เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

46.2 รุกล้ำดินแดนหิมะมายา

ชื่อตอน : 46.2 รุกล้ำดินแดนหิมะมายา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 122

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ค. 2561 13:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
46.2 รุกล้ำดินแดนหิมะมายา
แบบอักษร

ฟ้าสีครามมีละอองแดดส่องประกายระยิบระยับ ผิวน้ำใสสะท้อนแสงแพรวพราว ภายใต้ม่านวารีปรากฏฝูงปลามัจฉาแหลกว่ายเล่นว่ายไล่แปะสนุกสนาม

          เช้าตรู่อีกหนึ่งวันบนโลก นารีตื่น นางหันสำรวจข้างบ่า เมรัยนอนกอดเรไร บนลำคอและสะโพกปักษาน้อยมีรอยฟันประปราย “..”ดวงดาวน้อยคลี่ยิ้มอารี หยิกแก้มนุ่มนิ่มของอีกฝ่าย ถัดจากนั้นนางลุกจากที่นอน สวมเสื้อคลุมและเลิกม่านกระโจม เดินผ่านพงหญ้า ข้ามลำธารคดเคี้ยว กระทั่งมาเยือนแม่น้ำสายไหม นารีสบเห็นนกกระสาหลบหลังโขดหินที่โผล่พ้นน้ำ ตัวนากวิ่งตะลอน เต่า และกวาง ดวงดาวน้อยหลับตาพลางย่อเข่า ล้างไม้ล้างมือ และพรมน้ำล้างหน้าให้สะอาดสะอ้าน ช่วยชะล้างให้จิตใจแจ่มใสพร้อมรับมือวันใหม่

          หยดวารีรินไหลผ่านพวงแก้มเนียน นารีใคร่นึกย้อนเรื่องเมื่อคืนพลั่งหน้าแดงเถือก

          กระทำขู่เข็ดนางมิพอ ยังแอบลักหลับปักษาน้อย ดวงดาวน้อยส่ายหน้าจนปัญญา ครั้นส่งเสียงหัวร่อแผ่วเบา นารีส่องสบเงาสะท้อนของตนบนผิวน้ำต่างกระจกแก้ว เรือนเกศาสีเขียวมรกตเข้ม และดวงตาสีเขียวเฉกเช่นเดียวกับดวงเนตรสัตว์เทวะบรรพกาล พินิจพิเคราะห์ต้นคอ พลางเลิกเสื้อเปิดดูหัวไหล่ที่มีแผลรอยประตราสีชมพู่เปล่งปลั่ง นิ้วเรียวลูบไล้รอยแผลที่แฝงความรู้สึกรับพัน มันเจ็บทว่าก็รู้สึกดี

          “เจ้าเป็นหมูหรือเสือกันแน่..”

          นารีหลุบตาซ้อนวี่แววความรักตรึงหฤทัย นางฉลโฉมความงามส่วนตน กระทั่งเงาในน้ำสะท้อนภาพกรงเล็บมหึมา

          ฟิ้ว

          เพล้ง

          เสียงเหล็กตีกระทบดังกังวานทั่วผืนพงไพร นารีกระโดดหมุนตัวหลบการลอบสังหารของนักฆ่าทันท่วงที ดวงดาวน้อยชักดาบอาบเปลวเพลิงคู่ชีพ พลางถอยเว้นระยะห่างจากผู้หมายสะบั้นศีรษะนาง บริเวณใกล้ต้นไทรสูง ใต้ร่มเงาสลัวปรากฏสาวน้อยโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยยืนตระหง่านดุจรูปสลักเทวาประหาร นางปรายตามองนารีด้วยสายตาเย็นชาดุจราชินีน้ำแข็ง หุ่นกลแมวมรณะล่องลอยเหนือมวลอากาศ แววตาสีแดงฉานจับจ้องเหยื่ออย่างมิมีแววจักหันเหสนสิ่งอื่น ความตายเฉิดฉายสยายปีก ความเงียบงันมีเสียงลมกรีดร้องอ้อนวอนขอชีวิต จู่ๆโซฟีกับแคนนี้ปรากฏกายขึ้นหาใช่ไร้เหตุผล ที่นางยอมเปิดเผยตัวตนและอาศัยเวลาช่วงตะวันใกล้ลอยเด่นฟ้า เพราะนี้คือช่วงเพลาที่นารีจักย้ายกลุ่ม ให้เวลาส่วนตัวกับตนเอง

          นักเชิดหุ่นน้อยแอบย่องติดตามสะกดรอย เฝ้าจับตาพวกเมรัยตั้งแต่ออกนอกเมืองไฟท์มาคิสออน เป้าหมายแน่นอนย่อมคือสังหารนารี โซฟีแอบซ่อนและอาศัยทักษะนักฆ่าที่ฝึกปรืออย่างลำบาก เก็บข้อมูล สำรวจและสังเกตพฤติกรรมเหยื่อปานนักล่าวางแผนไล่ล่า โซฟีรู้นารีหรือเป้าหมายคราวนี้มิใช่เหยื่อที่สามารถตัดหัวง่ายๆอย่างที่คิดไว้ตอนแรก เพราะโซฟีเข้าชมงานประลองวีรชนสิงหาเช่นกัน เรื่องฝีมือดาบและระดับพลังมาโฮที่ดวงดาวน้อยแสดงให้โลกประจักษ์ แม้นแลประหวั่นพรั่นพรึงจนโซฟีมีเหงื่อเย็นไหล กระนั้นนักฆ่าคือตัวแทนกริชแห่งยมทูต ไม่ว่างานจักยากเย็น เสี่ยงตายเพียงใด ย่อมต้องทุ่มเทชีวิตทำมันให้สำเร็จ ภารกิจลุล่วง  

          สายสัมพันธ์ที่โซฟีมีกับเมรัยคือเรื่องระหว่างสองสาวน้อยซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนารีและเรไร ดังนั้นไม่ต้องเสียใจ

          หากโซฟีจักฆ่านารีที่นี้

          “ไปเลยแคนนี้”

          สายลมแห่งความชั่วร้ายพัดกรรโชกติดตามกรงเล็บเหล็กสีทองคำที่กวาดผ่าสะบั้นห้วงแห่งความจริงทั้งปวง เครื่องจักรสังหารขับเคลื่อนกลไกล แท้จริงแล้วพลังของมันมีมากกว่าอดีตนักรบอันดับหนึ่งด้วยซ้ำ

          เพล้ง!!!

          “อยากฆ่านารี เจ้าต้องข้ามศพข้าไปก่อน”ขณะนารีตั้งกระบวนท่าเตรียมรับแรงปะทะมหาศาล เรไรที่มิรู้ตื่นตั้งแต่เมื่อใด นางพุ่งทะยานเข้าขวางด้านหน้านารี คราวปักษาน้อยยกดาบอัศวินต้านรับพลังทำลายล้างอย่างตาต่อตาฟันต่อฟัน ครั้งนี้เรไรจักยืนยันเป็นคนสุดท้าย ไม่แพ้โซฟีเด็ดขาด “สวมเกราะนักรบ”เรไรเปิดผนึกอาวุธวิเศษ ชุดเกราะสีเงินคราม และดาบเล่มยาวที่ละม้ายจักมีความเปลี่ยนแปลงจากเมื่อก่อน

          ประกายออร่ามาโฮสาดซัดเป็นวงกว้าง ไอคลื่นพลังทวีเพิ่มสูงราวน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่หลั่งทะลักล้นมหาจอก

          คมกริบดุจดั่งแก้วแห่งธรรมยุค[ยุคที่คุณธรรมสูงทรงเหนืออรหันต์]และเยียบเย็นประหนึ่งธาระ[หนึ่งในสามดาบในตำนานบทเพลงอวสาน]

          “เรไร”

          “ถอยไปก่อนนารี ข้าจัดการนางเอง”

          มีคำกล่าว่า มีบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ

          เรไรอึดอัดและเก็บกดความรู้สึกอัปยศตั้งแต่สิ้นการปะทะคราวที่แล้ว ความโกรธแค้นแปรเปลี่ยนหัวใจเรไรให้เย็นยะเยือกพันทวีคูณ ปักษาน้อยมิเคยถอยหนี และนางเกรียดความพ่ายแพ้ยิ่งนัก ไม่ว่าจักกับศัตรูตนใด เรไรจักเอาชนะให้ได้ คราวนี้นางจักสู้กับโซฟีเพื่อพิสูจน์ว่านางเหนือกว่าอีกฝ่าย เรไรไม่ขอให้นารีช่วยเหลือ เพราะนี้คือการต่อสู้ของปักษาน้อย

          หนึ่งหนึ่งกับศัตรูอาฆาต เป็นตายวัดกันให้รู้ไปเลย

          “ครั้งเจ้ามิรอดแน่”เรไรโยนคำประกาศท้ารบซึ่งๆหน้าปานขุนพลสวรรค์ โซฟีมิเพียงตื่นกลัว นักเชิดหุ่นน้อยหรี่ตาแลคล้ายยิ้มเยาะ ริมฝีปากน่ารักยกสูงบางๆวางกิริยาหน่อยๆ ท่าทางปีศาจตัวน้อยที่ใครเห็นแล้วอยากกระโดดตบ “ฮึ”

          ถ้าโซฟีไม่มียิ้มยังพอว่า แต่นี้นักเชิดหุ่นน้อยมั่นใจเต็มอก ขณะสีหน้าแสดงว่า จริงรึ ข้าว่าเจ้าต่างหากที่ไม่รอด

          “น่าโมโหนัก”เรไรตบะแตก ปักษาน้อยลั่นวาจาสัญญาจักทำให้โซฟีอับอายร้องไห้ให้จงได้!!!

          ไม่รอโทสะสั่ง เรไรกระทืบเท้าพุ่งใส่หุ่นกลมรณะ ดาบเล่มใหญ่ห่อหุ้มด้วยมาโฮเย็น นางสะบัดดาบฟันเต็มแรงแขน แคนดี้พลิกตัวหลบและวาดกรงเล็บฟันสวน การปะทะของพวกนางเริ่มต้น โซฟีส่งถ่ายพลังควบคุมแคนดี้ เรไรแสดงวิชาดาบตอบโต้อย่างดุเดือด เพล้ง เพล้ง แคว้ง ลิ่มน้ำแข็งพุ่งจากฝ่ามือปักษาน้อย เป้าหมายคือโซฟี กระนั้นแคนดี้มีคำสั่งสำคัญอย่างหนึ่งคือให้ปกป้องเจ้านาย มันทิ้งระยะห่างและหลบไปทำลายลิ่มน้ำแข็ง ตูม

          “..”ดวงตาสีแดงทับทิมสาดประกายร้อนระอุ โซฟีสบถและออกคำสั่ง “อย่าหยุดแคนดี้”

          จุดอ่อนของนักเชิดหุ่นคือตัวผู้เชิดไร้การป้องกัน วิธีจัดการนักเชิดหุ่นจึงจำเป็นต้องจำกัดนักเชิด ไม่ใช่ตัวหุ่น กระนั้นการบุกฝ่าหุ่นกลไปทำร้ายนักเชิดก็หาใช่เรื่องง่ายดั่งใจคิด เรไรกัดฟัน ใจนึกอยากกัดหัวโซฟี เหตุใด หุ่นกลแมวแข็งแกร่งนัก นอกเหนือความร้ายกาจไร้หัวใจและความคมของกรงเล็บแล้ว พลังมาโฮนักเชิดหุ่นน้อยที่มอบให้หุ่นยังมากมายมหาศาล ระดับนี้

          ดวงอาทิตย์…

          ไม่คิดฝันว่าจักมีมนุษย์อีกคนที่มีระดับพลังมาโฮสูง เรไรนึกว่ามีแต่อดีตนักรบอันดับหนึ่ง และนักสู้น้อยเสียอีกที่สามารถเร่งขีดจำกัดมาโฮสูงเหนือคนธรรมดา เป็นไปได้อย่างไรที่สาวน้อยตัวเล็กๆน่ารักน่าชังน่าตบน่าถีบน่าจับกดน่าอุ้มกลับบ้านอย่างโซฟีจะครอบครองพลังมาโฮสูงเฉกเช่นเดียวกับเผ่าปักษา หรือว่าแท้จริงหุ่นกลของนางพิเศษ ใช่มันคือศาสตราวุธมาโฮในตำนานหรือไม่

          “เช่นนั้นข้าจักโค่นให้จงได้..”เรไรมิรู้เลยว่าตนเองตื่นเต้น หัวใจเต้นระรัวเพียงใดเมื่อเผชิญหน้าศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า ในเลือดปักษาน้อยมีสายเลือดนักรบปักษาโบราณ เป็นธรรมดาที่เลือดลมจักเดือดพล่าน ตัวสั่นระริก ใคร่อยากทำลายล้างและสู้ปะมือคนเก่งๆ

          ที่ผิดจากบรรพบุรุษคือปีกของเรไรคือปีกปักษาฤดูหนาวซึ่งความร้อนแรงดั้งเดิมถูกแทนที่ด้วยความหนาวเย็นปานภูเขาหิมะ ยิ่งนางเดือดตัวร้อนแรงเท่าไหร่ ร่างกายและมวลอากาศโดยรอบยิ่งลดอุณหภูมิกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง

          ไอหนาวเย็นตีแพร่คืบคลานและขยายปกคลุมยอดหญ้า สาปให้แม่น้ำ ใบไม้ ผีเสื้อ และลมหายใจเรไรถอนเป็นไอขาวโพลน สีหน้าซีดขาวดุจภูตพราย กระนั้นแลงดงามราวเจ้าหญิงในหอคอย ดวงตาสีน้ำเงินปรากฏไอหมอกเจือจาง ภายในราวกักขังดินแดนแห่งพันธะสัญญาสวรรค์

          พริบตานั้นเรไรคล้ายมองเห็นตัวเลขบางจำนวนเหนือศีรษะโซฟี

          “…..”

          “จู่โจมนางแคนดี้!!”

          พริบตา เรไรคืนสตินางยกดาบตั้งรับกรงเล็บพิฆาต กระนั้นแรงตีของแคนนี้ยังมากเกินกว่าเรไรจักรับไหว ปักษาน้อยโดนผลักกระเด็น ลอยละลิ่วเหนือแม่น้ำ “เรไร!!” นารีตกใจผวากรีดร้อง ปักษาน้อยสีหน้าย่ำแย่แต่ยังไม่แย่พอให้ใครจับความรู้สึก นางพลิกตัวยกมือหันไปบนผิวน้ำ สร้างพื้นน้ำแข็งและวางเท้า ลงจอดได้อย่างสวยงาม กระโปรงโบกสะบัด

          “ฮึ แค่นี้”เรไรวางตาเฉยเมย สีหน้าเปี่ยมความมั่นใจร้อยส่วน เรไรเหลียวมองนารีสื่อสารผ่านสายตาว่านางปลอดภัย ปักษาน้อยมีแผนเอาชนะนักเชิดหุ่นน้อย กระนั้นวันนี้นางรู้สึกดีเป็นพิเศษ เพราะเหตุใดหรือ

          นางสัมผัสถึงพลังมาโฮต้นกำเนิด[ธาตุธรรมชาติมาโฮที่ตรงกับมาโฮพื้นฐานคนคนนั้น]

          “…”เรไรทำทีกระโจนใส่หุ่นกลมรณะ ฟาดฟันกับมันครู่หนึ่งแล้วค่อยๆลากมันออกห่างจุดริมแม่น้ำ โซฟีจำใจต้องวิ่งไล่ตามหลังแคนดี้เข้าไปในป่า นักเชิดหุ่นน้อยครุ่นคิดว่าเหตุใดปักษาน้อยจึงจงใจลากพวกนางให้ห่างบริเวณเดิม กระนั้นนี้อาจเป็นผลดีกับโซฟีด้วย “…”ไปให้ห่างๆกระโจมเมรัย หากว่ายามที่โซฟีสังหารนารี เมรัยจักไม่ต้องเห็น…ภาพนั้น

          เพล้ง เพล้ง เพล้ง

          ร่องรอยการต่อสู้ปรากฏและสลักไว้บนท่อนไม้ และต้นไม้ที่หักโค่นด้วยถูกดาบมนตราและกรงเล็บฟันตัดสะบั้น กระจุยกระจาย เรไรแอบเนียน หลอกล่อโซฟีสำเร็จ ก่อนที่นักเชิดหุ่นน้อยจักรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงก็สายไปเสียแล้ว “ที่นี้..มัน”

          หมายความว่าอย่างไร… โซฟีสั่งแคนดี้หยุดและกลับมาลอยข้างกายนาง หุ่นกลมรณะไม่มีสมองคิดเอง มันฟังความฟังเจ้านายตัวน้อยค่อยๆผละจากการศึก คราวรู้ว่าอาวุธพิฆาตใกล้มือแล้ว โซฟีจึงกวาดตามองรอบด้าน นางให้ตกตะลึงกับสภาพพื้นที่ที่ราวจักหลุดจากเทพนิยาย “ฟู” ไอหมอกขาวลอยพาดผ่านดุจกลีบเมฆบนยอดเทือกเขาสูง เสาหินที่พังทลายด้วยถูกค้อนทุบ พื้นหินที่มีลวดลายจารึก ร่องรอยอารยะที่แลคล้ายเมื่อหลายพันปีก่อนประวัติศาสตร์ สถานที่แห่งนี้คือที่ใด เหตุใดจึงคล้ายโบราณสถานยิ่งนัก

          ที่สำคัญเหนือความขลังคือหิมะ  

          นี้ฤดูฝนมิใช่หรือ โซฟีอกสั่นขวัญแขวน เป็นไปไม่ได้ที่จักมีหิมะในฤดูฝน ขณะที่ความสงสัยยังค้างคาแน่นอก เรไรอาศัยจังหวะนั้นโจมตีโซฟี “ ฮึ ยัยโง่” ดาบสีเงินเหวี่ยงฟาดฉาบตรง แคนดี้ยกกรงเล็บปัดป้อง กระนั้นด้วยพลังมาโฮที่เพิ่มสูงอย่างน่าเหลือเชื่อ กรงเล็บของมันไม่สามารถต้านรับไว้ เพล้ง ดาบฟันตีกรงเล็บหนึ่งแตกเป็นเสี่ยง แคนดี้ยิ้มไม่สนใจ มันรีบใช้อีกกรงเล็บจ้วงแทงเรไร ปักษาน้อยยิ้มทะมึนเบี่ยงหลบอย่างว่องไว พลางเริ่มสู้กับแคนดี้อีกครั้ง

          ในเมื่อไม่มีคำสั่งใหม่ เครื่องจักรมรณะจึงดำเนินคำสั่งพื้นฐาน ปกป้องเจ้านายและกำจัดศัตรู

          “…”โซฟีมองแคนดี้สู้กับเรไร นักเชิดหุ่นน้อยสะบัดหัวดิกๆ ยกมือตบแก้มแปะๆ ตอนนี้เรื่องสำคัญคือเอาชนะเรไร ส่วนเรื่องแปลกๆโยนมันทิ้งไปซะ ด้วยประสบการณ์สอนให้โซฟีสนใจศัตรู นักเชิดหุ่นน้อยค้นพบว่าพลังมาโฮของเรไรกำลังเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะสถานที่แห่งนี้มีหิมะซึ่งเป็นธาตุพื้นฐานของเรไร พลังมาโฮของปักษาน้อยจึงได้รับพลังเสริมจากสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ พื้นที่มายา

          เรไรสามารสร้างดินแดนหิมะเองได้ กระนั้นนางรู้ว่ามีสถานที่แห่งนี้ใกล้ๆจึงไม่สละแรงตน หันพึ่งสถานที่มายาแทน

          ศึกนี้กลายเป็นศึกที่โซฟีเสียเปรียบอย่างหนัก เพราะเหมือนนางกำลังวิ่งเล่นบนเตียง บนฝ่ามือเรไร ดินแดนหิมะนี้มีรังแต่จักช่วยเสริมให้เรไรแกร่งกล้า และโซฟีอ่อนแอลง แย่แล้ว โซฟีตระหนกถึงความกลัวที่เติบโตช้าๆ นักเชิดหุ่นน้อยต้องรีบหนีจากแดนหิมะ ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์คงเลวร้ายอย่างที่สุด “แคนดี้สกัดนางไว้” โซฟีสะบัดก้นหนีก่อน แล้วค่อยสั่งให้แคนดี้หนีตาม กระนั้นเรไรมีหรือจะปล่อยไป

          “เสาคันนะ[โขดหินเฝ้าทวาร]”ศาสตร์มาโฮเฉพาะตัวเรไร ปักษาน้อยยื่นมือไปยังเป้าหมาย คราวเบื้องหน้าโซฟีปรากฏเสาน้ำแข็งผุดโผล่ปิดกั้นทางหนี เสาน้ำแข็งจักผุดขึ้นตามตำแหน่งที่เรไรยื่นมือเล็ง วิชานี้เป็นวิชาพื้นฐานซึ่งใช้มาโฮน้อย แต่กลับมีพลังป้องกันสูง สามารถใช้ขวางปิดทางศัตรูและสร้างเป็นผนังปิดล้อม

          ด้วยยืนอยู่ในพื้นที่มาโฮต้นกำเนิด เรไรจึงใช้พลังอย่างบ้าคลั่ง ปักษาน้อยสร้างเสาน้ำแข็งและเสกลิ่มน้ำแข็งเล่นงานโซฟี กระหน่ำตีจนนักเชิดหุ่นน้อยกระโปรงขาดหลุดลุ่ย เสื้ออกฉีกเผยชุดชั้นในล่อแหลม “โอ๊ย” “คราวก่อนทำข้าแสบดีนัก” เรไรตวัดดาบฟันโครงแคนดี้ดังเปาะ โซฟีกำหมัด ฝืนทนรับความเจ็บปวดที่ส่งผ่านทางการเชื่อมต่อ นักเชิดหุ่นน้อยเจ็บจนร้องโอดครวญ เข่าทรุดทิ่มดิน น้ำตาเอ่อล้น

          เมื่อนางเปิดตาสีแดงทับทิม ในสภาพนี้นางจักเข้มแข็ง ไม่อ่อนแอเฉกเช่นยามปกติ โซฟีเช็ดน้ำตา จะให้นางยอมแพ้หรือ

          “ให้ฟ้าผ่าหัวเจ้าก่อนเถอะ”

          โซฟีถุยน้ำลายโลหิต แววตาดุดันแฝงไอสังหารคุกรุ่น เรไรยืนสงบนิ่งบนเสาน้ำแข็ง ก้มคางมองโซฟีที่นั่งแปะพื้นในสภาพโทรมปานสาวใช้โดนข่มขื่น ปักษาน้อยหยียิ้มกว้าง แววตาเย็นยะเยือก “…” คิดว่ามองจากที่สูงแล้วโซฟีจักกลัวหรือ สั้นคิดเสียจริง ทั้งที่พวกนางก็รับเหมือนกันแท้ๆ

          “ห้ามแพ้แคนดี้”โซฟียันเข่า โยนคำสั่งชี้ขาด ถ้าหุ่นกลนางแพ้ นางขอยอมตาย!!!

          “ย้ากกก”

          มิว่าคราวก่อนหรือคราวนี้ทั้งคู่ต่างทุ่มกำลังสุดตัวเพื่อหมายชนะอีกฝ่าย กระทืบ ยกเท้าเหยียบหัวและกดอีกฝ่ายให้จมดิน ปากจูบพื้น โซฟีใช้พลังมาโฮสีแดงเลือดสร้างมีดสั้นและกระโจนเข้าสู้พร้อมแคนดี้ หุ่นกลมรณะจะเป็นแนวหน้าบุกทะลวง สกัดและปกป้องดาบเรไร ส่วนโซฟีอาศัยช่องว่างแทงมีดสั้นปลิดชีพ สองรุมหนึ่ง กระบวนท่าประสานที่โซฟีมินิยมใช้นัก กระนั้นก็สร้างความยุ่งยากให้เรไรไม่น้อย “ชิ” เรไรหลบหลีกมีดสั้น สบจังหวะให้แคนดี้ฟาดกรงเล็บสานกระบวนต่อเนื่อง

          เพล้ง เรไรสามารถสร้างลิ่มแหลมและเสาน้ำแข็ง นางมีกระบวนท่ามากมายกว่าโซฟี กระนั้นกระบวนของโซฟีมีน้อย แต่แฝงอนุภาพรุนแรง

          “ดื้อนัก”เรไรฟันตัดแขนแคนดี้ทำให้แขนโซฟีรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดเช่นกัน นักเชิดหุ่นน้อยร้องกรีดเจ็บปวดขาดใจ เรไรหรี่ตาต่ำสาดโทสะ พลางใช้สันดาบกระแทงหน้าผากโซฟี ตึก หน้าผากกลมมนปริแตก เลือดแดงไหลทะลัก โซฟีกัดไม่ยอมล้ม และไม่ยอมให้ตนเจ็บฝ่ายเดียว นางเงยหน้าและแทงมีดสั้นเจาะเกราะเรไร คมมีดกวาดฟันช่องอก สร้างบาดแผลเป็นทางยาวให้เรไร

          กระนั้นไม่เจ็บ เรไรสร้างน้ำแข็งปิดบาดแผล พลางยกเท้าถีบท้องโซฟีไปกระแทงผนังน้ำแข็ง

          โครม

          เสาน้ำแข็งที่เรไรสร้างแตกพังทลาย โซฟีกระเด็นเข้าไปในหอคอยร้าง นักเชิดหุ่นน้อยกระอักเลือดสาดเต็มพื้น หน้าซีดขาวราวกระดาษ มุมปากมีรอยเลือดเปรอะ แววตาแฝงความเจ็บปวดทรมานเจ็ดส่วน ยากฝืนสังขาร นางพยายามเปิดม่านตา คราวสบเห็นคนคุ้นเคย เรไรที่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ข้างหลังไกลๆมีเมรัย และนารีที่พึ่งตามมาถึง

          “เรไร..โซฟี”เมรัยพึ่งตื่นตอนที่นารีอาศัยโอกาสเหมาะที่โซฟีและเรไรไม่รู้สึกตัว ดวงดาวน้อยรีบร้อนกลับกระโจมเพื่อปลุกหมอผีน้อย เก็บข้าว หอบกระโจม บอกเมรัยว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว หมอผีน้อยที่กึ่งหลับกึ่งตื่นถูกตบตีจนตื่นเต็มตา ทั้งสองเก็บของเรียบร้อยก็รีบตรงดิ่งมาหาพวกเรไร ครั้นเห็นภาพที่ปรากฏเมรัยก็ใจเต้นแรง หอบหายใจ แม้หมอผีน้อยจักรู้ว่าสักวันจักเป็นเช่นนี้ กระนั้นนางทนรับไม่ไหว

          “แคกๆ”

          เมรัยหน้ามืด นารีลนลานช่วยพยุง หมอผีน้อยจับแขนดวงดาวน้อยพลางกระซิบขอร้อง “ห หยุดพวกนาง..”

          หมอผีน้อยเชื่อว่ามันต้องมีหนทางยุติเรื่องนี้ คราวก่อนที่ทั้งสองสู้กัน พวกนางล้วนเจ็บตัวตาย เมรัยไม่อยากให้ทั้งสองเป็นเช่นนั้น ไม่อยาก

          “เข้าใจแล้ว พวกเราเข้าไปเถอะ”

          ภายในหอคอยร้างที่มีความสูงเท่าวิหารบูชาเทพปักษา ไม่มีใครรู้ว่าที่นี้คือที่แห่งใด ด้านในกว้างขวางมีต้นกุหลาบแห้งกรอบ กองหิมะทับถม และเศษซากเพดานที่พังทลายตกระเนระนาด ลวดลายที่ช่างจิตรกรวาดไว้บนพื้น เพดาน ผนังก็แลชำรุด ความสวยงามจืดเจือหายไปตามกาลเวลา ยิ่งเมรัยก้าวเท้าเข้ามาภายใน หัวใจยิ่งสั่นสะท้าน ตึกๆๆๆๆๆๆๆๆ

          ไม่…

          “ออกไปจากที่นี้..”เมรัยปากสั้นระริก มือขยุ้มเสื้อนารีแน่น เล็บจิกเนื้อดวงดาวน้อยจนนางเจ็บ “เมรัย…”

          “ออกไปจากที่นี้เร็ว!!”

          เมรัยเป็นบ้าอะไรอีก… นารีหัวเสียสองส่วน สับสนสองส่วน กังวลหกส่วน ดวงดาวอยากพาเมรัยออกไปเสียแต่ตอนนี้ นางลอบมองเรไรและโซฟี ทั้งสอง หนึ่งยืนทะนงดั่งผู้กำชัย หนึ่งนั่งแนบพื้นปานผู้ปราชัย ต่างจ้องตากันปานงานนี้มิแต่มิตายมิเลิกรา ราวว่าทุกคนมีโลกของตนเอง นารีหมายตะโกนให้ทั้งคู่หยุดเดี๋ยวด้วยความเดือดดาล กระนั้นพริบตาที่นางจักพลั่งโพลง เรไรจะก้าวไปข้างหน้า โซฟีจะลุก

          “พวกเจ้าเป็นใคร

          สรรพเสียงพลันเงียบงันราวสิ้นใจ สรรพกลิ่นจืดจางพลันแหลกสลาย สรรพชีวิตหยุดแน่นิ่งพลันขาดใจตาย สี่สาวน้อยหัวใจร่วงหล่นตกสู่ห้วงแห่งความว่างเปล่า ฉับพลันเสียงชายเสื้อเคลื่อนขยับสวบสาบ ปุยหิมะร่วงโปรยปรายบนอาภรณ์สีดำนิล ผิวพรรณผ่องขาวดุจงงาช้างเลื่อนลงอย่างอ่อนช้อย ปลายนิ้วเท้างามที่ค่อยๆจรดเหยียบลงบนแท่นหินบูชา ขนปีกสีดำทมิฬราวหยดน้ำหมึกปลิดปลิวลงเทียบเคียงใบไม้แห้ง และดอกกุหลาบที่ค่อยๆแห้งกรอบ ตายอย่างรวดเร็ว

          ตาย ตาย ตาย สำหรับคนที่ยังมีลมหายใจก็ต้องตาย

            ไม่มีใครกล้าหายใจภายใต้แรงกดดันที่ราวจักเหยียบให้ทุกชีวิตต่ำต้อยก้มกราบศิโรราบ กระทั่งเสียงเมรัยดังเบาๆด้วยความกลัวสุดก้นบึ้งจิตวิญญาณ... “ปักษานิลกาฬ…”

          …

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น