Castle-G

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ZAC STYLE | 24 : ตามใจตัวเอง [100%]

ชื่อตอน : ZAC STYLE | 24 : ตามใจตัวเอง [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ค. 2561 23:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ZAC STYLE | 24 : ตามใจตัวเอง [100%]
แบบอักษร

24

ตามใจตัวเอง


9:00 AM วันอาทิตย์

ฉันยกนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเองขึ้นมาดูก่อนจะมองหาร่างของคนที่นัดฉันเอาไว้เมื่อหลายวันที่แล้ว ตอนนี้ฉันอยู่ที่หอประชุมที่เป็นสถานที่จัดนิทรรศการแล้ว แต่ไม่ได้พาเพื่อนมาด้วยเนื่องจากพายอาร์บอกว่าติดเหตุด่วนกะทันหันไม่สามารถมาได้

“อบเชย” พี่เอสเดินเข้ามาหาฉันแล้วก็ยกยิ้มให้ก่อนจะหันมองซ้ายขวาราวกับกำลังหาใครอยู่ “แล้วไหนเพื่อนเราอะ”

“อ่อ มันไม่ว่างมาแล้วค่ะ” ฉันตอบ

“งั้นเหรอ เราเข้าไปข้างในเลยก็แล้วกัน”  พี่เอสว่าแล้วก็พาเดินเข้าไปด้านในหอประชุม

นิทรรศการของจริงดูกว้างใหญากว่าในรูปที่ฉันเห็นมากๆ ซึ่งทุกซุ้มทุกบูธในนี้ถูกจัดขึ้นโดยฝีมือของนึกศึกษาประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ทั้งหมด จุดประสงค์ของงานนี้คือแสดงผลงานของนักศึกษาและเปิดโอกาสให้คนอื่นได้เข้ามาดู ไม่จำกัดอายุ จึงไม่แปลกที่ในนี้จะเห็นเด็กนักเรียนวัยมัธยมมากันด้วย เพราะบางคนก็อยากจะมาหาแนะแนวคณะนี้

ฉันเดินชมไปเรื่อยๆ ในแต่ละบูธโดยไม่ได้สนใจคนที่มาด้วยสักเท่าไหร่ ดูโมเดลของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้างนอกหรือข้างใน  บางอันมันก็อลังการณ์จนต้องจับจ้องอยู่นานแสนนานเลยหละ สวยจริงๆ เลยน้า

“ชอบเหรอครับ” เสียงของใครสักคนดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ฉันละสายตาจากโมเดลอาคารตรงหน้าแล้วหันไปมองหาเจ้าของคำพูดนั้น

เขาเป็นผู้ชายรูปร่างสมส่วน แม้จะไม่ได้สูงมากแต่เขาก็สูงกว่าฉันอยู่ดี และที่สำคัญไปกว่านั้นคือเป็นคนที่หล่อมากด้วย ดูจากการแต่งตัวแล้วก็ป้ายชื่อที่แขวนคอเจ้าตัวอยู่นั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเรียนสถาปัตย์แน่นอน

อ่า..ฉันคิดว่าผู้ชายคณะนี้จะดูเซอร์ๆ กันซะอีก ทำไมหล่อขนาดนี้เนี่ย

“น้องครับ..?”

“อะ เอ่อ สวยดีค่ะ” ฉันตั้งสติได้ก็รีบตอบคำถามของเขาทันที จากนั้นก็หันกลับไปดูโมเดลตรงหน้าต่อแก้เก้อ

“อันนี้พี่กับกลุ่มช่วยกันทำเองแหละ”

พอได้ยินแบบนั้นฉันก็มองหน้าพี่เขาด้วยความทึ่งๆ เอาความจริงเลยนะ ฉันไม่คิดด้วยซ้ำว่านี่จะเป็นฝีมือของนักศึกษา “จริงเหรอคะ สวยมากเลย..”

“น้องดูสนใจมันมากนะ เรียนคณะอะไรเหรอ” อีกฝ่ายเอ่ยถาม

“วิศวะค่ะ” ฉันบอกแล้วก็หัวเราะเบาๆ “แต่ก่อนฉันอยากเรียนสถาปัตย์มากเลยนะคะ..เคยไปสอบพื้นฐานมาแล้วด้วย”  แถมยังผ่านอีกต่างหาก

“แล้วทำไมไม่เรียนอะ?” พี่คนเดิมถามแล้วก็เอียงคอสงสัย

“มันเป็นความต้องการของพ่อ ท่านอยากให้ฉันเข้าวิศวะน่ะค่ะ” ฉันพูดไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ว่าคำตอบนี้จะดีไหม ทำไมต้องตอบตามความจริงด้วยวะ ทั้งที่โกหกไปว่าเปลี่ยนใจก็ได้แท้ๆ

“เคยคุยแล้วท่านไม่เข้าใจเหรอ”

...ฉันนิ่งไปกับคำถามล่าสุดของชายที่ยังไม่รู้จักชื่อ

“ฉัน..ไม่กล้าหรอกค่ะ ท่านค่อนข้างดุ” ฮือ..แล้วทำไมฉันต้องมาคุยเรื่องนี้ใครก็ไม่รู้ด้วยเนี่ย

“อืม เข้าใจแล้ว เดี๋ยวน้องช่วยกรอกแบบสอบถามตรงนี้ให้พี่หน่อยได้ไหม” เขาพยักหน้าหงึกๆ จากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบกระดาษขนาดครึ่งเอสี่มาแผ่นหนึ่งพร้อมปากกาและยื่นมันมาให้ฉัน

“อ้อ ได้ค่ะ” ฉันรับมาแล้วก็ยืนอ่านแบบสอบถามนั้นอยู่สักพัก จากนั้นลงมือขีดเขียนมันจนครบทุกข้อก็ส่งคืนให้เจ้าของไป และข้อสุดท้ายเป็นข้อที่น่าสนใจมากที่สุด มันเป็นช่องวางสี่เหลี่ยมที่พร้อมกับหัวข้อที่ว่า ‘ลักษณะบ้านในฝัน’ ซึ่งความจริงแล้วมันบอกว่าข้อนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนก็ได้ แต่ฉันกลับอยากวาด

“ขอบใจนะ” มือนั้นมารับกระดาษคืนไปก่อนจะก้มมองดูมันครู่หนึ่ง “วาดสวยดีนี่”

“งั้นเหรอคะ” อยู่ๆ ก็โดนเด็กสถาปัตย์ชมรูปวาด มันก็จะรู้สึกแปลกนิดนึงอะนะ

“อบเชยอยู่นี่เอง ทำไมเดินเร็วขนาดนี้พี่เดินตามหาอยู่ตั้งนาน” พี่เอสที่โผล่มาจากทางไหนก็ไม่รู้เดินเข้ามาหาฉันด้วยสภาพหอบหายใจเล็กน้อย

ตายละ ฉันก็ลืมเขาไปเลย

“มึง.ไอ้เอส” พี่ผู้ชายคนเดิมเอ่ยชื่อของคนที่มากับฉันพร้อมกับขมวดคิ้ว

“อ้าว ไม่คิดว่าจะได้เจอ” พี่เอสหัวเราะออกมา แต่รู้สึกมันเป็นการแค่นหัวเราะมากกว่า ฉันอึ้งไปเพราะไม่คิดว่าเขาทั้งสองคนจะรู้จักกัน

“ใครจะไปอยากเจอมึง”

“ไม่เอาน่าดิฟ มึงนี่เหมือนไอ้แซคเลยนะสมเลยที่เป็นเพื่อนกัน” พี่เอสดูจะไม่ได้สะท้านอะไรกับคำพูดเมื่อกี๊ ตรงกันข้ามเลยเขากลับยิ้มอย่างชอบใจเสียอย่างนั้น

เดี๋ยวนะ..พี่คนนี้ชื่อดิฟเหรอ แล้วเป็นเพื่อนกับพี่แซคอย่างนั้นเหรอ?

“น้อยๆ หน่อย มึงทำอะไรเพื่อนกูเอาไว้อย่าคิดว่ากูไม่สนใจนะ” พี่ดิฟ (ฉันได้เรียกชื่อเขาสักที) พูดก่อนจะหันหลังเดินออกไป

ฉันที่ยืนไร้บทบาทอยู่นานก็เกิดความสงสัยบางอย่างขึ้น

“นี่พี่เอส”

“มีอะไรเหรอ” เขาเริ่มหันมาคุยกับฉันบ้าง

“พี่เคยไปมีเรื่องอะไรกับเขาอะ” ดูท่าทีแล้วเหมือนเกลียดกันหนักมากเสียด้วย ฉันเองก็เริ่มจะหนักใจซะแล้วสิ..นี่พี่เอสมีเรื่องอะไรกับพี่แซคแน่ๆ

“ปัญหาเล็กน้อย อย่าสนใจเลย” เขาไหวไหล่

ถามพี่แซคพี่แซคก็ไม่ยอมตอบ มาถามพี่เอสพี่เอสไม่บอกอีก ดูจากท่าทีขนาดนี้ฉันว่าไม่น่าจะใช่ปัญหาเล็กน้อยแล้วมั้งเนี่ย แต่ฉันก็ไม่อยากจะไปซักถามหรือเซ้าซี้อะไรมากนักหรอก เพราะมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับฉันด้วย ถามมากไปจะโดนหาว่าขี้เผือกเป็นได้



10:30 AM

ใช้เวลาไปประมาณชั่วโมงครึ่งในการเดินเที่ยวชมนิทรรศการฉันกับพี่เอสก็ออกมาจากหอประชุม

“ขอบคุณที่ชวนมานะคะ” ฉันบอกกับพี่เขาก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับ

“ไม่เป็นไรหรอก พี่แค่อยากทำความรู้จักเธอมากขึ้นเลยชวนมา” คำพูดที่ตรงไปตรงมานั่นก็ทำเอาฉันทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เลยได้แต่พยักหน้าครั้งหนึ่ง “แน่ใจนะว่าจะไม่ให้ไปส่ง”

“แน่ใจค่ะ ไม่ต้องไปส่งหรอก” เพราะก่อนหน้านั้นพี่เอสอาสาจะขับรถพาฉันกลับ แต่ว่าฉันปฏิเสธไปเพราะว่าอยากจะกลับด้วยตัวเองมากกว่า

“โอเค งั้นกลับดีๆ นะ พี่ไปหละ”

หลังจากที่บอกลาและแยกย้ายกันเสร็จสรรพฉันก็นั่งรถสายสีส้มมายังคณะวิศวะ..ซึ่งตั้งใจว่าจะไปขลุกตัวอยู่ที่ห้องสมุดของคณะจนกว่าจะถึงเวลาเข้าเรียนตอนบ่าย ตอนแรกก็คิดว่าจะกลับไปนอนรอที่หอตัวเองนั่นแหละแต่คิดไปคิดมาเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง มานั่งรอเลยจะดีกว่า

เมื่อมาถึงห้องสมุด ฉันก็รีบเดินไปหาที่นั่งของตัวเองก่อนจะหยิบหนังสือมาอ่านสักเล่มสองเล่มเพื่อฆ่าเวลา เวลาผ่านไปฉันก็อ่านเจอบทความหนึ่งในหนังสือ มันน่าสนใจมากบทความนั้นถูกเขียนไว้ว่า

‘ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง และความไม่มั่นใจนั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณรับเอาความคิดของคนอื่นมาตัดสินชีวิตตัวของคุณ คุณอาจจะมองความคิดของตัวคุณมันคงไม่ดีเทียบเท่าคนๆ นั้น ผมจะไม่ปฏิเสธหรือขัดแย้งถ้าหากว่าคุณเคยทำตามความคิดของตัวเองมาก่อนแล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่เคย..ผมก็อยากให้คุณลองเชื่อมั่นในตัวเองสักครั้งหนึ่ง’

พออ่านวรรคนี้จบก็นึกย้อนไปถึงคำพูดของพี่สถาปัตย์คนนั้นที่เคยบอกกับฉัน

‘แล้วทำไมไม่เรียนอะ’

‘เคยคุยแล้วท่านไม่เข้าใจเหรอ’

ฉันนั่งคิดกับตัวเองอยู่แบบนั้น..จนอยู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งแว้บเข้ามา ฉันอยากเรียนสถาปัตย์มาก..แต่ว่าฉันยังไม่เคยบอกความต้องการตัวเองจริงๆ กับพ่อเลยสักครั้ง

อืม..ถ้าลองคุยตอนนี้จะยังทันไหมนะ

“ไอ้เอ๋อ”

เฮือก! เสียงแบบนี้....

กระเป๋าใบใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะที่ฉันนั่งอยู่ ก่อนที่เจ้าของกระเป๋านั้นจะเลื่อนเก้าอี้มานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายอยู่ในชุดนักศึกษาที่ทับด้วยเสื้อช็อปอีกที

“พี่..”

“เจอหน้ากูต้องตกใจขนาดนั้นเลยเหรอไง”

ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองทำหน้าตาแบบไหนหรือท่าทางอะไรใส่อีกฝ่าย แต่ว่าเท่าที่เขาบอกมันก็แสดงว่าฉันต้องแสดงความตกใจออกมาแน่ๆ

“ก็พี่มาเงียบๆ อะ” ฉันโบ้ยให้เป็นความผิดเขา

“ก็เรียกแล้วไง เงียบๆ ที่ไหน” พี่แซคส่ายหน้าไปมาก่อนจะเอื้อมมือมาดึงหนังสือไปจากฉันอย่างไม่ขอก่อน.. ผู้ชายอะไรเนี่ย! “อ่านอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ”

“ก็แล้วทำไมล่ะ” ฉันมุ่ยหน้าใส่อีกคนพร้อมกับไปเอาหนังสือคืนมา

“ทำไมหลายวันมานี้กูไม่ค่อยเห็นหน้ามึงเลย” เขาว่าแล้วก็นั่งจ้องหน้าฉันอยู่อย่างนั้น

เหอะ เขาจะมาเห็นหน้าฉันได้ยังไงในเมื่อทุกวันนี้ฉันพยายามจะหนีห่างจากเขาตลอดเวลา รวมถึงตอนนี้ฉันคิดว่าตัวเองอาจจะต้องหนีแล้ว

“สงสัยพี่เรียนหนัก อีกเดี๋ยวจะถึงเวลาเข้าเรียนของฉันแล้ว ไปก่อนนะ” ฉันเก็บหยิบหนังสือที่ตัวเองเอาออกมาอ่านไปยังชั้นแล้วเก็บมันเข้าที่เดิม ก่อนจะเดินมาเอากระเป๋าที่วางพิงพนักเก้าอี้แต่ทว่ากลับมีคนมือไวมาฉวยมันไปเสียก่อน

“เดี๋ยวไปส่ง” พี่แซคถือกระเป๋าของฉันเอาไว้ เป็นนัยว่าฉันต้องยอมเขาไม่งั้นจะไม่ได้กระเป๋าคืน

“ไม่เป็นไรหรอกพี่ ตึกตั้งหลายชั้นพี่จะไปให้เมื่อทำไม” ฉันพยายามหาข้ออ้างมาสารพัด

“ลิฟต์ก็มี.. มันจะเมื่อยอะไรขนาดนั้น”

เออว่ะ ฉันก็ลืมไปว่าเล่นมุขเดินขึ้นบันไดไม่ได้  

“ไม่ต้องหรอกพี่” จริงๆ จะต่อไปว่าพี่ไม่มีงานมีการทำหรือไง แต่ใจไม่กล้ากลัวว่าจะโดนกระเป๋าของตัวเองที่พี่มันถืออยู่ฟาดลงหัวแทนที่จะได้คืนดีๆ นี่สิ

"กูมีตัวประกัน ฉะนั้นจะไปเรียนก็ไปเดี๋ยวไปส่งที่หน้าห้อง”

ฮือ.. แล้วทำไมวันนี้คึกอยากจะไปส่งฉันขึ้นมาล่ะเนี่ย ปกติไม่เห็นจะมาวุ่นวายอะไรแบบนี้เลยนี่นา

ท้ายที่สุดแล้วฉันก็ต้องยอมให้พี่มันเดินมาส่งฉันที่หน้าห้อง ซึ่งระหว่างทางเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากนักหรอกเพราะฉันเองก็ไม่รู้จะคุยอะไร มีแต่เขาที่คอยถามอยู่อย่างนั้น

“ช่วงนี้เป็นไงบ้าง” อย่างเช่นคำถามนี้ พี่แซคก็เป็นคนถามก่อน

“ไม่เท่าไหร่หรอก แล้วพี่ล่ะ” ฉันถามกลับไปตามมารยาท

“เหนื่อย” คำตอบของอีกฝ่ายต่างกับฉัน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ในขณะที่มือก็กดปุ่มปิดลิฟต์ไปด้วย “เรียนชั้นไหน”

“เอ่อ ห้า” พอฉันตอบไปคนพี่ก็กดไปที่เลข 5 ทันที

“เรียนเสร็จก็ต้องไปซ้อมกีฬาอีก” พี่มันบ่นๆ

“อือ เหมือนกันเลยพี่” ฉันพูดไปแค่นั้นก็เงียบไปก่อนจะรู้สึกว่าบรรยากาศมันแปลกๆ ไป แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็มาจากฉันเอง

“ไม่สบายเหรอ” และดูเหมือนพี่แซคก็จะรู้สึกเหมือนกัน

“เปล่านี่ ทำไมพี่คิดงั้นล่ะ” ฉันน่ะสบายดีมากเลยหละ

“ก็ดูพูดน้อยๆ” แต่ถึงเขาจะได้รับคำตอบฉันไปแล้วก็ยังไม่วายเอื้อมมือมาอังหน้าผากฉันเพื่อเช็คอุณหภูมิร่างกายของฉัน พี่แซคคงคิดว่าฉันไม่สบายจริงๆ สินะ

ติ๊ง

เสียงลิฟต์ที่เปิดออกทำให้ฉันไม่ได้ต่อบทสนทนาดังกล่าวและรีบเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าของตัวเองมาจากมือของอีกฝ่าย “ถึงแล้วพี่ ฉันไปก่อนนะ”

ฉันบอกกับพี่แซคก่อนจะเฟดตัวเองออกจากลิฟต์ ฉันวิ่งออกมาเรื่อยๆ ตามทางเดินของตึกและก็ชะลอฝีเท้าของตัวเองจนเปลี่ยนเป็นเดินแทน ความรู้สึกที่อึดอัดในเวลานี้มันทำให้ฉันไม่อยากจะเข้าเรียนแล้ว ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้เหนื่อยเหมือนกับ..

ฉันกำลังฝืนตัวเองอยู่

เมื่อมาถึงห้อง ฉันก็เข้ามาหาที่นั่งเพื่อรอคนอื่นๆ เนื่องจากว่าตัวเองมาก่อนเวลาตั้งหลายนาที ก็ก่อนหน้านั้นฉันแค่อ้างเฉยๆ ว่าจะถึงเวลาเรียนแล้วเพื่อจะหนีพี่แซค แต่เขาดันขโมยกระเป๋าไปแล้วบอกจะมาส่งซะอย่างนั้น ผิดแผนสุด


20 นาทีผ่านไป

“ทำไมมึงมาเร็วจังวะ” พายอาร์ที่เพิ่งเดินเข้าขมวดคิ้วอย่างสงสัยเมื่อเห็นฉันมานั่งรออยู่ก่อน เนื่องจากปกติฉันจะชอบเข้าสายกว่ามัน

“ขยัน” ฉันตอบไปสั้นๆ

“จ้า” มันลากเสียงใส่ฉันก่อนจะทิ้งตัวลงมานั่งโต๊ะด้านข้าง “เออนี่อบ เมื่อเช้าเป็นไงบ้างวะ กูไม่ได้ไปด้วยเสียดายอดส่องหนุ่มสถาปัตย์หล่อๆ เลย”

ดูความเสียดายมันสิคะท่านผู้อ่าน

“ก็ดีอะ เจอพี่สถาปัตย์คนนึงด้วยอย่างหล่อเลย” ฉันพูดอย่างรู้ว่าอะไรที่จะทำให้เพื่อนตัวดีนี่สนใจได้ “ตัวสูงหน่อย ผิวขาวๆ ยิ้มน่ารักด้วย”

ใช่ ฉันกำลังพูดถึงพี่คนนั้นอยู่ ที่ชื่อ..เอ่อ ดิฟมั้ง

“เหรอๆๆ มีรูปปะ” พายอาร์ตาลุกวาวทันที

“จะไปมีได้ไง” ฉันหัวเราะ ใครจะไปกล้าถ่ายรูปผู้ชายที่ไม่รู้จักกันเหมือนมันล่ะ แต่พอได้นึกถึงเหตุการณ์ที่ไปนิทรรศการเมื่อตอนเช้า ฉันก็พลอยคิดถึงเรื่องเรียนคณะสถาปัตย์ไปด้วย “นี่พายอาร์”

“ว่ามาเพื่อนมีอะไร อยากจะสารภาพรักกับพี่แซคเหรอ”

เนี่ย..เพื่อนฉันเป็นคนเลอะเทอะสุดๆ เลย

“ไม่ใช่เหอะ กูแค่อยากจะถามอะไรหน่อย” ฉันใช้มือจิ้มหน้าผากของผู้เป็นเพื่อนเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ “ถ้ากูจะลาออกนี่ต้องทำยังไงวะ”

“เดินไปห้องอธิการบดีแล้วจุดไฟเผาเลย รับรองมึงได้ออกชัวร์ๆ” พายอาร์บอกพร้อมกับหัวเราะเสียงดังลั่น โชคดีที่ตอนนี้อาจารย์ยังไม่เข้าไม่อย่างนั้นหัวของมันจะได้รองเท้าแทนความรู้แน่ๆ

“กูจริงจังนะเนี่ย” ฉันพูดแล้วก็ทำหน้าซีเรียสใส่มันไปด้วย

“เดี๋ยว..มึงจะลาออก?” เพื่อนสนิทหยุดหัวเราะทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของฉัน “ทำไมอะ”

“กูยังไม่บอกว่าตัวเองจะลาออก แค่กำลังวางแผนเฉยๆ” ฉันถอนหายใจออกมา จากนั้นก็พูดสิ่งที่ตัวเองคิดมาตั้งแต่เช้า “กูเคยบอกมึงใช่ไหมว่าถ้ากูไม่ได้เรียนวิศวะกูก็คงไปเรียนสถาปัตย์ เมื่อเช้านี้กูได้ไปนิทรรศการของคณะนั้นมันก็ยิ่งทำให้กูรู้สึกอยากเรียนกว่าเดิม”

“...”

“กูไม่ว่าที่นี่ไม่ดีนะ กูชอบแหละ แต่กูแค่คิดว่าถ้ากูได้เรียนในสิ่งที่กูชอบและถนัดจริงๆ มันก็คงดี” ฉันนั่งคิดมานานแล้ว ทั้งคำพูดของพี่ผู้ชายคนนั้นที่บอกฉันว่าตัวเองเคยลองคุยกับพ่อแม่หรือยัง

แต่ก่อนน่ะฉันเป็นเด็กที่ค่อนข้างอยู่ในกรอบและระเบียบ ทำตามคำพูดของพ่อแม่ตลอดเวลา ท่านอยากให้ฉันทำอะไรก็ทำ อยากให้ฉันเรียนอะไรฉันก็เรียน ตอนมาเข้าวิศวะมันก็เป็นความชอบของผู้เป็นพ่อฉันก็เลยมา ฉันเองก็ชอบที่นี่ แต่..ฉันชอบสถาปัตย์มากกว่า

การได้ไปนิทรรศการเมื่อเช้านั้นเลยทำให้ฉันอยากลองทำตามใจตัวเองสักครั้ง อยากลองตัดสินใจเองบ้าง

“มึง..” พายอาร์มีสีหน้าที่เจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ไปได้ไหม”

และนั่นก็ทำให้ฉันเริ่มตัดสินใจลำบากมากขึ้น จริงอยู่ที่ฉันอาจจะไม่ได้ถนัดในสิ่งที่ตัวเองกำลังเรียนตอนนี้ แต่ว่าถ้าฉันซิ่วไปเรียนที่อื่นฉันจะหาเพื่อนแบบพายอาร์ได้จากที่ไหน จะหาเพื่อนบ้าผู้ชายแบบมันได้อีกหรือเปล่านะ?

“กูแค่คิดเอง ยังไม่ไปสักหน่อย” ฉันเปลี่ยนบรรยากาศใหม่ด้วยการยกยิ้มอย่างสดใส

“ฮือ อบเชยยย ไม่มีมึงแล้วกูจะเล่าเรื่องผู้ชายให้ใครฟัง” พายอาร์คร่ำครวญแล้วก็ซบหน้าลงบนไหล่ของฉัน ไม่รู้ว่าจะเอาน้ำลายมาเปื้อนหรือเปล่า “ถึงเราจะเพิ่งรู้จักกันแค่สามสี่เดือนแต่กูก็รักมึงน้า”

นี่ไง..เล่นใหญ่เกินไปแล้ว

“ใจเย็นๆ มึง กูยังไม่ตัดสินใจ” ฉันพูดแล้วก็ผลักหัวของผู้เป็นเพื่อนออกไป “กูยังไม่รู้เลยว่าพ่อแม่กูจะว่ายังไง”

“ถ้าท่านอนุญาตอะ?”

“อืม ไว้ถึงตอนนั้นค่อยคิด” ฉันไม่อยากตอบไปเลยตอนนี้ เพราะความคิดของคนเรามันไม่แน่ไม่นอนหรอก อย่างเมื่อวานคิดไว้ว่าวันนี้จะกินข้าวมันไก่ แต่พอถึงวันนี้จริงกลับเลือกกินข้าวขาหมูแทน ฉันเลยยังไม่พูดยังไงล่ะ




100%

ถ้าในอนาคตอบไม่ได้เป็นวิศวะ อบก็เป็นเมียวิศวะไดดด้!

________________________________________________

Image result for junhoe 2018Image result for jennie blackpink icon

ปลื้มอบเชย รักพี่แซค ต้องแท็ก #แซคสไตล์ เลยนะคะ

ติดตามได้ที่ Twitter : @castleglint | FB : Castle-G

ความคิดเห็น