หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 38 พื้นที่ส่วนตัว แมวนอกห้ามเข้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 38 พื้นที่ส่วนตัว แมวนอกห้ามเข้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ค. 2561 23:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 38 พื้นที่ส่วนตัว แมวนอกห้ามเข้า
แบบอักษร

ช่วงเวลาใกล้ปีใหม่เด็กๆ มักจะว่างกัน วันๆ คิดแต่ว่าวันนี้จะเล่นอะไรดี แต่สำหรับผู้ใหญ่แล้วนั้นเป็นช่วงที่วุ่นเลยทีเดียว

มหาวิทยาลัยปิดเทอมเรียบร้อยแล้ว ทำให้บรรยากาศดูเงียบเหงาไร้ผู้คน อี้ซินเองก็กลับบ้านไปตั้งแต่สองวันก่อน พ่อเจียวหย่วนกับบรรดาอาจารย์หลังจากประชุมสรุปผลกันแล้วก็ไม่มีใครไปที่คณะอีก เขาเอาข้อสอบกลับมาตรวจที่บ้าน ขณะเดียวกันก็ให้เจียวหย่วนกับเสี่ยวโย่วจื่อช่วยทำงานด้วย

หนึ่งวิชาเอก หนึ่งวิชาเลือก แต่สอนให้กับนักศึกษาหลายสาขาวิชา หลายคลาส ทำให้งานที่ต้องตรวจมีจำนวนไม่น้อย

เจียวหย่วนช่วยตรวจข้อสอบที่มีตัวเลือก ส่วนที่ต้องใช้ความรู้ประกอบด้วยเขาช่วยไม่ได้ แต่ถ้าเป็นแบบมีตัวเลือก A B C D อันนี้พอช่วยไหว พอตรวจเสร็จแล้วก็เขียนคะแนนลงบนที่ว่างเพื่อที่จะสะดวกเวลาที่พ่อเจียวหย่วนตรวจพาร์ทอื่นเสร็จแล้วรวมคะแนนทั้งหมด

พ่อเจียวหย่วนให้เสี่ยวโย่วจื่อช่วยอยู่ข้างๆ คอยตรวจทานข้อสอบที่เจียวหย่วนตรวจเสร็จแล้วอีกครั้ง อย่าเห็นว่าเสี่ยวโย่วจื่อเพิ่งอยู่แค่ชั้นประถมสองเท่านั้น เด็กน้อยก็ถนัดเรื่องบวกลบคูณหาร อีกทั้งพ่อเจียวหย่วนยังได้วางเครื่องคิดเลขไว้ให้ใช้ด้วย เสี่ยวโย่วจื่อสามารถใช้มันตรวจสอบความถูกต้องได้อีกที ส่วนเจียวหย่วนจะขึ้นมัธยมแล้วการบวกลบเลขพื้นฐานแบบนี้ยังต้องใช้เครื่องคิดเลขอีกหรือ? ตัวเขาเองก็รู้สึกขายหน้าเป็นนะ

ผลคะแนนสอบออกมาแล้ว เจียวหย่วนสอบได้ที่สี่ของห้อง พ่อเจียวหย่วนไม่เคยตั้งข้อกำหนดไว้ว่าจะต้องสอบได้ที่เท่าไร ได้คะแนนเท่าไร ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เจียวหย่วนตั้งขึ้นมาเอง บางครั้งก็ทำได้ตามเป้า บางครั้งก็ล้มเหลว แต่ครั้งนี้เป็นไปตามที่หวังแล้ว อีกทั้งเรื่องราวก็เป็นไปตามที่พ่อเจียวหย่วนคาดการณ์ไว้ ตอนที่แม่เจียวหย่วนพาไปห้างได้พาเจียวหย่วนไปเดินผ่านตรงที่ขายปืนของเล่น พอเจียวหย่วนเห็นปืนของเล่นพวกนั้นก็ละสายตาไปจากมันไม่ได้ สุดท้ายก็เลือกของเล่นมากกว่าเสื้อผ้า

ส่วนวันนี้ที่เจียวหย่วนยอมเชื่อฟังมาช่วยนั่งตรวจข้อสอบเป็นเพราะเขาอยากจะหารายได้เล็กน้อย ข้อสอบหนึ่งชุดได้เงินหนึ่งเหมา ทั้งหมดมีประมาณสองสามร้อยชุด เงินที่ได้สามารถนำไปซื้อ ‘ขนมไร้สาระ’ ตอนออกไปเล่นข้างนอกได้

เจิ้งทั่นนั่งมองเด็กๆ ตรวจข้อสอบอยู่บนโต๊ะพับขนาดเล็ก

บนข้อสอบมีลายมือของเด็กเขียนคะแนนด้วยปากกาสีแดงอยู่บนนั้น บางครั้งเจอภาพที่คนทำข้อสอบวาดไว้ขณะที่ทำข้อสอบแล้วรู้สึกเบื่อ เจียวหย่วนก็ได้วาดเติมลงไปแล้วก็หัวเราะคิดคักอยู่คนเดียว

“เอ๋ ผมรู้จักคุณครูคนนี้ พ่อครับ นี่มันคุณครูคนที่ชอบถือโทรโข่งติดตัวใช่ไหมครับ? วาดได้เหมือนมากเลย”

เจิ้งทั่นยืดคอไปดู ด้านหลังของข้อสอบชุดนั้นมีภาพวาดอาจารย์คุมสอบที่วาดด้วยปากกาลูกลื่นอยู่ เจียวหย่วนได้วาดเติมลงไปอีกเล็กน้อย เสี่ยวโย่วจื่ออยากดูด้วยแต่เจียวหย่วนบังไว้ เขาเอาข้อสอบลงไปด้านล่าง ตรวจเสร็จแล้วค่อยส่งคืนให้พ่อ ห้ามให้เสี่ยวโย่วจื่อเห็นก่อน เพราะเขาได้เติมน้องชายลงไปที่เป้ากางเกงในรูปของอาจารย์คนนั้น อีกทั้งยังเปลี่ยนสีปากกาที่ใช้วาดลงไปด้วย ไม่ได้ใช้ปากกาสีแดงที่ใช้ในการตรวจข้อสอบ

อย่างไรเสียข้อสอบปลายภาคก็ไม่ได้แจกคืนให้นักเรียนดู ยกเว้นแต่มีนักเรียนสงสัยในคะแนนร้องขอดูข้อสอบ แต่ปกติภาพพวกนี้ก็ไม่มีใครเห็น ดังนั้นพ่อของเขาจึงไม่ได้ว่าอะไร

เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น เด็กคนนี้มันแสบจริงๆ

ผ่านไปสักพัก เจิ้งทั่นก็ได้ยินเจียวหย่วนร้อง “เอ๊ะ” ออกมา

“พ่อครับ คนนี้บอกว่าไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษ ขอร้องให้พ่อเห็นใจครับ” เจียวหย่วนชี้ไปบนข้อสอบตรงที่ให้อธิบายคำภาษาอังกฤษ พลางพูด

เจิ้งทั่นมองข้อสอบส่วนที่ให้อธิบายคำภาษาอังกฤษ ตรงบริเวณที่ว่างมีข้อความที่เขียนด้วยปากกาว่า “เรียนอาจารย์เจียว ผมเป็นคนเผ่า XX ไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อน ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลือกสอบภาษา r ทำให้ตอบคำถามส่วนนี้ไม่ได้ ขอให้อาจารย์โปรดเห็นใจ...”

ตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยฉู่หัวแล้ว นักศึกษาที่สอบตกจะต้องทำการลงเรียนวิชานั้นใหม่ เมื่อก่อนสามารถสอบซ่อมได้ ต่อมาทางมหาวิทยาลัยพบว่ามีนักศึกษาบางคนคิดว่าถึงสอบตกก็สอบซ่อมใหม่ได้ เพราะตอนสอบซ่อมยังไงอาจารย์ก็ให้ผ่าน จึงไม่แคร์การสอบเท่าไร ดังนั้นปีนี้ทางมหาวิทยาลัยจึงออกกฎใหม่ ให้นักศึกษาที่สอบตกต้องลงเรียนซ้ำ

ช่วงแรกหลายคนค้านกับกฎนี้ ตอนเช้าเวลาเจิ้งทั่นออกไปวิ่งได้เห็นกระดาษที่เขียนข้อความคัดค้านติดตามต้นไม้หรือตามกำแพง เพราะมหาวิทยาลัยอื่นในเมืองฉู่หัวไม่ได้มีกฎที่โหดร้ายแบบนี้ เหล่านักศึกษาได้ประณามว่าทางมหาวิทยาลัยทำตามใจตนเองมากเกินไป แต่สุดท้ายนักศึกษาเหล่านั้นก็ต้องยอมทำตาม บางคนคิดว่าการที่ต้องลงเรียนใหม่พร้อมกับรุ่นน้องเป็นอะไรที่น่าขายหน้า แต่บางคนก็มองโลกในแง่ดีคิดว่าเป็นโอกาสที่จะได้รู้จักรุ่นน้องสวยๆ

พอได้ยินเจียวหย่วนพูดดังนั้น รองศาสตราจารย์เจียวก็มองชื่อคนทำข้อสอบพลางพูด “พ่อรู้จักคนนี้ อาจารย์คนอื่นก็รู้ อีกเดี๋ยวคงต้องลดเกณฑ์ให้คะแนนลงมา”

“อ๋อ มีสิทธิพิเศษด้วย งั้นต่อไปตอนผมสอบวิชาภาษาจีน ผมจะเขียนลงไปว่า ‘คุณครูครับมือผมบาดเจ็บ ทำให้เขียนได้ไม่ค่อยดี คุณครูเห็นใจผมด้วยนะครับ’ ไม่แน่คุณครูอาจจะเห็นใจแล้วให้คะแนนผมเยอะขึ้นก็ได้”

คะแนนการเขียนเรียงความเป็นความเจ็บปวดของเจียวหย่วน มันเป็นตัวฉุดคะแนนในวิชาภาษาจีน เพราะเขาเขียนอักษรด้วยปากกาหมึกซึมได้ไม่ค่อยดี ได้คะแนนน้อยตลอด บางครั้งคะแนนต่างจากคนอื่นแค่หนึ่งถึงสองคะแนน ก็ทำให้ตกไปหลายอันดับ พออันดับตกก็จะไม่ได้รางวัลตามที่ตั้งใจไว้ ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างมีความแค้นกับการเขียนเรียงความ

แต่ถึงเจียวหย่วนจะเขียนอักษรด้วยปากกาหมึกซึมไม่สวย แต่หากเขียนด้วยพู่กันฝีมือต่างกันลิบลับ

ตอนที่เจียวหย่วนได้รับรางวัลจากการแข่งเขียนพู่กันจีนของเด็กประถมนั้นครูประจำชั้นแทบไม่อยากเชื่อ เขียนด้วยปากกาหมึกซึมยังเหมือนเด็กที่ไม่สมประกอบเขียน แล้วเขียนด้วยพู่กันทำไมมันเป็นแบบนั้นไปได้? แม้แต่ผลงานของเด็กมัธยมก็ใช่ว่าจะเทียบได้กับอักษรที่เจียวหย่วนเขียน ครูประจำชั้นถึงกับพูดออกมาว่าอักษรที่เจียวหย่วนเขียนนั้น ‘มีสไตล์เป็นของตัวเอง’

ต่อมาครูประจำชั้นยังได้พูดอีกว่า “เจียวหย่วน แล้วเมื่อไรจะเขียนอักษรด้วยปากกาหมึกซึมให้มันสวยแบบนี้ได้บ้างล่ะ? อย่ามัวแต่เขียนแบบเด็กไม่สมประกอบอีกเลย”

เจิ้งทั่นเคยเห็นลายมือของเจียวหย่วน มีผลงานการเขียนอักษรด้วยพู่กันจีนแขวนอยู่ในห้องของเจียวหย่วน อีกทั้งยังมีโน้ตที่เขียนด้วยปากกาแปะอยู่ ลายมือมันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คนที่ไม่รู้ความจริงคงไม่คิดว่านี่เป็นคนๆ เดียวกันเขียน

เจียวหย่วนมองข้อสอบในมือ พลางหมุนปากกา แล้วก็เริ่มคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

ข้อสอบปลายภาคคุณครูจะแลกกันตรวจ ครูของตัวเองจะไปตรวจข้อสอบของห้องอื่น ครูที่ตรวจข้อสอบให้ไม่มีทางรู้จักลายมือของเขาแน่...เจียวหย่วนพยักหน้า อืม วิธีนี้โอเคเลย!

“เอาความคิดชั่วร้ายของลูกออกไปจากสมองเลยนะ ถ้าตอนสอบลูกทำแบบนั้นผลที่ได้มันจะกลับกัน ลูกคิดว่าครูเขาโง่งั้นหรือ?” พ่อเจียวหย่วนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง พอได้ยินเสียงเจียวหย่วนหมุนปากกาก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังคิดอะไรไม่ดีอยู่แน่

“เห้อ” เจียวหย่วนถอนหายใจ แล้วลงมือตรวจข้อสอบต่อ

กริ๊ง...กริ๊ง...

เสียงโทรศัพท์ในห้องนอนใหญ่ดังขึ้น

พอเห็นเบอร์ที่แสดงบนหน้าจอแล้ว สีหน้าก็ซีดลง

“ฮัลโหล...”

เจิ้งทั่นหูดีกว่าเด็กทั้งสองมาก ห้องนอนไม่ได้ใหญ่มาก โทรศัพท์ก็อยู่ห่างออกไปไม่ไกล เจิ้งทั่นจึงพอจะได้ยินบทสนทนาในโทรศัพท์

ปลายสายเป็นผู้หญิง บทสนทนาส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายหญิงพูด บางครั้งจะมีภาษาอังกฤษแทรกขึ้นมาบ้าง พ่อเจียวหย่วนขานรับบ้างเป็นบางครั้ง ไม่ได้พูดอะไรมาก

ถึงแม้ว่าพ่อเจียวหย่วนจะไม่ได้เอ่ยอะไรมาก แต่เท่าที่เจิ้งทั่นรู้ ปกติพ่อเจียวหย่วนคุยโทรศัพท์ไม่ได้มีท่าทีเย็นชาขนาดนี้

อีกฝ่ายพูดถึง ‘เขา’ อยู่หลายครั้ง แต่เจิ้งทั่นก็ไม่รู้ว่าหมายถึงใคร จากนั้นอีกฝ่ายก็พูดถึงแต่เรื่องว่าจะโอนเงินมา หวังว่าพ่อเจียวหย่วนจะช่วยดูแล ‘เขา’ คนที่ว่านี้

หลังจากคุยไปได้หลายนาทีพ่อเจียวหย่วนก็ไม่ได้ตอบแค่ ‘อืม’ ‘อ้อ’ ‘โอเค’ อีกต่อไป แต่กลายเป็นถามกลับ “แล้วอยากจะคุยกับเขาไหม?”

อีกฝ่ายเงียบไปสักพักแล้วพูดขึ้น “โอเค ทางนี้ยังมีเรื่องต้องทำอีกนิดหน่อย คงคุยได้แค่ไม่กี่นาที”

พ่อเจียวหย่วนไม่ได้ฟังอีกฝ่ายพูดอะไรต่อ เขาหมุนตัวหันไปมองเสี่ยวโย่วจื่อที่กำลังกดเครื่องคิดเลข “โย่วจื่อ คุณแม่อยากคุยด้วย”

เจิ้งทั่นหูผึ่งขึ้นมาทันที

แม่ของเสี่ยวโย่วจื่อเหรอ? คนที่ตัวเองไม่อยากอยู่เมืองนอกแต่กลับเอาลูกสาวที่เพิ่งอายุเจ็ดขวบส่งกลับบ้าน แล้วตัวเองก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขน่ะนะ?

เมื่อครู่เจิ้งทั่นไม่ทันจะได้นึกถึงแม่ของเสี่ยวโย่วจื่อ ด้วยความที่บทสนทนาดูห่างเหิน เหมือนกับอยากจะรีบจบการพูดคุย เพราะกลัวว่าคนทางนี้จะยื้อเอาไว้

มิน่าพ่อเจียวหย่วนถึงได้มีปฏิกิริยาแบบนั้น

ถ้าเป็นเจิ้งทั่นเขาคงด่าไปแล้ว น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาพูดไม่ได้ ทำได้แค่ร้องเสียงแมว

เจียวหย่วนไม่ได้ตรวจข้อสอบต่อ เขามองเสี่ยวโย่วจื่อด้วยสายตาสงสาร

เสี่ยวโย่วจื่อหลังรับโทรศัพท์แล้วก็พูดน้อยกว่าพ่อเจียวหย่วนอีก ‘อืม’ บ้าง ‘อ้อ’ บ้าง จากนั้นก็เงียบ แล้วทางนั้นก็วางสายไป

เจิ้งทั่นอดไม่ได้ที่จะเกาขา แม่ของโย่วจื่อพูดอยู่สองประโยคคือ ‘สบายดีนะ’ กับ ‘อยู่บ้าน Aunty (คุณป้า) ต้องเป็นเด็กดี’

เสี่ยวโย่วจื่อเม้มริมฝีปาก วางหูโทรศัพท์ แล้วก็เดินไปนั่งกดเครื่องคิดเลขต่อ เด็กน้อยเอาข้อสอบมาตรวจเช็คความถูกต้อง เมื่อข้อมูลถูกแล้วก็ติ๊กถูกลงไปบนข้อสอบ แสดงถึงไม่มีข้อผิดพลาด ในบรรดาข้อสอบเหล่านั้นมีบางฉบับที่มีรอยข่วนของเจิ้งทั่นด้วย

“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน” พ่อเจียวหย่วนตบมือ เอาข้อสอบที่อยู่ตรงเจียวหย่วนกับเสี่ยวโย่วจื่อจัดให้เป็นระเบียบ “จริงสิโย่วจื่อ คุณแม่หนูโอนโงนมาให้ซื้อของขวัญปีใหม่ให้ หนูมีอะไรที่อยากได้ไหม?”

เสี่ยวโย่วจื่อคิดสักพักจึงตอบออกมา “จักรยานค่ะ”

“ผมก็อยากได้” เจียวหย่วนตื่นเต้น ทำไมเขาถึงลืมนึกถึงจักรยานไปเลยนะ พอขึ้นมัธยมต้นก็ต้องเริ่มขี่จักรยานแล้ว ควรจะหัดเอาไว้ก่อน ถึงตอนนั้นจะได้แข่งกับพวกสงสงได้! เพราะในโรงเรียนก็มีรถเข้าออกไม่มาก เหมาะแก่การแข่งขี่จักรยานที่สุด

พ่อเจียวหย่วนมองเจียวหย่วนด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยน “ไว้ก่อน”

“ทำไมล่ะครับ”

“แม่ของลูกบอกว่ารอปิดเทอมฤดูร้อนก่อนค่อยซื้อ สงสง ซูอันก็เหมือนกัน พวกเขาก็ไม่รีบซื้อก่อนล่วงหน้า”

เรื่องซื้อจักรยานบรรดาแม่ๆ ได้ปรึกษากันไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยมีความเห็นพ้องกันว่ายังไม่ควรซื้อ ยังมีเวลาอีกตั้งครึ่งปี หากซื้อตอนนี้มีหวังพวกเด็กๆ ได้เอาไปลุยเละแน่ พอถึงตอนปิดเทอมหน้าร้อนค่อยพาไปซื้อพร้อมกัน โดยพวกเขาได้เลือกร้านเอาไว้แล้ว เป็นร้านคนรู้จักของแม่สงสง หากไปซื้อพร้อมกันจะได้ส่วนลด เวลารถมีปัญหาก็เอาไปซ่อมได้สะดวก

พอได้ยินว่าคนอื่นก็ซื้อตอนปิดเทอมหน้าร้อนเหมือนกัน เจียวหย่วนก็รู้สึกเบาใจ

สำหรับวัยอย่างเสี่ยวโย่วจื่อ เด็กน้อยไม่ได้ต้องการจักรยานแบบเด็กโต สถานที่ซื้อคือห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้ๆ ช่วงบ่ายทั้งสามคนไปซื้อด้วยกัน เจิ้งทั่นไม่ได้ตามไป ใกล้จะปีใหม่แล้วที่นั่นคนเยอะ หากเขาไปด้วยคงจะไม่สะดวก จึงอยู่บ้านนอนกลางวันดีกว่า ว่างๆ ก็เดินไปดูแม่เจียวหย่วนทำอาหารเตรียมฉลองปีใหม่ อย่างเช่นลูกชิ้นทอด รากบัวทอด อาหารจำพวกพะโล้ เป็นต้น

ขณะที่เจิ้งทั่นนั่งอยู่นั้น บางครั้งแม่เจียวหย่วนก็จะเอาลูกชิ้นทอดที่เพิ่งทำเสร็จกำลังอุ่นๆ มาให้ พอเขาเคี้ยวลูกชิ้นนั้นก็รู้สึกว่าวันเวลาเหล่านี้มันช่างดีจริงๆ นี่มันความสุขแบบที่ว่ามีอาหารมาป้อนถึงปาก กินอิ่มแล้วก็นอน ชีวิตไม่มีอะไรต้องหนักใจ

ทั้งสามคนไปกลับอย่างไว พ่อเจียวหย่วนเดินถือจักรยานสำหรับเด็กสีม่วงชมพูกลับมาด้วย

การเลือกจักรยานสำหรับเด็กไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่าคิดว่าแค่ติดล้อเสริมก็ปลอดภัยแล้ว ยังต้องดูเรื่องขนาดเบรกมือว่าเหมาะกับเด็กหรือเปล่า ถ้าใหญ่เกินไป เวลาเบรกจะไม่ถนัด ทำให้เบรกไม่อยู่ แรงเบรกเยอะไปไหม หรือเกราะคลุมโซ่จักรยานแข็งแรงหรือเปล่า เป็นต้น แบบนี้แล้วถึงจะช่วยลดการบาดเจ็บให้เด็กๆ ได้

ดังนั้นพ่อเจียวหย่วนถึงได้ให้เสี่ยวโย่วจื่อไปเลือก ไปลองขี่ด้วยตนเอง

หลังจากลองเสร็จเสี่ยวโย่วจื่อก็อยากได้ตะกร้าหน้ารถที่ใหญ่ขึ้น อันที่มีมาให้ขนาดเล็กเกินไป ถึงแม้ว่าพอเปลี่ยนเป็นตะกร้าที่ใหญ่ขึ้นแล้วจะดูไม่สวยเท่าอันเดิม แต่เด็กน้อยก็ชอบ พ่อเจียวหย่วนกับเจียวหย่วนรู้ดีว่าทำไมถึงให้เปลี่ยนตะกร้า ทั้งสองคนจึงไม่ว่าอะไร

“โอ้ รถสวยดีนะ!” แม่เจียวหย่วนสวมผ้ากันเปื้อนเดินออกมาจากห้องครัว พอเห็นตะกร้าหน้ารถก็หัวเราะออกมาพลางพูด “นี่เอามาใส่ชาร์โคลโดยเฉพาะเลยใช่ไหม?”

“อื้อ” เสี่ยวโย่วจื่อพยักหน้า แล้วมองไปยังเจิ้งทั่น

เจิ้งทั่นสะบัดหาง เดินไปกระโดดขึ้นตะกร้าหน้ารถ เพราะเป็นจักรยานสำหรับเด็กจึงไม่ได้สูงเท่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของพ่อเจียวหย่วน เจิ้งทั่นรู้สึกว่ามันอยู่ห่างจากพื้นไม่มาก ดีที่ตะกร้าใหญ่พอทำให้ไม่อึดอัด จะให้ดีควรเอาเบาะนุ่มๆ มาวางรองด้วย...

ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังคิดอยู่นั้น เสี่ยวโย่วจื่อก็หยิบหมวกไหมพรมออกมา “เอานี่รองจะได้สบายหน่อย”

บนล้อมีเศษดินเศษฝุ่นติดกลับมา พ่อเจียวหย่วนกับเจียวหย่วนคอยคุมข้างหน้าข้างหลังขณะที่ให้เสี่ยวโย่วจื่อขี่จักรยานกลับมาครั้งแรก มีล้อเสริมแล้วทำให้ขี่ได้นิ่ง พอขี่ไปสักพักก็ชิน

พอเห็นเสี่ยวโย่วจื่อขี่จักรยาน เจียวหย่วนก็อิจฉาเสียจนอยากจะเข็นจักรยานที่จอดอยู่รอบๆ ออกมาลองขี่สักคัน อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้อยากขี่จักรยานสำหรับเด็กแบบของเสี่ยวโย่วจื่อ ลูกผู้ชายไปขี่จักรยานแบบนั้นมีหวังโดนหัวเราะเยาะตาย

หลังจากที่มีรถเป็นของตัวเองแล้ว เสี่ยวโย่วจื่อจะไปขี่รอบๆ บริเวณที่พักทุกวัน โดยมีเจิ้งทั่นนั่งอยู่ในตะกร้าหน้ารถ มีหมวกไหมพรมรองทำให้ไม่รู้สึกหนาว มีครั้งหนึ่งอาหวงเห็นเจิ้งทั่นนั่งอยู่ในนั้นก็กระโดดขึ้นมาด้วย จนถูกเจิ้งทั่นตบไปหนึ่งฉาด พื้นที่ส่วนตัว แมวนอกห้ามเข้า

เด็กที่มีจักรยานเป็นของตัวเองในแถบนั้นมีไม่มาก เด็กที่เห็นเสี่ยวโย่วจื่อขี่จักรยานต่างก็พากันอิจฉา ร้องขอให้ที่บ้านซื้อให้บ้าง พอที่บ้านไม่ซื้อให้ก็มาขอยืมเสี่ยวโย่วจื่อลองขี่ แต่ก็ถูกเจิ้งทั่นขู่เสียจนวิ่งหนีไป ต่อมาผ่านไปไม่กี่วันเด็กๆ ที่อยู่ในที่พักบุคลากรต่างก็รู้ดีว่า ตะกร้าจักรยานของกู้โยวจื่อจะมีแมวนิสัยดุร้ายอยู่หนึ่งตัว มันจะคอยข่วนเด็ก ดังนั้นต่อให้เจียวหย่วนไม่ออกหน้า ก็ไม่มีใครกล้าแตะจักรยานของเสี่ยวโย่วจื่ออีก

ช่วงแรกเสี่ยวโย่วจื่อขี่จักรยานอยู่แต่ในบริเวณที่พัก ต่อมาก็เริ่มกล้าขี่ออกไปข้างนอก เด็กน้อยไม่อยากให้คนอื่นอิจฉามากนัก คนที่ตาร้อนมีอยู่ไม่น้อย

พ่อเจียวหย่วนคอยตามดูอยู่ข้างหลัง สองวันมานี้อุณหภูมิสูงขึ้น จนหิมะละลายใกล้จะหมดแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าถนนจะลื่น ทำให้พ่อเจียวหย่วนเบาใจลงไปมาก

ถึงแม้ว่าเสี่ยวโย่วจื่อจะยังเด็ก แต่ก็เป็นเด็กรู้ภาษา เด็กดีใครๆ ก็รัก ทำให้ผู้ใหญ่จะใจกว้างกับเด็กน้อยในทุกๆ เรื่อง คนในบ้านต่างก็ดูออกว่าช่วงนี้เด็กน้อยอารมณ์ไม่ค่อยดี คาดว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากที่แม่โทรมาหาในครั้งนั้น ดังนั้นการที่เด็กน้อยอยากจะออกไปปั่นจักรยานข้างนอกจึงไม่มีใครว่าอะไร

วันนี้หลังจากที่กินข้าวกลางวันเสร็จเสี่ยวโย่วจื่อก็จะออกไปขี่จักรยานเช่นเคย จักรยานของเด็กน้อยถูกล็อคไว้ข้างๆ รถของพ่อเจียวหย่วน จะได้ไม่ต้องแบกขึ้นลงให้เมื่อย อีกทั้งพื้นที่ในบ้านก็ไม่ได้มีมากนัก วางไว้ในบ้านก็เกะกะ

พ่อเจียวหย่วนไม่ได้ขี่รถตาม แต่เดินตามหลังไปเรื่อยๆ เสี่ยวโย่วจื่อขี่ไม่เร็ว พ่อเจียวหย่วนเร่งฝีเท้านิดหน่อยก็ตามทัน

ผ่านไปไม่นานโทรศัพท์ของพ่อเจียวหย่วนก็ดังขึ้น อ้วนโทรมาหาเพราะมีธุระอยากให้เขาไปที่บริษัทหน่อย พ่อเจียวหย่วนจึงหันมากำชับเสี่ยวโย่วจื่อว่าอย่าขี่ไปไกล สักพักให้รีบกลับบ้าน หลังจากที่เด็กน้อยรับปากแล้วเขาก็ออกไป

พอไม่มีพ่อเจียวหย่วนตามข้างหลังแล้วเสี่ยวโย่วจื่อก็เพิ่มความเร็วนิดหน่อย ขี่เลาะไปตามถนนเรื่อยๆ

เจิ้งทั่นดูแล้วนี่เป็นเส้นทางที่ปกติเขาออกมาวิ่ง ถ้าขี่ตรงไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นป่าที่อยู่ใกล้รั้วมหาวิทยาลัย

จุดมุ่งหมายของเสี่ยวโย่วจื่อก็คือป่าแห่งนั้น เด็กน้อยเคยไปกับพวกเจียวหย่วนครั้งหนึ่ง จึงจำที่นั่นได้

บรรยากาศในสวนไม่ได้สงบ เสียงก่อสร้างดังอยู่ไม่ไกล ช่วงนี้บริเวณนี้มีการก่อสร้างกันทั้งวันทั้งคืน เพราะคนงานต่างก็รีบร้อนอยากจะกลับบ้าน จึงอยากให้งานที่ประมาณการไว้เสร็จไวๆ

เสี่ยวโย่วจื่อขี่อยู่ในสวนนั้นสักพักก็ไม่ไปต่อแล้ว บริเวณนั้นไม่ค่อยปลอดภัย พวกผู้ใหญ่เคยเตือนเอาไว้หลายครั้ง ถึงแม้จะเป็นตอนกลางวัน เสี่ยวโย่วจื่อก็ไม่ได้อยากเข้าไปดู จึงเตรียมจะกลับบ้าน

ขณะที่กำลังจะหันรถกลับนั้น ก็มีเสียงเด็กร้องออกมาจากในป่า พร้อมกับเสียงสุนัขเห่า

เจิ้งทั่นฟังออกว่าเสียงสุนัขตัวนั้นเป็นของตัวไหน มันเป็นสุนัขหลังสีดำของป้อมยาม ก่อนหน้านี้เคยถูกจูงมาแถวนี้ มันอายุสี่เดือน ปกติจะชอบมาเล่นที่สวนแห่งนี้ และเคยทะเลาะกับเจิ้งทั่น แต่พอคุ้นเคยกันดีแล้ว พอเห็นเจิ้งทั่นมันก็ไม่ได้มาหาเรื่องอีก บางครั้งยังไปวิ่งกับเขาด้วย พอได้ยินเสียงนกหวีดของเจ้านายมันก็จะรีบวิ่งกลับไปทันที

แต่ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น? มันกำลังขู่เด็กน้อยเหรอ?

หลังจากที่เสี่ยวโย่วจื่อลังเลสักพักก็เอาจักรยานจอดล็อคไว้ข้างๆ แล้วหยิบไม้นวดแป้งออกมาจากกระเป๋าสะพายหลัง ซึ่งมันเป็นของที่ถูกเจียวหย่วนทิ้งหลังจากที่ได้ปืนของเล่นไป เสี่ยวโย่วจื่อจะเอามันใส่กระเป๋ามาด้วยทุกครั้งที่จะออกมาขี่จักรยาน

พอเห็นเสี่ยวโย่วจื่อถือไม้นวดแป้งเดินเข้าไปในป่า เจิ้งทั่นก็รีบวิ่งตามไป เขาวิ่งนำไปสำรวจเส้นทางก่อน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น