หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 40 ถ้างั้นลองร้องเสียงแมวหน่อย

ชื่อตอน : ตอนที่ 40 ถ้างั้นลองร้องเสียงแมวหน่อย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ค. 2561 12:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 40 ถ้างั้นลองร้องเสียงแมวหน่อย
แบบอักษร

สิ้นปีวันที่สามสิบ

พ่อเจียวหย่วนนั่งจัดการเอกสารวิทยานิพนธ์อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องนอน ขณะเดียวกันก็ได้ส่งอีเมลคุยกับเพื่อนทั้งในและนอกประเทศไปด้วย

อ้วนเดินทางกลับบ้านที่ต่างมณฑลเพื่อไปฉลองปีใหม่แล้ว แม่ของเขาอยู่ที่บ้านเกิดคนเดียว ปีนี้จึงต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อนท่าน อีกทั้งยังต้องไปไหว้หลุมศพของพ่อด้วย ส่วนที่บริษัทมีเฟ่ยหางกับเว่ยเหลิงคอยช่วยดูอยู่ โดยที่บางครั้งพ่อเจียวหย่วนก็มีไปช่วยบ้าง

แต่เมื่อหลายวันก่อนขณะที่เจิ้งทั่นกำลังจะออกไปเดินเล่นข้างนอกก็เผลอไปได้ยินบทสนทนาของศาสตราจารย์หลันที่อยู่ชั้นสามเอ่ยกับคนอื่นๆ ถึงพ่อเจียวหย่วน ข่าวคราวที่ได้จากพวกศาสตราจารย์เก่าแก่เกษียณแล้วแต่ยังมีอิทธิพลในวงการเหล่านั้นย่อมเชื่อถือได้มากกว่าคนอื่นพูด วันนั้นเจิ้งทั่นจึงได้แอบฟังอยู่ข้างๆ

พ่อเจียวหย่วนเริ่มมีชื่อเสียงในคณะขึ้นมา สาเหตุสำคัญก็คือนักศึกษาปริญญาโทดีเด่นที่เขาเป็นที่ปรึกษาให้ อี้ซินมีผลงานโดดเด่นมากในงานวิชาการประจำปีของคณะ บทความเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารต่างประเทศทำให้อี้ซินได้รับรางวัลที่หนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา มีไม่กี่คนในมหาวิทยาลัยที่พอจะเทียบชั้นได้ ซึ่งก็ทำให้นักศึกษาอีกสองคนที่ทางคณะประเมินว่าได้ที่หนึ่งเหมือนกันดูด้อยไปทันตา

ในตอนนี้หากมีคนพูดถึงอี้ซินก็จะต้องพูดถึงรองศาสตราจารย์เจียวด้วย หากไม่มีรองศาสตราจารย์เจียวก็คงไม่มีอี้ซินในวันนี้ ซึ่งทุกคนต่างก็รู้ดี ดังนั้นความโดดเด่นของรองศาสตราจารย์เจียวจึงไปกลบรัศมีของสองศาสตราจารย์หนุ่มที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศและทางคณะรับเข้ามาเป็นอาจารย์ในทันที

จึงมีคนในคณะเริ่มคาดเดากันว่าคำว่า ‘รอง’ ของรองศาสตราจารย์นี้จะถูกตัดทิ้งเมื่อไร เพราะหากรองศาสตราจารย์เจียวมีความโดดเด่นในหน้าที่การงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทางมหาวิทยาลัยอาจจะเริ่มหันมาสนับสนุนเขามากขึ้น ข้อกำหนดการเลื่อนขั้นเป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยฉู่หัวนอกจากจะมีเรื่องบทความแล้ว ยังมีอีกเงื่อนไขที่สำคัญก็คือประสบการณ์จากต่างประเทศ

หลังจากที่พ่อเจียวหย่วนเรียนจบก็เดินทางมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยฉู่หัวพร้อมภรรยาทันทีจนถึงทุกวันนี้ จึงยังไม่เคยมีประสบการณ์ในต่างประเทศ ช่วงหลังมานี้พ่อเจียวหย่วนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์มากขึ้น คาดว่าคงกำลังเตรียมตัวสำหรับ ‘การไปต่างประเทศ’ โดยเฉพาะ อย่างไรเสียประโยชน์ของการเป็นศาสตราจารย์ย่อมมากกว่ารองศาสตราจารย์แน่นอน ทำอะไรก็สะดวกขึ้น

เจิ้งทั่นนอนอยู่บนขอบโซฟาด้านหนึ่ง แล้วก็กลิ้งไปกลิ้งมาเปลี่ยนท่านอนต่อ

เนื่องจากระยะนี้มีข่าวลือมาว่าแถวนี้มีแมวหายไปหลายตัว ช่วงเย็นๆ เจิ้งทั่นจึงไม่ออกไปข้างนอกแล้ว พอพระอาทิตย์ตกดินเขาก็มานั่งดูบีสต์ วอร์ (Beast Wars) บนโซฟากับเจียวหย่วนและเสี่ยวโย่วจื่อ ถึงแม้ว่ามันจะน่าเบื่อสำหรับเขา แต่ก็ไม่ได้แย่ นอนบนโซฟาคิดอะไรเรื่อยเปื่อย พอเหนื่อยก็นอน ตื่นมาก็เตรียมตัวกินข้าว

หลังจากดูไปหลายตอนจนหมดแผ่นเจียวหย่วนก็ลุกไปเปลี่ยนแผ่นใหม่ เจิ้งทั่นไม่สนใจเนื้อหาของการ์ตูนเรื่องนั้น เขาเคยดูไปแล้ว จึงไม่อยากดูอีก หากมองในมุมของผู้ใหญ่ที่อยู่ในยุคสิบปีหลังจากนี้แล้วเนื้อหามันดูไร้เดียงสามาก สิ่งที่เจิ้งทั่นกำลังคิดอยู่ตอนนี้ก็คือ ถ้าพ่อเจียวหย่วนไปต่างประเทศปีสองปี แล้วคนในบ้านจะทำอย่างไร แม่เจียวหย่วนคงมีภาระเพิ่มขึ้นมาก...ไม่สิ อันที่จริงยังมีอี้ซินนะ แล้วก็ยังมีนักศึกษาที่รับเข้ามาใหม่ด้วย...

เสือดาวที่กำลังวิ่งอยู่ในโทรทัศน์อยู่ๆ ก็กระโดดขึ้นแล้วแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์พร้อมกับตะโกนออกมาว่า “อัศวินเสือดาวแปลงร่าง!”

ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น จู่ๆ ก็ถูกเจียวหย่วนลากเข้าไปเอี่ยวในการ์ตูนด้วย

“อัศวินแมวดำแปลงร่าง!” เจียวหย่วนพูดขึ้น

“......” เปลี่ยนกับผีสิไอ้เด็กนี่!

เจิ้งทั่นเขี่ยมือเจียวหย่วนออก จากนั้นก็เหยียบกางเกงของเขาเดินข้ามไปหาเสี่ยวโย่วจื่อแล้วนอนลง โดยที่ไม่สนใจเจียวหย่วนที่กำลังบ้าการ์ตูนอีกต่อไป ขณะที่เสี่ยวโย่วจื่อดูการ์ตูนนั้นยังได้ช่วยเกาคางกับแปรงขนให้เจิ้งทั่นไปด้วย

เนื่องจากมีกฎสั่งห้ามจุดประทัดภายในเขตเมืองทำให้แทบจะไม่ได้ยินเสียงประทัดเลย พอไม่มีเสียงประทัดก็เหมือนขาดสีสันในการฉลองปีใหม่ มันก็คล้ายกับเวลาทำกับข้าวแล้วไม่ได้ใส่เกลือ รสชาติจืดชืด แต่ช่วงสองสามปีมานี้เริ่มมีการผ่อนปรน บางครั้งจะมีการจัดที่สำหรับจุดประทัดให้ ห้างสรรพสินค้าบางแห่งจะมีการทำหนังสือขออนุญาตจุดพลุดอกไม้ไฟ เช่นในการฉลองปีใหม่วันที่หกจะมีกิจกรรมจุดพลุดอกไม้ไฟของบรรดาสมาคมร้านค้า พ่อเจียวหย่วนบอกว่าถึงตอนนั้นจะพาเด็กๆ ไปดู ส่วนวันก่อนหน้านั้นเจียวหย่วนก็ได้แต่อดทนรอ

ชิวเซี่ยงหยางที่อยู่บ้านตรงข้ามกลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้านพ่อแม่ คาดว่าจะกลับมาหลังจากผ่านช่วงปีใหม่ไปแล้ว เขาหอบข้าวของไปหลายลัง ในนั้นมีแต่พวกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

ส่วน ‘นายพล’ ได้เดินทางไปทางใต้กับเจ้านายของมันนานแล้ว ช่วงฤดูหนาวแถบนี้จะเป็นแบบหนาวชื้น ซึ่งมันไม่ชอบ คาดว่าช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิมันถึงจะกลับมา

คุณยายกับเจ้าอ้วนก็ไม่ได้อยู่ฉลองปีใหม่ที่นี่ แต่รองศาสตราจารย์หลันและภรรยาที่อยู่ชั้นสามกลับอยู่ พ่อกับแม่หลันเทียนจู๋ก็อยู่ด้วย กินข้าวฉลองข้ามปีแล้วถึงจะกลับไป

เจิ้งทั่นไม่ได้มีความทรงจำเกี่ยวกับการฉลองปีใหม่สักเท่าไร ช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมาเขาฉลองปีใหม่อย่างไรมาบ้างก็แทบจะนึกไม่ออก บางทีอาจจะไปผับหรือไม่ก็ไปเที่ยวเล่นข้างนอกกับเพื่อนๆ ตอนนี้พอมานั่งนึกย้อนไปก็รู้สึกว่างเปล่า จำอะไรไม่ได้

ใครจะไปคิดว่าตื่นขึ้นมาตัวเองจะกลายเป็นแมวล่ะ?

หลังจากที่กินข้าวข้ามปีเสร็จได้ไม่นาน เว่ยเหลิงที่อยู่ที่บริษัทก็โทรศัพท์เข้ามาอวยพรปีใหม่ หลังจากที่พ่อเจียวหย่วนคุยเสร็จก็เรียกให้เจิ้งทั่นไปฟังโทรศัพท์

เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะหนังสือที่อยู่ด้านข้างด้วยความงุนงง พ่อเจียวหย่วนเอาหูโทรศัพท์วางไปที่ขาของเขา เจิ้งทั่นเงี่ยหูไปฟังก็ได้ยินเสียงเว่ยเหลิงดังออกมา “ชาร์โคล เหอเถาฝากฉันมาอวยพรนาย สุขสันต์วันปีใหม่!”

เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น แล้วพ่นลมแรงๆ ออกมาทางจมูกเป็นสัญญาณว่ารับทราบ

“ส่งเสียงร้องหน่อยสิ ปีใหม่ทั้งทีนายตอบมาแค่นี้เนี่ยนะ?” เว่ยเหลิงที่อยู่ปลายสายพูด “เพื่อนๆ ของฉันรอฟังอยู่ข้างๆ เนี่ย ไว้หน้ากันหน่อยสิ”

หลังจากที่เงียบไปสักพัก ในที่สุดเจิ้งทั่นก็ส่งเสียงร้องออกมา “ง้าววว!”

“ฮ่าฮ่าฮ่า เว่ยเหลิง นายกำลังคุยกับหมาใช่ไหม ฉันยังคิดว่าเป็นเสียงลูกอาจารย์เจียวนะนั่น แต่หมาตัวนี้ทำให้นึกถึงหมาป่าของหน่วยที่อยู่เมื่อก่อนที่มันรับโทรศัพท์ได้”

เสียงของเพื่อนเว่ยเหลิงลอดเข้ามาในสาย

“ไม่ใช่หมา ฉันกำลังคุยกับแมว” เว่ยเหลิงอธิบาย จากนั้นก็กรอกเสียงลงหูโทรศัพท์ต่อ “ชาร์โคล พวกนี้มันไม่เชื่อ ถ้างั้นลองร้องเสียงแมวหน่อย”

“เงี้ยววว!” นี่ไงเสียงแมว!

เจิ้งทั่นยกเท้าขึ้นไปกดวางสาย จากนั้นก็กลับไปที่โซฟารอดูรายการฉลองปีใหม่พร้อมกับแม่เจียวหย่วนและเด็กๆ

ส่วนทางเว่ยเหลิงที่อยู่ที่บริษัทพอได้ยินเสียงตัดสายดังออกมา จึงหัวเราะพลางด่า “เวรเอ๊ย นิสัยงี้ตลอด”

เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ คิดสักพักแล้วจึงถามออกมา “เสียงเมื่อกี๊มันเสียงแมวจริงๆ เหรอ?”

“จริง ไม่เชื่อไปถามเหอเถาได้” เว่ยเหลิงเอาโทรศัพท์ส่งให้เพื่อนที่ยังไม่ได้โทร

ที่นี่ยังมีโทรศัพท์ของสำนักงานอยู่อีกหนึ่งเครื่อง แต่คนที่รอต่อคิวโทรนั้นยังมีอีกหลายคน เว่ยเหลิงไม่แคร์เรื่องค่าโทรศัพท์ เขาเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้คนอื่นยืมใช้

ส่วนทางนี้เจิ้งทั่นอยู่ดูรายการข้ามปีสักพัก พอเสี่ยวโย่วจื่อเข้าไปนอนเขาจึงตามไปด้วย สำหรับแมวแล้วเวลาส่วนใหญ่ในหนึ่งวันหมดไปกับการนอนนั้นเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกหนักใจอะไร


การพบปะญาติพี่น้องในช่วงปีใหม่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเจิ้งทั่น แต่ในฐานะที่เป็นแมวสิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือพวกเด็กซนที่ชอบมาดึงหางแมว ดังนั้นเวลามีแขกมาที่บ้านเขาจึงเลือกที่จะออกไปวิ่งเล่นข้างนอกจะได้ไม่โดนรังแก

วันนี้ก็เช่นกัน เจิ้งทั่นเดินอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัยได้ไม่นานก็เดินออกไปทางศูนย์กลางสัตว์เลี้ยง เสี่ยวกัวเองก็อยู่ฉลองปีใหม่ที่นี่ กินข้าวร่วมกับพนักงานบางคนที่ไม่ได้กลับบ้าน ช่วงวันแรกของปีใหม่เหล่าพนักงานต่างก็ผลัดกันดูแลสัตว์เลี้ยงที่ลูกค้าเอามาฝากเลี้ยงชั่วคราว ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมากิจการของที่นี่เติบโตขึ้นมาก อาจเป็นเพราะขนาดที่ใหญ่ขึ้นทำให้คนเริ่มรู้สึกว่าเชื่อถือได้ ดูมีระดับขึ้นมาอีกขั้น

ผลจากการโฆษณาก็มีส่วนอยู่มาก มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่นอกมณฑลรู้จักศูนย์กลางสัตว์เลี้ยง ‘มันเป็นแบบนี้’ ของเมืองฉู่หัว พวกเขารู้ว่าอาหารแมวของร้านนี้ดี โฆษณาก็ทำออกมาได้น่าสนใจ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้รายละเอียดของแมวดำที่ชื่อ ‘blackc’ ที่อยู่ในโฆษณา เสี่ยวกัวบอกแค่ว่าเป็นแมวที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีทางร้านจึงเชิญมาถ่ายแบบ บางคนก็เชื่อ บางคนก็ยังสงสัยอยู่

เจิ้งทั่นไม่ได้เข้าไปข้างใน เขาแค่เดินเล่นอยู่บนถนนที่ใกล้ๆ ร้านเท่านั้น ระหว่างที่เดินก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน โดยเนื้อหาบทสนทนาส่วนใหญ่ที่ได้ยินคือ มีแมวหายไปอีกแล้ว หนึ่งในนั้นเป็นแมวดำที่เจิ้งทั่นเคยทะเลาะด้วยอยู่บ่อยๆ

ไม่มีแมวบวกกับบรรดาร้านค้าที่ปิดฉลองปีใหม่ ทำให้บรรยากาศเงียบเหงาอยู่ไม่น้อย

ขณะที่เจิ้งทั่นเดินเล่นอยู่นั้นก็ได้พบกับหลี่หยวนป้าที่พาพีนัทออกมาเดินลาดตระเวนอีกแล้ว เยี่ยนจื่อไม่ได้อยู่ฉลองปีใหม่ที่นี่แน่ แต่หลี่หยวนป้ายังคงอยู่ที่ศูนย์กลางสัตว์เลี้ยง อย่างไรเสียอีกไม่กี่วันเยี่ยนจื่อก็กลับมาแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องย้ายไปย้ายมา

พอเห็นเจิ้งทั่น พีนัทที่มีหน้าตาเคร่งขรึมขณะเดินอยู่ข้างๆ หลี่หยวนป้าก็ส่งเสียงร้อง ‘เมี้ยว’ ออกมาเป็นการทักทาย

เสี่ยวกัวเคยพูดติดตลกว่า เจิ้งทั่นเหมือนเป็นพ่อเลี้ยงเจ้าพีนัท ไม่อย่างนั้นทำไมเวลาปกติพีนัทถึงไม่สนใจแมวตัวอื่นในร้าน แต่ทุกครั้งที่เจอเจิ้งทั่นจะร้อง ‘เมี้ยว’ ออกมาตลอด บางทียังไปกลิ้งเล่นต่อหน้าเจิ้งทั่นด้วย

เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเยี่ยนจื่อเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นบางครั้งเยี่ยนจื่อจึงรู้สึกอิจฉาเจิ้งทั่น ตกลงใครเป็คนเลี้ยงพวกมันกันแน่!

เจิ้งทั่นไม่เคยเลียขนตัวเอง ดังนั้นจึงไม่เลียขนให้พีนัทแน่ แล้วก็คงไม่ร้อง ‘เมี้ยว’ ตอบ เขาไม่ชอบส่งเสียงร้องออกมา เพราะทุกครั้งที่ร้องจะเหมือนเป็นการไปกระตุ้นสมองให้นึกถึงเรื่องที่ตัวเองเคยเป็นคนที่พูดได้แต่ต้องกลายมาเป็นแมว แต่เพื่อเป็นการแสดงถึงความเอ็นดูเด็กน้อย เขาจะยกเท้าขึ้นมาตบไปที่หัวของพีนัทเบาๆ

สำหรับเจ้าพีนัทแล้วมันเคยชินกับการทักทายของเจิ้งทั่นแบบนี้ ดังนั้นเวลาที่เจิ้งทั่นจะเข้ามาใกล้มันจะพับหูลงแล้วยื่นหัวเข้าไปหาเจิ้งทั่น

แสนรู้จริงๆ!เป็นแมวที่เชื่อฟังดีจริงๆ น่าเอ็นดูกว่าพวกเด็กซนที่ชอบเข้ามาดึงหางไม่รู้กี่เท่า

แต่ขณะที่พีนัทส่งเสียงร้องออกมา เจิ้งทั่นก็สังเกตเห็นฟันแหลมๆ ที่งอกออกมาสองซี่ยาวขึ้นเยอะแล้ว ปกติเขาไม่เคยสังเกตเท่าไร จะเห็นก็ต่อเมื่อเวลามันอ้าปากเท่านั้น เจิ้งทั่นเคยร่วมงานกับลูกแมว จึงพอจะรู้ว่าลูกแมวอายุเท่าไรฟันจะงอกออกมาแค่ไหน หากจะเทียบกันแล้วฟันของพีนัทงอกออกมาเยอะกว่าลูกแมวปกติทั่วไป

หลังจากที่ทักทายกันเสร็จแล้ว หลี่หยวนป้าก็พาลูกเดินลาดตระเวนต่อ เจิ้งทั่นเองก็แยกออกมา เขาไม่รู้สึกกังวลว่าหลี่หยวนป้าจะถูกแมวเจ้าถิ่นรังแก และเพราะมีมันอยู่ด้วยพีนัทก็ต้องปลอดภัยแน่นอน

ขณะที่เดินมาถึงซอยเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยตึกเก่าๆ เจิ้งทั่นก็ได้ยินเสียงหนวกหู มีคนจำนวนมากกำลังพูดคุยเสียงดัง เดิมทีเจิ้งทั่นจะเปลี่ยนไปเดินทางอื่น แต่ทันใดนั้นหูก็ไปได้ยินคำประมาณว่า ‘ทำร้ายแมว’ ‘ลูกแมว’ ‘น่าสงสารจัง’

ตรงนั้นมีคนล้อมอยู่จำนวนมาก ทำให้เจิ้งทั่นเข้าไปดูไม่ได้ เขามองไปรอบๆ แล้วกระโดดขึ้นไปบนบันไดไม้หักๆ ที่อยู่ข้างกำแพง จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนกำแพงต่ออีกที พอเดินเข้าไปใกล้ๆ จุดเกิดเหตุแล้วจึงกระโดดไปบนระเบียงของห้องที่อยู่ตรงนั้นซึ่งไม่เป็นจุดสังเกต สะดวกต่อการนั่งดูสถานการณ์

ประตูระเบียงของห้องนั้นถูกล็อคอย่างแน่นหนา บนพื้นมีฝุ่นเกาะอยู่บางๆ คาดว่าเจ้าของบ้านคงจะไปฉลองปีใหม่ที่อื่น ภายในบ้านมีลักษณะเหมือนไม่มีคนอยู่มาหลายวันแล้ว และนี่ก็เป็นสาเหตุที่เจิ้งทั่นเลือกห้องนี้

เจิ้งทั่นยืนอยู่บนกระถางดอกไม้ที่มีแต่ดิน เขามองลอดผ้าขี้ริ้วสองผืนที่ตากอยู่ออกไป

มีคนจำนวนมากกำลังยืนล้อมอยู่จนแทบจะบังจุดเกิดเหตุจนมิด จากจุดที่เจิ้งทั่นอยู่มองไม่เห็นเหตุการณ์เท่าไร แต่ขณะที่คนข้างล่างกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เขาก็มองเห็นสิ่งที่อยู่บนพื้นผ่านช่องว่างเล็กๆ

บนพื้นมีแมวลายเสือสามตัวนอนอยู่ ดูแล้วอายุไม่น่าจะถึงหนึ่งเดือน เนื้อตัวมีเลือด พวกมันนอนอยู่บนพื้นที่เย็นเฉียบโดยไม่ขยับเขยื้อน ข้างๆ พวกมันมีแมวโตสีขาวนั่งอยู่ เป็นแมวพันธุ์ขนยาว มันคอยเอาหน้าเข้าไปดันลูกแมวทั้งสามอยู่เรื่อยๆ จากนั้นก็หันไปส่งเสียงร้องใส่เด็กหนุ่มที่เนื้อตัวสกปรกที่ยืนสูบบุหรี่ห่างออกไปสองก้าว เสียงนั้นเจิ้งทั่นฟังแล้วรู้สึกเหมือนมันกำลังร้องไห้ แต่ละครั้งที่ร้องออกมามันจะลากเสียงยาว คล้ายกับกำลังตัดพ้อ

เด็กหนุ่มที่กำลังสูบบุหรี่ถอดเสื้อนอกทิ้งไปด้านข้าง ทำให้เห็นรอยสักรูปมังกรตรงบ่า ชวนให้รู้สึกน่ากลัว บางทีนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่อยู่รอบๆ นั้นไม่กล้าพูดอะไรมากก็เป็นได้

ก่อนหน้านี้มีคนพูดจาแรงๆ ใส่ ทำให้ถูกเด็กหนุ่มที่มีรอยสักมังกรนี้ซัดเข้าไปสองหมัด หากไม่ได้คนแถวนั้นห้ามไว้คงได้ทำรุนแรงมากกว่านั้น คนที่อายุเยอะหน่อยที่ยืนอยู่รอบๆ หลายคนก็ถูกเด็กหนุ่มคนนี้เตะจนมีคนมาหามออกไป

เจิ้งทั่นพอเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆ จากการที่แอบฟังคนเหล่านั้นคุยกัน แมวตัวนี้อาศัยอยู่ข้างห้อง แต่ช่วงก่อนวันสิ้นปีเจ้านายของมันได้ย้ายออกไปโดยที่ไม่ได้เอามันไปด้วย เพราะยุ่งยากและยิ่งไปกว่านั้นยังมีลูกแมวที่ยังไม่หย่านมอีก เด็กหนุ่มที่สักลายมังกรที่อยู่ข้างห้องได้แสดงท่าทีว่าจะรับเลี้ยงไว้ เจ้าของแมวรีบร้อนจะย้ายบ้าน ถึงแม้จะรู้ดีว่าเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างห้องนี้ไม่เป็นมิตรเท่าไร หากแมวไปอยู่ด้วยจะต้องถูกทำร้ายแน่นอน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรมาก รีบขนสัมภาระย้ายออกไปทันที

เด็กหนุ่มคนนี้รับเลี้ยงแมวพวกนี้เอาไว้เพราะหวังจะเอาไปขาย ยามปกติก็ไม่ได้เลี้ยงดีอะไร หากนึกออกก็จะแบ่งอาหารของตัวเองให้กิน แต่ถ้าลืมก็จะปล่อยเลยตามเลย

ไม่ใช่แมวทุกตัวจะมีกระเพาะที่แข็งแกร่งแบบเจิ้งทั่น พอกินอาหารเหล่านั้นไม่ได้แม่แมวจึงจำเป็นต้องออกไปหากินข้างนอก พอกลับมาก็เห็นเด็กหนุ่มกำลังเตะลูกของตัวเอง

เด็กหนุ่มมีเรื่องหงุดหงิดมาจากข้างนอกจึงหาที่ระบายด้วยการไปลงกับลูกแมว ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ พอเห็นเหตุการณ์ก็เข้ามารุมประณาม แต่ก็ค่อยๆ ถูกจัดการไปทีละราย เรียกตำรวจมาก็ไม่มีประโยชน์

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น