เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 46 คราปักษาปะทะนักฆ่าครั้งที่สาม

ชื่อตอน : ตอนที่ 46 คราปักษาปะทะนักฆ่าครั้งที่สาม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 114

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ค. 2561 22:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 46 คราปักษาปะทะนักฆ่าครั้งที่สาม
แบบอักษร

ตอนที่ 46 คราปักษาปะทะนักฆ่าครั้งที่สาม

          เมรัยอาจเป็นสาวน้อยขาดความอบอุ่นกระมัง หมอผีน้อยกอดเข่าหลับตาสนิท แสงไฟสีส้มเจือขาวสั่นระริกสร้างเงาสลัวสั่นสะท้อน เมรัยอยากอยู่เงียบๆเพื่ออะไร แม้นแต่นางยังมิเข้าใจตนเอง นางเพียงอยากหลีกหนีปัญหาไปยังสถานที่อันห่างไกล บ้านร้าง กระท่อมเก่า ใต้เตียงต่ำๆ บนหลังคาสูงๆ จักที่ใดที่มีความมืดโรยตัวปิดคุมห่อหุ้มดั่งผ้าห่ม นางไม่ชอบหรอก เพียงแค่นางกลัวที่จะนั่งข้างๆแสงสว่างเท่านั้นเอง

          “…”

          เมรัยคิดถึงอ้อมอกพี่แคโรไลน์ ฝ่ามือพี่บาเบลร่า คำสอนพี่นาเดีย และเหนือสิ่งอื่นใด นางคิดถึงคุณแม่แท้ๆ สงสัยว่ายามนี้ท่านจักสบายดีหรือไม่ ทานข้าวเย็นหรือยัง ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง คำถามมากมายที่หมอผีน้อยอยากถามจากหัวใจ กระนั้นนางมิอาจนึกฝันหวานมีโอกาสพบท่านอีก เพราะเมรัยกลัวความจริงที่ไม่รู้ว่าสามารปลิดชีพนางอีกครั้งหรือไม่ นางเหมือนกลัวโดนทำร้ายอย่างหนัก คล้ายคนโดนงูฉกแล้วหวาดกลัวเถาวัลย์ ช่างน่าเวทนาสมเพชนัก เมรัยทวนคำนี้ทุกราตรีที่ไม่มีใครเคียงข้าง ยามฟ้ามีสายฝนพร่ำชะล้างฝ่ามือให้เปียกชุ่ม ยามหิมะโปรยปรายย้อมสีถนนให้ขาวโพลน นางเปิดหน้าต่างและเฝ้ามองท้องนภา ปรารถนาให้นี้คือฝันร้าย ที่หากนอนแล้วตื่นใหม่ นางจักพบว่าตนเองตื่นบนเตียงแข็งๆและเปิดประตูไปเจอคุณแม่ในห้องครัว  

          เมื่อไหร่นะที่เมรัยเริ่มคิดเช่นนี้ นางรู้สึกตนเองเปลี่ยนไปมากจากเมื่อก่อน แทบแตกต่างกับตนเองในอดีตสิ้นเชิง

          ปีนั้นที่นางมีความหวังเต็มอก ฤดูหนาวนั้นที่นางวิ่งสุดชีวิตเพื่อฟันฝ่าอุปสรรค ฤดูร้อนนั้นที่นางชูกำปั้นและกู่ร้องด้วยแรงใจทั้งหมดทั้งมวล เมรัยมิอาจกลั้นน้ำตาให้รินไหล แม้นรู้ตนเองจักร้องไห้มิได้แล้ว กระนั้นนางขอบคุณหยดน้ำตาที่อยู่เคียงข้างนางเสมอมา ในยามที่สิ้นหวังที่สุดชีวิต น้ำตาของนางอุ่นเหลือเกิน

          ความฝันที่เหมือนภาพมายา เมรัยเลิกสนใจมัน และลืมตามองโลกจริงๆว่าเป็นเช่นไร

          ช่วงเวลาที่ราวจักดำเนินไม่สิ้นสุดนี้ เมรัยสับสนและหลงทาง หมอผีน้อยไม่รู้ตนเองเดินถูกทางหรือไม่ กระนั้นนางยังเดินไม่หยุด เมรัยอยู่ตัวคนเดียว บนโลกที่นางแปลกแยก และแตกต่าง หมอผีน้อยรู้สึกเช่นนั้น กระทั่งวันหนึ่งนางรู้ว่ายังมีคนรักนาง อยากช่วยนาง อยากแบ่งเบาภาระและช่วยรักษาแผลในใจ ไม่ต้องมีความฝันก็ได้ ขอแค่ได้ตอบแทน และใช้ชีวิตอย่างที่อยากทำ กอดคนที่รัก นอนข้างๆกัน บอกลาและบอกยินต้อนรับกลับ

          ความรักที่เรไรและนารีมอบให้ เมรัยอยากรักษามันไว้

          คราววินาทีนั้น เมรัยจึงรู้ตัวว่าตนเอง…ไม่ได้ตัวคนเดียวอีกแล้ว

          “…”

          ค่ำคืนแห่งลมหนาว เมรัยเช็ดหยาดน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้าที่เรไรเป็นคนปัก นางลุกและก้มเก็บอุปกรณ์ ชายตามองช่อดอกมะลิ ยามนี้โคลสงบเงียบลงแล้ว สาเหตุเพราะพลังวิญญาณนางยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ เมรัยยังต้องสร้างอาคมอีกมากมายเพื่อช่วยพยุงพลังวิญญาณโคลก่อนที่มันจักแตกดับ “อดทนหน่อยนะ ข้าจะช่วยเจ้าให้ได้”เมรัยถือช่อดอกไม้มะลิ มิว่านางจักพยายามปิดบังสุรเสียงลึกล้ำเพียงใด กระนั้นภายในห้วงแห่งความพร่ามัวนั้นแฝงซึ่งความหวังและความเชื่อชนิดที่โคลยังต้องตกตะลึง

          เมรัยเดินกลับกระโจม ขณะเดินผ่านพงไม้ ปรากฏว่าหมอผีน้อยพลั่งเห็นดวงดาวน้อยใกล้ๆโขดหิน

          เหตุบังเอิญดังกล่าวสร้างความกระอักกระอ่วนให้เมรัย พักนี้สามสาวน้อยมิค่อยพูดคุยกันเท่าไหร่ คล้ายทำสงครามเย็น เมรัยเป็นฝ่ายผิดปกติ ดังนั้นนางจึงรู้สึกผิดที่สร้างปัญหากวนใจนารีและเรไร

          หมอผีน้อยกระดิกนิ้ว กำหมัด คำพูดเปี่ยมพลังของโคลพลันเด้งขึ้นหัวเบา ๆ ‘กล้าๆหน่อย’

“เจ้ายังมินอนรึ”เมรัยเบือนหน้าหนี สายตากลอกกลิ้งปานนักโทษหลบหนี จนใจถามเสียงแผ่วเบาขนนก

          “ข้า…ปวดท้องน่ะ”นารีก็เบือนหน้าหนีมิกล้าตอบตรงๆว่านางกลัดกลุ้มเรื่องเมรัย นอนไม่หลับเลยตื่นมานั่งซุ่มแอบฟังเมรัยคุยกับโคล แม้นนารีมิอาจยินเสียงวิญญาณสาว กระนั้นพอคาดเดาและจับใจความสำคัญจากเสียงพูดเมรัย เรื่องความทรงจำ คู่หมั้น คนรัก นารีแถบใจสลายเมื่อเห็นเมรัยนั่งร้องไห้เพียงลำพัก กระนั้นนางมิอาจก้าวเท้าไปกอดปลอบประโลมด้วยเพราะเมรัยยังโกรธกรุ่น มิอยากให้ใครเห็นสภาพนางยามอ่อนแอ มีน้ำตา  

          เพราะเหตุนี้ทั้งคู่จึงกล่าวอย่างยากลำบาก เมรัยตัดสินใจขอโทษก่อน

          “ขอโทษนะ..”

          ที่ทำตัวแปลกๆเหมือนองค์ลง เมรัยพยายามฝืนยิ้มอยากแสร้งว่าเรื่องแค่นี้ไม่เป็นไร กระนั้นลึกๆในใจเมรัยกลัวนารีไม่ให้อภัย หมอผีน้อยมือขยุ้มสาบเสื้อจนยับยู่ยี่ ขอบตาแดงระเรื่อ ก้มหน้าตามองเท้า “..”นารีรู้ว่าเมรัยสำนึกผิดและนางเจ็บปวดเพียงใด กระนั้นจักให้นารีตอบรับง่ายๆก็แลธรรมดาเกินไป ดวงดาวน้อยกระแอ่มแสร้งเลียนเสียงเหมือนเวลาเมรัยแกล้งเด็กร้องไห้แล้วบอกอย่างซื่อๆมาดร้ายๆว่า “แค่นี้เอง”

          ด้วยดัดเสียงให้ละม้ายคล้ายคลึงเสียงเมรัยแปดส่วน พร้อมทำท่าให้เหมือนต้นฉบับ เมรัยเห็นแล้วอึ้ง พลางกลั้วหัวเราะ

          “ฮึๆ”

          “..”นารีเขินแก้มแดง นี่ข้าตลกมากหรือ

          “ขอบใจนะ”เมรัยยิ้มอ่อนช้อย ความหม่นหมองเริ่มแทนที่ด้วยประกายสดใส นารีโล่งอกที่เมรัยเลิกคิดมากกับเรื่องเล็กๆ ดวงดาวน้อยเดินเข้าไปเกาะแขนนุ่มนิ่มอย่างออดอ้อนเอาใจ นารีกล่าวว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นแผนของนาง อย่ากล่าวโทษเรไรเลย ตั้งแต่วันนั้นที่เมรัยพบโคล เมรัยเริ่มทำตัวแปลกประหลาด นิ่งเฉยเมย ไม่สนในสองสาวน้อย นารีจึงคิดแผนดึงความสนใจ โดยให้เรไรปฏิบัติตามแผน กระนั้นแผนล้มเหลว เมรัยไม่สนใจใยดี เรไรจึงเสียหน้าและเสียใจอย่างสุดซึ้ง ปักษาน้อยร่ำไห้กับดวงดาวน้อย เรไรอยากช่วยเมรัยมาก กระนั้นไม่รู้จักทำเช่นไร

           “ให้ข้ากอดดมนางให้ชื่นใจก็พอแล้ว”

          เมรัยเอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติ ขอแค่ให้เรไรปลอดภัยและอยู่กายนาง เมรัยก็ซาบซึ้งมีความสุขแล้ว

          นารีฟังแล้วขบขำ เมรัยนี้ชอบอ้วนๆมากกว่าสินะ

          “ขาดเจ้าไป ข้าก็คงไม่ไหว…”

          เมรัยกุมมือนารี ไม่ว่าใคร เมรัยต่างกลัวเสียไปทั้งนั้น หากเรไรเปรียบประหนึ่งเตียงน้ำแข็งให้เมรัยนอนกอด เช่นนั้นนารีก็เปรียบดั่งแสงดาวที่จักเคียงข้างบนฟากฟ้าและนำทางเมรัยเสมอ

          ดวงดาวน้อยฟังแล้วชะงัก คราวครามตกใจพาดผ่าน หัวใจนารีเต้นตึกตักพองขยายใหญ่

          “อือ”นารีสะบัดหน้าหนี มุมปากโค้งสูงยิ่งกว่ายามได้รับสืบตำแหน่งฮ่องเต้เสียอีก สองสาวน้อยจับมือควงแขน นารีลอบมองสีหน้าเข้มขรึมที่เมรัยยากเปิดเผยยามปกติ ดวงดาวน้อยตัดสินใจถามที่สิ่งนางอยากถามมาตลอด “เมรัยอยากกลับบ้านหรือไม่..บ้านจริงๆ”

          บ้านที่หายพร้อมประวัติศาสตร์แห่งการล่มสลาย บ้านหลังนั้นที่เมรัยวิ่งหนีจากมันมาถึงโลกแห่งนี้

          เมรัยแว่วยินและหยุดเดิน นารีพลิกตัว เผชิญหน้าเมรัย ขณะดวงดาวน้อยนึกเสียใจที่ตั้งคำถามนี้ หมอผีน้อยก็เอ่ยขึ้น

          “อยากสิ

          เมรัยก้าวประชิดนารีพลางกระชากดวงดาวน้อยกอดแนบทรวงอกอวบอิ่ม เมรัยซุกคางเกยไหล่นารี สองมือกอดรัดเอวเบาะบาง ดวงดาวน้อยตกใจอ้าปากเผยอ หมอผีน้อยซ้อนสีหน้ายามนี้ไม่ให้นารีเห็น กระนั้นน้ำเสียงกระซิบที่ราวจะปลดปล่อยเรื่องราวร้ายๆให้ออกจากป่าแห่งคำสาปนั้น นารีหลับตาตั้งใจฟัง ขอเพียงเมรัยยอมรับหัวใจตนเอง ขอแค่นี้

          นารีกอดกระชับเมรัย

          หมอผีน้อยพึมพำ “ข้าอยากกลับบ้าน”

          บ้านเกิด บ้านที่มีทุกคนพร้อมหน้า แสงแดดอุ่นๆในสวนข้างบ้าน สิ่งของต่างๆในบ้านที่ข้าสามารปกครองมัน ข้าอยากกลับเหลือเกิน…

          ถ้อยวาจาที่ดังซ้ำซากราวจักย้ำเตือนเมรัยให้รู้ว่าตนเองเจ็บปวดทรมานและอยากก้าวไปข้ามความเจ็บนี้มากเพียงใด จากสิบเป็นร้อย จากความจริงสู่ความฝันที่แตกสลาย เมรัยกระซิบนารี ตราบวาจาสุดท้าย สิ่งที่นางปรารถนาคือการได้มีบ้านและคนที่รักนางรออยู่ที่นั้น “เจ้ามันคนใจร้าย”เมรัยจูบนารีทั้งน้ำตารินไหลอาบแก้ม ดวงดาวน้อยชอบให้หมอผีน้อยทรมานเช่นนี้หรือ เหตุใดต้องพยายามให้ข้าฝืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าหากนี้คือวิธีที่เจ้าใช้ช่วยข้า เมรัยอยากจับนารีตีก้นสักหมื่นครั้ง

          “อือ ใจร้ายแต่ก็รักเจ้านะ”

          ดวงดาวน้อยหลับตาพลิ้ว กล่าวกระเซ้าเมรัยให้ลงโทษตามที่หมอผีน้อยต้องการเถิด นารีอมยิ้มกรุ่มกริ่มปล่อยให้เมรัยกดตนเองกับพื้นหญ้าแรงๆ น้ำหนักที่ทาบทับนั้นหนักยิ่งกว่าช้าง หมอผีน้อยกดจูบจนดวงดาวน้อยอยากขอเวลาพักหายใจ ครั้นริมฝีปากแดงเปล่งปลั่งลดระดับลงกระทั่งเสื้อผ้าถูกปลด เผยเนินอกและยอดพรูสีแดงทับทิม นารีพลั่งนึกเสียใจที่ปฏิเสธรสจูบหอมหวานเมื่อครู่ “เจ้ามันดุยิ่งเสือ”

          “เช่นนั้นเสือตัวนี้ขอเขมือบเจ้าไม่มีให้เหลือ”สองมือร้อนผ่าวเกาะกุมสองเต้า ปลายลิ้นโลมเลียชโลม  

          เสียงครางเบาหวิวแล่นลอยไปตามสายลม ปุยหิมะ หยดน้ำฝน ลิ่มน้ำแข็ง ตุ๊กตาแมว แม่นกฮูกเอียงคอยกปีกปิดตาลูกน้อย ท่ามกลางแสงหิ้งห้อยริบหรี่ แสงเดือนสุกสกา ความเหน็บหนาวหรือจะสู้ความร้อนแรงกลางดกไม้ ดอกลิลลี่ขาว…

          ….

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น