Ranmaru *

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โทรครั้งที่ 11 :: จอม [โจร] ขโมยใจ (?) [ครบ - 100% -]

ชื่อตอน : โทรครั้งที่ 11 :: จอม [โจร] ขโมยใจ (?) [ครบ - 100% -]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.5k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ค. 2561 17:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โทรครั้งที่ 11 :: จอม [โจร] ขโมยใจ (?) [ครบ - 100% -]
แบบอักษร

โทรครั้งที่ 11 จอม [โจร] ขโมยใจ (?)


          “นี่แจน มึงจริงจังเหรอ”

            “ห้ะ? หมายถึงอะไร” ผมเงยหน้ามองเพื่อนสนิทที่กำลังก้าวลงบันได จู่ๆ ก็โยนคำถามใส่แบบไม่มีเกริ่นอะไรก่อนเลยผมก็งงน่ะสิ จริงจังเรื่องอะไรวะ พอเห็นผมทำหน้างงตามไม่ทันร่างผอมเพรียวก็จิ๊ปาก มือบางใช้ผ้าขนหนูซับน้ำที่เส้นผมเบาๆ มันเพิ่งขึ้นไปอาบน้ำมา

            “ไอ้เสียงหล่อของมึงไง”

            “อ๋อ…” ผมครางรับ “ไม่รู้ดิ ถามทำไม”

            ตอบมันเสร็จก็หันกลับมาสนใจโน้ตบุ๊กต่อ ก่อนหน้านี้ผมขึ้นไปอาบน้ำมาแล้ว พอเสร็จก็หยิบโน้ตบุ๊กมานั่งเล่นที่หน้าโซฟา ไอ้หงส์เดินเข้ามานั่ง ใช้เท้าเขี่ยๆ ผมนี่นั่งอยู่บนพื้นนิดๆ มึงนี่! เดี๋ยวก็งับซะหรอก

            “ก็อยากรู้ไหมล่ะ แล้วนี่ทำอะไร”

            “อ่านข่าวไปเรื่อยๆ”

            “ตายแล้ว! เพื่อนกูมีสาระ”

            “เผื่อเจอแบบ...เปิดวาร์ปหนุ่มหล่อ”

            “สารเลว!”

            ผมหัวเราะ แหม แค่ล้อเล่นไหมล่ะ เราต้องอัพเดทข่าวสารบ้านเมืองบ้างจะได้ตามคนอื่นเขาทัน ดารงดาราเลิกกันก็รู้เอาไว้เสือกในภายหลัง ผมไล่สายตามองหาข่าวที่น่าสนใจ คิ้วของผมเลิกขึ้นเมื่อเจอกับข่าวหนึ่ง

            ‘ฆ่าสยอง นัดเจอผ่านเน็ต แทงดับ 28 แผล’

            อิเหี้ย! 28 แผล สองแผลก็ตายแล้วปะ คนฆ่ามึงจะโหดไปไหน ไม่เคยถูกหวยเหรอ แทงยับๆ

            ผมคลิกเข้าไป กวาดสายตาอ่านรายละเอียดของข่าว ก็ตามแบบฉบับข่าวฆาตกรรมทั่วไป บอกสถานที่ วัน เวลา และการตาย แต่ที่สะกิดใจผมนี่สุดมันคือตรงนี้

            ‘ญาติผู้ตายเล่าว่าก่อนเสียชีวิตผู้ตายนัดเจอกับแฟนหนุ่มที่รู้จักกันผ่านทางอินเตอร์เน็ต ช่วงที่คบกันก็ไม่เคยเห็นหน้า คุยทางโทรศัพท์เป็นส่วนใหญ่ ขอดูรูปทางแฟนจะบอกปัดตลอด ทางผู้ตายเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะแฟนหนุ่มให้คำยืนยันว่าไว้มาเจอกันทีเดียว ก่อนจะมาพบเป็นศพอย่างที่เป็นข่าว’

            คุ้นๆ เนอะ คุยทางโทรศัพท์อย่างเดียว

            สรุปแล้วคนฆ่าคือโจร ที่ทำไปเพราะต้องการปล้นทรัพย์ แต่คือมึง! 28 แผล พ่อมึงดิ! แทงอย่างกับโกรธเกลียดกันมาในชาติปางก่อน มึงโหดมาก

            “หืมมมม คุยทางโทรศัพท์อย่างเดียว หึๆ กูว่ามันคุ้นเนอะ” ไอ้หงส์ชะโงกตัวมาอ่านบ้าง ดวงตาสวยเหลือบมองผม ริมฝีปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ กูรู้นะมึงคิดอะไรอยู่

            เออ เพราะกูก็คิดแบบเดียวกับมึงนั่นแหละ

            “มึงอย่ามาปั่นกู”

            “เดี๋ยวก่อน กูยังไม่ได้พูดอะไรเลย”

            “มองตามึงก็รู้แล้วหงส์” ผมเบะปากใส่ เห็นข่าวแบบนี้ก็สะเทือนใจนะ คนเราฆ่ากันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ แล้วที่ปล้นไปน่ะมันคุ้มไหม แล้วที่สำคัญ...ผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมานิดหน่อยแฮะ ถึงจะไม่เหมือนแต่ก็ใกล้เคียงกัน เพราะหน้าตาชนกันต์ผมยังไม่เคยเห็นสักครั้ง ในไลน์ก็นั่นแหละ...จารย์เหมียวมาดาระ

            “ไม่แน่น้า พ่อหนุ่มเสียงหล่อของมึง…”

            “หยุด! ชนกันต์มันเป็นคอลเซ็นเตอร์ก็รู้ๆ กันอยู่”

            “อาชีพเสริมอาจจะเป็นโจร”

            พอ! กูกราบล่ะ ใครจะไปทำอาชีพเสริมเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางแบบนั้น

            “ไม่ใช่หรอก” ผมบอกปัด ไม่ใช่แค่ไอ้หงส์แต่บอกตัวเองไปด้วย แหม มันต้องมีสะกิดใจบ้าง ผมยังไม่อยากโดนแทงตาย 28 แผลแบบนั้นหรอกนะ เอาที่เห็นตอนนี้ชนกันต์ก็ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยแถมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่อย่างว่า...คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ

            แต่นี่หนักเลย หน้าชนกันต์ผมก็ยังไม่รู้

            “ระวังไว้หน่อยก็ดีนะ”

            “เออ รู้แล้ว” ผมรับคำพร้อมกับปิดข่าวนั่นทิ้งไป แม่งมาสร้างความขวัญผวาให้ผมเฉยเลย ผมไล่สายตาหาอะไรน่าสนใจมาเยียวยา ทว่าเสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ผมคว้าขึ้นดู แต่พอเห็นชื่อคนโทรเข้าผมล่ะอยากตัดสายทิ้งจริงๆ

            ‘พี่ณะ’

            โทรมาทำไม! จะห้าทุ่มอยู่แล้ว ไม่หลับไม่นอนเรอะ!

            “ฮัลโหล ว่าไงครับพี่ณะ” จะปล่อยผ่านก็ดูน่าเกลียด สุดท้ายเลยต้องรับ

            [แจน ผมขอรบกวนเวลาสักเดี๋ยว] อันนี้ทางการใช่ปะ?

            “อ่า...ครับ ว่าไง”

            [น้องสาวผมเขากำลังหาคนวาดรูปให้ พอดีเขาจะย้ายบ้าน เลยอยากได้รูปตัวเองไปประดับน่ะ ผมเห็นฝีมือคุณดี เลยอยากถามว่าคุณสะดวกที่จะรับงานนี้ไหม] พี่ณะบอกเสียงเรียบๆ ตามแบบฉบับของเจ้าตัวเขาล่ะ ผมนิ่งเลย หน้านี่แหยมาก ในหัวมีแต่คำว่าไม่รับๆ

            “คือพี่ณะ ช่วงนี้งานผมก็เยอะอยู่”

            [ผมไม่รีบแจน]

            “คือ…”

            [คุณอยากได้ค่าจ้างเท่าไหร่ผมไม่มีปัญหา] ครับพี่ ผมรู้ครับ ผมก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินเช่นกัน ผมนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด หันหาไอ้หงส์อย่างต้องการความช่วยเหลือ เพื่อนคนสวยขยับปากทางกลับแบบไม่มีเสียงว่า...อะไร

            จะบอกมึงยังไงดีวะ ถ้าอธิบายก็ยาว

            “คือพี่ครับ ผม…”

            [นะแจน ผมขอ]

            …

            “ก็ได้ครับ” รับคำเสียงอ่อย อยากเอาหัวตัวเองไปโขกกับกำแพงหลายๆ ที มึงมันใจง่าย เหมือนตอนพี่หญิง เหมือนตอนไอ้น้องเซบขอเบอร์ ใจอ่อนตลอดเลยเว้ย! ผมเลื่อนโน้ตบุ๊กออกแล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ห่าแจน...มึงมันใจง่าย!

            [ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมขอคุยกับน้องก่อน แล้วจะนัดวันอีกที] เสียงปลายสายนั้นอ่อนลง ดูพอใจกับการตอบรับของผม

            “ครับ” ผมวางสายแล้วหันไปหาไอ้หงส์ เบะปากเหมือนเด็กกำลังจะร้องไห้

            “เป็นอะไร”

            “มึงจำพี่ณะได้ปะ” ผมถาม

            “จำได้ หัวหน้าจอมเนี๊ยบอะไรนั่น ดุลูกน้องจนแทบจะแดกหัว”

            “นั่นแหละ มึง...กูว่าเขาจีบกู”

            “ห้ะ!”

            ผมพยักหน้ายืนยัน “กูคิดว่าใช่ หลังๆ พี่เขาเริ่มเข้าหา มึงก็รู้ใช่ปะว่าระหว่างกูกับพี่เขาไม่ค่อยจะถูกกัน แต่เหมือนกูคิดอยู่ฝ่ายเดียว แล้วนี่จู่ๆ อยากได้คนวาดรูป คนในบริษัทก็มีตั้งหลายคน ทำไมต้องเป็นกู”

            ร่างบางส่ายหน้า มือเรียวยื่นมาเชยคางผม “มาฮอตเอาตอนจะสามสิบเหรอเนี่ยเพื่อนฉัน รู้ไหมตอนนี้มึงเหมือนขี้เลย โดนแมลงวันตอมเป็นว่าเล่น”

            “อิสัด!” ด่าเสร็จก็แยกเขี้ยวจะงับมือ ไอ้หงส์ชักมือกลับ มันดูสนุกเมื่อได้แกล้งผม

            “ไม่ชอบเหรอ งั้นจะให้เปรียบเป็นอะไร ดอกไม้งี้ แล้วพวกนั้นเป็นแมลงภู่ผึ้งผีเสื้อ”

            “อิหงส์…” ผมกดเสียงต่ำ

            “แต่อย่างมึงนี่ต้องสีทองเท่านั้นนะ”

            ไอ้ห่าน! ไอ้เหี้ย!

            ครืดๆ

            ผมหยุดส่งสายตาอาฆาตใส่เพื่อนรัก เหลือบไปมองโทรศัพท์ที่สั่นครืดๆ แทน ผมคว้าขึ้นมาดู เป็นข้อความจากพี่ณะ เขาส่งมาบอกวันเวลาที่จะคุยกันเรื่องรูป

‘วันเสาร์นี้ตอนเช้านะครับ เดี๋ยวผมขับรถไปรับที่บ้าน’

            ไม่ต้องมา!! ไปเองได้!

            “กูจะทำยังไงดี” ผมโอดครวญพลางส่งโทรศัพท์ให้ไอ้หงส์ มันรับไปอ่านก่อนจะส่ายหน้า ดวงตาฉายแววเห็นอกเห็นใจ มือเรียวตบไหล่ผมแปะๆ

            “ทำใจ”

            ร้องไห้!


- 35% -

            วันเวลามันช่างผ่านไปเร็วยิ่งนัก เผลอแป๊บๆ วันเสาร์ก็มาถึง และพี่ณะเองก็เป็นคนที่รักษาคำพูดเป็นอย่างดี มารับผมที่บ้านในตอนเช้าอย่างที่เจ้าตัวได้บอกไว้ ผมนี่ยิ้มแห้งเลย

            ผมนั่งเงียบตลอดทางที่ไปบ้านพี่ณะ ตอบเฉพาะที่พี่ณะถามเท่านั้น ซึ่งพี่แกเองก็เป็นคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว (90% ที่พูดคือดุลูกน้อง) และพอถึงบ้านพี่ณะผมนี่อ้าปากค้างเลย

            เอ่อ...เพิ่งรู้ว่าพี่รวยขนาดนี้ บ้านหลังใหญ่โคตร

            “เดี๋ยวคุณลองคุยกับน้องผมดูนะ รายนั้นยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอาสถานที่ไหนเป็นฉาก” ร่างสูงหันมาพูดกับผมเมื่อจอดรถเรียบร้อย ผมพยักหน้ารับพลางเปิดประตูลงจากรถ

            “ทางนี้” พี่ณะเดินนำไปทางสวนของบ้าน บ้านพี่เขาไม่ได้กว้างเว่อร์วังแบบในละคร แต่ก็ใหญ่ง่ะ! ผมนึกว่าพี่แกจะอยู่บ้านหลังเล็กๆ เงียบๆ คนเดียวซะอีก ก็ดูรักสันโดษขนาดนั้น

            มาถึงโต๊ะนั่งเล่นกลางสวน น้องสาวพี่ณะนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เมื่อผมเดินไปถึง

            “นั่งคุยกับน้องผมไปก่อน เดี๋ยวผมมา” ส่งผมเสร็จพี่ณะก็เดินจากไป ผมลอบถอนหายใจ เออ อย่างน้อยๆ ก็หายใจได้คล่องขึ้น มีพี่ณะอยู่ด้วยบอกตามตรงว่าผมอึดอัดนิดหน่อย มันทำตัวไม่ถูกนี่หว่า เรื่องที่พี่เขาชอบผมมันวนเวียนในหัวตลอด

            “สวัสดีครับ ผมชื่อแจนนะ อยากได้ภาพแบบไหนบอกได้เลยครับ”



            1 ชั่วโมงผ่านไป

            ชั่วโมงหนึ่ง...ที่ไม่ได้อะไรเลยครับ

            ผมถอนหายใจ ไถตัวลงนิดๆ เอนพิงกับพนักเก้าอี้ นิว (น้องพี่ณะ) เดินเข้าไปในบ้านได้สักพักละ เห็นบอกว่าจะไปค้นรูปที่เคยถ่ายเก็บไว้ เผื่อจะคิดอะไรออก ก็...จ้ะ เต็มที่เลยครับ แจนรอได้

            พี่ณะกับน้องสาวแตกต่างกันอย่างมากเลยนะ คนพี่เงียบขรึม (แม้ว่าหลังๆ กับผมจะไม่ค่อยเงียบละ) ส่วนคนน้องนั้นพูดเก่งมาก ยิ้มง่าย น่ารัก ชวนผมคุยนั่นนี่ไม่หยุด ออกทะเลหลายรอบเลยไม่ได้งานอย่างที่เห็น

            ตอนแรกแอบคิดร้ายๆ ว่าไอ้การวาดรูปครั้งนี้เป็นแผนของพี่ณะหรือเปล่า โรคหวาดระแวงกำเริบ แต่พอมาเจอนิว เขาก็ดูอยากได้จริงๆ ผมจึงโยนความคิดนั่นทิ้งไป ขอโทษด้วยครับพี่ณะที่มองในแง่ร้าย

            Rrrr

            นั่งหายใจทิ้งไปเรื่อยๆ จู่ๆ โทรศัพท์ก็ดัง ผมหยิบขึ้นมา ริมฝีปากอมยิ้มเมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้า คว้าหูฟังมาเสียบก่อนสไลด์นิ้วรับสาย

            “ไงครับ”

            [ทำอะไรอยู่ครับ]

            “นั่งหายใจทิ้ง”

            [ไม่ทำงานเหรอครับหืม]

            “ทำครับ ก็นี่แหละ อยู่บ้านลูกค้า เขาจะให้วาดรูปตัวเองน่ะ แต่ยังสรุปไม่ได้เลย”

            [ต้องไปวาดถึงบ้านเลยเหรอครับ ผู้หญิงหรือผู้ชายน่ะ]

            “ผู้หญิงครับ” แต่คนที่หิ้วผมมาน่ะผู้ชาย อันนี้ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้มั้ง ได้ยินเสียงของชนกันต์แล้วรู้สึกดีจริงๆ เหมือนได้รับการฮีล ถึงแม้ว่าไอ้ข่าวนั่นจะยังวนเวียนหลอกหลอนผมไม่เลิกก็ตาม ยอมรับตรงๆ เลยครับว่าผมก็ระแวงอยู่

            “น้องผมไปไหนแล้วล่ะ”

            ผมสะดุ้ง เด้งตัวกลับมานั่งดีๆ เมื่อน้ำเสียงเรียบๆ ของพี่ณะดังขึ้นด้านหลัง ร่างสูงก้าวเข้ามาก่อนจะหย่อนกายนั่งลงที่เก้าอี้อีกตัว คิ้วเข้มเลิกขึ้นข้างหนึ่งประกอบการถาม

            “เข้าไปเอาของในบ้านครับ”

            “งั้นเหรอ เดี๋ยวคงออกมา คุณหิวหรือเปล่าเดี๋ยวผมทำอะไรให้ทาน” พี่ณะเอ่ยถาม ผมมองอีกฝ่ายด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ไม่อยากจะเชื่อที่หนึ่งคือ...พี่ณะมันใจดีทำให้ (แต่เออมันชอบผมนี่หว่า งั้นคงไม่แปลก) ไม่อยากจะเชื่อที่สองคือ...พี่เขาทำกับข้าวเป็น

            “ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ”

            “ผมเต็มใจ”

            แจนไปต่อไม่ถูกแล้วฮับ

            “คุณอยากทานอะไรก็บอกผม ผมจะทำให้” ผมเสตาหลบ เหมือนมันมีรังสีอะไรบางอย่างส่งผ่านมา พี่พูดอะไรไม่เกรงใจคนในสายเลยเนอะ แต่เออ...ลืมไปว่าผมใช้หูฟัง พี่ณะอาจจะคิดว่าผมกำลังฟังเพลงอยู่

            “เอ่อ...ข้าวห่อไข่” ผมจิ้มๆ มาหนึ่งอย่างเพื่อที่จะได้จบบทสนทนานี้สักที พี่ณะอมยิ้มจางๆ ลุกขึ้นยืนก่อนส่งมือมาวางบนศีรษะผม...อีกแล้ว!

            “เด็กน้อย” เอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่แสดงถึงความเอ็นดูเสร็จก็เดินจากไป ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก

            [แจน…]

            ผมสะดุ้งเข้าให้อีกรอบเมื่อคนในสายเอ่ยเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น สัมผัสได้เบาๆ ว่าคนพูดกำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิด

            [ผมว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันนะ]

            ไม่ละ เริ่มไม่โล่งแล้วตอนนี้

            “อะไรง่ะ” ผมเสียงอ่อย

            [ไหนบอกว่าเป็นผู้หญิงไงครับ]

            “ก็คนที่จะให้วาดน่ะผู้หญิง ส่วนเมื่อกี้พี่ชายเขา” ผมรีบอธิบาย อยู่ๆ ก็มีความรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำผิด อีกฝ่ายเล่นใช้น้ำเสียงดุๆ กดดันมานี่หว่า ไม่เคยเจอชนกันต์ในโหมดนี้ผมก็หงอเป็นธรรมดา

            และให้ตายเถอะ! ไอ้หัวไม่รักดีก็ดันพานคิดไปถึงฉากฆาตกรรมสยอง โดยมีชนกันต์ใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับเหยื่อตอนจะโดนฆ่า จินตนาการล้ำเลิศไปถึงขั้นที่ผมนี่แหละเป็นเหยื่อ ไอ้บ้าเอ้ย! มึงอย่าเพิ่งสร้างหนังสยองขวัญให้ตัวเองตอนนี้แจน

            [รู้จักกันเหรอ เขาดูสนิทกับคุณนะครับ]

            “ก็บับ...ทำงานด้วยกันอยู่ เขาเป็นหัวหน้า” ตอบคำถามไปก็เอานิ้วเขี่ยโต๊ะไปด้วย เหมือนเด็กโดนดุเลยกู

            [ดูเขาชอบคุณนะ] ปลายสายยังคงเสียงเข้มดุไม่เปลี่ยนแปลง แต่ชนกันต์...มึงดูอะไร! ได้ยินเสียงแค่นั้นมึงเดาได้เป็นเรื่องๆ เลยเหรอ ถึงแม้ว่าเรื่องที่มึงเดาจะถูกก็ตามเถอะ

            “ไม่ใช่หรอก”

            [หว้า...มีคู่แข่งอีกแล้ว] ชนกันต์ตัดพ้อเบาๆ ผมนี่ลนเลย

            “ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องไปแข่งกับใคร!”

            [เนี่ย น่ารักตลอด]

            “คุณกำลังจะทำให้ผมยิ้มนะ”

            [เหรอครับ แต่ผมยิ้มไปแล้วนะ จากประโยคเมื่อกี้ของคุณ] ผมเม้มริมฝีปากแน่น กลั้นยิ้มจนปวดแก้ม ตอนดุก็ไม่อยากเจอ พออารมณ์ดีก็รับมือยาก สรุปง่ายๆ...ผมแพ้ทุกทางจริงๆ

            “ไม่โกรธผมแล้วใช่ไหมง่ะ”

            [ยังครับ ยังไม่ได้โกรธ]

            “อ่า…”

            [แต่ถ้าให้ดี...อ้อนผมหน่อยสิครับ อยากให้คุณอ้อนจัง] ผมชะงัก นี่มึงขอกันโต้งๆ แบบนี้เลยเหรอ! แถมน้ำเสียงนั้นเจ้าตัวได้อ้อนผมมาก่อนแล้วด้วย มึงมันไม่อ่อนโยนต่อใจ!

            “เอ่อ…”

            [หืม?]

            อย่ามาหืมแบบนี้ มันสยิว มันวูบวาบ แล้วคือ...ต้องอ้อนยังไงวะ ปกติเกรี้ยวกราดเป็นอย่างเดียว สายนุ่มนิ่มไม่ค่อย

            “ไม่โกรธแจนนะ” ผมเอ่ยสั้นๆ พยายามทำให้เสียงดูอ้อนที่สุด ขอบอกว่าหน้าผมตอนนี้มันร้อนวูบวาบจนจะไหม้แล้ว!

            [...]

            “นะ”

            [...]

            “น้า~”

            [อาห์คุณแจน...ให้ตายเถอะ] ชนกันต์สบถเบาๆ แต่ผมยกมือปิดหน้าแทบไม่ทัน ไอ้ ‘อาห์คุณแจน’ ของอีกฝ่ายนั้นทำให้ผมเผลอคิดไปถึงเสียงครางซะงั้น เสียววูบที่ท้องน้อยไปครู่หนึ่งเลย เสริมด้วยใบหน้าแดงก่ำเพราะนึกถึงฉากบนเตียง

            [ถ้าอยู่ใกล้ๆ นะ…]

            “ทำ...ทำไมครับ จะทำอะไร” มึงพากูมือสั่นไปหมดแล้วชนกันต์

            [นั่นสิครับ ทำอะไรดีล่ะ] น้ำเสียงเจ้าเล่ห์ดังมาตามสาย คล้ายกับว่าชนกันต์ต้องการให้ผมเขินแบบหนักหน่วง

            แต่ทว่า...ไอ้สมองไม่รักดีมันดันเปลี่ยนฉากบนเตียงไปเป็นฉากฆาตกรรมอีกแล้ว จาก 18+ เรื่องบนเตียงตามที่อีกฝ่ายหยอกมา มันกลายเป็น 18+ ของฉากชำแหละแทน อิเหี้ย 28 แผล

            กูจะร้องไห้

            “เอ่อ...คุณชนกันต์ ผมทำงานต่อก่อนดีกว่า ไว้...ไว้เราค่อยคุยกันเนอะ”

            [ใครเขินแล้วหนียกมือขึ้น] ชนกันต์หยอกกลับ

            แต่เปล่าเลยชนกันต์ กูไม่ได้เขิน กูกลัว!


- 75% -

            “เดี๋ยวผมไปส่ง” ผมหันมองคนพูดก่อนจะพยักหน้ารับนิดหน่อย

            สรุปสุดท้ายวันนี้ก็ไม่ได้อะไรเลยครับ เหมือนแค่มาคุยกับน้องพี่ณะเฉยๆ พอนิวตัดสินใจได้แล้วว่าจะเอารูปยังไงประมาณไหนก็ไม่ทันละ เพราะนิวต้องออกไปทำธุระข้างนอก ก็นั่นแหละ ไม่ได้อะไรเลย

            กูมาทำไมวะเนี่ย ได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ

            บนรถระหว่างทางกลับก็เหมือนเดิมเช่นขาไป นั่งเงียบ ผมหันหน้ามองออกไปนอกกระจกลูกเดียวเลย วิวสวยไม่สวยผมมองหมด เป็นการปิดกั้นไม่ให้คนข้างๆ ได้ชวนคุย จนรถพี่ณะขับเข้ามาจอดที่หน้าบ้านผม

            “ขอบคุณครับ” เอ่ยบอกอย่างไวพร้อมทั้งเปิดประตูลงมาทันที กลัวเจออะไรแบบก่อนหน้านี้อีก พี่ณะโคลงศีรษะเบาๆ ก่อนจะขับรถออกไป ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ โล่งแล้ว! สิ้นสุดสักทีวันนี้

            “ไหนบอกไม่ใช่แฟนไงครับ”

            กึก

            ผมชะงักค้างอยู่กับที่เมื่อเจอน้ำเสียงดุๆ เอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง ผมหมุนตัวกลับไป พอลมันยืนทำหน้าถมึงทึงใส่ผม จากตรงนี้อีกฝ่ายบังแดดที่ส่องลงมามิดเลย ไอ้คำถามน่ะไม่งงเพราะพอเดาได้อยู่ แต่ที่ไม่เข้าใจคือ...มึงจะทำหน้าดุใส่กูทำไม

            “ก็ไม่ใช่แฟนไง”

            “ไปด้วยกันบ่อยนะครับ”

            โอ๊ยพอลมึง! งับหัวกูเลยไหม มึงจะดุอะไรนักหนา พี่แคลร์ไม่ให้ข้าวกินหรือไง

            “ก็…”

            “เขาชอบพี่เหรอ”

            “คือ…”

            “ถ้าเป็นแฟนก็บอกว่าแฟนสิครับ จะโกหกทำไม” ร่างสูงยิงคำถามใส่ผมรัวๆ ไม่เปิดช่องให้ผมได้ตอบอะไรเลย ผมชักสีหน้า เยอะไปแล้วมึงไอ้น้อง

            “พอล เสือก!” จัดไปหนึ่งคำอย่างทนไม่ไหว มึงอะไรกับกูหนักหนา เผลอหงอไปด้วยนิดหน่อยเมื่อกี้ เพราะน้ำเสียงของพอลมันเหมือนกับคนที่เพิ่งดุผมไปเมื่อตอนสาย ผมเดินกระแทกอีกฝ่ายเข้าบ้าน ปากก็พึมพำบ่นแบบจับใจความไม่ได้

            เป็นบ้าอะไรทำเหมือนโกรธแบบนั้น แต่ที่บ้ากว่าคือผมเผลอรู้สึกผิดเนี่ยสิ

            โอ๊ยยย กูผิดอะไร ไม่มี!

            หงุดหงิดสาปแช่งคนข้างบ้านอีกยกก่อนจะชะงักอย่างนึกขึ้นได้ ไอ้ฉิบหาย! ผมไม่ควรด่าพอลมันแบบนั้น พลาดอย่างรุนแรง ถ้าเกิดว่าบ้านผมมีอะไรพังขึ้นมาอีกผมจะพึ่งใคร ถ้ามันโกรธผมแน่นอนเลยว่าต่อให้บ้านผมไฟไหม้พอลก็ไม่พุ่งเข้ามาช่วย

            เวรแล้วไอ้แจน มึงปากหมาทำไม!

            เมื่อคิดได้ก็ตบหน้าผากตัวเองแรงๆ ไปหนึ่งที นี่ไง เกรี้ยวกราดบ่อยๆ มันไม่ดีแบบนี้แหละ ควบคุมปากตัวเองไม่อยู่

            หลังจากด่าตัวเองไปหนึ่งยกก็รู้ตัวว่าควรไปขอโทษ แม้ว่ามันจะดูน่าอายนิดหน่อยก็เถอะ ด่าเขาแล้วก็แบกหน้าไปขอโทษ แต่เอาวะ เพื่ออนาคตที่สดใสของผม เราต้องพึ่งพาเขาอีกหลายอย่างแน่ผมมั่นใจ

            คิดได้ดังนั้นก็เปิดตู้เย็น หยิบเอาพุดดิ้งคัสตาร์ดที่ทำเก็บไว้กินเล่นออกมา เอาขนมไปง้อหวังว่าไอ้เด็กบ้านั่นจะหายโกรธนะ

            เดินออกมาไอ้เด็กตัวสูงนั่นก็ไม่อยู่แล้ว คงกลับเข้าบ้านตัวเองไปละมั้ง ผมเดินไปยังบ้านหลังข้างๆ รถของพี่แคลร์ไม่อยู่เพราะฉะนั้น…เราจะเดินเข้าไปได้เลยไม่ต้องรักษามารยาท ผมเคาะประตูสองสามทีก่อนเปิดเข้าไป เจ้าของบ้านกำลังนั่งจิ้มโทรศัพท์อยู่บนโซฟา สีหน้ายังคงนิ่งเรียบเหมือนเดิม ดวงตาคมตวัดมองผมที่ก้าวเข้ามา

            “เอ่อแบบ…”

            “...”

            “มาง้ะอะ!”

            “หืม?” พอลเลิกคิ้วสูง

            “ขอโทษ” ผมพึมพำ กะพริบตาปริบๆ ส่งไปด้วยเป็นกำลังเสริมพอลจะได้ไม่โกรธมาก กูแบ๊วแล้วนะ “เมื่อกี้มันแบบ...ด้านชั่วของชีวิต มันออกมาโดยไม่ผ่านสมอง มันคือจุดต่ำสุดของนิสัยและสันดาน เพราะงั้น...อย่าโกรธกันเลยเนาะ”

            พอลยังนิ่ง

            “เนี่ย เอาขนมมาให้ด้วย ดีกัน” ผมยื่นพุดดิ้งให้อีกฝ่ายดู พอลถอนหายใจ มือหนากวักเรียกผมเข้าไปหา ไอ้ผมก็ว่าง่าย (ตอนนี้ต้องว่าง่ายไว้ก่อน เด็กดี) เดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ ร่างสูงพลางยื่นขนมให้อีกครั้ง

            “เอาไปดิ พุดดิ้ง”

            “ไม่ได้โกรธขนาดนั้นสักหน่อย”

            “พี่ด่าเสือกเลยนะ”

            “คิดมากทำไมครับ ฟัคยูพี่ยังด่ามาแล้วเลย” ย้อนกลับซะเจ็บจึ้กๆ ในอกเลย พอลยอมรับพุดดิ้งไปจากมือผม ดวงตาคมมองขนมในมือ ริมฝีปากยิ้มบางๆ ไอ้อาการหน้านิ่งคล้ายจะงับหัวคนไม่มีละ เออดีๆ มึงซื้อง่ายดี แค่พุดดิ้งสองถ้วยก็ยอมเกี่ยวก้อยละ

            “ทำเองเหรอ”

            “แน่นอน อร่อยนะ”

            “ขอบคุณนะครับ จริงๆ ผมไม่ได้โกรธพี่นะ”

            “กันไว้ก่อนเผื่อนายโกรธ เดี๋ยวครั้งหน้าไม่มีคนซ่อมอะไรในบ้านให้”

            พอลหน้าหงอยลง แกล้งมองผมด้วยแววตาน้อยอกน้อยใจ “โถ่ คบหวังผลนี่น่า”

            “แน่นอน ถ้านายไม่มีประโยชน์พี่ไม่คบหรอก” ผมหัวเราะร่า ยิ้มออกแล้วครับเด็กไม่โกรธ ส่งมือไปตบไหล่กว้างแปะๆ

            “ไม่เคยมีใจให้กันเลยนะ” ร่างสูงยังตัดพ้อไม่เลิก

            “ให้เวลารักษานะ” ผมเล่นกลับ มุกจากหนังดังเลยนะ

            ครู่เดียวพอลก็กระตุกยิ้ม วางขนมลงบนโต๊ะเตี้ยๆ ตรงหน้าก่อนจะขยับเข้าหา สีหน้าและแววตาดูไว้ใจไม่ได้ยังไงชอบกล เหมือนมีเสียงในหัวบอกผมว่า...แจน มึงหนีไป

            และเพราะอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนผมต้องขยับหนี หนีจนชิดริมโซฟา เดี๋ยวๆ ทำไมมันเริ่มไม่ปลอดภัยขึ้นเรื่อยๆ วะ ผมมองซ้ายมองขวาหาทางหนี แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อฝ่ามือของพอลแตะลงที่เอว และมันเป็นยิ่งกว่างู เลื้อยกอดรอบเอวผมอย่างไว

            “เฮ้ๆ…” ผมส่งเสียงห้าม

            “แกล้งจังเลยนะ ผมชักอยากโกรธพี่แล้วสิ ตอนง้อน่ารักกว่าตอนแยกเขี้ยวแบบนี้ตั้งเยอะ” พอลว่าเสียงนุ่มแววตามีความเอ็นดูเจืออยู่ในนั้น ใบหน้าหล่อเหลาน่ามองขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ผมออกแรงดิ้นทันทีเลย แต่ดิ้นได้เพียงครู่เดียวก็ต้องนิ่งค้างเมื่อรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินลงมาโดนผิวแก้มและบริเวณลำคอ

            “มีอะไรอย่างอื่นให้กินนอกจากพุดดิ้งไหมครับ” พอลกระซิบถาม

            ไม่มี! แล้วไม่ต้องมองกูแบบนั้น กูไม่ใช่ของกินนะเว้ย!


- 100% -


○○○○○○○○○○○○

ดีจ้าาาา มาแย้วๆ

นี่ถ้าเป็นแจนนะจะถามพอล...อยากกินอะไรลูก จะให้กินทุกอย่าง 555555

มาอัพแบบหิวๆ (เหมือนนุ้งพอล) ขอจบทอล์กเพียงเท่านี้ จะไปหาอะไรกินนนนน หิววววววว!

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ด้วยน้า อ่านหมด อ่านหลายรอบด้วย ฮี่ๆ ยักนะ ♥

ไปแล้วจ้า ขอบคุณที่จิ้มๆ เข้ามาอ่าน อยู่กับชนกันต์ไปเรื่อยๆ นะ บรัยยย -3-


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น