หอหมื่นอักษร

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 37 นี่ไม่เรียกว่าข้อสอบรั่ว เขาเรียกว่าถามตอบธรรมดา

ชื่อตอน : ตอนที่ 37 นี่ไม่เรียกว่าข้อสอบรั่ว เขาเรียกว่าถามตอบธรรมดา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ค. 2561 15:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 37 นี่ไม่เรียกว่าข้อสอบรั่ว เขาเรียกว่าถามตอบธรรมดา
แบบอักษร

เช้าตรู่วันต่อมา ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังนอนหลับสบายอยู่ในผ้าห่มของเสี่ยวโย่วจื่ออยู่นั้น เจียวหย่วนก็ได้วิ่งมาเคาะประตู ปลุกหนึ่งคนกับหนึ่งแมวที่นอนอยู่บนเตียงให้ตื่นขึ้น

การสอบปลายภาคของโรงเรียนประถมได้ผ่านไปแล้ว รอแค่ผลคะแนนออกเท่านั้น หลังจากที่สอบเสร็จเจียวหย่วนรู้สึกว่าน่าจะทำได้ไม่เลว ดังนั้นจึงอยู่ในอารมณ์ตื่นเต้นมาตลอด มักจะคุยกับบรรดาเพื่อนสนิทถึงเรื่องชุดที่จะใส่ในช่วงปีใหม่

สองวันมานี้หลังจากเด็กทั้งสองสอบปลายภาคเสร็จก็จะนอนจนตื่นเองตามธรรมชาติ เมื่อคืนเด็กๆ ดูหนังเรื่อง ‘สเปซแจม ทะลุมิติมหัศจรรย์’ กันจนถึงเที่ยงคืนกว่าจะได้เข้านอน แต่ตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดโมงเช้า ปกติเป็นเวลาที่ตื่นไปโรงเรียน แต่พอปิดเทอมเด็กๆ มักจะตื่นหลังเก้าโมงกัน โดยเฉพาะเจียวหย่วนที่ชอบนอนจนถึงเที่ยงแล้วค่อยตื่นมากินอาหารกลางวัน

เจ้าเด็กแสบ! วันนี้ไปกินยาอะไรมา!

หลังจากได้ยินเสียงเจียวหย่วนเคาะประตูพร้อมตะโกนเรียก เจิ้งทั่นก็ยกขาขึ้นมาอุดหู จากนั้นก็ขดตัวนอนต่อ

ฤดูหนาวอากาศเย็นมาก เจิ้งทั่นไม่อยากตื่นนอน หลังจากที่เด็กๆ ปิดเทอมแล้ว การวิ่งกับฝึกปีนต้นไม้ถูกย้ายไปเป็นช่วงบ่าย ส่วนตอนเช้าเป็นเวลานอนขดตัวอยู่ในผ้าห่ม

“ลุกขึ้น ลุกขึ้นมาเร็วๆ หิมะตกแล้ว! ขาวไปหมดเลย! ตื่นไปเล่นหิมะกัน!”

เจียวหย่วนยังคงตะโกนอยู่ด้านนอก เสี่ยวโย่วจื่อลุกออกจากผ้าห่ม แต่ก่อนจะไปยังไม่ลืมเอาผ้ามาห่มให้เจิ้งทั่น

เจิ้งทั่นหาวออกมาหนึ่งที นอนคนเดียวก็ไม่สนุกสิ

ช่างเถอะ ตื่นแล้ว!

เจิ้งทั่นอาศัยอยู่เมืองริมทะเลทางใต้ตั้งแต่เด็กๆ ฤดูหนาวของที่นั่นไม่มีหิมะตก แต่สมัยเรียนมัธยมเขากับเพื่อนๆ ได้ขับรถไปเมืองอื่นเพื่อที่จะได้ดูวิวหิมะทั้งๆ ที่ไม่มีใบขับขี่กัน อย่างไรก็ตามเขาเคยเห็นหิมะอยู่แค่ไม่กี่ครั้ง และยังไม่เคยเห็นหิมะเลยตั้งแต่มาที่นี่

นี่เป็นหิมะแรกของปีนี้

เขามุดออกมาจากผ้าห่ม จากนั้นก็สะบัดขนและบิดขี้เกียจเดินลงจากเตียง

เจียวหย่วนแต่งตัวเสร็จแล้ว กำลังล้างหน้าแปรงฟันอยู่ในห้องน้ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยอารมณ์ตื่นเต้น

ขณะที่โทรศัพท์ดังขึ้น เจียวหย่วนยังไม่ทันจะบิดผ้าให้แห้งก็โยนไปบนราวทันที แล้วรีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ เขาเดาได้ว่าใครจะโทรมาในเวลานี้

เสียงหัวเราะของเจียวหย่วนดังออกมาจากห้องนอนใหญ่ เจิ้งทั่นฟังแล้วก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นเพื่อนๆ ที่โทรมาชวนกันออกไปเล่น

พอเจิ้งทั่นฉี่เสร็จก็ให้เสี่ยวโย่วจื่อช่วยเช็ดหน้าให้พร้อมกับแปรงขน หลังจากที่กินอาหารเช้าที่แม่เตรียมไว้ให้แล้วเด็กทั้งสองก็ออกจากบ้านไป โดยมีเจิ้งทั่นเดินตามอยู่ข้างหลัง

ด้านนอกอากาศหนาวมาก ขณะที่เดินลงจากตึกกำลังจะเลี้ยวเจิ้งทั่นก็กระโดดอยู่กับที่หลายที

ชิวเซี่ยวหยางที่หยิบกล้องถ่ายรูปเตรียมจะไปถ่ายวิวข้างนอกพอเห็นเจิ้งทั่นกระโดดอยู่กับที่ตรงหัวมุมเหมือนคนบ้า เขาก็นิ่งไปสักพัก แล้วก็ส่งเสียงทักทายออกมา จากนั้นก็รีบเดินจากไป หากออกไปช้าวิวสวยๆ จะถูกทำลายหมด

ขณะที่เจิ้งทั่นเดินออกนอกตึกเขาก็เห็นเจียวหย่วนพาเสี่ยวโย่วจื่อไปเล่นปั้นตุ๊กตาหิมะกับเด็กคนอื่นๆ ที่อยู่ในแถบนั้นตรงบริเวณสนามบาสที่อยู่ข้างๆ สนามหญ้า บนเนื้อตัวของเจียวหย่วนมีหิมะติดอยู่ คาดว่าคงถูกพวกของสงสงปาหิมะให้ตอนที่เพิ่งมาถึง

เสี่ยวฮวาสุนัขพันธุ์เซ้นต์เบอนาร์ดถูกพามาเล่นกับพวกเด็กๆ ด้วย ขนของมันหนามาก ต่อให้กลิ้งบนพื้นหิมะยังไงก็ไม่หนาว มันคอยวิ่งตามเด็กๆ จนตามทางเป็นรอยเท้าสุนัข ส่วนจ้วงจ้วงก็ถูกเจ้าของพาออกมาเดินเล่นเช่นกัน แต่ไม่ได้มีอิสระมากมาย บางครั้งมันก็หยุดเลียหิมะที่อยู่บนพื้น จากนั้นก็เห่าไปทางสนามบาสด้วยความอิจฉาเล็กน้อย แต่ก็ถูกเจ้าของลากออกไปเดินเล่นต่อ

เด็กๆ กำลังเล่นหิมะอยู่ตรงนั้น เจิ้งทั่นจะไม่เข้าไปเล่นด้วยแน่นอน เขามองไปรอบๆ ก็พบเจ้าอ้วนกำลังนั่งอยู่บนราวระเบียงพลางมองไปด้านนอก ไม่ได้มีท่าทีว่าจะออกมา อาหวงออกมาเดินแล้วหนึ่งรอบ จากนั้นก็ค่อยๆ พาตัวเองไปอยู่ที่มุมหนึ่ง

เคยได้ยินมาว่านิสัยของสัตว์มีความเกี่ยวข้องกับเดือนที่มันเกิด เช่นสุนัขที่เกิดในหน้าร้อนจะชอบเล่นน้ำ ส่วนสุนัขที่เกิดในหน้าหนาวจะไม่ชอบน้ำ แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว คำพูดนี้ดูจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไร

อาหวงกับจ่าเกิดในช่วงเดือนที่ใกล้ๆ กัน แต่นิสัยกลับต่างกันลิบลับ นอกจากความทึ่มในบางสถานการณ์ที่เหมือนกันแล้ว นิสัยอย่างอื่นแตกต่างกันมาก ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ อาหวงกำลังหลบลมอยู่ที่มุมหนึ่งของตึก ส่วนจ่ากลับวิ่งเล่นอยู่บนลานหิมะ เด็กบางคนถอดหมวกฮู้ดบนเสื้อกันหนาวออกมาแหย่มันเล่น จ่าเองก็เล่นด้วยอย่างสนุกสนาน รอยเท้าแมวตรงบริเวณนั้นเป็นของจ่าตัวเดียว

เวลาผ่านไปสักพักอาหวงก็ออกมาจากมุมตึก ค่อยๆ เยื้องย่างไปยังข้างๆ สนามบาสที่มีเสี่ยวฮวากำลังหมอบด้วยความเหนื่อยอยู่ตรงนั้น ลิ้นของมันห้อยออกมาจากปาก ขณะที่มันหอบก็มีควันสีขาวออกมาจากปากด้วย พออาหวงไปถึงตรงนั้นแล้วก็นั่งลงข้างๆ เสี่ยวฮวา นอกจากจะช่วยบังลมได้แล้ว ยังให้ความอบอุ่นได้อีก

หลังจากที่เจิ้งทั่นปีนต้นไม้ไปได้หลายต้นแล้วร่างกายก็มีความอบอุ่นเพิ่มขึ้นมาก ไม่รู้สึกว่าอากาศหนาวเท่าไร เขารู้สึกง่วงเล็กน้อย แต่ที่บ้านไม่ได้มีบรรยากาศที่น่านอน เขาคิดสักพักแล้วจึงตัดสินใจจะไปงีบที่ห้องทำงานของพ่อเจียวหย่วน ที่นั่นมีเครื่องปรับอากาศ ค่าไฟก็เบิกได้ พอถึงฤดูร้อนฤดูหนาวห้องทำงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยต่างก็เปิดเครื่องปรับอากาศกัน บางห้องก็เปิดทั้งวันทั้งคืน ส่วนเรื่องประหยัดไฟนั้นเอาไว้สำหรับพูดให้นักศึกษาใหม่ฟัง

เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปเดินบนขอบแปลงดอกไม้ มุ่งหน้าไปยังคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

บนถนนมีการกวาดหิมะแล้ว บรรดารถที่วิ่งผ่านไปมาได้วิ่งทับหิมะจนเหลืออยู่บนถนนไม่เท่าไร

ทางมหาวิทยาลัยจัดการกับพื้นที่สีเขียวได้ดี ต่อให้ใบของต้นอู๋ถงร่วงไปหมดแล้วในเวลานี้ แต่ก็ยังมีต้นไม้ชนิดอื่นๆ ที่ออกใบได้ตลอดทั้งสี่ฤดู เช่น ต้นสน ต้นจางซู่ ทำให้ไม่ดูแห้งแล้ง

หิมะยังคงโปรยปรายลงมา ไม่ได้ตกหนักเหมือนอย่างช่วงแรก แต่พอตกลงบนเสื้อผ้าก็ทำให้ชื้นไวมาก

มีนักศึกษาเดินถือร่มอยู่ไม่ไกล ต่างก็ออกมาถ่ายรูปเช่นกัน บางทีพวกเขาอาจจะเป็นเหมือนเจิ้งทั่นที่บ้านเกิดไม่มีหิมะก็ได้ ถึงรู้สึกตื่นเต้นกัน

นักศึกษาสาวคนหนึ่งผลักร่มที่เพื่อนผู้ชายยื่นให้ออก “ไม่กางร่ม ฉันจะตากหิมะ~”

“ไม่ต้องสนใจหรอก ขายหน้าจริงๆ!” นักศึกษาสาวอีกคนหนึ่งพูดพลางหัวเราะ

“นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นหิมะกับตาตัวเอง ปล่อยๆ ไปเถอะ”

“นี่ ดูนั่นสิ ตรงแปลงดอกไม้มีแมวดำด้วย ไปถ่ายรูปเร็ว!” ใครคนหนึ่งพูดขึ้น

เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น เขาไม่สนใจนักศึกษาเหล่านั้น

“ขอฉันถ่ายรูปคู่กับแมวตัวนี้หน่อย” นักศึกษาสาวที่บอกว่าตัวเองอยากตากหิมะได้วิ่งเข้าไปหาเจิ้งทั่น เจิ้งทั่นไม่ได้หลบ ทั้งยังไว้หน้าด้วยการหยุดเดินเล็กน้อย เพื่อที่จะให้นักศึกษาคนดังกล่าวได้มีเวลาทำท่าเชยๆ อย่างชูสองนิ้ว อันที่จริงเด็กคนนี้ก็หน้าตาใช้ได้นะ

“ฉันก็อยากถ่ายกับแมวด้วย” นักศึกษาชายคนหนึ่งเดินเข้าไป

พอได้ยินเสียงผู้ชาย เจิ้งทั่นก็เดินออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงแค่รอยเท้าบนขอบแปลงดอกไม้

พอเลี้ยวตรงทางโค้งแล้วก็สามารถมองเห็นตึกของคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ขณะที่เตรียมจะเพิ่มความเร็วไปยังตึกนั้นเจิ้งทั่นก็ชะงักฝีเท้าลง เขาได้ยินคนพูดชื่อของพ่อเจียวหย่วน

เมื่อหันไปดูก็พบว่ามีคนสองคนกำลังเดินไปทางคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพเช่นกัน เนื้อตัวมีกลิ่นซุปหม่าล่า คงจะเพิ่งออกมาจากร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ มหาวิทยาลัยแน่ๆ

“ไม่ได้อยากจะขู่นะ แต่ถ้านายสอบได้คะแนนไม่ดี อาจจะถูกคัดชื่อทิ้งก็ได้ อาจารย์คณะเราต่างก็ชอบเด็กที่ได้คะแนนสูงและเป็นเด็กในสถาบันเดิม พวกที่เก่งๆ ย่อมมีโอกาสมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ฉันกับนายสอบได้คะแนนไล่เลี่ยกัน ผ่านเกณฑ์มาเล็กน้อย แต่ฉันมีโอกาสที่จะสอบติดมากกว่า แน่นอนที่อาจารย์แต่ละคนมีมาตรฐานที่ต่างกัน อย่างเจียวหมิงเซิง เขาตั้งเกณฑ์ไว้สูงมาก นักศึกษาหลายคนที่อยู่ในรุ่นนี้ต่างก็ยื่นชื่อขออาจารย์คนนี้เป็นที่ปรึกษา ก่อนหน้านั้นมีเด็กเก่งๆ ที่ได้เรียนต่อเลยแต่แกก็ไม่เอาสักคน ได้ยินมาว่าแกเป็นคนเลือกมาก ถ้านายทำคะแนนได้แค่ผ่านเกณฑ์มาเล็กน้อย คงหมดสิทธิ์”

นักศึกษาคนนั้นยังคงพูดออกมาไม่หยุด เจิ้งทั่นเพิ่งจะนึกออกว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ และก็เป็นช่วงเวลาสอบเข้าศึกษาระดับปริญญาโทของทั้งประเทศด้วย ช่วงหลายวันมานี้พ่อเจียวหย่วนเอาแต่ใช้เวลาอยู่ในห้องทำงาน นอกจากจะต้องตรวจข้อสอบปลายภาคแล้ว ยังต้องประชุมเรื่องการสอบเข้าปริญญาโท ไหนจะต้องเป็นที่ปรึกษาเรื่องโปรเจกต์ บริษัทก็ต้องคอยดูอีก ก่อนหน้านี้เจิ้งทั่นได้ยินพ่อเจียวหย่วนพูดถึงเรื่องต้องรับเด็กเก่งๆ มาช่วยงานสักคน อี้ซินคนเดียวทำไม่ไหว

“เจียวหมิงเซิง?” นักศึกษาอีกคนรู้สึกงงเล็กน้อย เพราะเขาเป็นนักศึกษาจากที่อื่น ไม่รู้จักอาจารย์ในมหาวิทยาลัยฉู่หัวเท่าไร รู้จักแต่เฉพาะคนที่ดังๆ เท่านั้น

“ว่าแล้วนายต้องไม่รู้จัก จะว่าไปเจียวหมิงเซิงก็ไม่ได้มีชื่อเสียงขนาดที่คนข้างนอกจะรู้จัก แต่ปีนี้เขาดังมาก นักศึกษาที่ได้ต่อปริญญาโทเลยแต่ไม่ได้ไปขอให้เขาเป็นที่ปรึกษาต่างก็รู้สึกผิดหวัง เพราะตอนนี้เขาเริ่มมีชื่อเสียง...”

เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้นเงี่ยหูฟังข่าวซุบซิบ ปกติไม่ค่อยได้ฟังเรื่องแนวนี้เท่าไร ที่แท้พ่อเจียวหย่วนคือที่ปรึกษาหนุ่มที่ไฟแรงในสายตาของนักศึกษา

แต่สาเหตุที่พ่อเจียวหย่วนดังขึ้นมาประการแรกคือได้ทุนวิจัยของประเทศ อีกประการหนึ่งเป็นเพราะอี้ซิน ที่ก้าวหน้าไปไกลกว่านักศึกษาที่อยู่ในรุ่นเดียวกันมาก

การที่จะประเมินว่านักศึกษาคนนั้นจะได้รับนักศึกษาดีเด่นของคณะหรือไม่ขึ้นอยู่กับบทความทางวิทยาศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะมีคนไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้อยู่บ้างก็ตาม แต่มันก็เป็นวิธีประเมินที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป ส่วนอี้ซินภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปีได้ส่งไปแล้วถึงสองบทความ ซึ่งบทความเหล่านั้นส่งผลต่อวงการอยู่ไม่น้อย ในสายตาคนอื่นต่างก็คิดว่านี่เป็นผลงานของรองศาสตราจารย์เจียว หากโปรเจกต์ไม่ดี ไม่มีหัวข้อ ไม่มีเงินทุน แล้วจะได้ผลออกมาดีหรือ?

“ส่วนอาจารย์ดังๆ คนอื่นต่างก็รับเด็กจนเต็มโควต้าแล้ว หรือไม่ก็มีที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว นายไม่ต้องไปเสียเวลาตื๊อหรอก เอาเวลาไปหาอาจารย์คนอื่นได้เลย ถึงแม้อาจารย์คนอื่นจะหัวข้อไม่เยอะ แต่โอกาสที่นายจะได้ก็มีอยู่สูง เอาล่ะ ฉันไปอ่านหนังสือก่อนนะ นายก็อ่านเอกสารให้ดีๆ ล่ะ”

หลังจากคุยกันสักพักทั้งสองคนก็แยกกัน คนที่อยู่มหาวิทยาลัยนี้แยกไปทางหอพัก ส่วนนักศึกษาที่จะมาสอบเข้าเดินไปดูคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จากนั้นก็เดินไปทางที่จอดรถที่อยู่ใกล้ๆ

เจิ้งทั่นเดินอยู่ด้านหลังนักศึกษาที่จะมาสอบเข้าที่นี่ เมื่อครู่เขายืนมองนักศึกษาคนนั้นอยู่ตรงแปลงดอกไม้ตรงทางเข้า เด็กคนนี้ยืนอยู่ตรงห้องโถงของตึก เดินมองป้ายประกาศเกียรติคุณต่างๆ ที่แขวนอยู่ เช่น โปรเจกต์ต่างๆ ที่อาจารย์ในคณะเคยได้รับ รายนามรางวัลต่างๆ ในแวดวงวิชาการ เจิ้งทั่นจำได้พ่อเจียวหย่วนเคยบอกว่าอี้ซินได้รับรางวัลที่หนึ่ง ได้รับเงินรางวัลถึงสามพันหยวน

ขณะที่นักศึกษาคนนั้นเดินออกจากตึก เจิ้งทั่นได้ยินเขาพึมพำอะไรบางอย่าง มีชื่อของพ่อเจียวหย่วนกับอี้ซินอยู่ในนั้น

เจิ้งทั่นจึงเกิดความสงสัย นับตั้งแต่เขากลายเป็นแมว ความอยากรู้อยากเห็นมีมากขึ้น แต่ตัวเขากลับไม่คิดแบบนั้น เขาคิดว่ามันเป็นการหาความสนุกให้ชีวิตเวลาที่เบื่อๆ

ตรงที่จอดรถมีหลังคาบังอยู่หิมะจึงไม่ตกลงมา ใกล้จะถึงช่วงปิดเทอมของนักศึกษาปริญญาตรีแล้ว ตอนนี้ทุกคนกำลังเตรียมตัวสำหรับศึกสอบปลายภาคในวิชาที่ยังสอบไม่เสร็จ นักศึกษาบางคนที่สอบเสร็จหมดทุกวิชาแล้วก็พากันซื้อตั๋วรถไฟกลับบ้าน ดังนั้นจักรยานที่จอดอยู่จึงมีค่อนข้างน้อย ยังมีที่ว่างเหลืออีกมาก

ด้านข้างมีราวไม้ กับแกนม้วนของสายไฟที่ทำจากไม้อยู่อันหนึ่ง

เจิ้งทั่นเห็นเขากลิ้งแกนม้วนสายไฟไม้ไปข้างๆ ราว ปัดฝุ่นที่อยู่บนนั้นออก เอากระเป๋าสะพายหลังออกมาวาง จากนั้นก็หยิบของบางอย่างออกมา แล้วนั่งลงบนแกนไม้นั่น

เจิ้งทั่นอยู่ในแปลงดอกไม้ที่อยู่ด้านหลังของนักศึกษาคนนั้น ต่อให้เขาหันมาดูก็ไม่มีทางเห็น เพราะมีต้นไม้บังอยู่

คนที่นั่งอยู่เอาเอกสารที่ปริ๊นท์ออกมาอย่างหนาวางลงบนหน้าตัก เจิ้งทั่นคิดว่าคงเป็นเอกสารที่พูดถึงเมื่อครู่ หนาขนาดนั้นอ่านคืนเดียวจบเหรอ?

เจิ้งทั่นไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับการสอบเข้าปริญญาโทสักเท่าไร แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ไม่ได้ดูแค่ว่าสอบเข้าได้ก็เพียงพอแล้ว ยังต้องดูถึงเทคนิคด้านอื่นด้วย

ช่างมันเถอะ!

เจิ้งทั่นไม่สนใจอะไรพวกนั้น เขาก็แค่สงสัยเลยเดินตามมาดูเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรทำ แต่ดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ ขณะที่กำลังจะออกจากตรงนั้น เขาก็เห็นนักศึกษาคนนั้นหยิบถุงออกมา ในถุงนั้นบรรจุของจำพวกเนื้อตากแห้ง

เนื้อวัวตากแห้งเหรอ? แต่ละชิ้นใหญ่มาก!

ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังสงสัยอยู่นั้น ไม่ได้ระวังเท้าให้ดีจนไปเหยียบเศษกิ่งไม้เข้า ทำให้เกิดเสียง

พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นนักศึกษาคนนั้นกำลังหันมาทางเขาโดยที่ในปากคาบเนื้อวัวตากแห้งอยู่

เจิ้งทั่นไม่รู้สึกถึงรังสีอำมหิตออกมาจากคนคนนี้ อีกทั้งเขายังยื่นเนื้อวัวตากแห้งมาให้ด้วย

เจิ้งทั่นมองเนื้อวัวตากแห้งที่ถูกส่งมาให้ก็รู้สึกว่ามันยังสะอาดและยังไม่ถูกกัด จากนั้นเขาก็หันไปมองคนตรงหน้า เขาอ้าปากงับอย่างหน้าด้านๆ จากนั้นก็หมอบลงข้างๆ แทะกินเนื้อวัวตากแห้งอย่างตั้งใจ เขาไม่ชอบให้ของที่กินอยู่ตกลงบนพื้น ดังนั้นจึงนั่งลงเอาเนื้อวัวตากแห้งวางบนขาแล้วค่อยๆ แทะกิน

“โห แกแทะเนื้อวัวตากแห้งของมองโกเลียในได้ด้วย...”

ยังไม่ทันที่นักศึกษาคนนี้จะพูดจบ เขาก็เห็นบุคคลที่คุ้นหน้าเดินมายังที่จอดรถตรงนี้ ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เขาเห็นบนป้ายแนะนำในตึก

“อา...อาจารย์เจียว?” เขารีบลุกขึ้นยืน ตัวก็ออกจะใหญ่ แต่ดูสภาพตอนนี้แล้วเหมือนตัวจะหดเล็กลง

รองศาสตราจารย์เจียวเดิมทีจะไปทำธุระที่ตึกฝ่ายธุรการ แต่พอมองออกไปดูวิวหิมะด้านนอกแล้วก็พบแมวที่คุ้นเคย แมวตัวเองกำลังนั่งแทะเนื้อวัวตากแห้งอย่างเมามัน ส่วนคนที่อยู่ข้างๆ นั้นไม่คุ้นหน้านัก คนคนนี้มีลักษณะที่ค่อนข้างจำง่าย หากเขาเคยเจอมาก่อนในคณะ รองศาสตราจารย์เจียวมั่นใจว่าต้องพอจะจำได้แน่

“คุณคือ?”

“อ้อ ผมชื่อซูชวี่ครับ ตัวซูที่มาจากทรีโอนีน ตัวชวี่ที่มาจากความสนุกสนาน พรุ่งนี้ผมจะมาสอบที่นี่ครับ”

พอซูชวี่พูดแบบนี้รองศาสตราจารย์เจียวก็เข้าใจทันทีว่า นักศึกษาคนนี้ต้องมาจากมหาวิทยาลัยอื่นที่อยู่ในเมืองเดียวกัน ไม่ใช่นักศึกษาของที่นี่

รองศาสตราจารย์เจียวไม่ได้ขอตัวในทันที และก็ไม่ได้กินเนื้อวัวตากแห้งที่ซูชวี่ส่งให้ เขายืนคุยกับซูชวี่อีกสักพักเกี่ยวกับเนื้อหาในสาขาวิชาของพวกเขา

เจิ้งทั่นกินไปด้วยฟังพวกเขาคุยกันไปด้วย

ช่วงแรกที่ทั้งสองคุยกันเจิ้งทั่นยังพอเข้าใจบ้าง อย่างไรเสียเขาก็อยู่กับพ่อเจียวหย่วนมานานแล้ว ฟัง PPT การสอนมาตั้งหลายครั้ง ต่อให้ไม่เข้าใจก็ยังพอคุ้นหูอยู่บ้าง แต่เนื้อหาช่วงหลังๆ ที่พวกเขาคุยกันเจิ่งทั่นยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าใจ รูปแบบที่คุยกันเป็นไปในลักษณะฝ่ายหนึ่งถามฝ่ายหนึ่งตอบ

“Yes I Can ในประโยคนี้หากตัวอักษรแต่ละตัวแทนกรดอะมิโนหนึ่งชนิดจะมีอะไรบ้าง?”

“ไทโรซีน (Tyr) กลูตามิค (Glu) เซอรีน (Ser) ไอโซลูซีน (Ile) ซิสเตอีน (Cys) อะลานีน (Ala) แอสปาร์ติก (Asp) ครับ”

“หลักการของการแยกเซลเลือดกรุ๊ปบีให้เปลี่ยนเป็นเลือดกรุ๊ปโอคือ?”

“แอนติเจนบีบนผิวเซลเลือด...”

“สาเหตุที่แกะโคลนนิ่งดอลลี่แก่ก่อนวัยเป็นเพราะ?”

“ผมคิดว่า ข้อแรก ความยาวของเทโลเมียร์โครโมโซมในเซล...”

“แสงเป็นปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิตที่มีคลอโรพลาสต์กับคลอโรฟิลล์เป็นส่วนประกอบ หากไม่มีแสงใบไม้จะเป็นสีเหลือง แต่ทำไมดีบัวไม่ถูกแสงแต่กลับมีสีเขียว?”

......

ทั้งสองคนดูถามตอบกันอย่างออกอรรถรส เจิ้งทั่นที่นอนหมอบอยู่ข้างๆ ฟังแล้วรู้สึกงงเล็กน้อย ขณะที่ปากก็แทะเนื้อวัวตากแห้งไปด้วยอย่างเมามัน ไม่ง่ายเลยกว่าจะแทะเนื้อวัวตากแห้งนั้นหมด แต่ก็เสร็จพอดีกับการสนทนาของคนทั้งสอง

อี้ซินมาตรงที่จอดรถเมื่อห้านาทีก่อน เดิมทีเขาจะมาเอารถแล้วกลับหอไปนอน แต่พอมาถึงก็เห็นเถ้าแก่กำลังยืนคุยอยู่กับคนแปลกหน้าอย่างเมามัน เขาจึงมาร่วมฟังด้วย แต่ยิ่งฟังยิ่งแปลกๆ คำถามช่วงหลังๆ ทำไมมันเหมือนกับเนื้อหาที่หลายวันก่อนอาจารย์คนหนึ่งติวให้กับนักศึกษาที่จะมาสอบเข้าปริญญาโทล่ะ?

เป็นที่รู้กันว่า ปกติคาบเรียนสุดท้ายก่อนที่จะสอบเข้าปริญญาโทของคณะเนื้อหาที่พูดถึงส่วนใหญ่จะอยู่ในข้อสอบ เป็นสิ่งที่นักศึกษาเหล่านั้นต่างก็รอคอย และเป็นความลับที่ทางคณะนำมาเปิดเผย เพียงแค่คนที่อยู่นอกมหาวิทยาลัยไม่รู้เท่านั้น แต่ตอนนี้เถ้าแก่เจียวกลับเอาเนื้อหาพวกนั้นมาพูด ไม่เท่ากับข้อสอบรั่วหรอกเหรอ?

หลังจากที่ซูชวี่ไปแล้ว อี้ซินจึงเอ่ยกับรองศาสตราจารย์เจียว “เถ้าแก่กำลังทำข้อสอบรั่วเหรอครับ?”

“นี่ไม่เรียกว่าข้อสอบรั่ว เขาเรียกว่าถามตอบธรรมดา”

“......” เจิ้งทั่นนิ่งฟัง พ่อเจียวหย่วนก็มีมุมนี้กับเขาด้วย

ส่วนอีกด้านซูชวี่ที่ได้คำแนะนำจากรองศาสตราจารย์เจียวกำลังเดินกลับห้องเช่าอย่างมีความสุข คำถามที่ตอบไม่ได้พอกลับถึงห้องค่อยไปค้นหาคำตอบ การที่ได้พูดคุยกับรองศาสตราจารย์เจียวนานขนาดนี้ มันหมายความว่าถ้าเขาสอบผ่านเกณฑ์ก็จะมีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของรองศาสตราจารย์เจียวหรือเปล่านะ?

ซูชวี่ช่างไม่รู้เลยว่าชะตากรรมของเขากำลังจะเหมือนกับอี้ซินที่มีที่ปรึกษาคนเดียวกัน งานพี่เลี้ยงเด็กกับดูแลแมวกำลังรอเขาอยู่ไม่ไกล

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น