หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เมื่อสวรรค์ให้นางมีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางจะขอทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลไว้ให้จงได้!

ตอนที่ 27 นั่งอยู่ในใจฮ่องเต้

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 นั่งอยู่ในใจฮ่องเต้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.9k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ค. 2561 09:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 นั่งอยู่ในใจฮ่องเต้
แบบอักษร

เสิ่นหวาซั่นให้เสิ่นเจ๋อจิ้งอยู่ต่อ เพื่อคุยเรื่องการแผ่ขยายอิทธิพลในเมืองหลวง หรือก็คือทิศทางของเมืองหลวง เขามักมีลางสังหรณ์ทางร้าย รู้สึกว่าราชวงศ์ต้าหย่งต่อนี้ไปจะเกิดคลื่นลมแรง ขุนนางที่อยู่ใจกลางคลื่นลมยิ่งไม่มีโอกาสสงบได้

“องค์ชายรองใกล้จะดองกับเสนาบดีกลาโหม อิทธิพลของตระกูลตั้งจะต้องเป็นขององค์ชายรองแน่นอน องค์ชายห้าก็เนื่องจากคณะทูตทำให้ฮ่องเต้เห็นความสามารถ องค์ชายสามฝั่งแม่ตระกูลโจวก็มีอิทธิพลไม่น้อย ตระกูลโจวกับมู่ไท่เฟยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง เมื่อเป็นเช่นนี้  ทิศทางของเมืองหลวงก็คาดเดาได้ยาก” เสิ่นหวาซั่นพูด ดูสถานการณ์เมืองหลวง องค์ชายทั้งสามล้วนมีอิทธิพล อีกทั้งอายุถึงวัยแล้ว องค์ชายอื่นก็ทยอยเติบโตการเปลี่ยนแปลงต่อไปคงจะยิ่งมาก ให้เสิ่นเจ๋อจิ้งต้องคอยระวังไว้

“จากที่ลูกเฝ้าตรวจสอบ น้ำนี้ยังไม่ใส ทุกคนจึงยังไม่กล้าลงไปลุย ขุนนางกระทรวงขุนนางระหว่างนี้เงียบสงบดีมาก”  หากมีลมโชยหญ้าไหว นอกจากเตี้ยนจงเสิ่งก็มีกระทรวงขุนนางที่หูตาไวสุดๆ แต่เสิ่นเจ๋อจิ้งดูแล้ว น้ำอย่างเมืองหลวงตอนนี้ลึกเกินไป  ทั้งยังขุ่นอีก ทุกคนต่างอยู่ในภาวะรอดู ไม่มีขุนนางคนไหนกล้าลงน้ำ ในราชสำนักกลับนิ่งเงียบมาก

“สุขภาพของรัชทายาท...” เสิ่นเจ๋อจิ้งเปิดหัวข้อสนทนา แต่แล้วก็นิ่งเงียบ ไม่ได้พูดต่ออีก เสิ่นหวาซั่นก็เข้าใจความหมายของเขาแล้ว สุขภาพของรัชทายาท เป็นเรื่องที่ทุกคนใส่ใจ แต่ไม่สามารถสืบได้ อีกอย่างหนึ่ง เสิ่นหวาซั่นเข้าใจตลอดอยู่ว่า  รัชทายาทคนนี้ร่างกายอ่อนแอแต่เล็ก ไม่เคยรับรู้เรื่องการบ้านการเมือง แม้แต่หน่วยจันซื่อก็ไม่ได้จัดตั้ง อิทธิพลต่อราชสำนักมีจำกัด ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรต่อบ้านเมือง

  ร่างกายรัชทายาทอ่อนแอ เป็นเคราะห์กรรมของตัวเอง ทั้งเป็นเคราะห์กรรมของราชวงศ์ต้าหย่ง หากรัชทายาทแข็งแรง องค์ชายทั้งหลายก็จะไม่มีใจคิดทำในสิ่งไม่บังควร สถานการณ์ในเมืองหลวงก็ไม่สั่นคลอนมากขนาดนี้

 “ด้านฝ่ายเวชโอสถก็ยังไม่มีข่าวคราวอะไรมา ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปก่อน หากวันใดที่ฮ่องเต้ยังไม่มีทีท่า พวกเราที่เป็นข้าราชบริพารก็ต้องนิ่งไว้ก่อน อีกอย่างหนึ่ง  พวกหนิงเอ๋อก็ยังเด็ก องค์ชายห้าตอนนี้ก็สิบแปดแล้ว ถ้าจะคัดเลือกภรรยาเอก ก็คงไม่ได้คัดเลือกถึงพวกเขา พวกเราตระกูลเสิ่นยังมีทางเลือกอีกมาก”

เสิ่นเจ๋อจิ้งเงียบไปสักพักก็พูดเช่นนี้ออกมา การดำรงตำแหน่งในเมืองหลวงหลายเดือนมานี้ เขายิ่งเห็นทางน้ำไหลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวน้ำที่นิ่งสงบได้อย่างชัดเจน การแย่งชิงบัลลังก์ การเลือกข้างฝ่ายสืบทอด เครือญาติขุนนางผู้ทรงอำนาจ หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็มีภัยถึงขั้นโดนฆ่าล้างตระกูล ตระกูลเสิ่นจะไม่เสี่ยงภัยก้าวออกไปก่อน ดังนั้นเขาจึงต้องคอยรับสถานการณ์ในเมืองหลวงอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด

  “สิ่งที่เมืองหลวงไม่เคยขาดแคลนก็คือขุนนางที่ระมัดระวังตัว  การเดินก้าวนี้สำคัญมากนัก ไม่มีใครกล้าก้าวออกไปง่ายๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ซีเอี้ยนกับต้าหย่งเงียบสงบอยู่ชั่วคราว ถึงแม้มีข้อขัดแย้งในราชสำนัก ก็ไม่ต้องระวังภัยที่ถูกขนาบทั้งสองข้าง เพียงแต่ ไม่รู้ว่าการแย่งชิงนี้จะต้องดำเนินไปอีกนานเท่าไร ความเงียบสงบไม่ใช่มีได้ง่ายนัก” เสิ่นหวาซั่นรู้สึกสะท้อนใจ หากวันใดที่รัชทายาทยังไม่ตาย สถานการณ์เช่นนี้ก็จะยังคงดำเนินต่อไปอยู่ คนเป็นขุนนางอย่างพวกเขาก็จะยังตัดสินใจอะไรไม่ได้

 “ท่านพ่อพูดถูก โชคดีที่ปัญหาตลาดร่วมครั้งนี้คลี่คลายไปได้โดยราบรื่น เวลานี้สถานการณ์ในเมืองหลวงยังไม่ชัดเจน พวกเราก็ต้องรอดูกันไป ลูกก็รู้สึกว่าเรื่องราวในช่วงนี้คงมีไม่น้อย” เสิ่นเจ๋อจิ้งมีความกังวลอยู่ ความกังวลที่ตัวเองมี ก็คงเป็นเช่นเดียวกับความกังวลที่ขุนนางในเมืองหลวงส่วนใหญ่มีอยู่ ด้วยสถานการณ์เวลานี้ยังไม่ชัดเจนนัก

 “อย่างไรก็ตาม เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาเลือกข้าง...” การคุยกันในห้องหนังสือครั้งนี้ มีคำพูดของเสิ่นหวาซั่นนี้เป็นข้อสรุป

 เวลาเดียวกันนี้ ในวังองค์ชายห้า ซั่งกวนฉางจื้อกับพวกสวี่ซันซือก็กำลังปรึกษาถึงความคิดของฉางไท่ฮ่องเต้ ถึงแม้ไม่มีผลงานในการแก้ปัญหาตลาดร่วม แต่ก็ยังได้รับการชมเชยจากฉางไท่ฮ่องเต้ ขุนนางหงหลูซื่อก็มีความใกล้ชิดกับเขามากขึ้น สนมแม่ก็ได้เลื่อนชั้นเป็นกุ้ยผิน ซั่งกวนฉางจื้อรู้สึกพอใจกับทั้งหมดที่ผ่านมา เขามองดูแส้ม้าอันนั้น นึกถึงอาการอิจฉาริษยาขององค์ชายรององค์ชายสาม ใบหน้ามีรอยยิ้มเล็กน้อย

 “พวกท่านลองบอกมาสิว่าจุดประสงค์ที่เสด็จพ่อให้แส้ม้านี้คืออะไร” ถึงแม้จะภูมิใจ แต่ซั่งกวนฉางจื้อก็ยังเดาไม่ออกถึงความประสงค์ของฉางไท่ฮ่องเต้ว่า ทรงต้องการชมเชยอย่างแท้จริงหรือจะให้เป็นหนังหน้าไฟ? ตั้งแต่วินาทีที่ชนะการแข่งขันขี่ม้ากับพวกซีเอี้ยน เขาก็รู้แล้วว่าจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ขัดแย้งนี้ แต่เขาไม่ยอมแพ้ แม้ว่าอิทธิพลจะยังไม่แข็งแรงมั่นคง เขาก็ไม่คิดยอมแพ้ เขาจะต้องให้ฉางไท่ฮ่องเต้กับขุนนางในราชสำนักได้รับรู้ว่า นอกจากองค์ชายรองกับองค์ชายสามแล้ว ยังมีองค์ชายห้าอีกคนหนึ่ง อีกทั้งองค์ชายห้านี้ยังเก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋น เป็นองค์ชายที่สามารถสืบทอดเจตนารมณ์ราชวงค์ต้าหย่ง เขาต้องการให้ฉางไท่ฮ่องเต้สนใจ ดังนั้นเขาจะแพ้ไม่ได้

 แต่การที่ชนะได้แส้ม้านี้ เท่ากับต้องเผชิญหน้ากับการเพ่งเล็งและการทดสอบจากพี่ชายทั้งสองเร็วกว่ากำหนด การที่ท่านพ่อให้แส้ม้าที่ใช้ก่อนครองราชย์ หมายความว่าอย่างไรกันแน่? เขาไม่เข้าใจ จึงต้องเรียกลูกน้องในวังองค์ชายห้ามาคลายข้อสงสัย

 “ฮ่องเต้ฉลาดเฉลียว จะต้องมีวัตถุประสงค์แน่นอน” หลี่เจ๋ออันคิด เชื่อว่าฉางไท่ฮ่องเต้ต้องมีวัตถุประสงค์อย่างอื่นแน่นอน การคาดเดาความคิดเบี้องสูงมีโทษถึงตาย แต่ถ้าไม่คิด มัวแต่รอคนอื่น เป็นเรื่องทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก วันใดที่รัชทายาทยังไม่ตาย องค์ชายอื่นก็ได้แค่แอบประลองกำลัง ฉางไท่ฮ่องเต้ครองราชย์มาสามสิบห้าปีแล้ว ครั้งนั้นก็ไม่ได้เป็นลูกชายาเอกกับไม่ได้เป็นลูกคนโต ตอนหลังก็ยังได้ครองราชย์ สถานการณ์เวลานี้คล้ายกับครั้งนั้นมาก หากบอกว่าเขาไม่มีความคิดอื่น ทุกคนที่รู้เห็นไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด

  “ฮ่องเต้เวลานี้เหลือแค่น้องชายคนเล็กคนเดียว ระยะนี้ทำคล้ายช่วยเหลือบรรดาองค์ชายเสริมสร้างอิทธิพล ช่วยองค์ชายรองอิงอิทธิพลทหารหน่วยรบ เลื่อนตำแหน่งให้มารดาขององค์ชาย ถ้าต่อไปมีอะไรให้องค์ชายสาม ก็แสดงว่าความคิดนี้ถูกต้อง” วังองค์ชายห้าวันนี้มีคนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน คนนี้ปกติไม่เข้าร่วมงานประจำวันของวังองค์ชายห้า ครั้งนี้ซั่งกวนฉางจื้อเชิญมาเป็นพิเศษ คนที่พูดก็คือคนนี้ เขาชี้ว่าที่ฉางไท่ฮ่องเต้ทำเช่นนี้เป็นเพราะต้องการเพิ่มอิทธิพลให้องค์ชายที่ถึงวัยผู้ใหญ่ หรือแปลว่า รัชทายาทที่ฉางไท่ฮ่องเต้หมายตาไว้จริงๆนั้น  ไม่ใช่เหล่าองค์ชายที่ถึงวัยผู้ใหญ่

  “ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า ถ้ารัชทายาทตาย ตำแหน่งรัชทายาทจะต้องไม่ตกอยู่กับข้า องค์ชายรอง องค์ชายสามแล้ว” ตามแนวทางนี้ ซั่งกวนฉางซื่อคิดลึกลงไปอีก ก็ยิ่งเข้าใจ แน่นอน สีหน้าก็ยิ่งน่ากลัว เวลานี้เขาเริ่มเปิดตัวให้คนเห็นฝีมือแล้ว ให้ทั้งฉางไท่ฮ่องเต้กับเหล่าขุนนางได้รู้จัก ให้ฉางไท่ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางรู้ว่า เขามีใจร่วมชิงตำแหน่งรัชทายาท  ถ้าอนาคตตำแหน่งรัชทายาทไม่ใช่เขา สิ่งที่รอเขาอยู่ จะเป็นอะไรหรือ แน่นอนเลย อย่างเบาก็เป็นอ๋องว่างงานเที่ยวเล่น อย่างหนักก็ถูกจองจำ ไม่ว่าหนักหรือเบา ก็ไม่ใช่สิ่งที่ซั่งกวนฉางจื้อต้องการ ! แต่ ใจที่ตัวเองอยากได้ตำแหน่งรัชทายาท จะหลอกเสด็จพ่อที่เชี่ยวชาญด้านแนวคิดกษัตริย์ทั้งยังครองราชย์มาถึงสามสิบห้าปีได้หรือ ? สำหรับเรื่องนี้ ซั่งกวนฉางจื้อไม่เหลือความหวังใดๆเลย

อะไรนะ  คนที่ฮ่องเต้หมายตาไว้ยังมีคนอื่นอีกหรือ  จะเป็นใครนะ  องค์ชายสิบ ? หรือองค์ชายสิบสอง ? แต่อายุพวกเขายังน้อยขนาดนั้น เป็นไปได้หรือ  แต่ถ้าการคาดเดานี้เป็นจริง ถ้าเช่นนั้น...ถ้าเช่นนั้น...

สีหน้าลูกน้องเริ่มเปลี่ยน ไม่กล้าคิดต่ออีก

“ก็ไม่มีอะไรให้คิด แค่ทำตามพระประสงค์ของเสด็จพ่อ เมื่อเขาต้องการให้พวกเราสั่งสมอิทธิพล พวกเราก็ถือโอกาสนี้ขยายอิทธิพลของพวกเรา พอดีเวลานี้วังองค์ชายห้ากำลังอ่อนแอ เป็นเวลาเหมาะสมที่จะขยายอิทธิพล.....”  ผ่านไปพักใหญ่ ซั่งกวนฉางจื้อพูดออกมาเช่นนี้ สีหน้ายังคงอ่อนโยนนุ่มนวลเหมือนเคย มีแต่แววตาดำล้ำลึกสุดจะหยั่งถึง มือที่อยู่ใต้โต๊ะกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

  “ใช่แล้ว พวกเราต้องแสร้งทำไม่รู้....” สวี่ซันซือก็เริ่มคืนสติมา ใจฮ่องเต้สุดจะคาดเดา และคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาผู้เป็นขุนนาง ดีที่สุดคือทำตามความคิดของฉางไท่ฮ่องเต้อย่างไร้ร่องรอย ไม่เช่นนั้น สิ่งที่รออยู่คือความตาย แน่นอนว่า หากทำตามใจของฮ่องเต้ สิ่งที่พวกเขาหวังก็สมปรารถนาด้วย นี่สิจึงจะเป็นสิ่งที่ควรทำของผู้เป็นขุนนาง

 “องค์ชายคิดได้ถูกต้องมาก ปัจจุบันเราต้องทำเช่นนี้  องค์ชายชนะการประลองฝีมือกับซีเอี้ยน  ทำให้ฮ่องเต้สนใจแล้ว แค่ทำให้ความสนใจมากขึ้นมากขึ้น  เรื่อยๆ ฮ่องเต้อาจจะเห็นองค์ชายเป็นพิเศษ รัชทายาทเวลานี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น องค์ชายสมควรถือโอกาสขยายอิทธิพลตัวเอง” คนนั้นได้ยินซั่งกวนฉางจื้อกับพวกสวี่ซันซือคุยกันแล้ว  ผงกศีรษะพูดดังนั้น

“ถ้าเช่นนั้นขอถามท่านอา สถานการณ์ปัจจุบัน จะขยายอิทธิพลอย่างไรหรือ? องค์ชายรองหมั้นกับตระกูลเฉิน เดิมข้าคิดทำลายการสมรสนี้ในงานเทศกาลบุปผาราชสำนัก  น่าแค้นใจนักที่ลูกสาวตระกูลเฉินพ้นเคราะห์กรรมนี้ไปได้ ! องค์ชายรองเดิมก็มีอิทธิพลอยู่แล้วไม่น้อย มาได้กำลังหนุนจากตระกูลเฉินอีก นำหน้าไปไกลลิบลิ่วแล้ว” ถึงแม้นึกได้ว่าจะถือโอกาสขยายอิทธิพลตัวเอง แต่ซั่งกวนฉางจื้อก็ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน จะให้แต่งงานเหมือนองค์ชายรองหรือ ? ยังต้องรออีกหลายปี ข้างหน้าก็ยังมีองค์ชายสามอีกคน รอถึงทีของตัวเอง โอกาสคงหลุดลอยไปแล้ว

“องค์ชายไม่ต้องเป็นห่วง ข้าน้อยได้ข่าวจากฝ่ายเวชโอสถ สุขภาพของรัชทายาทยังทนได้อีกสามถึงห้าปี ถ้ารัชทายาทยังอยู่ องค์ชายรององค์ชายสามก็ยังต้องคอยอย่างสงบ ในหลายปีนี้ ก็เป็นโอกาสขององค์ชายแล้ว”  แม้เสียงของคนผู้นั้นจะแฝงแววหยอกเย้า แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามของซั่งกวนฉางจื้อตรงๆ

“ด้วยเหตุนี้ ข้าน้อยมีแผนสามแผน ขอองค์ชายโปรดฟังให้ดี แผนแรก  หาผู้เหมาะสมมาเป็นชายาองค์ชายห้า ในหลายปีนี้ องค์ชายจะต้องรู้แน่ชัดว่า ตระกูลไหนจะช่วยการแย่งชิงตำแหน่งได้มาก ชายาองค์ชายห้าก็จะมาจากตระกูลนั้น จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลนี้ ควรรู้ว่าตระกูลขุนนางผู้ใหญ่ งานสมรสนี้ จะไม่ยอมรับง่ายๆ แผนที่สอง สร้างชื่อเสียงดีงามในราชสำนักและหมู่มวลประชา เพียงแค่ได้ใจขุนนางราชสำนัก ได้ใจประชาชน การแย่งชิงตำแหน่งก็ลุล่วงไปแล้วครึ่งหนึ่ง คนที่ผู้คนเทใจให้ ฮ่องเต้จะต้องพิจารณาจุดนี้แน่นอน หลายปีนี้ องค์ชายต้องมองสถานการณ์ให้ชัด ต้องไม่ตระหนี่ถี่เหนียวทั้งคนทั้งทรัพย์สินเงินทอง ต้องหาโอกาสสร้างชื่อเสียง เช่นบริจาคทานช่วยภัยพิบัติ การอุทิศตัวทำนองนั้น ส่วนแผนที่สามคือเอาชนะใจฮ่องเต้ องค์ชายต้องแสดงความสามารถและความกตัญญูต่อหน้าฮ่องเต้ ต้องไปทักทาย ถามไถ่เรื่องราวที่พระตำหนักจื่อเฉิงบ่อยๆ ดีที่สุดคือหาคนอยู่ในพระตำหนักจื่อเฉิงสักคนสองคน เพื่อรับส่งข่าวสาร ในเรื่องนี้ ข้าน้อยจะใช้ตำแหน่งให้เป็นประโยชน์ ช่วยองค์ชายจัดการได้ เหล่ากำนัลสนมในวัง ก็ต้องเป็นแรงหนุน หากฮ่องเต้โปรดพระมารดากุ้ยผินมากกว่าสนมอื่นๆ ก็จะเห็นความสำคัญองค์ชายมากว่าองค์ชายอื่นๆทั้งหมด! องค์ชายกับพระมารดากุ้ยผินแม่ลูกต้องใจเดียวกัน สมานฉันท์ทั้งนอกใน เช่นนี้แล้วไยจะต้องห่วงว่าจะทำการไม่สำเร็จอีกเล่า”

คำพูดของคนผู้นั้นทำให้ซั่งกวนฉางจื้อยิ้มออก นัยน์ตาวาววับ แผนทั้งสามนี้ เป็นแผนยอดเยี่ยมที่ไว้รับมือกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขององค์ชายห้า !

“แค่ดำเนินการตามสามแผนนี้ ไม่ว่าฮ่องเต้จะมีความคิดอะไรอยู่ในใจ ไม่ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างไร องค์ชายจะต้องสมปรารถนา นี่เรียกว่าการเข้าไปนั่งอยู่ในใจฮ่องเต้” คนผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย พูดสรุปปิดท้ายเช่นนี้เอง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น