หอหมื่นอักษร

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 35 แมวสาวผู้แข็งแกร่ง แมวซิลล่าผู้น่าเกรงขาม

ชื่อตอน : ตอนที่ 35 แมวสาวผู้แข็งแกร่ง แมวซิลล่าผู้น่าเกรงขาม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ค. 2561 15:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 35 แมวสาวผู้แข็งแกร่ง แมวซิลล่าผู้น่าเกรงขาม
แบบอักษร

หลังจากที่ชายชรากลับบ้านไปแล้วก็มักจะส่งของมาให้เรื่อยๆ เพราะปีนี้ครอบครัวเจียวทั้งสี่คนไม่ได้กลับบ้านเกิดไปฉลองปีใหม่ คนแก่ทั้งสองต่างก็คิดถึง พอเห็นว่ามีใครจะเข้าเมืองก็จะฝากของมาให้ ทางนั้นเตรียมตัวฉลองปีใหม่กันอยู่นานแล้ว จึงมักจะมีคนเข้าเมืองมาหาซื้อของอยู่บ่อยๆ หรือไม่ก็เอาของมาส่งให้ลูกค้า อย่างเช่นพวกผลไม้หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อสัตว์ ดังนั้นช่วงปลายเดือนธันวาคมจึงมักจะมีคนโทรหาพ่อเจียวหย่วนให้ไปรับของอยู่บ่อยๆ

ที่บ้านเกิดของพวกเขาแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ หลายคนทำบ่อเลี้ยงปลา ไม่ว่าจะเป็นปลาชนิดไหนก็มีหมด บ้านครอบครัวกู้เลี้ยงปลาไหล กินของที่ตัวเองเลี้ยงไว้สบายใจสุด

แต่เรื่องพวกนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับเจิ้งทั่น หลังจากที่เว่ยเหลิงย้ายเข้ามาทำงานที่บริษัทแล้ว สถานที่ที่ไกลสุดในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยที่เจิ้งทั่นไปได้ก็คือบริษัทของเสี่ยวกัว ไม่มีที่อื่นให้ไปอีก

กลางวันเขาไม่สามารถออกไปวิ่งเล่นนอกมหาวิทยาลัยได้ ข้างนอกไม่ได้อยู่ง่ายเหมือนกับข้างในที่วิ่งเล่นได้ตามใจชอบ นักศึกษาที่เห็นเขาส่วนใหญ่จะมีแต่ความเมตตาให้ อย่างไรเสียนักศึกษาก็ยังดูสดใสบริสุทธิ์กว่าพวกเจนโลกที่อยู่ข้างนอก

แต่ออกนอกมหาวิทยาลัยแล้ว สายตาของหลายคนที่พอเห็นเจิ้งทั่นแล้วเหมือนกับได้เห็นอาหารจานหนึ่ง ถ้าเกิดเขายังเป็นคน คงจะมองอะไรไม่ออก แต่ในมุมมองของแมว เขาสามารถรับรู้ได้ถึงสายตาของคนพวกนั้นว่าหมายถึงอะไร

แมวที่ออกไปซอกแซกตามซอยบ่อยๆ มักจะไวต่อพฤติกรรมของมนุษย์ หลังจากที่เจิ้งทั่นได้ออกไปข้างนอกบ่อยๆ ความรู้สึกแบบนี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

ดังนั้นเวลาเขาไปข้างนอกมหาวทิยาลัยจึงมักจะเป็นช่วงเย็น ตอนเย็นคนไม่เยอะ ไม่ต้องคอยระวังเท่าไร

บรรดามนุษย์เงินเดือนที่อยู่ในสังคม พอตกเย็นก็จะรีบร้อนกลับบ้าน เจอแมวก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่ก็มีหลายคนที่ชอบจับแมวเร่ร่อนหรือแมวเลี้ยงที่ออกมาเพ่นพ่านนอกบ้านไปขายให้ตามร้านอาหาร บางคนที่กลัวว่าจะมีเรื่องยุ่งยากตามมาก็จะเอาไปขายที่นอกเมือง เป็นสิ่งที่แมวทั้งหลายควรระวัง

เจิ้งทั่นยังไม่เคยเจอพวกลักลอบค้าแมว แต่อุปสรรคเรื่องอื่นนั้นก็เจอมาอยู่ไม่น้อย

การเป็นแมวเจิ้งทั่นก็ยังรับรู้ได้ถึงแรงกดดัน เขาประเมินแมวตัวผู้เวลาแย่งชิงพื้นที่ต่ำเกินไป แมวเกเรพวกนั้นเวลาไม่มีอะไรทำก็จะอึฉี่เรี่ยราดแสดงอาณาเขตเต็มไปหมด เจิ้งทั่นลองใช้เส้นทางอื่นอ้อมๆ ดูแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาทางเดิมอย่างเซ็งๆ

ใช่ว่าเขาจะสู้แมวพวกนั้นไม่ได้ พวกมันฝีมือก็ไม่เท่าไร แต่มันก็มีกรณีพิเศษอยู่บ้าง

มีอยู่วันหนึ่งขณะที่เจิ้งทั่นกำลังเดินไปทางศูนย์กลางสัตว์เลี้ยงของเสี่ยวกัวอยู่นั้นก็ได้ไปเจอกับแมวดำที่ลักษณะเหมือนตัวเอง แต่รอบแมวตัวนั้นมักจะมีแมวตัวอื่นๆ อยู่ด้วยเสมอ เจิ้งทั่นคิดว่าคงจะเป็นลูกน้องของมัน พูดให้ดูดีหน่อยก็พี่น้อง พูดภาษาบ้านๆ ก็ ทาสรับใช้

แต่ทุกครั้งที่มีเรื่องเจิ้งทั่นก็ไม่เคยแพ้ แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกรำคาญก็คือ แมวตัวนี้มันค่อนข้างโง่ โดนตบคว่ำครั้งหนึ่งไม่พอ ยังฮึกเหิมพุ่งเข้ามาเป็นครั้งที่สอง แบบที่เขาว่ากันว่ายิ่งสู้ยิ่งฮึกเหิม เจิ้งทั่นคิดว่าแมวตัวนี้มันทึ่ม รนหาที่ตายชัดๆ

เดิมทีเจิ้งทั่นคิดว่าการต่อสู้แบบนี้มันจำเป็นสำหรับแมวตัวหนึ่ง ไปที่ไหนต้องลองได้มีเรื่องสักครั้ง แต่อยู่มาวันหนึ่งเข้าก็ได้เจอกับข้อยกเว้น

ในช่วงใกล้วันคริสต์มาส นักศึกษาต่างชาติต่างก็วุ่นอยู่กับเทศกาลนี้ เสี่ยวกัวกำลังคิดถึงโฆษณาอาหารแมวที่เกี่ยวกับเทศกาลคริสต์มาส เขาอยากให้เจิ้งทั่นเล่นเป็นซานต้าคลอส ส่วนเจ้านายเล่นเป็นกวาง

พอเจิ้งทั่นมาถึงออฟฟิศของเสี่ยวกัวแล้ว เขาก็เห็นเจ้านายที่นั่งอยู่ข้างๆ บนหัวสวมเขากวางของเล่นอยู่ มันกำลังแลบลิ้นนั่งหอบแฮ่กๆ คาดว่าคงเอาแต่ฝึกซ้อมท่าทางที่จะใช้ในโฆษณา จนเพิ่งจะได้พัก

เจิ้งทั่นเคยร่วมงานกับแมวและหมาในร้านของเสี่ยวกัวแล้ว ถึงแม้จะไม่ถึงกับรู้ใจ แต่ก็พอจะอยู่ด้วยกันได้ การอยู่ร่วมกันของสัตว์เลี้ยงหลายตัวถือว่าใช้ได้พอควร แมวในร้านหลายตัวนอกจากเจ้าชายแล้วล้วนเคยผ่านการทำหมันมาก่อน ส่วนเจ้าชายถึงจะเป็นแมวตัวผู้ แต่ก็คุ้นชินกับการถูกเลี้ยงอยู่ภายในร้าน นิสัยรุกรานชาวบ้านน้อยกว่าแมวตามตรอกซอกซอยที่เจิ้งทั่นเคยเจอ อีกทั้งแมวในร้านของเสี่ยวกัวก็มีอยู่มาก มันจึงชินกับการแบ่งแยกตัวเองออกมาจากแมวพวกนั้น ไม่เข้าไปแย่งพื้นที่ใคร

ถ่ายโฆษณาไปแล้วหลายครั้ง เจิ้งทั่นจึงรู้สึกคุ้นเคยกับพนักงานของที่นี่เป็นอย่างดี ทุกคนต่างก็รู้ว่าแค่ซักซ้อมบทตัวประกอบอื่นๆ ไว้เป็นพอ ส่วนแมวดำตัวนี้ถูกจัดอยู่ในประเภท ‘ดาราเจ้าบทบาท’ ที่ ‘ค่าตัวสูง’ ไม่จำเป็นต้องสอนอะไรมากนัก ดังนั้นจึงได้เห็นภาพเจ้านายเหนื่อยจนลิ้นห้อย เจิ้งทั่นที่นั่งอยู่ข้างๆ ว่างจนเริ่มรู้สึกง่วง

หลังจากที่เจ้าชายซักซ้อมคิวจนได้ที่แล้ว เสี่ยวกัวจึงปลุกเจิ้งทั่นให้เริ่มทำงาน

พอเปลี่ยนไปใส่ชุดซานต้าคลอสของแมวแล้ว เจิ้งทั่นก็รู้สึกว่าไอคิวของตัวเองถูกฉุดลงต่ำ

มันน่าอึดอัดมาก ถึงจะไม่ได้แน่นจนหายใจไม่ออก แต่ก็รู้สึกไม่สบายตัว แค่นี้ยังไม่เท่าไร แต่เสี่ยวกัวกลับหยิบเครามาใส่ให้เขาอีก พร้อมกับสวมหมวกให้ ยิ่งทำให้ดูทึ่มลงไปอีก

คนที่เห็นโฆษณาตัวนี้คงได้ร้องกันว่า ‘ซานต้าคลอสคือแมวดำ สีดำเลยนะ!’

ช่างเถอะ อดทนไว้เพื่อโฆษณา เราต่างก็อุทิศตัวให้กับวงการศิลปะ เจิ้งทั่นปลอบตัวเองในใจ

ภารกิจของซานต้าคลอสแมวก็คือนั่งรถเลื่อนหิมะของเจ้านายไปส่งของขวัญที่มาจากศูนย์กลางสัตว์เลี้ยง ‘มันเป็นแบบนี้’ ให้กับบรรดาลูกแมวลูกหมาทั้งหลาย อันประกอบไปด้วยอาหารแมว อาหารสุนัข เสื้อผ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ที่นอน เป็นต้น

หลังจากที่ถ่ายเสร็จอย่างทุลักทุเล พอเจิ้งทั่นเดินออกจากฉากก็รีบถอดชุดออกทันที สะบัดเคราทิ้ง แล้วกระโดดขึ้นไปนอนรอเสี่ยวกัวทำงานบนชั้น รอเวลากลับบ้าน

งานส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของเสี่ยวกัวกับเยี่ยนจื่อ ตอนนี้เยี่ยนจื่อเป็นลูกค้าระยะยาวของศูนย์กลางสัตว์เลี้ยง เสี่ยวกัวเห็นว่าฝีมือด้านคอมพิวเตอร์ของเยี่ยนจื่อไม่เลวจึงได้ให้เธอช่วยงานอยู่บ่อยๆ และแน่นอนว่าไม่ได้ให้ทำฟรีๆ เยี่ยนจื่ออยู่ที่นี่ค่าที่พักฟรี ค่าอาหารฟรี รวมไปถึงของแมวก็ฟรีด้วยเหมือนกัน

พนักงานของร้านกำลังเก็บรายละเอียดงานส่วนที่เหลือ เจิ้งทั่นมานอนอยู่ตรงนี้ทำให้ดูแปลกแยก ก่อนหน้านี้เขารู้สึกง่วง แต่ตอนนี้กลับนอนไม่หลับ จึงมองอะไรเรื่อยเปื่อย

สุดท้ายสายตาของเขาก็ไปตกอยู่ที่แม่ลูกอ่อน ‘หลี่หยวนป้า’

หลี่หยวนป้ายังคงเหมือนเดิม แมวในร้านต่างก็ไม่กล้าเข้าใกล้มัน พอมีแมวบางตัวที่รู้สึกสงสัยเดินเข้าไปใกล้ มันก็จะส่งสายตาขู่จนแมวตัวนั้นต้องถอยไป ไม่ต้องถึงกับต้องยกเท้า แค่ส่งสายตาก็เอาอยู่ เจิ้งทั่นรู้สึกนับถือในจุดนี้

ส่วนลูกแมวที่มีไฝตรงปากที่นั่งอยู่ข้างๆ หลี่หยวนป้าก็คือลูกชายของมัน ลูกอมถั่ว พวกเสี่ยวกัวเรียกมันว่า ‘พีนัท’

ครั้งแรกที่ดูรูปเจิ้งทั่นไม่ได้สังเกตให้ดี จึงไม่เห็นว่าตรงปากของพีนัทมีไฝ ตรงรอบๆ ปากของพีนัทเป็นขนสีขาว แต่ขนสีเหลืองเป็นจุดขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวที่อยู่ตรงปากนั่นดูโดดเด่นมาก เห็นแล้วก็ตลก

เจิ้งทั่นคิดว่าผ่านไปอีกไม่กี่เดือนเจ้าไฝขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวนี้คงได้ขยายใหญ่เท่ากับเม็ดถั่วเหลืองแน่ ส่วนในอนาคตพอมันโตเป็นหนุ่มแล้วไฝนี้จะขยายวงกว้างไปเท่าไข่นกกระทาหรือไม่นั้น อันนี้ก็มิอาจทราบได้ แต่เขาก็รอที่จะได้เห็น

ขนของพีนัทยาวกว่าลูกแมวของแมวขนสั้นทั่วไป แต่ก็ต่างจากพวกแมวพันธุ์ขนยาว คาดว่าพ่อของมันอาจจะเป็นแมวพันธุ์ขนยาวก็เป็นได้

อีกอย่างที่ทำให้เจิ้งทั่นรู้สึกแปลกใจก็คือ เจ้าพีนัทตัวนี้มีใบหน้าที่ดูเคร่งขรึม

ใบหน้าเคร่งขรึมของอาหวงนั้นมาจากการแสร้งทำ แต่ของพีนัทมันเป็นโดยธรรมชาติ ได้รับพันธุกรรมมาจากหลี่หยวนป้าเต็มๆ เพียงแค่ว่าตอนนี้มันยังเด็ก ยังไร้เดียงสาอยู่ บุคลิกไม่ได้ดูน่าเกรงขามเหมือนกับแม่ของมัน

หลี่หยวนป้านั่งอยู่ที่ริมๆ สักพักก็คาบลูกเดินไปข้างใน ในนั้นมีห้องของเยี่ยนจื่ออยู่ ที่ใต้ประตูมีช่องที่ออกแบบไว้สำหรับให้แมวเข้าออก

จากมุมที่เจิ้งทั่นอยู่สามารถมองเห็นหลี่หยวนป้าคาบลูกเดินเข้าไปในห้อง แต่สักพักมันก็เดินออกมาตัวเดียว จากนั้นมันก็เดินไปอีกด้านหนึ่งที่ไม่ใช่ฝั่งที่มีคนทำงานอยู่

เจิ้งทั่นจำได้ว่าทางนั้นมีประตูหลัง แต่ว่าประตูนั้นจะเปิดก็ต่อเมื่อมีการขนของหรือมีการนำอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่เข้ามาเท่านั้น ปกติจะปิดไว้ตลอด

หลี่หยวนป้าไปทางนั้นทำไม?

ยังไงก็ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เจิ้งทั่นจึงกระโดดลงแล้วเดินตามไป

หลี่หยวนป้ามองเจิ้งทั่นที่เดินตามอยู่ไม่ไกล แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร มันยังคงเดินไปที่ประตูหลังต่อ

ตรงบริเวณประตูหลังมีสิ่งของกองอยู่ แต่ก็ห่างจากประตูพอสมควร ที่ใกล้ๆ มุมผนังมีหน้าต่างบานเล็กเปิดอยู่ แต่ก็อยู่ค่อนข้างสูง คงจะเอาไว้ระบายอากาศ เพราะของที่เอาเข้ามากลิ่นค่อนข้างแรง

หน้าต่างไม่ได้อยู่ในระดับที่แมวจะกระโดดถึง เสี่ยวกัวจึงไม่กลัวว่าแมวในร้านจะกระโดดออกไปจากทางหน้าต่างบานนี้

หลี่หยวนป้าเดินไปทางนั้น ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังสงสัยอยู่นั้น มันก็เริ่มเร่งความเร็ว วิ่งไปทางผนังที่อยู่ด้านข้าง ไม่ใช่ทางหน้าต่างบานนั้น จากนั้นก็กระโดดไปที่มุมผนังใช้ขาหลังดีดตัว แล้วหักมุมพุ่งไปที่หน้าต่าง ถึงที่หมายอย่างพอดีเป๊ะ

สุดยอด! สกิลขั้นเทพ!

เจิ้งทั่นที่มองตามอยู่ด้านหลังทึ่งจนกรามแทบค้าง

ป้องกันยังไงก็ยังมีผู้เอาชนะมันได้ เสี่ยวกัวต้องนึกไม่ถึงแน่ว่าจะมีแมวที่ใช้การกระโดดแบบนี้กระโดดออกไปทางหน้าต่างบานเล็ก

ที่ด้านนอกประตูมีลังเปล่ากองอยู่ พอดีกับเป็นบันไดให้หลี่หยวนป้ากระโดดลงไป มันหายไปจากระยะสายตาของเจิ้งทั่นอย่างรวดเร็ว

เจิ้งทั่นนั่งลังเลอยู่ตรงนั้นสักพัก จากนั้นก็ลองกระโดดไปที่หน้าต่างบานเล็กบ้าง ถึงทักษะการกระโดดของเขาจะเก่งกว่าแมวทั่วไป แต่หลังจากที่ลองอยู่หลายครั้ง เขาก็ถอดใจ มันขาดอีกแค่นิดเดียว

ครั้นแล้วเขาจึงลองกระโดดแบบหลี่หยวนป้าบ้าง ครั้งแรกแรงกับมุมยังไม่ดีพอ จึงพุ่งไปชนผนัง ดีที่เขายังควบคุมการทรงตัวได้ดี จึงลงพื้นอย่างปลอดภัย แต่ขาก็ชาหน่อยๆ

ครั้งที่สองดีกว่าครั้งแรกนิดหน่อย ไม่พุ่งชนผนัง แต่พุ่งไปชนบานกระจกของหน้าต่าง จนมีเสียง ‘ปัง’

เขาสะบัดขาเล็กน้อยเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด จากนั้นก็เริ่มลองครั้งที่สาม ครั้งนี้เขาเกาะที่ขอบหน้าต่างได้สำเร็จ พยายามปีนขึ้นไปยืนบนนั้น แล้วเอาหัวชะโงกออกไปดู

สิ่งที่ทำให้เจิ้งทั่นนึกไม่ถึงก็คือ ห่างออกไปไม่ไกล หลี่หยวนป้ากำลังนั่งอยู่บนลังเปล่าพลางมองมาทางนี้

รอฉันเหรอ?

หลังจากที่เห็นแมวดำอยู่ตรงหน้าต่าง หลี่หยวนป้าก็หมุนตัวกระโดดลงแล้วเดินออกไป

เจิ้งทั่นรีบตามไป

การกักขังแมวไว้นั้นยากกว่าการกักขังหมา ตอนนี้เจิ้งทั่นเพิ่งจะได้เข้าใจ ไม่รู้ว่าหลี่หยวนป้าไปรู้เส้นทางนี้มาจากไหน มันลอดไปตามช่องต่างๆ เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนออกไปจากศูนย์กลางสัตว์เลี้ยงได้โดยที่ไม่มีใครเห็น

ตอนแรกเจิ้งทั่นรู้สึกไม่คุ้นกับเส้นทาง แต่สักพักก็เริ่มคุ้นกับสภาพรอบๆ ตัว เจิ้งทั่นเคยเดินจากมหาวิทยาลัยมาที่นี่ อีกทั้งยังได้เจอกับ...

“เมี้ยว~”

ขณะที่กำลังคิด เจิ้งทั่นก็ได้ยินเสียงที่สร้างความรำคาญใจให้ยิ่งนัก

โธ่เว้ย นั่นเสียงแมวทึ่มตัวนั้นนี่!

พอหันไปตามเสียง เจิ้งทั่นก็เห็นแมวดำตัวนั้นนั่งอยู่บนกำแพงเตี้ย โดยที่มีลูกน้องอยู่ด้วยอีกสองตัว

แต่เจิ้งทั่นรู้สึกว่ามันแตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่เคยเจอกัน แมวดำตัวนั้นดูแปลกไป ลูกน้องทั้งสองตัวก็ไม่วิ่งเข้ามาหาเรื่อง เจิ้งทั่นลองสังเกตดูก็พบว่าแมวสามตัวนั้นกำลังจ้องไปที่ศัตรูตัวฉกาจอย่างหลี่หยวนป้า

แมวดำที่สู้ยิบตาตัวนั้นทำได้แค่ส่งเสียงขู่หลี่หยวนป้า จากนั้นก็วิ่งหนีไป ไม่เหมือนกับเวลาเจอเจิ้งทั่นที่ต้องเข้ามาสู้กันให้รู้แพ้รู้ชนะ ส่วนแมวตัวอื่นก็วิ่งหายเข้ากลีบเมฆเช่นกัน

ไม่เพียงแค่แมวสามตัวนี้เท่านั้น พอเดินเข้าไปในซอยที่ลึกขึ้น เจิ้งทั่นยังเห็นแมวตัวอื่นๆ อีก มีอยู่สองตัวที่ร่างใหญ่ บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยกลิ่นของมัน แต่หลี่หยวนป้าก็เดินเข้าไปในนั้นอย่างไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด แมวพวกนั้นพอเห็นก็ได้แต่ส่งเสียงขู่ พอหลี่หยวนป้าหันไปพวกมันก็วิ่งหนี อย่างกับว่ามีหมาตัวใหญ่กำลังวิ่งตาม

เจิ้งทั่นเห็นสภาพแล้วก็รู้สึกอนาถ

จากภาพตรงหน้าแสดงให้เห็นว่าในฐานะที่เป็นแมวเหมือนกัน เจิ้งทั่นยังห่างชั้นอีกเยอะ เรื่องพละกำลังก็ด้านหนึ่ง ส่วนเรื่องความน่าเกรงขามก็อีกด้านหนึ่ง

เรียกได้ว่าหลี่หยวนป้าเป็นแมวสาวผู้แข็งแกร่ง แมวซิลล่าผู้น่าเกรงขาม รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแข็งแกร่งบวกกับรังสีอำมหิตที่แผ่อยู่รอบตัว สามารถขู่ให้บรรดาแมวเร่ร่อนหรือแมวบ้านตามตรอกซอกซอยกลัวได้ทุกตัว

แมวพวกนั้นที่หวงพื้นที่ของตัวเองตอนนี้หายเงียบกันไปหมด เจิ้งทั่นมองเห็นความหวาดกลัวในดวงตาของแมวพวกนั้นยามที่มองหลี่หยวนป้า

เจิ้งทั่นมองแมวสามสีที่เดินอยู่ข้างหน้า มันเป็นบุคลิกที่ออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่ได้เกิดจากการแสร้งทำและก็ใช่ว่าจะเลียนแบบกันได้ง่ายๆ เจิ้งทั่นยังจำภาพตอนที่เสี่ยวกัวเห็นหลี่หยวนป้าครั้งแรกได้ นอกจากเปิดกระเป๋าที่ใส่มันแล้ว เขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้มันอีก เสี่ยวกัวรู้จักสัตว์เลี้ยงแค่ด้านเดียว แต่อีกด้านเป็นข้อมูลที่หลี่หยวนป้าไม่อาจจะสื่อสารออกไปได้

ภาษาแมวก็มีระดับ ความสูงต่ำของเสียง การลากเสียงยาวเสียงสั้น วิธีการออกเสียง ทำให้มีความหมายที่แตกต่างกันออกไป แต่นับตั้งแต่ออกจากศูนย์กลางสัตว์เลี้ยงมาจนถึงตอนนี้ เจิ้งทั่นยังไม่ได้ยินหลี่หยวนป้าร้องอะไรออกมาเลย มันใช้แค่บุคลิกท่าทางของตัวเองเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่เข้าใจอาจจะมองไม่เห็นความแตกต่าง แต่เจิ้งทั่นรู้สึกได้เลยว่าแมวสามสีตัวนี้มีบางอย่างที่แตกต่างจากแมวตัวอื่นมาก

รูปลักษณ์ภายนอกเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด แต่บุคลิกนั้นเกิดจากการผ่านโลกมาเยอะ

เจิ้งทั่นไม่รู้ว่าหลี่หยวนป้าเคยเจออะไรมาบ้าง แต่แมวที่ดูธรรมดาๆ กลับมีบุคลิกที่น่ากลัวแบบนี้ได้นั้น ต้องไปเจอกับอะไรที่รุนแรงมาแน่ๆ

แต่ในขณะเดียวกันเจิ้งทั่นก็อดคิดไม่ได้ว่าแล้วแมวแบบไหนกันที่เอาแมวซิลล่าตัวนี้เสียจนอยู่หมัด พ่อของพีนัทเป็นใครกันแน่? เขาอยากจะรู้คำตอบจริงๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น