Castle-G

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ZAC STYLE | 26 : เจ็บปวด [100%]

ชื่อตอน : ZAC STYLE | 26 : เจ็บปวด [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ค. 2561 20:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ZAC STYLE | 26 : เจ็บปวด [100%]
แบบอักษร

26

เจ็บปวด


“เป็นยังไงบ้างอบเชย” พายอาร์เดินเข้ามานั่งด้านข้างฉันหลังจากการแข่งขันจบลงไป

“ภูมิใจสุดๆ” ฉันว่าพูดพร้อมกับยิ้มกว้างให้เพื่อนสนิท การแข่งขันกีฬาประเพณีจบลงได้ชั่วโมงกว่าๆ แล้ว ทุกรายการก็ได้รับการประกาศรางวัลเป็นที่เรียบร้อย

แน่นอนว่าการแข่งขันกองเชียร์ฉันชนะ

“มีช่างภาพถ่ายรูปมึงไว้แล้วไปลงเพจ คนไลค์รูปมึงทะลุร้อยภายในสิบนาทีเลยนะรู้ยัง” มันบอกก่อนจะเปิดหน้าจอโทรศัพท์ให้ฉันดู “เพื่อนกูจะดังแล้ว”

“เหอะ แค่ภาพเดียวจะดังได้ยังไง” ฉันหัวเราะพร้อมกับส่ายหน้าให้กับความคิดของพายอาร์

“ภาพเดียวบ้าอะไร มึงจำได้ไหมที่ไปถ่ายแบบขึ้นเพจโมเดลไอดอลง่ะ ตอนนี้อัลบั้มนั้นคนก็แชร์เต็มไปหมดเลยนะ” ดูเหมือนเพื่อนจะตื่นเต้นกว่าฉันอีกแฮะ “เออ มึงเลิกปิดไพรเวทไอจีแล้วอัพรูปตัวเองลงบ้างสิ อัพแต่หมาแต่แมวได้ยังไงเสียของ”

“ขนาดนี้มาเป็นผู้จัดการกูเลยไหม ผลักดันเข้าวงการเลยเหอะ” ฉันพูดติดตลกหลังจากเห็นท่าทีตื่นเต้นของมัน แต่ใครจะไปรู้ว่าอีกคนจะคิดจริงๆ

“เออดีๆ กูจะติดต่อนักข่าวมาลงข่าวมึงตอนนี้เลย โอ๊ย! นังอบเชย”

นั่นแหละ..มันก็โดนฉันเขกหัวไปทีหนึ่ง โทษฐานที่โอเวอร์เกินเหตุ

“นี่อบเชยๆ มาอยู่ที่นี่เอง” ขณะที่ฉันกำลังนั่งคุยกับพายอาร์ก็มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งในสาขาเดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับอาการหอบหายใจ

“มีอะไรหรือเปล่า” ฉันขมวดคิ้วอย่างแปลกใจที่อยู่ๆ เธอก็เข้ามาหาฉันด้วยท่าทีรีบร้อน

“พอดีอาจารย์กนกอยากคุยกับเธอน่ะ เรื่องลาออกอะไรสักอย่าง” เธอหยุดพูดแล้วหายใจอีกครู่หนึ่ง “อาจารย์อยู่ที่ห้อง ไปหาด้วยนะ”

“อ่า โอเคๆ” หลังจากที่ฉันพยักหน้ารับทราบ เธอก็วิ่งออกไปทันที ไม่รู้ว่าจะรีบไปไหนเหมือนกัน

“สรุปมึงจะซิ่วจริงใช่ไหม” คนที่นั่งอยู่ข้างกายพุดขึ้น

“อืม..” ฉันตอบในลำคอ  และพอเห็นสีหน้าเศร้าของผู้เป็นเพื่อนแล้วฉันก็รีบพูดต่อ “ไม่ต้องห่วงนะ ปีหน้ากูจะสอบเข้าที่นี่ให้ได้อีกครั้ง แต่ในฐานะนักศึกษาสถาปัตย์”

“ถึงตอนนั้นมึงก็คงเป็นรุ่นน้องกู” พายอาร์หัวเราะออกมาได้บ้างแล้ว

“กูไม่เรียกมึงพี่หรอก”

“เออ! ไม่ให้เป็นน้องเหมือนกัน!”

และหลังจากนั้นเราสองคนก็หัวเราะออกมา

ตลอดเวลาเกือบเดือนมานี้ฉันได้ลองคุบกับพ่อและแม่ดูแล้ว ซึ่งตอนแรกท่านเหมือนจะไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ที่ฉันจะออกจากวิศวะแล้วไปเรียนสถาปัตย์โดยเฉพาะพ่อ ขอยังไงพวกท่านก็ไม่ยอม จนฉันน่ะ..เกือบถอดใจไปแล้ว แต่ผ่านไปอีกสามวัน ท่านก็โทรมาบอกฉันว่าถ้าตัดสินใจดีแล้วจะออกก็ได้ พวกท่านก็อยากให้ฉันได้ทำตามความชอบของตัวเองแต่เพียงกลัวว่าฉันจะจบมาหางานยาก พ่อบอกว่าถ้าเรียนวิศวะอย่างน้อยก็ออกมาช่วยงานที่บ้านได้

ก็พอได้รับคำอนุญาตจากพ่อแม่แล้วฉันก็เลยไปคุยกับอาจารย์ต่ออีกทีนึง

“คิดดีแล้วใช่ไหมที่จะออก” อาจารย์กนกพูดขึ้นหลังจากที่ฉันเข้ามานั่งและคุยเรื่องลาออกมาได้สักพักหนึ่งแล้ว

“ค่ะ คิดดีแล้ว..” ฉันคิดมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้วด้วยซ้ำ

“แล้วได้บอกเพื่อนหรือยังว่าจะออก” อาจารย์ถามต่อ

“บอกแล้วค่ะ” คนแรกที่ฉันคุยด้วยก็คือพายอาร์ นอกจากนั้นก็เป็นเพื่อนร่วมเอกที่เคยทำงานด้วยกัน ทุกคนก็ถามฉันแบบนี้แหละว่าคิดดีแล้วเหรอ ซึ่งฉันก็ให้คำตอบแบบเดียวกับอาจารย์

“แล้ว รุ่นพี่ที่สนิทล่ะ ได้บอกหรือยัง”

“ยังค่ะ” รุ่นพี่ที่สนิท..ก็มีไม่กี่คนหรอก แต่ว่าฉันยังไม่ได้สักคนเลยนี่สิ ไม่ว่าจะเป็นพี่ที่สอนหลีดให้อย่างพี่หยาด พี่จิ๊บ หรือจะเป็นพี่รหัสอย่างพี่ไอซ์ก็ยังไม่บอก

รวมถึง..พี่แซค ฉันก็ยังไม่ได้บอก

“แล้วจะมาเข้าที่นี่อีกหรือเปล่า”

“ค่ะ จะมาเข้าที่นี่อีกให้ได้ค่ะ” นี่ก็เป็นอีกเรื่องในความตั้งใจฉันเช่นกัน ปีหน้าฉันจะสมัครสอบในฐานะเด็กซิ่วไม่ว่าจะต้องแข่งกับกี่ร้อยกี่พันฉันจะกลับมามหาลัยนี้อีกครั้งให้ได้

“เอ่อ ขอโทษนะคะ” เสียงเล็กของใครสักคนดังขึ้นมาจากหน้าประตู เรียกความสนใจทั้งฉันและอาจารย์กนกให้หันไปมอง “พอดีจะเอางานมาส่งน่ะค่ะ”

“อือ วางไว้ตรงนี้ก็ได้ คุยธุระเสร็จแล้วแหละ” อาจารย์ว่า “พานิวีร์ เดี๋ยวจารย์จะช่วยดูเอกสารให้นะ”

“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ฉันยกมือไหว้ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องตามพี่หยาดไป อ้อ..ใช่แล้วหละ คนที่เข้ามาส่งงานเมื่อครู่ก็คือพี่หยาดนั่นเอง

“วันนี้ทำได้ดีนะ เก่งมากเลย” รุ่นพี่สาวเอ่ยกับฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “แล้วเมื่อกี๊อบเชยคุยอะไรกับอาจารย์เหรอ ดูจริงจังเชียว”

“อ๋อ เรื่องเอกสารลาออกน่ะค่ะ” ฉันตอบเธอ

“หือ? ลาออก?” เป็นอย่างที่คิดไว้ เพราะพี่หยาดทำหน้าแปลกใจทันทีเมื่อฉันตอบไปเช่นนั้น “เราจะลาออกอย่างนั้นเหรอ”

“ใช่ค่ะ จะซิ่วไปคณะอื่นน่ะ”

“คณะอะไรอะ”

“สถาปัตย์น่ะค่ะ”

“แบบนี้พี่ก็คงคิดถึงแย่เลยสิ” รุ่นพี่สาวทำสีหน้าเสียดาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มในเวลาต่อมา “เอาไว้ค่อยคุยกัน ตอนเย็นไปเลี้ยงฉลองกันนะ”

“เลี้ยงฉลอง” ฉันทวนคำพูดนั้นอย่างไม่แน่ใจ

“ใช่ เลี้ยงฉลองที่ได้แชมป์ มีพี่ๆ เพื่อนๆ ในวิศวะไปเยอะเลย” เธอพยักหน้าก่อนจะขยายความคำพูดของตัวเอง “เราก็ไปด้วยสิ ประมาณหกโมงเย็นที่ร้าน R”

“ได้ค่ะ งั้นไว้เจอกันที่นั่นนะคะ” ฉันตอบรับไปแต่โดยดี เพราะคิดว่านานๆ ทีจะได้มีโอกาสเลี้ยงแบบนี้ แถมยังได้เก็บเกี่ยวความทรงจำที่ได้เรียนคณะนี้ให้มากที่สุดด้วย

“เจอกันจ้า” พี่หยาดพูดพร้อมกับโบกมือให้ฉัน ก่อนที่เธอจะเดินแยกออกไปอีกทางนึง

ฉันมองตามแผ่นหลังของรุ่นพี่สาวไป จนเธอเดินไปอยู่ที่ข้างหน้าตึกที่อยู่ตรงกันข้ามซึ่งตรงนั้นมีใครบางคนรอเธออยู่ ผู้ชายที่ฉันพยายามหลบหน้ามาเกือบเดือน

พอมองแบบนี้แล้วพวกเขาก็ดูเหมาะสมกันดีจริงๆ

“คุยกับจารย์เสร็จแล้วเหรอ ทำไมหน้าหงอยอะ” ร่างของผู้เป็นเพื่อนเดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับขวดน้ำในมือ “นี่กูไปซื้อน้ำแป๊บเดียว ใครทำเพื่อนกูเศร้ายะ”

“..” ฉันไม่ได้ตอบอะไรพายอาร์ แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่พี่แซคกับพี่หยาดที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ สองคนนั้นคงไม่รู้ตัวสินะว่ากำลังถูกฉันแอบมองอยู่

“อ๋อออ” พายอาร์มองตามฉันแล้วก็ร้องอ๋อออกมา “คู่นั้นเขาจะรีเทิร์นกันอ่อ”

“มั้ง” ฉันเองก็ไม่รู้หรอก

“อ้าว แล้วมึงอะ?” มันรีบหันกลับมามองที่ฉันทันที “นี่กูเชียร์แทบตาย เรือกูจะมาล่มแบบนี้ไม่ได้นะยะ! ถามจริงมึงไม่ได้รู้สึกอะไรเลยเหรอ”

รู้สึกสิ..มากด้วย

“พายอาร์..กูเหนื่อยทุกครั้งที่ต้องทำเป็นไม่สนใจเขา กูเหนื่อยที่ต้องบอกว่าไม่ได้แคร์อะไรแต่การกระทำกูกลับตรงข้าม กูรู้สึกแย่ทุกครั้งที่ต้องคอยหลบคอยหนี”

“...”

“และกูก็เจ็บมากด้วยที่เห็นเขาสองคนอยู่ด้วยกัน”

ฉันบอกกับเพื่อนสนิทก่อนจะเดินไปทรุดตัวนั่งลงตรงม้านั่งไม้ตัวหนึ่งซึ่งอยู่ด้านหลังเสาตัวใหญ่ มันใหญ่มากพอที่จะกันไม่ให้คนเห็นร่างของฉันได้ พายอาร์เองพอเห็นแบบนั้นก็รีบเดินเข้ามานั่งด้านข้างฉันทันที พอได้ระบายความในใจออกมาแม้แรงจะยืนฉันก็เริ่มจะไม่มีแล้ว

“มึง..เป็นอะไรหรือเปล่า” ผู้เป็นเพื่อนถามพลางยื่มมือมาจับไหล่ฉันเบาๆ

“พี่หยาด..พี่หยาดบอกให้กูอยู่ห่างจากพี่แซค” ฉันพูดเรื่องนี้กับคนอื่นเป็นครั้งแรกเลย แถมพอได้พูดแล้วมันก็รู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลยังไงไม่รู้ “แต่กู ไม่อยากทำแล้ว”

“ทำไมเขาทำแบบนี้กับมึงวะ” ผู้เป็นเพื่อนเริ่มเป็นเดือดเป็นร้อนเมื่อฟังที่ฉันบอก “กูจะไปคุยกับพี่หยาดให้เอง”

“ไม่มึง” ฉันเอื้อมมือไปจับแขนของพายอาร์ ซึ่งมันกำลังจะลุกจากม้านั่งไป “ไม่เป็นไรหรอก กูแค่อยากพูดให้มึงฟังเฉยๆ”

“ไม่เป็นบ้าอะไร พี่หยาดจะมาทำแบบนี้กับเพื่อนกูไม่ได้นะ! มันไม่แฟร์” มันพูดอย่างเอาเรื่อง ท่าทางที่อยากปกป้องฉันของกับคำพูดพายอาร์ทำให้น้ำตาฉันไหลออกมา

“มึง..”

“เนี่ยๆ ไม่เป็นจะร้องไห้ทำไม กูบอกเลยว่าถ้าพี่แซครู้เรื่องนี้คนที่พี่เขาเลือกก็คือมึงแน่นอน”

“อย่านะ พี่หยาดต้องเกลียดกูแน่ๆ” ฉันส่ายหน้าทันทีพร้อมกับดึงแขนของพายอาร์เอาไว้ถึงแม้จะรู้ว่ามันยังไม่บอกหรอกตราบใดที่ฉันไม่ให้มันบอก ก็เพราะถ้ามันจะไปจริงแรงแค่นี้ของฉันหยุดมันไม่ได้หรอก

“ก็เกลียดไปเลยสิ”

“พี่หยาดเป็นรุ่นพี่ที่กูรักคนนึง เขาดีกับกูมาตั้งแต่แรก..เขาช่วยเหลือและดูแลกูมาตลอด กูไม่อยากให้เขาเกลียดกู” ฉันบอกเหตุผลที่อยู่ในใจของตัวเองออกไป ฉันไม่อยากให้ความสัมพันธ์ดีๆ ระหว่างตัวเองกับพี่หยาดจะต้องมาแตกหักกันด้วยเรื่องแบบนี้

“มึงเห็นเขาเป็นพี่ที่รัก..แต่เขาล่ะ เคยเห็นมึงเป็นน้องที่รักหรือเปล่า”

“...” ฉันส่ายหน้าอย่างไม่รู้ให้กับคำถามของผู้เป็นเพื่อน

“มึงรู้ตัวไหมว่ามึงชอบพี่แซคแล้ว” คำถามที่แล้วของพายอาร์ฉันไม่รู้คำตอบ แต่สำหรับคำถามนี้น่ะ..มันก็ค่อนข้างยากนะ ตลอดเวลาเขาก็คอยดูแลฉัน และช่วยเหลือตามหน้าที่ของคนเป็นพี่ ผู้ชายห่ามแบบนั้นถ้ามองดูเข้าไปลึกๆ จะเห็นถึงมุมใจดีซ่อนเอาไว้อยู่

ฉันเห็นมาตลอดเลยหละ

“...”

“ยอมรับเถอะว่าชอบเขาเข้าแล้วน่ะ”

สุดท้ายพอโดนไล่ต้อนแบบนี้มันก็ทำให้ฉันเองจนมุมจนหาทางปฏิเสธความรู้สึกแบบนี้ให้ตัวเองไม่ได้เลย การที่ฉันรู้สึกเสียใจ หมดหวัง และเจ็บปวดให้กับใครสักคนขนาดนี้.. ตลอดเวลาฉันพยายามคิดกับพี่แซคให้เป็นพี่ชายคนหนึ่ง เป็นคนที่อยู่ในโซนนั้น แต่แล้ววันหนึ่งฉันก็แหกกฎของตัวเองเข้าสินะ

ผู้ชายที่เคยเป็นแค่รุ่นพี่ในวันนั้น คือคนเดียวกับผู้ชายที่ฉันกำลังเทใจไปให้ในวันนี้

“ถ้าอย่างนั้น..กูคงชอบเขามากๆ เลยหละ” ฉันกำลังยอมรับและทำใจ “แต่เรื่องพี่หยาดน่ะไม่เป็นอะไรหรอก”

 “ไม่เป็นอะไรได้ไง กูไม่ยอมหรอก” พายอาร์พูดพร้อมส่ายหน้าไปมา

“ไม่ยอมแล้วมึงจะทำอะไรได้” ฉันเช็ดน้ำตาของตัวเองออกหลังจากที่ปล่อยให่มันไหลมาสักพัก “อีกอย่าง กูก็จะลาออกในเดือนหน้าแล้ว”

“ฮึ่ย! น่าหงุดหงิดจริงๆ”



ณ ร้าน R เวลา 6:20 PM

บรรยากาศในการเลี้ยงฉลองก็เหมือนจะเต็มไปด้วยความคึกครื้น วันนี้มีเพื่อนและรุ่นพี่มากันหลายคนมากจนจองโต๊ะไปเกือบครึ่งร้านได้ ซึ่งเราจะแยกนั่งกันกลุ่มละโต๊ะตามความสนิทกันของคนในกลุ่ม โดยโต๊ะตัวหนึ่งจะนั่งได้ประมาณ 6-7 คน

โต๊ะที่ฉันนั่งอยู่ก็มี พายอาร์ พี่หยาด พี่จิ๊บ พี่ฟ่าง พี่แซค และใครอีกคนฉันไม่แน่ใจ จำชื่อไม่ค่อยได้

“นี่ ร้านนี้หมูย่างอร่อยมากเลยนะ” พี่ฟ่างที่บัดนี้สลัดตำแหน่งเฮดว้ากออกแล้วหยิบชิ้นหมูขึ้นมาฉีกกินอย่างไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์อีกต่อไป “มึงลองกินสิไบรท์”

อ้อ..พี่ผู้ชายในโต๊ะอีกคนชื่อว่าไบรท์นี่เอง

“บอกไอ้แซคนู่น!” พี่ไบรท์ชี้ไปยังเจ้าของร่างสูงที่นั่งเยื้องไปทางซ้ายมือของฉันเล็กน้อย “นั่งมองแต่จานกับข้าว ชาตินี้จะอิ่มไหมถามใจดู”

“เออว่ะ เดี๋ยวกูตักให้” พี่ฟ่างหันไปมองเพื่อนตัวเองแล้วก็ตักชิ้นหมูย่างไปใส่ในจานของพี่แซค

“นี่แซค อันนี้ก็อร่อยดีนะ ปลากะพงทอดน่ะ” พี่หยาดที่นั่งอยู่ด้านข้างพี่แซคพูดขึ้นแล้วก็ตักเนื้อปลาจากจานใหญ่ไปใส่ในจานของเขาทับหมูย่างของพี่ฟ่างไปอีกชั้น

“โหๆ มีแต่คนตักกับข้าวให้ก็ต้องกินแล้วนะคะ” พายอาร์หัวเราะคิกคักก่อนจะหันหน้ามามองที่ฉันด้วยแววตาไม่น่าไว้ใจ “หรือจะให้อบเชยตักคะ ถึงจะกิน”

“พายอาร์..” ฉันยื่นหน้าเข้าไปพูดกับด้วยระดับเสียงแผ่วเบา โดยกดเสียงให้ต่ำลงเป็นการบอกว่าฉันไม่พอใจที่มันพูดแบบนั้น

“ทำไมล่ะ ดูแลรุ่นพี่หน่อยสิมึง” ผู้เป็นเพื่อนทำปากจิ๊จ๊ะใส่ฉันจากนั้นก็พูดต่อไปว่า “เดี๋ยวก็จะลาออกจากวิศวะไปอยู่คณะอื่นแล้วไม่ใช่เหรอ ใช้เวลาให้คุ้มสิยะ”

นัง-ตัว-ดี!

....

เท่านั้นแหละ ทั้งโต๊ะก็พร้อมใจกันเงียบอย่างไม่ได้นัดหมาย

“อบเชยจะออกอย่างนั้นเหรอ” พี่จิ๊บเป็นคนทำลายความเงียบนั้นโดยการถามขึ้นมา

“ใช่ค่ะ” ฉันจำต้องพยักหน้าตอบรับไป ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่พร้อมคุยเรื่องนี้ก็เถอะ แต่ในเมื่อเพื่อนมันวางระเบิดแล้วฉันก็ต้องเลยตามเลย

“อ๋อ อบเชยจะเรียนสถาปัตย์นี่” พี่หยาดที่รู้เรื่องนี้มาก่อนหน้านั้นอยู่แล้วก็พูดขึ้น

“อ้าว พี่ได้ยินแว่วๆ มาว่าจะมีเด็กซิ่วไปที่อื่นสรุปเป็นอบเชยเองน่ะเหรอ” พี่ฟ่างก็ได้ยินเรื่องนี้มาด้วยเหรอเนี่ย จากอาจารย์หรือนังเพื่อนตัวดีนี่อีกล่ะ?

เคร้ง!

เสียงช้อนส้อมวางกระทบกับผิวจานอย่างแรง ก่อนที่บุคคลต้นเหตุจะลุกขึ้นจากที่นั่งจนสร้างความตกใจให้กับทุกคนที่อยู่โต๊ะเดียวกัน

“เดี๋ยวๆ ไอ้แซค จานแตกมึงต้องรับผิดชอบนะ” พี่ฟ่างต่อว่าบุคคลนั้นทันที

“แตกก็ช่างแม่ง” พี่แซคพูดแค่นั้นก็รีบเดินออกจากร้านไปโดยแทบจะไม่หันกลับมามองอีกเลย และนั่นก็เป็นสาเหตุให้เราทุกคนที่นั่งในนี้งงตามกันเป็นแถบ

“มึงรีบลุกไปเคลียร์เลย” พายอาร์เอื้อมมือมาสะกิดขาฉันใต้โต๊ะ

“เคลียร์อะไรเล่า” เอาตามตรงฉันทำอะไรไม่ถูกเลยตอนนี้

“พี่เขาโกรธมึงแล้ว มึงต้องไปเคลียร์”

เฮ้อ..

“แล้วใครใช้ให้พูดขึ้นแบบนั้นอะ” ฉันส่งสายตาคาดโทษเพื่อนสนิทของตัวเองไปให้มันจากนั้นก็เริ่มรู้สึกเครียดขึ้นมาทันที

“นี่สังเกตมานานแล้วนะ ไอ้แซคมันแปลกๆ ว่ะช่วงนี้” พี่ไบรท์คีบหมูใส่ปากตัวเองมองตามร่างของเพื่อนแล้วคุยกับคนร่วมโต๊ะที่กำลังฉงนใจไม่แพ้กัน

“มันเคยเป็นคนปกติด้วยเหรอไอ้นี่น่ะ” พี่ฟ่างดูจะไม่คิดมากกับท่าทางแบบนั้นเลย แถมยังหันมาพูดกับฉันอีกด้วย “ใช่ไหมอบเชย น้องว่ามันปกติป้ะ”

“เอ่อ..ฉันขอตัวก่อนนะคะ” ฉันไม่ได้ตอบคำถามของรุ่นพี่ตรงหน้าและขออนุญาตลุกจากที่นั่งเพื่อเดินออกมาจากโต๊ะ


100%

แงงง สถานการณ์เริ่มเลวร้ายขึ้นทุกที พี่แซคใจเย็นๆ นะ

เราจะเริ่มชะลอการอัพละนะ (จริงๆ ก็ชะลอมานานแล้ว 555)

สนใจซื้อหนังสือติดตามได้ที่ JnD Publishing จ้า

เรื่อง e-book ต่างๆ นานาก็ไม่รู้ไม่แน่ใจเพราะไม่ใช่คนจัดการ

แต่แนะนำให้ซื้อเล่มค่ะ // ฮริ้งงงง

________________________________________________

Related image

Image result for jennie kim gif

ปลื้มอบเชย รักพี่แซค ต้องแท็ก #แซคสไตล์ เลยนะคะ

ติดตามได้ที่ Twitter : @castleglint | FB : Castle-G

อย่าลืมเม้นท์ให้พี่ด้วย ไม่เม้นท์พี่ต่อย



ความคิดเห็น