็เป็นแค่ก้าวเดียวเท่านั้น เพราะทันทีที่ผมเห็นผู้ชายสองคนที่นั่งข้างกันตรงโต๊ะด้านหน้า ขาของผมก็ก้าวไม่ออกได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่

ภาพที่สายตาของผมมองเห็นก็คือ เพลิงที่ดูลุคแปลกตานิดหน่อย อาจเป็นเพราะต้องแต่งตัวและทำผมให้เรียบร้อยเพราะมาสถานที่ราชการ กำลังนั่งพิมพ์งานที่โน้ตบุ๊คโดยมีผู้ชายหน้าตาน่ารักคนหนึ่งนั่งอ่านชีทงานให้ฟังอยู่ข้างๆ ซึ่งถ้านั่งอ่านธรรมดาผมคงจะไม่คิดอะไรมาก แต่การที่ควงแขนแล้วซบไหล่ด้วยท่าทางที่สนิทสนมแบบนั้น ทำเอาผมคิดว่าผู้ชายคนนั้นเป็นแค่เพื่อนที่จับคู่ทำวิจัยกับเพลิงไม่ได้จริงๆ

ผมยืนนิ่งโดยไม่ขยับเขยื้อนอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งคนที่ซบไหล่เพลิงรู้ตัวถึงได้มองมาที่ผมอย่างไม่ค่อยพอใจ แล้วก็หันไปสะกิดเพลิงที่กำลังพิมพ์วิจัยอยู่โดยไม่รับรู้ถึงการยืนอยู่ของผมเลย

“มึง นั่นใคร คนรู้จักมึงรึเปล่า” พอได้ยินแบบนั้นเพลิงก็เงยหน้าขึ้นมา สายตามองมาทางผมผ่านทางกรอบแว่นนั้นว่างเปล่าจนผมรู้สึกเจ็บแปลบที่ใจ แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับคำพูดที่ผมได้ยินหลังจากนั้น

“ไม่นี่ กูไม่รู้จัก แล้วก็ไม่เคยเห็นหน้าด้วย” เพลิงปฏิเสธโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ค่อยยิ้มออกมาได้ ผิดกับผมที่ตอนนี้ราวกับว่าหัวใจได้แตกสลายไปเรียบร้อยแล้ว

“ถ้าไม่รู้จักก็แล้วไป แต่อย่าให้รู้แล้วกันว่ามึงริอาจแอบนอกใจกูไปมีกิ๊ก”

 “จะมีให้ปวดหัวเพิ่มทำไม แค่เลี้ยงดูมึงคนเดียวกูก็แทบจะล้มละลายอยู่แล้ว”

“มึงว่าไงนะ!” ผู้ชายคนนั้นแยกเขี้ยวใส่แล้วทำตาขวาง เพลิงที่เห็นอย่างนั้นเลยหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะใช้สองมือจับไปตรงแก้มที่อยู่ด้านหน้า

“รักหรอกถึงหยอกเล่นน่า สาบานเลยว่ากูรักมึงคนเดียว” สายตาของเพลิงเวลาที่มองผู้ชายคนนั้นดูอบอุ่นและมีความสุขมาก ส่วนคำว่ารักต่อให้เด็กอนุบาลมองก็รู้ว่าเพลิงพูดออกมาจากใจ ซึ่งนั่นมันก็ทำให้ผมที่ยังคงยืนนิ่งอยู่น้ำตาไหลออกมา

“พาย...” อินน์แตะที่ไหล่ของผมเอาไว้ นั่นแหละผมถึงได้รู้ตัวว่าไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้ ที่นี่ไม่ใช่ที่ของผม แต่เป็นที่ของเพลิงกับตัวจริงต่างหาก

ที่ผ่านมาไม่เคยมีสักครั้งที่เพลิงบอกว่ารักผม ขนาดชอบก็ยังไม่มี แล้วอย่างนี้ทำไมผมถึงได้คิดเข้าข้างตัวเองว่าเป็นคนสำคัญกันนะ แถมยังคิดไกลเกินไปอีกว่าเราสองคนกำลังคบกัน ทั้งๆ ที่เพลิงก็เคยย้ำอยู่ตลอดว่าผมเป็นแค่เซ็กส์เฟรนด์แท้ๆ

อยู่กับผู้ชายคนนั้นเพลิงจะลุคคุณชายแถมยังดูเป็นสุภาพบุรุษ แต่อยู่กับผมเพลิงจะลุคแบดบอยและดิบเถื่อนราวกับสัตว์ป่า ก็อย่างว่าล่ะนะผมมันก็แค่ตัวแทน ความอ่อนโยนที่เคยได้รับมันก็แค่เศษเสี้ยวของตัวจริงเท่านั้น

“เราว่ามันอาจจะมีเรื่องเข้าใจผิดก็ได้ ให้เราไปถามเพลิงให้เอามั้ย บางที...”

“ไม่ต้องหรอกอินน์ เรากลับกันเถอะ” ผมใช้หลังมือปาดน้ำตาแล้วเดินออกมาจากตรงนั้น ตอนนี้หัวใจของผมมันพังไม่เป็นชิ้นดีและเจ็บยิ่งกว่าตอนที่กวีบอกว่ามีแฟนแล้วซะอีก

นี่หรือว่าผมกำลังอกหักอีกครั้ง?

บ้าน่า...ไม่มีทางหรอก เรื่องแบบนั้นมันจะเป็นไปได้ยังไง ผู้ชายแบบเพลิงไม่ใช่ประเภทที่ผมจะชอบหรือรักได้สักหน่อย ผมก็แค่รู้สึกแย่เฉยๆ ที่เผลอไปข้องเกี่ยวกับคนที่มีแฟนอยู่แล้ว แถมยังดูรักกันมาก มากซะจนผมนึกไม่ออกว่าคนที่รักแฟนขนาดนั้นจะกล้าแอบไปมีอะไรกับคนอื่นได้ยังไง

“เราอยากเลิก ไม่อยากเป็นเซ็กส์เฟรนด์ของเพลิงอีกแล้ว” เมื่อเดินมาถึงโต๊ะที่วางกระเป๋าเอาไว้ ผมก็ทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง น้ำตาที่หยุดไหลไปแล้วเอ่อคลอขึ้นที่ขอบตาก่อนจะไหลลงมาอีกครั้ง อินน์ที่เห็นแบบนั้นเลยบีบมือผมเบาๆ ด้วยความเห็นใจ

“แต่พายรักเพลิงไม่ใช่หรอ ถ้าเกิดว่าเลิก...”

“เราไม่มีทางรักคนแบบนั้นได้หรอก! ก็แค่...รู้สึกแย่...แค่นั้นจริงๆ...” ก็ไม่รู้ว่าประโยคนี้ผมตั้งใจจะอธิบายกับอินน์ หรือตั้งใจจะย้ำเตือนตัวเองกันแน่ แต่ผมก็หวังว่าตัวเองจะรู้สึกอย่างนั้นอย่างที่พูด

 “โอเค ถ้าไม่รักก็ดีแล้ว ว่าแต่เพลิงจะยอมเลิกง่ายๆ หรอพาย บางทีแฟนที่คบอยู่อาจจะไม่ยอมมีอะไรด้วย หรือเพลิงอาจจะอยากถนอมแฟนจนต้องหาที่ระบายอะไรแบบนี้”

“เรื่องนั้นมันไม่ใช่ปัญหาของเรา แล้วเพลิงจะยอมหรือไม่ยอมก็ช่าง แต่ยังไงเราก็จะเลิก” สถานะเซ็กส์เฟรนด์ว่าแย่แล้ว แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเมียน้อยไม่ก็เมียเก็บที่แย่มากกว่าซะอีก

“ถ้าพายอยากจะเลิกจริงๆ เราก็พอมีวิธีที่จะช่วยพายได้อยู่นะ”

“วิธีอะไร” ผมรีบหันไปมองหน้าอินน์ทันที ตอนนี้ไม่ว่าจะวิธีไหนผมก็จะทำทั้งนั้น แต่นั่นผมก็ไม่คิดว่า...

“เราจะเป็นเซ็กส์เฟรนด์ของเพลิงแทนพายเอง”

“วะ...ว่าไงนะ?” นี่ผมได้ยินผิดไปใช่มั้ย หรือว่าอินน์ตั้งใจจะเล่นมุกให้ผมขำ แต่ว่าหน้าของอินน์ดูจริงจังเหมือนไม่ได้ล้อผมเล่นเลยสักนิด

“ตอนแรกเราก็ไม่คิดจะบอกเรื่องนี้กับพายหรอก แต่ในเมื่อพายบอกไม่ได้ชอบเพลิงงั้นเราจะบอกพายก็ได้...เราชอบเพลิงมาตั้งแต่ตอนปี 1 แล้ว” สิ่งที่ได้ยินทำเอาผมอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ตอนนี้ระหว่างเรื่องที่เพลิงมีแฟนอยู่แล้ว กับเรื่องที่อินน์แอบชอบเพลิงมาตั้ง 3 ปี ผมไม่รู้ว่าควรจะตกใจเรื่องไหนมากกว่ากัน

อินน์เล่าว่าตอนแรกก็ไม่ได้ชอบอะไรเพลิงมาก แค่รู้สึกว่าหล่อ ตรงสเปค แถมยังเก่งแล้วก็เด่นมากเลยชอบมอง แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนไหนที่ได้กลายเป็นชอบขึ้นมาจริงๆ ซึ่งอินน์ก็ชอบมากซะจนเคยสารภาพรักกับเพลิงไปแล้ว แต่แน่นอนว่าเพลิงต้องปฏิเสธ แถมยังไม่สนใจอินน์เลยด้วยซ้ำเพราะไม่คิดจะคบกับใคร ส่วนคู่นอนก็มีแทบทุกคณะในมหา’ลัย ซึ่งแต่ละคนก็เป็นตัวท็อปด้วยกันทั้งนั้น

พอได้รู้ถึงความรู้สึกของอินน์ ผมจึงนึกย้อนไปถึงเรื่องที่คาใจมาสักพัก นั่นก็คือเรื่องที่อินน์มีเบอร์โทรศัพท์ของเพลิงทั้งที่ผมไม่เคยบอก นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ชอบซักถามเรื่องของเพลิง มองเพลิงด้วยสายตาแปลกๆ แถมเวลาแยกกันยังมองจนสุดสายตา ซึ่งตอนแรกผมก็คิดว่าเป็นเพราะกลัวไม่ก็หวาดระแวง แต่ที่แท้ก็เป็นเพราะชอบเองสินะ

“เรามีอีกเรื่องที่จะสารภาพด้วยล่ะ ความจริงวันนั้นเรารู้นะว่าเพลิงกำลังตามหาพาย แต่ที่เราทำเป็นไม่รู้ แล้วก็เออออตามเวลาพายพูดอะไรก็เป็นเพราะเราอิจฉา เราไม่อยากให้เพลิงเจอพาย ขอโทษนะที่เรามันนิสัยไม่ดี” อินน์พูดอย่างรู้สึกผิด สีหน้าที่เห็นผมมองออกว่ามาจากใจจริงไม่ได้เป็นการเสแสร้งแม้แต่น้อย

มิน่าล่ะวันนั้นอินน์ถึงได้เชื่อที่ผมพูดทุกอย่าง ดูเข้าใจอะไรง่ายๆ และไม่สงสัยเลยสักนิด แม้ว่าคำพูดของผมจะมีตรรกะและเหตุผลแปลกประหลาดขนาดไหนก็ตาม

แต่จะว่าไปถ้าจำไม่ผิดเป็นเพราะชื่อ ‘พฤกษ์’ ที่อินน์แนะนำให้ผมเปลี่ยนนั่นแหละที่ทำให้เพลิงจับผมได้ นี่ถ้าบอกไปก็ไม่รู้ว่าอินน์จะรู้สึกยังไง แต่ที่แน่ๆ คงจะไม่รู้สึกดีใจหรอกมั้ง

“เรื่องนั้นอินน์ไม่ต้องขอโทษหรอก ก็เราไม่ได้อยากให้เพลิงเจอเราจริงๆ นี่นา ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ สาบานเลยว่าเราจะไม่เข้าไปที่บาร์นั้นเด็ดขาด ชาตินี้ทั้งชาติเรากับเพลิงจะได้ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกัน เป็นแค่เพื่อนร่วมคณะที่ไม่เคยคุยกันก็พอ แต่ก็นะ...ในโลกความเป็นจริงเรื่องที่จะย้อนเวลากลับไปมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว” ผมยิ้มขื่นๆ ออกมา ทำไมชีวิตของผมถึงต้องมาตกอยู่ในวังวนความรักของคนนั้นคนนี้ไม่จบไม่สิ้นสักที

“จริงอยู่ว่าพายย้อนเวลากลับไปไม่ได้ แต่ถ้าพายทำตามที่เราบอก พายก็จะสามารถเปลี่ยนอนาคตได้นะ”

“แต่อินน์...” สถานะของผมที่เป็นอยู่ตอนนี้มันก็แค่ตัวแทนเท่านั้น ผมไม่อยากให้อินน์ต้องมาตกอยู่ในสถานะเดียวกัน เพราะนอกจากจะไม่มีความสุขแล้วมันยังเจ็บปวดมาก แต่ก็ดูท่าว่าอินน์จะยินดีและเต็มใจแม้จะรู้ถึงผลลัพธ์แบบนั้นอยู่แล้ว

“จำได้มั้ยว่าพายติดค้างคำขอของเราอย่างนึง เพราะงั้น...ขอให้เราได้ไปอยู่แทนที่พายเถอะนะ”



Plerng


               Rrrrrrrr Rrrrrrrr

               เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในระหว่างที่ผมกำลังตรวจเช็คความเรียบร้อยของวิจัยกับคู่หูที่ทำด้วยกัน ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจจึงไม่ได้กดรับเพราะเป็นเบอร์ของไอ้พฤกษ์ แต่นี่เป็นสายที่ 3 ที่มันโทรมา ผมเลยคิดว่ามันน่าจะมีเรื่องด่วนแหละไม่อย่างนั้นคงโทรมารัวๆ ขนาดนี้

               “มึงดูไปก่อนนะ กูรับโทรศัพท์พี่ชายแป๊บ” พูดจบผมก็เดินออกมาตรงระเบียง ส่วนไอ้เจ้าของห้องก็ตรวจเช็คความเรียบร้อยของวิจัยต่อไป

               “ว่าไงไอ้พฤกษ์”

               [“กูมีเรื่องอยากจะถามหน่อย มึงมีคนรู้จักที่ตัวเล็กๆ ใส่แว่นกรอบหนาๆ หน้าจืดๆ อารมณ์เหมือนกับเด็กเนิร์ดอะไรแบบนี้มั้ย”] คำถามของไอ้พฤกษ์ทำเอาผมถึงกับขมวดคิ้วแล้วก็ทำหน้างง คนแบบนั้นผมจะไปรู้จักได้ยังไง

               “ไม่อะ ว่าแต่มึงถามทำไมเนี่ย”

               [“ก็วันนี้ตอนที่กูช่วยซ่าทำวิจัย มีผู้ชายคนนึงมองมาที่พวกกูแล้วก็ทำหน้าแปลกๆ เหมือนจะร้องไห้น่ะสิ กูเลยไม่แน่ใจว่ามึงได้ไปหลอกเด็กที่ไหนเอาไว้รึเปล่า”]

“ไอ้ห่า พูดเหมือนกูเลวชาติมากเลยนะมึง แต่เดี๋ยวก่อน...อย่าบอกนะว่านั่นคือพาย!” ฉิบหายแล้วไง จะว่าไปลักษณะภายนอกของพายก็เป็นแบบที่ไอ้พฤกษ์พูดเลยนี่หว่า แต่ว่าผมมองทะลุภายนอกเข้าไปถึงความสวยที่ซ่อนอยู่ภายใน เพราะงั้นผมเลยแทบจะลืมไปแล้วว่าลุคของพายคือคนที่เนิร์ดแตกแล้วก็จืดจางสุดๆ

               “มึงกับไอ้ซ่าไปทำวิจัยกันที่ไหน”

               [“หอสมุดเมืองกรุงเทพฯ”]

               “นรกแตกแล้ว นั่นแฟนกูเองแหละมึง” ผมยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเสยผมแล้วกำค้างเอาไว้แบบนั้น ห้องสมุดในกรุงเทพฯ มีตั้งเยอะตั้งแยะทำไมพวกมึงต้องไปที่นั่นกันด้วยวะเนี่ย!

               [“แฟน? นี่มึงล้อเล่นปะ?”] เสียงของไอ้พฤกษ์ดูแปลกใจสุดๆ ก็แหงล่ะดูเผินๆ ลุคของพายออกจะเนิร์ดแตกซะขนาดนั้นเลยนี่หว่า

               “กูพูดจริงเว่ย เดี๋ยวเคลียร์เรื่องนี้จบแล้วกูจะพาไปเจอ บอกเลยว่ามึงจะต้องเปลี่ยนคำพูด” จริงๆ ผมก็ว่าจะพาพายเข้าไปแนะนำกับคนที่บ้านสักพักแล้วแหละแต่ยังไม่มีโอกาส บางสัปดาห์คนก็ไม่ครบบ้าง ผมกับพายต้องทำวิจัยบ้าง สรุปเลยยังไม่ได้พาไปสักที

               [“เออ จะรอดูแล้วกัน”]

               “เค บาย” แล้วผมก็กดวางสาย จากนั้นก็รีบโทรหาพายทันที แต่ไม่ว่ากี่ครั้งพายก็ไม่ยอมรับสายเลย ท่าทางคงจะโกรธมากเพราะเข้าใจผิดว่าผมนอกใจ เพราะงั้นทางเดียวที่จะสามารถคุยกับพายให้รู้เรื่องได้ ก็คือผมต้องบุกไปคุยถึงที่หอนั่นแหละนะ

               “มึง กูกลับก่อนนะ มีเรื่องด่วนต้องไปจัดการ” ผมเดินกลับเข้าไปในห้องแล้วบอกคู่หูทำวิจัย ซึ่งมันก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะงานทั้งหมดมันเสร็จแล้ว เหลือแค่เช็คความเรียบร้อยนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง

               หลังจากนั้นผมก็รีบเดินลงจากคอนโดของมันไปขึ้นรถที่จอดอยู่ข้างล่าง จากที่นี่ไปหอพายน่าจะใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ แต่ผมก็ไม่ได้ร้อนใจมากเพราะมันเป็นปัญหาเล็กๆ แค่ผมอธิบายไปว่าที่พายเห็นคือไอ้พฤกษ์ที่เป็นแฝดผมปัญหามันก็จบแล้ว

               ส่วนเรื่องที่ผมไม่ยอมบอกใครเรื่องที่มีพี่ชายฝาแฝด อย่างแรกคือผมเคยบอกไปแล้วว่า เป็นเพราะมีแต่คนชอบถามว่านอกจากหน้าตาทำไมอย่างอื่นเราสองคนถึงไม่เหมือนกันเลย เอาง่ายๆ ก็คือชอบมาเสือกกับชีวิตของพวกผม สาระแนไปหมดทุกเรื่องว่าทำไมอย่างนั้น ทำไมอย่างโน้น ทำไมอย่างนี้ ซึ่งแม่งโคตรน่ารำคาญ

               อย่างที่สองก็เป็นเพราะชอบมีแต่คนเอาพวกเราสองคนมาเปรียบเทียบกัน แล้วคนที่โดนกดจนต่ำจมดินก็ไม่พ้นเป็นผม ส่วนไอ้พฤกษ์แม่งโดนยกซะสูงจนแทบเสียดฟ้า แต่ก็อย่างว่าล่ะนะไอ้พฤกษ์มันลุคคุณชายขนาดนั้น ซึ่งผมก็ไม่ได้มีปัญหาหรืออิจฉาอะไรมันหรอก เอาตรงๆ ผมแอบสงสารมันด้วยซ้ำที่ชอบทำตัวเป็นคนดี แถมยังแบกรับความคาดหวังของคนอื่นอยู่เรื่อย

               เพราะงี้แหละผมเลยไม่อยากบอกใครว่ามีแฝดเป็นไอ้พฤกษ์ โดยเฉพาะพายที่ผมอยากจะบอกเป็นคนสุดท้ายในโลกด้วยซ้ำ!

               ถามว่าเพราะอะไร?

               ก็เพราะกลัวพายจะไปชอบคนอย่างไอ้พฤกษ์น่ะสิ!

จริงอยู่ที่มันมีแฟนแล้วแถมยังรักแฟนมาก (เหม็นความรักฉิบ!) แต่ว่ามันทั้งนิสัยดี อ่อนโยน แล้วก็โคตรเป็นสุภาพบุรุษ ลุคแบบมันผมคิดว่าแม่งคือชายในฝันของพายชัดๆ เพราะงั้นจนกว่าผมจะมั่นใจว่าพายชอบผมมากพอ ผมถึงจะแนะนำให้รู้จักกับไอ้พฤกษ์ แต่แม่งสองคนนั้นก็ดันไปเจอกันซะก่อน แถมยังเกิดเรื่องเข้าใจผิดกันซะได้

ก็ยังดีที่มันไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ไม่เกิน 5 นาทีปัญหาก็คงจะคลี่คลาย แต่ผมไม่ได้รู้เลยว่ายังมีปัญหาอีกเรื่อง แถมยังเป็นเรื่องใหญ่มากที่ทำให้ผมกับพายต้องถึงจุดแตกหัก!

หลังจากที่ผมขับรถมาชั่วโมงกว่าก็มาถึงหอพักของพาย ผมจอดรถไว้ด้านหน้าแล้วรีบเดินขึ้นไป ตอนนี้ผมมีคีย์การ์ดและกุญแจห้องของพายแล้ว เพราะงั้นเลยไม่ต้องรอติดสอยห้อยตามคนอื่น ซึ่งพอผมไปถึงหน้าห้องของพายผมก็รีบไขกุญแจเพื่อจะได้เข้าไป แต่พายก็ล็อกกลอนเอาไว้ทำให้ผมไม่สามารถเปิดประตูได้

“พาย อยู่ข้างในใช่มั้ย เปิดประตูให้กูด้วย” ผมเคาะประตูแล้วพยายามพูดอย่างใจเย็น แต่พายก็ยังเงียบจนผมเริ่มจะเย็นไม่ไหวแล้ว

“พาย! เปิดประตูให้กูเดี๋ยวนี้! หรือจะให้กูพังประตูเข้าไป!” คนอย่างผมใจเย็นได้เกินนาทีที่ไหน ผมคือไฟนะมันก็ต้องร้อนเป็นธรรมดาน่ะสิ!  

               แอ๊ด...

               แล้วไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นพายก็เปิดประตูให้ผม สีหน้าของพายมีความเย็นชา ส่วนดวงตาก็แดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างแน่นอน

               “พาย คือเรื่องที่หอสมุด...”

               “ต่อไปนี้เลิกมายุ่งกับเราได้แล้ว” พายพูดขัดขึ้นซะก่อน ซึ่งตอนแรกผมก็ว่าจะพูดต่อให้จบประโยคนั่นแหละ แต่ประโยคถัดไปของพายก็ทำให้ผมถึงกับชะงัก แถมยังต้องขมวดคิ้วด้วยความงุนงง

               “เราไม่อยากเป็นเซ็กส์เฟรนด์ของนายอีกแล้วเพลิง”

               “ว่าไงนะ?” เซ็กส์เฟรนด์บ้าบออะไร ผมกับพายเป็นแฟนกันตั้งแต่เดือนที่แล้วไม่ใช่รึไงวะ!

ทั้งเลิกเที่ยว บอกเลิกคู่ขา ใครที่พยายามเสนอตัวให้ก็ปฏิเสธ ตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมาผมมีแค่พาย ไม่ว่าจะดูแลเทคแคร์ จะควงไปไหนมาไหน จะกอดหรือนอนด้วยก็มีแค่พาย แล้วพายยังกล้าคิดว่านั่นคือเซ็กเฟรนด์ไม่ใช่แฟนอีกงั้นเรอะ ผมอยากจะบ้า!

               “มึงฟังกูให้ดีนะ” ในเมื่อพายไม่เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเปลี่ยนแปลงเพื่อพายผมจะอธิบายให้ฟังก็ได้ ถึงแม้ผมจะหัวร้อนนิดหน่อยก็เถอะที่พายแม่งเข้าใจอะไรโคตรยาก แต่แล้วผมก็ต้องหัวร้อนมากกว่าเดิม เมื่อพายดันไม่ยอมเปิดใจฟังอะไรจากผมเลย

               “พอเถอะเพลิง เราไม่อยากฟังไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว เรื่องในวันนี้มันมากเกินกว่าที่เราจะรับไหวแล้ว เพราะงั้น...เรื่องของเราให้มันจบลงวันนี้เถอะ”

               “มึงจะบ้ารึไง! ใครมันจะไปยอมวะ!” กะอีแค่เห็นคนที่หน้าเหมือนผมไปสวีทกับคนอื่นแค่นี้ก็ถึงขั้นจะเลิกเลยงั้นหรอ ทำไมพายถึงไม่คิดจะถาม หรือไม่คิดจะให้โอกาสผมอธิบายความจริงให้ฟังเลยล่ะ

ในสายตาของพายผมมันคงเลวชาติ ไม่มีความดีในตัวสักนิดเลยใช่มั้ย หรือความจริงแล้วพายไม่ได้คิดจริงจังกับผม เป็นผมคนเดียวที่คิดจริงจังกับพายอยู่ฝ่ายเดียว!

“ถ้านายกลัวจะหาคู่นอนลำบากเพราะปฏิเสธไปหมดแล้วก็ไม่ต้องกลัวนะ เพื่อนของเราเต็มใจจะทำหน้าที่นั้นเอง” วินาทีที่ได้ยินประโยคนั้นผมถึงกับอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ผมถึงกับต้องหลอกตัวเองว่าเมื่อกี้ผมแค่ได้ยินผิดไป

เรื่องบ้าๆ แบบนั้นพายจะพูดออกมาได้ยังไงไม่มีทาง!

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นประตูห้องน้ำก็เปิดออกมา ก่อนที่ผมจะรู้ซึ้งเลยว่าประโยคเมื่อกี้พายได้พูดออกมาจริงๆ เพราะเพื่อนของพายที่ชื่ออินน์ได้เดินออกมา สีหน้ามีความขวยเขิน และอมยิ้มหน่อยๆ ด้วยท่าทางประหม่าเมื่อเจอหน้าผม

“อ๋อ มึงนี่เอง” ผมจำได้ว่าก่อนหน้านี้เมื่อ 1 หรือ 2 ปีที่แล้วเพื่อนของพายคนนี้เคยมาสารภาพรักกับผม แต่แน่นอนว่าผมไม่เอา คู่ขาของผมมีแต่ตัวท็อปแทบทุกคณะ คนธรรมดาๆ แบบนี้ถ้าไม่ใช่เพื่อนของพายมีเรอะที่ผมจะยังจำได้

               “ดีใจจังที่นายจำเราได้ด้วย” อินน์ทำหน้าเขินยิ่งกว่าเดิม แต่ขอโทษเถอะมึงจะเขินทำเพื่อ!

ส่วนพายถ้าผมมองไม่ผิดสีหน้าตอนนี้เหมือนกำลังทำหน้าเจ็บปวด แต่คนที่ต้องเป็นแบบนั้นมันต้องเป็นผมไม่ใช่หรอ พายเป็นคนแนะนำเพื่อนให้ผมเองแล้วจะมาทำหน้าเจ็บเองทำไม!

“ตั้งแต่ตอนนั้นเราไม่เคยตัดใจจากเพลิงเลยนะ แถมเรายังพยายามดูแลตัวเองเพื่อให้คู่ควรกับเพลิงด้วย ถึงเราจะไม่สวยไม่น่ารักเท่าพาย...”

“ใครบอกมึงแบบนั้น ดูๆ ไปแล้วมึงก็น่ารักใช้ได้เลยนี่” ผมพูดขัดขึ้นแม้จะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลยสักนิด ก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปหาอินน์ แล้วใช้มือจับผมที่ปรกลงมาบังใบหน้าทัดที่หูเอาไว้ การกระทำนั้นทำเอาอินน์เขินจัดจนหูแดงเถือก ผิดกับพายที่ดูเจ็บปวดซะจนต้องหลับตาลงแล้วหันหน้าหนี

แต่โทษทีนะ คนที่เจ็บกว่ามันคือผม!

“มึงอยากเป็นเซ็กเฟรนด์ของกูงั้นหรอ?” ผมถามพลางเชยคางของอินน์ขึ้น ซึ่งอินน์ก็รีบพยักหน้าตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

“อืม เราสัญญาว่าจะไม่หึง ไม่หวง แล้วก็ไม่ทำตัวเป็นเจ้าของเพลิงเด็ดขาด เพลิงจะไปไหนทำอะไรกับใครก็ได้ เราจะเจียมตัวและจะอยู่ในที่ของเรา ขอแค่นานๆ ครั้งเพลิงเรียกหาเราบ้างเราก็ดีใจแล้ว”

เฮอะ! คำพูดอย่างกับพวกเมียน้อย ได้อยู่ในสถานะแบบนี้มันน่าดีใจตรงไหน คำว่าศักดิ์ศรีนี่สะกดไม่เป็นเลยรึไงวะ!

“หึ! แรกๆ ก็บอกแบบนี้กันทั้งนั้น แต่หลังๆ แม่งก็หึงก็หวงกูกันแทบทุกคน” ยกเว้นก็แค่พาย เพราะฝ่ายที่ตามหึงตามหวงน่ะมันผม นึกแล้วก็สมเพชตัวเองชะมัด!

“แต่เราสาบานได้เลยนะว่าเราจะไม่ทำแบบนั้นจริงๆ” คำพูดของอินน์ทำให้ผมแสยะยิ้มออกมา

“ของแบบนี้มันก็ต้องลองพิสูจน์กันล่ะนะ แต่ก่อนจะลองกูมีข้อแม้อย่างนึง”

“จะกี่อย่างก็ได้ ไม่ว่าเพลิงจะให้ทำอะไรเราก็ยอม”

“งั้นหรอ แต่ข้อแม้นั้นกูไม่ได้หมายถึงมึง กูหมายถึงพายต่างหาก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพายจะยอมอย่างที่มึงยอมมั้ย” พอได้ยินแบบนี้จากที่กำลังก้มหน้าน้ำตาซึม พายก็รีบเงยหน้าขึ้นมาทันที

“เรื่องของนายกับอินน์มันเกี่ยวอะไรกับเรา” พายมองมาที่ผมอย่างไม่เข้าใจ ใบหน้าตอนนี้ราวกับว่าจะร้องไห้ออกมารอมร่อ

แต่ผมบอกไว้ก่อนเลย ต่อให้พายร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ ผมก็ไม่มีทางใจอ่อน ตัวเองเป็นคนบีบบังคับให้ผมต้องทำแบบนี้ เพราะงั้นก็จงเสียใจกับการกระทำของตัวเองซะ!

“มึงเป็นคนแนะนำเพื่อนให้กู เพราะงั้นก็อยู่เป็นผู้ชมตอนที่เพื่อนมึงเป็นเมียกูให้หน่อยก็แล้วกัน!”

2BC


​สวัสดีค่า Rabid หัวใจคลั่งรักตอนที่ 12 ก็จบไปแล้ว ครึ่งแรกที่พายบรรยายว่าพีคแล้ว แต่พอมาเจอครึ่งหลังที่เพลิงบรรยายนี่ยิ่งพีคกว่าใช่มั้ยที่รัก โอ้โห อีตาเพลิงคนเกรี้ยวกราดมันองค์ลงแล้วววววว​  เชื่อว่าหลังจากอ่านจบคงจะเลือกกันไม่ถูกแน่ๆว่าตอนนี้จะเลือกด่าใครก่อน เอาเป็นว่าก่อนอื่นก็พยายามใจเย็นๆ หายใจเข้าออกลึกๆ นะคะ แต่ถ้ายังไม่หายล่ะก็ระบายมาค่ะ จะด่ากราดเรียงตัวเลยก็ได้ หรือถ้าจะปลอบใจใครก็มาค่ะ สัญญาจะตอบทุกคอมเมนท์เลยที่ร้ากกก ​ ส่วนตอนหน้าวันเสาร์เจอกันนะคะ ช่วงเวลาคงเป็นค่ำๆหรือดึกๆเหมือนเดิม แล้วมาลุ้นกันน้าว่าหลังจากนี้เรื่องมันจะมีพีคขึ้นอีกมั้ย เพลิงจะทำจริงอย่างที่พูด แล้วพายจะยอมนั่งดูรึเปล่า กำพระให้แน่นกว่าเดิมแล้วมาเอาใจช่วยคู่เพลิงพายกันค่า ​ (11 ก.ค. 61)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}