หอหมื่นอักษร

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 36 วิธีเอาตัวรอดของแมวที่อยู่ตามตรอกซอกซอย

ชื่อตอน : ตอนที่ 36 วิธีเอาตัวรอดของแมวที่อยู่ตามตรอกซอกซอย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ค. 2561 15:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 10,000
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 36 วิธีเอาตัวรอดของแมวที่อยู่ตามตรอกซอกซอย
แบบอักษร

การที่ได้ติดตามหลี่หยวนป้าออกไปเดินข้างนอก ทำให้เจิ้งทั่นได้เรียนรู้อะไรมากมาย

ได้ยินมาว่าหลี่หยวนป้าเคยเป็นแมวเร่ร่อนมาก่อน เห็นได้ชัดจากสกิลเอาตัวรอดที่เหนือชั้นกว่าแมวที่มีเจ้าของมาก มันสามารถแยกแยะสภาพแวดล้อมที่มีทั้งคนดีคนเลว สัตว์เลี้ยงที่เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูได้เก่งมาก แม้แต่วิธีรับมือกับคนที่เดินผ่านไปมากับยามเจอคนที่มีเจตนาร้ายก็แตกต่างกัน

มนุษย์บางคนพอทำท่าขู่ให้กลัว คนอื่นก็จะถอยห่าง แต่บางคนยิ่งแสดงการข่มขู่มากเท่าไร ยิ่งเหมือนเป็นการดึงดูดให้เข้าใกล้ มนุษย์ก็เป็นแบบนี้ ส่วนแมวนั้นมีฐานะต่ำต้อย พอตกอยู่ในสถานการณ์คับขันก็จะแสดงออกแตกต่างกัน เวลาเห็นคนเดินตามตรอกซอกซอยจะวิ่งหนี เพราะไม่สามารถแยกแยะเจตนาของคนเหล่านั้นได้ หลังจากที่ถูกทำร้ายไม่กี่ครั้งก็จะจดจำ พอเห็นมนุษย์จึงวิ่งหนี

แต่หลี่หยวนป้าสามารถคิดหาวิธีมารับมือได้ภายในเวลาอันสั้น ยกตัวอย่างเช่นตอนที่เดินผ่านร้านชานม ที่เก้าอี้ด้านข้างมีคู่รักคู่หนึ่งนั่งอยู่ ฝ่ายชายส่งเสียงร้อง ‘เมี้ยว’ ออกมา มือข้างหนึ่งยังได้ถือเชือกกวัดแกว่งไปมา ดึงดูดความสนใจของแมว ส่วนแมวนั้นปกติก็จะไวต่อเสียง ‘เมี้ยว’ อยู่แล้ว และก็ชอบเล่นเชือกที่แกว่งไปมาด้วย แต่นึกไม่ถึงว่าหลี่หยวนป้าจะเดินห่างออกจากสิ่งนั้นทันที

เวลานั้นเจิ้งทั่นรู้สึกแปลกใจ เพราะก่อนหน้าก็ได้มีคนทำแบบนั้นกับหลี่หยวนป้า ถึงแม้ว่าหลี่หยวนป้าจะไม่ได้เข้าไปเล่น แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนเส้นทางในการเดินแต่อย่างใด แต่ครั้งนี้หลังจากที่เชิ่ดใบหูขึ้นแล้ว มันก็เอาตัวออกห่างทันที เจิ้งทั่นเองก็เดินออกนอกเส้นทางตามมันไปด้วย

พอเดินไปได้ไม่ไกลนัก เจิ้งทั่นก็ได้ยินเสียงผู้ชายคนเดิมร้องเสียงแมวอีกครั้ง เขาจึงหันกลับไปดู ตรงนั้นมีแมวอีกตัวเดินผ่านมา กำลังยืนอยู่บนกระถางดอกไม้ ดูแล้วเหมือนเป็นแมวมีเจ้าของ ขนดูสะอาดอ่อนนุ่ม

หลังจากที่ได้ยินเสียงชายคนดังกล่าวร้องเรียกพร้อมกับกวัดแกว่งเชือกไปมา แมวตัวนั้นก็เข้าไปเล่นด้วย วินาทีถัดมาชายคนนั้นกลับเอาชานมที่อยู่ในมือสาดไปยังแมว แต่แมวตัวนั้นว่องไวกว่าหน่อย หลบได้ทัน มีเพียงแค่ปลายขนที่เลอะชานมเล็กน้อย แต่ก็ทำให้มันอารมณ์ไม่ดีแล้ว มันเชิ่ดใบหูขึ้นพร้อมกับชันขนและส่งเสียงขู่ออกมา หากเสี่ยวกัวอยู่ตรงนั้นคงรู้ดีว่า แมวกำลังส่งเสียงเตือนและพร้อมจะโจมตีได้ตลอดเวลา ทางที่ดีไม่ควรจะไปทำให้มันโกรธอีก

แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของแมวทำให้ชายคนนั้นกลับยิ่งสาดชานมเข้าไปจนเลอะไปทั้งตัว มันวิ่งหนีไปทางสนามหญ้า เหลือไว้เพียงเสียงหัวเราะของคู่รักคู่นั้น

พวกขยะ!

เสียงหัวเราะนั้นช่างบาดแก้วหู เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น แล้วมองสองคนนั้นด้วยใบหน้าที่แสดงอาการอยากจะเข้าไปข่วนสักทีสองที

เจิ้งทั่นหันไปมองหลี่หยวนป้าที่เดินไปไกลแล้ว คล้ายกับว่าไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่

เรื่องแบบนี้สำหรับแมวแล้วนั้นเป็นเรื่องที่ควรจะหลีกเลี่ยง ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นแมวเร่ร่อนหาอาหารกินไปวันๆ เลี้ยงชีวิตตัวเองแล้วด้วย ยิ่งควรเอาตัวออกห่าง ชีวิตของแมวไม่ได้มีค่ามากนัก

เจิ้งทั่นหันกลับมาแล้วรีบวิ่งตามหลี่หยวนป้าไป

หลังจากที่เดินผ่านมุมถนน พวกเขาก็พบกับคู่รักอีกคู่หนึ่ง ผู้ชายทำแบบเดียวกันคือร้องเสียงแมวออกมา และทำท่าทางดึงดูดความสนใจให้แมวเข้าไป พอเห็นแมวที่อยู่ตรงหน้าไม่สนใจ เขาก็โยนก้อนหินเล็กๆ มาทางหลี่หยวนป้า

แต่สิ่งที่ทำให้เจิ้งทั่นประหลาดใจคือ ครั้งนี้หลี่หยวนป้าแสดงออกต่างจากครั้งที่แล้ว มันกดหูทั้งสองข้างให้ต่ำลง หนวดทั้งสองกระตุกขึ้น แยกเขี้ยวออกมาพร้อมกับส่งเสียงขู่

ชายคนนั้นเห็นได้ชัดว่าเริ่มรู้สึกกลัว มือที่ถือก้อนหินอยู่หยุดชะงัก แล้วแฟนสาวที่อยู่ข้างๆ ก็ดึงแขนของเขาเป็นเชิงบอกว่ากลัวแมวจะพุ่งมาข่วน เขาจึงปัดฝุ่นในมือแล้วทั้งสองก็เดินจากไป

ใช้วิธีรับมือกับบุคคลที่แตกต่างกัน โดยที่ไม่มีมีการถอยหลังหนี ยามที่ควรทำตัวแข็งแกร่งก็ทำ และหลีกเลี่ยงการปะทะในยามที่ไม่จำเป็น นี่คือวิธีที่หลี่หยวนป้าใช้ขณะที่เดินอยู่ข้างนอก ซึ่งแตกต่างจากการใช้ชีวิตของแมวทั่วไป

เจิ้งทั่นเดินตามหลังอยู่ห่างๆ มาตลอด จึงได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน คู่รักคู่แรกกับคู่ที่สองแสดงออกถึงนิสัยที่แตกต่างกัน อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันทำให้หลี่หยวนป้าเลือกใช้วิธีรับมือที่เหมาะสมที่สุด

ส่วนแมวที่ทำไม่ได้อย่างหลี่หยวนป้าก็จะเป็นเหมือนแมวเร่ร่อนทั่วไป พอเจอคนก็จะวิ่งหนี ไม่ว่าจะถูกอะไรมาดึงดูดพวกมันก็จะไม่เข้าไป เพราะไม่อาจรู้ได้เลยว่าพอเข้าไปแล้วจะถูกชานมสาดใส่หรือจะถูกปาด้วยก้อนหิน และก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าหากทำเสียงขู่แล้วจะเกิดผลหรือยิ่งเพิ่มอารมณ์ให้อีกฝ่ายกันแน่

ไม่ได้เป็นเหมือนแมวของเหล่าคนไฮโซ ในฐานะที่เป็นสัตว์เลี้ยงธรรมดาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแล้วนั้น ต้องเลือกระหว่างใช้ชีวิตอย่างสงบๆ หรือไม่ก็หัดเรียนรู้สกิลเอาตัวรอดให้มากขึ้น

สำหรับแมวที่ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ ในห้องแคบๆ แล้วนั้น การใช้ชีวิตไม่ได้ง่าย การขาดประสบการณ์ในสังคมเป็นสิ่งที่จะมาทดสอบเจิ้งทั่น จากที่เคยชินกับการใช้มุมมองของคนในการคิดแก้ปัญหา ก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องเป็นแมวไปอีกนานเท่าไร หากต้องเป็นตลอดไป เขาก็ต้องเรียนรู้ทุกสิ่งให้มากขึ้น เพื่อการเอาตัวรอด เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านมุมมองของแมว

ถึงจะเป็นชีวิตแมว เจิ้งทั่นก็ไม่อยากจะปล่อยทิ้งไปง่ายๆ

พอตามหลี่หยวนป้าเดินรอบๆ แถวนั้นแล้ว ขณะที่เจิ้งทั่นกลับไปที่ศูนย์กลางสัตว์เลี้ยง เสี่ยวกัวก็เสร็จงานกำลังเรียกหาเขาอยู่พอดี เจิ้งทั่นเดินออกมาจากทางประตูหลัง เสี่ยวกัวเองก็ไม่ได้สงสัยอะไร คิดว่าเจิ้งทั่นคงสงสัยว่าทางนั้นมีอะไรจึงเดินไปดู โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าที่ทางประตูหลังของห้องทำงานนั้น มีทางให้แมวกระโดดออกไป

เมื่อกลับถึงที่พักบุคลากรฝั่งตะวันออกของมหาวิทยาลัยฉู่หัวแล้ว ความวุ่นวายที่ไปเจอมาเมื่อครู่ดูจะสงบลงไปมาก ระหว่างทางเจิ้งทั่นได้พบเจอเหล่านักเรียนที่กำลังวุ่นอยู่กับกิจกรรมปลายปีหรือไม่ก็การสอบ โดยไม่ได้สนใจโลกภายนอกเท่าใดนัก นักเรียนในยุคสมัยนี้จิตใจไม่ได้ซับซ้อนเหมือนนักเรียนในยุคสิบปีให้หลัง

สิ่งที่ทำให้เราเติบโตขึ้นก็คือประสบการณ์ ไม่ใช่อายุ ต่อให้บรรดานักศึกษาที่ไม่มีภูมิหลังเหล่านี้ออกไปเผชิญโลกกว้าง ก็อาจจะใช้ชีวิตสู้คนในวัยเดียวกันที่ได้ออกไปเจอสังคมก่อนไม่ได้

เจิ้งทั่นกระโดดลงจากรถของเสี่ยวกัว เขามองออกไปก็เห็นอาหวงนอนอาบแดดอยู่ในสนามหญ้า เจ้านั่นไม่ค่อยชอบออกไปข้างนอก หรือบางทีพื้นที่อันใหญ่โตของที่นี่เพียงพอแล้วที่จะเป็นสนามให้มันเล่น

ด้านข้างมีจ้วงจ้วงที่ถูกล่ามไว้อยู่ด้วย รวมไปถึงเสี่ยวฮวาสุนัขพันธุ์เซ้นต์เบอนาร์ดที่หมอบหลับอยู่บนสนามหญ้า

หากเทียบขนาดร่างกายแล้ว เสี่ยวฮวาในตอนนี้มีรูปร่างที่ใหญ่กว่าจ้วงจ้วงหลายเท่า แต่จ้วงจ้วงกลับเป็นฝ่ายที่ถูกล่ามไว้ เสี่ยวฮวาไม่ต้อง อาจจะเป็นเพราะด้วยนิสัยที่ดูเป็นมิตรมากกว่า จ้วงจ้วงจะเป็นมิตรแต่กับแค่สัตว์เลี้ยงที่โตมาด้วยกันเท่านั้น ส่วนสัตว์แปลกหน้ามันจะเข้าไปหาเรื่องทันที ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ต่างก็จำวีรกรรมที่มันกัดขาโจรในตอนนั้นได้ดี ดังนั้นล่ามมันไว้จึงเป็นการดีที่สุด

ส่วนเสี่ยวฮวาเด็กๆ ที่อยู่ที่นี่ชอบไปเล่นกับมันอยู่เสมอ ทุกคนต่างก็รู้ว่ามันเชื่อง นอกจากเรื่องน้ำลายยืดแล้ว ภาพลักษณ์ของมันในสายตาของทุกคนถูกจัดอยู่ในเกณฑ์ดี

พอเห็นเจิ้งทั่นอาหวงก็นอนตะแคงข้างบิดขี้เกียจแล้วร้อง ‘เมี้ยว’ ออกมาหนึ่งที

ยามที่มันร้องเสียงเบาดูอ่อนโยนแสดงว่ามันกำลังทักทาย ยินดีต้อนรับ และก็เป็นการแสดงออกว่าตอนนี้มันอารมณ์ดี เหมือนกับเป็นการขานรับ แต่ในยามที่มันร้องเสียงดัง เป็นไปได้ว่ามันอาจจะกำลังบ่นหรือไม่ก็ร้องขอ อย่างเช่นเสียงร้องเวลาหิว

เสี่ยวกัวเดินตามหลังเจิ้งทั่นขึ้นไปบนตึก ทุกครั้งที่กลับมาจะเป็นแบบนี้ ตัวหนึ่งรีบร้อนอยากกลับบ้าน ส่วนอีกคนค่อยๆ เดินตามหลังขึ้นไป

บางครั้งหลังจากที่ถ่ายงานเสร็จแล้วมาส่งเจิ้งทั่นกลับบ้าน เสี่ยวกัวจะหยิบงานที่ถ่ายมาให้คนในครอบครัวเจียวดูด้วย ครั้งนี้ก็เช่นกัน

เมื่อเข้าไปในบ้าน แม่เจียวหย่วนกำลังทำอาหารเย็นอยู่ เจียวหย่วนที่เลิกเรียนเร็วกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เล็กในห้องรับแขก พ่อเจียวหย่วนนั่งอยู่บนโซฟา คล้ายกับว่ากำลังพูดอะไรอยู่ คาดว่าคงกำลังสอนเจียวหย่วนในเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือจากตำราเรียน วันนี้เสี่ยวโย่วจื่อมีคลาสที่เลือกเรียนตามความสนใจ เด็กน้อยกำลังอยู่ในคลาสศิลปะ อีกสักพักถึงจะกลับมา โดยมีน้าหลิงที่ไปรับเด็กๆ พากลับมาด้วยกัน พ่อแม่เจียวหย่วนจึงไม่ต้องเสียเวลาไปรับอีกรอบ

พอเห็นเจิ้งทั่นกับเสี่ยวกัวเข้ามาในบ้าน สองพ่อลูกก็หยุดบทสนทนาลง หลังจากที่เสี่ยวกัววางของลง ดื่มน้ำชา คุยเรื่องโฆษณาในวันนี้สักพัก แล้วขอตัวลา สองพ่อลูกจึงกลับเข้าสู่หัวข้อสนทนาเมื่อครู่อีกครั้ง

เจิ้งทั่นนั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเอง แล้วฟังสองพ่อลูกคุยกัน

พ่อเจียวหย่วนกำลังพูดถึงเรื่อง ‘ทฤษฎีหน้าต่างแตก’

การที่พวกเขาคุยถึงเรื่องนี้มีสาเหตุมาจากหลังจากที่เจียวหย่วนกลับมาจากโรงเรียนแล้วบ่นถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ อย่างเรื่องลอกการบ้าน ในคาบวิชาภาษาจีนคุณครูได้ตำหนินักเรียนที่ลอกการบ้านมาส่ง ในสายตาของเจียวหย่วนวิชาอื่นก็มีการลอกการบ้านเกิดขึ้น แต่ทำไมคุณครูวิชานี้ต้องมาทำให้เป็นเรื่องด้วย หลังจากที่พ่อของเขาได้ยินดังนั้นจึงเรียกเจียวหย่วนมานั่งแล้วเริ่ม ‘เข้าสู่บทเรียน’

ทฤษฎีหน้าต่างแตกมีอยู่ว่า หากมีคนไปทุบหน้าต่างในอาคารจนแตก แล้วหน้าต่างบานนั้นไม่ได้รับการซ่อมแซมในทันที ก็อาจเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ทำลายทรัพย์สินขึ้นอีก ผลก็คือในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีคนใส่ใจแบบนั้น ได้เป็นต้นเหตุให้เกิดการกระทำความผิด

“พฤติกรรมกับสิ่งแวดล้อมมีแรงดึงดูดที่รุนแรงต่อมนุษย์ หากหน้าต่างบานแรกไม่ได้รับการซ่อมแซมในทันที ก็อาจจะเกิดเรื่องที่ร้ายแรงกว่าขึ้น หลักการเดียวกัน เพื่อนๆ ของลูกก็จะคิดว่าการลอกการบ้านเป็นสิ่งที่ทุกคนรับได้ ช่วยให้ประหยัดเวลาอีกด้วย จากนั้นการลอกการบ้านก็จะมีต่อไปเรื่อยๆ...”

เจิ้งทั่นมองพ่อเจียวหย่วน แล้วก็หันไปมองเจียวหย่วนด้วยสีหน้างุนงง ทำไมถึงได้พูดหลักการยากๆ แบบนี้กับเด็กประถม? เพราะเจิ้งทั่นสมัยเรียนประถมจนถึงมหาวิทยาลัยเรื่องลอกการบ้าน มาสาย วิวาท แบล็คเมล์...เคยทำมาหมด นอกจากคำพูดของอาจารย์ที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้วก็ไม่มีอะไรร้ายแรง พูดไปพูดมาก็คือพอใช้เงินปัญหาก็จบ ในเมื่อเงินช่วยแก้ปัญหาได้ แล้วทำไมจะต้องทำอะไรให้มันยุ่งยากล่ะ?

นี่คือสิ่งที่เขาคิด แต่เขาก็ยังคงนั่งฟังพ่อเจียวหย่วนสั่งสอนลูกต่อไป ตอนนี้ขอบเขตได้ขยายไปจากแค่ในห้องเรียนกลายเป็นเรื่องการบริหารธุรกิจ

“สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจโดยทั่วไปประกอบด้วยสองปัจจัย คือ ปัจจัยแวดล้อมที่เป็นรูปธรรม เช่น ห้องทำงาน เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เส้นทางคมนาคม เป็นต้น ส่วนปัจจัยอีกอย่างคือ ปัจจัยที่เป็นนามธรรม เช่น บรรยากาศในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สไตล์ในการบริหารงาน เป็นต้น ดูอย่างลุงอ้วนนะ ตอนนี้ลุงเขาให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘ทฤษฎีหน้าต่างแตก’ มาก หากมี ‘หน้าต่างแตก’ เขาก็จะรีบซ่อมแซมทันที ส่วนผลกระทบในด้านนามธรรมก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังเหมือนกัน เบื้องหลังของปัญหาใหญ่ๆ ล้วนเป็นผลมาจากการสะสมปัญหาที่มีอยู่มาเรื่อยๆ ดังนั้นลุงเขาถึงได้คอยจับตาดูเป็นพิเศษ พอมีอะไรผิดปกติก็จะเข้าไปแก้ปัญหาในทันที เพราะมันอาจจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทได้ ภาพลักษณ์องค์กรก็เหมือนกับรัดเกล้าที่อยู่บนหัวของซุนหงอคง ถึงจะเก่งกล้ามีความสามารถมากแค่ไหน แต่ถ้าอยากจะก้าวหน้าก็ห้ามประมาทปัญหาพวกนี้เด็ดขาด! ก็เหมือนกับห้องของลูก ถ้ามีภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ลูกก็ไม่อยากจะพูดถึงคนในห้องให้คนอื่นฟังเท่าไรใช่ไหมล่ะ?”

คำพูดสุดท้ายของรองศาสตราจารย์เจียวทำให้เจียวหย่วนรู้สึกเห็นด้วย ชื่อเสียงของห้องเจียวหย่วนไม่ค่อยดีเท่าไร ช่วงแรกเคยได้ยินว่ามีเด็กเคยถูกขโมยปากกากับยางลบไป คนอื่นๆ ในห้องกับครูประจำชั้นต่างก็ไม่ใส่ใจ ต่อมาก็มีข่าวว่ามีการขโมยเงินเกิดขึ้น ดังนั้นทุกคนต่างก็คอยระวังเด็กในห้องนั้น ซึ่งเด็กที่อยู่ห้องนั้นเองก็ไม่ค่อยอยากจะบอกให้ใครฟังเท่าไหร่ว่าตัวเองอยู่ห้องนั้น เพราะกลัวจะโดนดูถูก

“พ่อจะยกตัวอย่างให้ฟังอีกนะ ผลกระทบที่มันเชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่แบบนี้เราสมารถอธิบายในอีกมุมหนึ่งได้ เช่น แม่ของลูกซื้อถุงเท้าลายทรานส์ฟอเมอร์มาให้ใหม่ ตอนที่ลูกใส่ถุงเท้าคู่นั้นก็อยากจะเลือกใส่คู่กับรองเท้าใหม่ จากนั้นก็อยากเลือกกางเกงที่มันเข้ากับรองเท้า เลือกเสื้อผ้าที่เข้าชุดกัน พอแต่งตัวแบบนั้นแล้วลูกก็ไม่อยากไปในที่ที่สกปรก ดังนั้นภาพลักษณ์ของลูกจึงเปลี่ยนไป”

“อ๋อ ผมเข้าใจครับ ก็เหมือนกับสงสงที่ชอบยืนหลังค่อม แม่ของเขาบอกว่าเดี๋ยวจะตัวไม่สูง แต่เขาก็ไม่ฟัง เพราะสงสงถือว่าตัวค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเพื่อนในห้อง แต่พอแม่ของเขาเลือกเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้ใส่ นับแต่นั้นมาสงสงก็ไม่ยืนหลังค่อมอีก เวลาไปไหนก็จะคอยระวังยืดหลังให้ตรง เพราะตอนที่แม่เอาเสื้อผ้าให้สงสงได้บอกว่า เสื้อผ้าพวกนั้นต้องยืนหลังตรงๆ ถึงจะใส่แล้วดูดี ดึงดูดสาวๆ ให้เข้ามา!” เจียวหย่วนกล่าว

“......” สนับสนุนให้มีความรักก่อนวัยอันควรเหรอ?

พ่อเจียวหย่วนหลังจากได้ฟังดังนั้นก็คิดอยู่สองวินาทีแล้วพูดว่า “ลูกกำลังจะบอกว่า...”

“เสื้อผ้าสำหรับฉลองปีใหม่ไปซื้อเมื่อไรดีครับ? คงไม่ได้จะเตรียมแค่ถุงเท้าให้ใช่ไหมครับ?”

“......” ฟังสองพ่อลูกคู่นี้คุยกันแล้วเหนื่อยจริงๆ! แค่เรื่องเล็กๆ ธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนเด็กประถมกลับเต็มไปด้วยหลักการมากมายลามไปถึงปัญหาด้านอื่นๆ อีก!

ตามธรรมเนียมของคนแถบนี้คือ จะต้องซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เด็กๆ สำหรับการฉลองปีใหม่ ส่วนของผู้ใหญ่ก็ดูตามความเหมาะสมส่วนบุคคล

พ่อเจียวหย่วนดูไม่ได้ประหลาดใจที่ลูกตัวเองพูดแบบนี้สักเท่าไร “ลูกจะได้เสื้อผ้าตามความต้องการมากแค่ไหนก็ต้องดูจากพฤติกรรมก่อนนะ”

“แน่นอนครับ! ถ้าผมสอบติดห้าอันดับแรกของห้องได้ ผมจะเลือกแบบไหนก็ได้ใช่ไหมครับ?”

“ได้สิ”

“แล้วถ้าผมเลือกเสื้อผ้าแนวๆ ไม่ค่อยเหมือนคนอื่น อาจจะมีพวกตะปู ห่วงเหล็กเป็นเครื่องประดับก็ได้ใช่ไหมครับ?”

“ได้สิ ลูกจะใส่เจลบนผมยังได้เลย”

“โอเคครับ!”

พอได้รับคำตอบที่พอใจแล้ว เจียวหย่วนก็หอบกระเป๋านักเรียนเข้าไปทำการบ้านในห้อง ใกล้ถึงช่วงสอบปลายภาคแล้วก็ต้องขยันหน่อย เพื่อของรางวัลตอนปีใหม่

หลังจากที่เจียวหย่วนเข้าห้องไปแล้ว แม่ของเขาก็ยกกับข้าวมาวางบนโต๊ะ พอเห็นเจียวหย่วนปิดประตูจึงถามพ่อเจียวหย่วนขึ้น “ลูกยื่นข้อเสนออะไรอีกแล้วเหรอ?”

“เด็กๆ คิดอะไรอยู่คิดว่าผมจะไม่รู้เหรอ?”

“ถ้าถึงตอนนั้นแล้วลูกสอบติดหนึ่งในห้า คุณจะยอมให้แกแต่งตัวแบบนั้นเหรอ?”

“ไม่เป็นไรหรอก ถึงตอนนั้นคุณก็พาลูกไปตรงที่ขายปืนของเล่น เดี๋ยวลูกก็เปลี่ยนความคิดเองแหละ ระหว่างของเล่นกับเสื้อผ้าให้เลือกได้อย่างเดียว ยังไงลูกก็ต้องเลือกอย่างแรก ปีที่แล้วเห็นจ้องตาเป็นมันเลย แต่กลับสอบได้ที่หก เลยอดไป”

“แล้วถ้าสอบไม่ติดห้าอันดับแรกล่ะคะ?” ผู้เป็นภรรยาถาม

“เรื่องสอบติดห้าอันดับแรกลูกเป็นคนพูดเอง แกก็ต้องรับผิดชอบกับคำพูดของตัวเอง แต่ถ้าสอบไม่ได้จริงๆ ก็คงซื้อปืนของเล่นให้นั่นแหละ แต่ไม่ต้องเอาอันใหญ่มาก จะให้ลูกมาคิดว่าถึงทำไม่ได้อย่างที่พูดก็ยังได้ของที่อยากได้อยู่ดีไม่ได้หรอก” พ่อเจียวหย่วนพูดอย่างแน่วแน่

เจิ้งทั่นที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกเดือดร้อนแทนเจียวหย่วนจริงๆ ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด แล้วแบบนี้เมื่อไรถึงจะหนีพ้นฝ่ามือของพ่อตัวเองพ้นล่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น