Castle-G

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ZAC STYLE | 25 : กำลังใจที่ส่งไปไม่ถึง [100%]

ชื่อตอน : ZAC STYLE | 25 : กำลังใจที่ส่งไปไม่ถึง [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ค. 2561 09:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ZAC STYLE | 25 : กำลังใจที่ส่งไปไม่ถึง [100%]
แบบอักษร

25

กำลังใจที่ส่งไปไม่ถึง


เวลาผ่านไปเกือบเดือน ชีวิตประจำวันของฉันดำเนินไปอย่างปกติไม่ได้มีอะไรพิเศษนักหรอก อ้อ..ฉันก็ยังหนีหน้าพี่แซคเหมือนเดิม

“อบเชย พี่ซื้อน้ำกับขนมมาให้” นี่ไง พี่หยาดมาแล้ว

“ขอบคุณค่ะ” ฉันพยักหน้าหน้าครึ่งหนึ่งพร้อมกับเอื้อมมือไปรับน้ำและขนมนั้นมาวางไว้ตรงหน้าตัวเองในขณะที่ยังต้องนั่งนิ่งๆ ให้ช่างทำผมให้อยู่

อ๋อ ใช่ วันนี้เป็นวันแข่งกีฬาประเพณีของสองมหาวิทยาลัยซึ่งหนึ่งในทีมเชียร์หลีดเดอร์อย่างฉันก็ต้องลุกมาแต่เช้ามืดเพื่อแต่งหน้าแต่งตัว ถามว่าตื่นเต้นไหม? ตอนนี้ฉันก็ยังไม่ได้รู้สึกมากมายขนาดนั้น แต่ลองได้ลงสนามจริงดูสิใจต้องเต้นแรงเหมือนจะทะลุออกจากอกชัวร์

“ทำให้เต็มที่นะ” เธอส่งยิ้มมาให้

“อะ เอ่อพี่หยาดคะ” เพราะความสงสัยที่อัดอั้นมาตลอดหลายสัปดาห์มันไม่สามารถเก็บไว้กับตัวเองได้อีกต่อไป

“มีอะไรเหรอ”

“คือเรื่อง.เอ่อ เรื่องที่ให้ฉันอยู่ห่างจากพี่แซคน่ะ ต้องทำไปอีกนานไหมคะ” บอกตามตรงฉันก็ไม่กล้าถามเท่าไหร่หรอก แต่ว่ามันอึดอัดใจจริงๆ นะ

“อืม ขอเวลาสักพักแล้วกันนะ” รุ่นพี่สาวตอบแล้วก็ถอนหายใจ “ที่ถามนี่..คงไม่ใช่เพราะเราชอบแซคหรอกนะ”

..ชอบเหรอ?

“แค่อยากรู้น่ะค่ะว่าจะต้องทำไปอีกนานแค่ไหน” ฉันก้มหน้าลงเล็กน้อยเพราะเริ่มคิดว่าตัวเองไม่ปลอดภัยหากสบตาพี่หยาดไปมากกว่านี้ แววตาของเธอดูนิ่งมาก..มากจนฉันทายไม่ออกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

“อย่าคิดมากเลย วันนี้ก็คิดแค่เรื่องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ” คนตรงหน้าส่งยิ้มมาให้ก่อนจะลุกออกไป

ฉันมองตามร่างของรุ่นพี่สาวแล้วก็แอบถอนหายใจ คำว่าขอเวลาสักพักของเธอนั้นมันหมายความว่ายังไงนะ..ตอนนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยใจเหลือเกิน

“เสร็จแล้วค่ะ เดี๋ยวเติมปากเพิ่มสักหน่อยดีกว่านะลูก” พี่ช่างทำผมว่าแล้วก็หยิบลิปสติกขึ้นมาก่อนจะแต้มมันลงบนริมฝีปากของฉัน “โอ๊ย สวยๆ”

ฉันยกยิ้มแห้งๆ เมื่อเห็นหน้าตาตัวเองในกระจก ปกติแล้วไม่เคยมาแต่งหน้าอะไรแบบนี้บ่อยนักหรอก ครั้งก่อนหน้านั้นก็แข่งหลีดระดับคณะ มาตอนนี้ก็แข่งหลีดระดับมหาลัยอีก โวะ ชีวิตไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองต้องมาทำอะไรอย่างนี้

เวลาช่วงเช้าจะเป็นการเปิดสนามซึ่งมีพิธีอะไรบ้างไม่รู้ฉันเองก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักหรอก หลังจากสิ้นสุดพิธีเปิดสนามกีฬาบางส่วนก็เริ่มแข่งกัน ส่วนเชียร์หลีดเดอร์จะเริ่มแข่งตอนบ่าย เวลาพักจึงเป็นนาทีทองของอบเชยคนนี้ที่จะไปนั่งดูฟุตบอล..นี่! ที่ไปดูก็เพราะชอบกีฬาชนิดนี้มากที่สุดเหอะ ไม่ได้ไปดูเพราะใครทั้งนั้นแหละ

ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเพื่อต่อสายหาเพื่อนสนิทที่ไม่รู้หายไปไหนอีกแล้ว

[ฮัลโหล ว่าไงงง] พายอาร์รับสาย

“มึงอยู่ไหน”

[สระว่ายน้ำ เขากำลังแข่งกันอยู่..ตอนนี้เพิ่งเริ่มแข่งว่ายน้ำชายปีหนึ่งอะ] มันตอบ ซึ่งนอกจากเสียงของผู้เป็นเพื่อนฉันก็ยังได้ยินเสียงกองเชียร์ดังออกมาด้วย

“มึงชอบดูกีฬาว่ายน้ำเหรอ กูนึกว่ามึงชอบวอลเลย์ซะอีก” ฉันเองก็แอบแปลกใจนิดหน่อย เพราะกีฬาว่ายน้ำสำหรับฉันมันน่าเบื่อจะตาย

[ใครบอกกูมาดูกีฬา กูมาดูผู้ชายว่ายน้ำย่ะ ก็กีฬาอื่นมันไม่ถอดเสื้อเหมือนอันนี้อะ]

โอเค ฉันเก็ตแล้ว

“โอเค กูไม่กวนแล้ว” ฉันกำลังจะยกโทรศัพท์ออกจากหูและกดวางสาย

[เอ้อ เดี๋ยวๆ อบ] พายอาร์โพล่งขึ้นมาเสียก่อน

“ว่า”

[ฟุตบอลชายเริ่มแข่งบ่ายโมง มึงไปให้กำลังใจนักกีฬาสิ]

ตู๊ดๆๆ

เหอะ! พูดจบก็ชิ่งกดวางสายฉันไปก่อนอย่างนั้นเหรอ?! คงกลัวว่าฉันจะด่ากลับคืนไปล่ะสิท่า เฮ้อ..แต่สิ่งที่พายอาร์มันบอกน่ะอันที่จริงฉันรู้อยู่แล้ว ฉันไปศึกษามาก่อนมันอีก

ยืนยันอีกครั้งฉันแค่จะไปดูกีฬา

“พี่ ตอนบ่ายฉันขอไปเชียร์บอลได้ไหม” ฉันเงยหน้าขึ้นไปถามสตาร์ฟคนหนึ่งที่เป็นคนคอยเช็คความเรียบร้อยของทีมหลีด

“ได้ๆ แต่รีบกลับมานะเพราะเราต้องทวนท่ากันอีกรอบ” เธอพยักหน้าให้กับฉันก่อนจะก้มลงไปอ่านหนังสือต่อ

พอได้รับคำอนุญาตฉันก็รีบหาเสื้อคลุมมาสวมทับชุดเชียร์นี่เอาไว้ก่อนจะเดินออกไปจากห้องพักทันที เหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงถึงจะเริ่มแข่งกัน ฉันจึงคิดว่าจะไปหาอะไรกินก่อนเพราะตอนนี้ท้องเริ่มร้องแล้ว


ณ ร้านสะดวกซื้อโรงอาหารคณะเกษตรศาสตร์

เพราะคณะนี้อยู่ใกล้สนามแข่งฟุตบอลมากที่สุด ฉันเลยเลือกที่จะมาหาอะไรทานที่นี่ซึ่งตอนแรกยืนดูร้านอาหารหลายร้านกลับรู้สึกว่าไม่อยากกินอะไรเลย จึงทำให้ฉันต้องมาที่ร้านสะดวกซื้อที่ตั้งอยู่ใกล้กันแทน

พอมาเข้ามาก็คิดยากอีกว่าจะซื้ออะไร จะกินอะไร จะดื่มน้ำอะไรดี? แค่ของกินนี่คิดมากกว่าตอนนั่งสอบอีกอะ

“เอาอันนี้ไปกินสิ”

ความเย็นของขวดน้ำที่มาแนบกับแก้มทำให้ฉันสะดุ้งด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบหันหน้าไปมองคนที่ทำทันที และก็เป็นอย่างที่ฉันคิดเอาไว้

“นี่พี่ ชอบก็เอาไปกินเองสิ” ฉันมองค้อนให้คนขี้แกล่งก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบน้ำในตู้มามั่วๆ แต่เหมือนพี่แซคจะไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลยตรงกันข้ามคือเจ้าตัวกลับหัวเราะอย่างมีความสุขเสียอย่างนั้น

ฮึ่ย หนีดีกว่า

“เดี๋ยวสิ” มือหนาของอีกฝ่ายเข้ามาจับที่หมวกเสื้อคลุมของฉันเพื่อดึงเอาไว้ “รีบไปไหนเนี่ย”

“จะไปหาอะไรกินไงพี่ แล้วนี่จะมาจับไว้ทำไมเนี่ย” ฉันหันไปพูดกับร่างสูงก่อนจะดึงหมวกของตัวเองออกจากมือของเขา “พี่น่ะ กินอะไรหรือยัง”

“เพิ่งกินเสร็จเมื่อกี๊” เขาตอบ

“เดี๋ยวฉันไปก่อนนะไม่รบกวนพี่แล้ว” แล้วพอฉันพูดแบบนั้น คนใจห่ามก็รีบเข้ามาดึงมือฉันเอาไว้ทันที โอ๊ย..นี่เขามีธุระอะไรกับฉันนักนะ

“หลบหน้ากูทำไม?”

ฉันชะงักเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“ไม่..ไม่ได้หลบ” ฉันตอบแล้วก็ก้มหน้าลงอย่างไม่กล้าสบตา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพี่แซคถึงจับได้ว่าฉันกำลังหลบหน้าเขาอยู่ หรือฉันไม่เนียน?

“เนี่ย ขนาดพูดด้วยยังหลบตาเลย”

“ไม่ได้หลบ” คราวนี้ฉันเงยหน้าขึ้นมาสบตาของกับอีกคน

“ออกมาคุยกัน” มือที่จับฉันเอาไว้อยู่ฉุดกระชากพาร่างของฉันให้เดินตามเขาไป พอเป็นแบบนั้นฉันจึงรีบวางขวดน้ำที่ถือไว้ที่เดิมและปล่อยให้พี่แซคพาไป

เขาพาฉันออกมาถึงด้านข้างของร้านสะดวกซื้อซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านสักเท่าไหร่ มันดีกว่ายืนเถียงกันอยู่ในร้านเป็นไหนๆ

“ไหนบอกมาว่าเป็นอะไร” พี่แซคพูดขึ้น ใบหน้าที่จริงจังของอีกฝ่ายทำให้ฉันรู้สึกไม่กล้าจะโกหก แต่ในขณะเดียวกันฉันก็ไม่กล้าบอกความจริงเหมือนกัน

“ก็ไม่ได้เป็นอะไรหนิพี่” ฉันปั้นหน้าให้ตัวเองเป็นปกติมากที่สุด

“กูโทรหาก็ไม่ค่อยรับ ส่งข้อความไปก็ไม่ค่อยอ่าน พอมาเจอหน้ากันก็พยายามจะหนีตลอดเวลา ไม่ใช่ว่ากูไม่สังเกตนะแต่คิดว่ามึงยุ่ง แต่กูว่ามันเริ่มไม่ใช่แล้ว” คนตรงหน้าพูดระบายออกมายาวเหยียดจนฉันได้แต่ยืนฟังอย่างเงียบๆ

ฉันไม่สามารถเถียงอะไรเขาก็ได้เลย ที่พี่แซคพูดก็เป็นจริงทุกอย่าง

“คือช่วงนี้มีเรื่องนิดหน่อยน่ะพี่ ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอก” ฉันพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายออกมาหลังจากที่โดนคนตรงหน้าพยายามเค้นเอาคำตอบ ถ้ามันสามารถบอกได้สบายๆ ประมาณว่า ‘อ๋อ พี่หยาดเขาไม่สบายใจที่ฉันใกล้ชิดกับพี่ เขาเลยขอให้ฉันอยู่ห่างพี่เอาไว้น่ะ’ แบบนี้ได้ ฉันก็คงทำไปนานแล้ว

“เรื่องอะไร”

“พี่ไม่เตรียมตัวลงแข่งเหรอ” จะว่าไปอีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะเริ่มแข่งฟุตบอลชายแล้วนะ

“กูต้องคุยกับ..”

“เฮ้ยแซค! ทำอะไรอยู่ไปได้แล้ว” ผู้ชายคนหนึ่งในชุดนักกีฬาวิ่งเข้ามาหาร่างสูงก่อนจะเข้ามาดึงคอไป “มัวแต่คุยกับสาว โทษที่นะน้องแต่พี่ต้องพามันไปแล้ว”

“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันพูดแล้วก็ยิ้มบางๆ กับบุคคลที่สาม

“เดี๋ยวไอ้มัทปล่อยกูก่อน” พี่แซคโวยวายเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้โดนเพื่อนของเขาลากคอไปตามระเบียบ

ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นเขาเดินออกไปแล้ว นับวันมันก็ยิ่งลำบากขึ้นทุกทีเลยแฮะ



ณ สนามกีฬา

“เอาหละครับ ตอนนี้เบอร์เก้ามอเอได้ลูกไปแล้ว เบอร์แปดมอบีตามมาติดๆ”

สนุกกว่าเสียงคนพากย์ก็น่าจะเป็นคนเชียร์ที่อยู่ข้างสนามนี่แหละ ทั้งเสียงกลองเสียงเฮลั่นทุกครั้งที่ทีมตนได้ลูกบอลไป กีฬาฟุตบอลน่าจะเป็นการแข่งขันที่มีคนดูมากที่สุดแล้วหากเทียบกับอันอื่น

“มอเอทำประตูไปอีกหนึ่งครับ!”

เฮฮฮฮฮฮฮฮ!!!

เสียงของกองเชียร์ปรบมือเฮลั่นเมื่อลูกบอลเข้าประตูฝั่งมอบีไปอีกครั้ง ฉันเองก็เหมือนกันที่มอเอทำแต้มได้..แน่หละ ฉันก็ต้องเชียร์มหาลัยของตัวเองสิ

“กรี๊ดดด แกๆ เบอร์สิบหกหล่อมากอะ” เสียงของนักศึกษาผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหลังของฉันพูดขึ้น

“มอเราเหรอ?” คนที่สองพูดตอบ

“ใช่ๆ แกรู้จักไหม”

“เหมือนจะอยู่วิศวะนะแก”

“ตายแล้ว หนุ่มวิศวะอีกแล้ว กรี๊ดๆๆ”

อ่า..ความจริงถ้ายัยคนแรกมาถามฉันอาจจะได้คำตอบที่ยาวกว่านี้ ก็เบอร์สิบหกมอเอน่ะฉันรู้จักดีเลยหละ ผู้ชายปากร้ายชอบแซะส่วนสูงคนอื่นแต่กลับดูดีในสายตาประชาชน

ฉันละความสนใจจากบทสนทนาของสองสาวด้านหลังแล้วกลับมาตั้งใจดูที่สนามต่อ การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ดูเหมือนทุกอย่างกำลังจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ทว่า..

ปรี๊ดดดด!!!

เสียงเป่านกหวีดของกรรมการในสนามดังขึ้น หลังจากที่มีนักฟุตบอลคนหนึ่งล้มลงจากการโดนชน ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่าคนที่มาชนคือใคร แต่ฉันสนเพียงแค่ว่าคนที่ล้มลงไปน่ะเป็นเบอร์สิบหกที่เพิ่งถูกผู้หญิงหวีดเมื่อครู่นี้เอง พี่แซค!

ฉันรีบเดินลงจากแสตนด์เชียร์เพื่อจะเดินอ้อมไปยังเต้นท์ของนักกีฬา ซึ่งคนที่โดนชมล้มถูกเปลี่ยนตัวเข้ามานั่งพักแล้วเรียบร้อย ท่าทีของร่างสูงดูไม่ค่อยดีนักเท่าไหร่เลย เขาจะเจ็บมากหรือเปล่านะ..

“แซคเป็นอะไรหรือเปล่า”

แต่ว่าก่อนที่ฉันจะเดินไปถึงตัวของพี่แซค กลับมีใครสักคนที่เร็วกว่าอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว

พี่หยาด..

Rrrrrrr

ยังไม่ทันจะได้ใช้ความคิดอะไรไปมากกว่านี้ เสียงของริงโทนโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ฉันจึงรีบเดินออกจากจุดที่ตัวเองยืนอยู่แล้วหามุมเหมาะๆ ในการคุย

“สวัสดีค่ะ”

[อบเชย หนูอยู่ไหนลูกกก] พี่สตาร์ฟประจำทีมหลีดนี่เอง..

“เอ่อ สนามแข่งบอลค่ะ”

[เราต้องซ้อมกันอีกครั้งนะ กลับมาเร็ว]

“ค่ะๆ” ฉันตอบรับจากนั้นก็กดวางสายไป

ตอนแรกฉันตั้งใจว่าจะดูการแข่งขันนี้จนจบถ้าพลาดแม้แต่นาทีเดียวก็ต้องเสียดายมากแน่ๆ แต่ตอนนี้คนที่ฉันอยากมาดูคงไม่สามารถลงสนามได้แล้ว ฉันไม่เสียดายอะไรแล้ว..

1 ชั่วโมงต่อมา

“ต่อไปนี้จะเป็นการแข่งขันสุดท้ายในตารางแล้วนะครับ เชื่อว่ามีหลายคนรอเวลานี้มานานแล้ว ขอเสียงให้กับการแข่งขันกองเชียร์ระหว่างมหาวิทยาลัย A และมหาวิทยาลัย B หน่อยครับ”

หลังจากที่พิธีกรประจำงานพูดจบก็มีเสียงกรี๊ดเสียงเชียร์ดังมาจากผู้รับข้างสนามจากทั้งสองมหาวิทยาลัยดังขึ้น ตอนนี้ใจฉันเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเสียแล้ว มันน่าตื่นเต้นไปหมดเลย ทั้งที่ก็ซ้อมมาตั้งหลายต่อหลายครั้งจนต่อให้หลับตาก็เต้นได้แต่ว่าก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ดี

“ทุกคนไม่ต้องเครียดนะ เต็มที่ๆ” พี่ที่ฝึกซ้อมให้กำลังใจเชียร์หลีดเดอร์ทุกคนที่กำลังยืนรออยู่ด้านหลังด้วยความกังวล

“จากผลการจับฉลาก ทีมที่จะได้แสดงก่อนก็คือมหาวิทยาลัย A ครับ”

ฉันโอดครวญกับตัวเองในใจทันทีเมื่อได้ยินพิธีกรประกาศเช่นนั้น อย่างน้อยถ้าฉันได้แข่งทีหลังมันก็จะได้มีเวลาทำใจให้มากกว่านี้ ไม่ใช่มาแข่งก่อนในเวลาอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

“เอาหละ ออกไปยืนหน้าแสตนด์เตรียมตัวเลยถ้าได้สัญญาณก็เริ่มเลยนะ” พี่สตาร์ฟบอก

...

“หนึ่ง! สอง! สาม! สี่! ห้า! หก! เจ็ด! แปด! หนึ่ง! สอง! สาม! สี่! ห้า! หก! เจ็ด! แปด! พวกเรา! ทีมเชียร์จากมหาวิทยาลัยเอ สวัสดีค่ะ/ครับ”

การแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และมันก็จะจบได้ด้วยดีที่ในที่สุด


Castle-G's Talk

อยากบอกให้ทุกคนใจเย็นๆ อีกนิด 

หนังสือน่าจะมาในเดือนนี้นะคะ หากใครสนใจอยากได้มาครอบครอง

สามารถติดตามได้ที่เพจ JnD Publishing ได้เลยจ้า

________________________________________________

ปลื้มอบเชย รักพี่แซค ต้องแท็ก #แซคสไตล์ เลยนะคะ

ติดตามได้ที่ Twitter : @castleglint | FB : Castle-G

อย่าลืมเม้นท์ให้พี่ด้วย ไม่เม้นท์พี่ต่อย


ความคิดเห็น