หอหมื่นอักษร

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 34 วาดถั่วแระกับถั่วเหลืองได้ดีทีเดียว

ชื่อตอน : ตอนที่ 34 วาดถั่วแระกับถั่วเหลืองได้ดีทีเดียว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ค. 2561 16:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 34 วาดถั่วแระกับถั่วเหลืองได้ดีทีเดียว
แบบอักษร

เจิ้งทั่นนั่งอยู่บนต้นไม้สักพักก็รู้สึกรำคาญ กลุ่มคนที่อยู่ด้านล่างมองแมวทั้งสี่ด้วยสายตาที่เหมือนมองสัตว์หายาก อาหวงกับจ่าถ้าไม่ติดว่าเพื่อนๆ ยังนั่งอยู่ล่ะก็คงจะไปวิ่งเล่นนานแล้ว ส่วนเจ้าอ้วนก็ยังคงสภาพไม่สนโลกเช่นเคย

หลังจากที่เจิ้งทั่นถูกอาหวงสะบัดหางใส่อีกครั้ง จึงเหล่สายตาไปมอง อาหวงร้อง ‘เมี้ยว’ หนึ่งทีอย่างเกรงใจ ความหมายคือ มันไม่อยากนั่งเฉยๆ อยู่ตรงนี้แล้ว

ช่างเถอะ ยังไงก็ได้เห็นคนดังแล้ว ไปดีกว่า

แต่ขณะที่เจิ้งทั่นเตรียมจะลุก อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย

เขาหันไปทางเสียงนั้นก็พบ ‘อาจารย์ฝู’ เดินมากับฝรั่งคนหนึ่งไปทางห้องประชุมนานาชาติ ฝรั่งคนนี้ไม่ได้มากับกลุ่มแรกที่เข้าห้องประชุมไปแล้ว อาจเป็นพราะแวะไปที่คณะฟิสิกส์มา ‘อาจารย์ฝู’ ตามประกบตลอด ทั้งสองคนน่าจะคุ้นเคยกันดี

เจิ้งทั่นไม่ได้รู้สึกสนใจอาจารย์ฝูกับฝรั่งคนนั้นเท่าไร แต่ทั้งสองคนกลับพูดถึงชื่อๆ หนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของเจิ้งทั่นได้ดี พวกเขาพูดถึงชื่อ ‘แมรี่’ อยู่หลายครั้ง ตอนที่เจิ้งทั่นอยู่ที่ทะเลสาบ บนเอกสารของเสี่ยวจัวมีข้อความเขียนไว้ว่า ‘แด่คุณแมรี่’ จากนั้นก็มีข้อความอวยพรตามมา

นอกจากเอกสารเล่มนั้นแล้ว ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่บนนั้นมีชื่อ ‘แมรี่’ ปรากฏอยู่ และเสี่ยวจัวก็มักจะจดโน้ตลงในหนังสือเหล่านั้น นั่นก็หมายความว่า หนังสือพวกนั้นเป็นของเสี่ยวจัว และ ‘แมรี่’ ก็คงจะเป็นชื่อภาษาอังกฤษของเธอ

พอคิดได้ถึงตรงนี้ เท้าที่เดิมทีจะก้าวออกไปก็หยุดชะงักลง

อาหวงที่อยู่ข้างๆ พอเห็นเจิ้งทั่นขยับตัวก็รู้สึกตื่นเต้น เตรียมจะกระโดดลงจากต้นไม้ แต่พอหันกลับไปก็เห็นเจิ้งทั่นกลับไปนั่งอยู่ท่าเดิม พลางเชิดหูขึ้น มันจึงร้อง ‘เมี้ยว’ อีกหนึ่งที โดยลากเสียงยาวกว่าครั้งแรก แต่น่าเสียดายที่เจิ้งทั่นกำลังยุ่งอยู่กับการแอบฟัง ไม่ได้สนใจมัน

เจิ้งทั่นเงี่ยหูฟังอาจารย์ฝูกับฝรั่งคนนั้นคุยกัน มีศัพท์เฉพาะหลายคำที่เขาไม่เข้าใจ แต่นอกเหนือจากนั้นเขาก็พอจะเข้าใจบ้าง อย่างเช่นเรื่องของเสี่ยวจัว

ฝรั่งคนนั้นดูจะสนใจในตัวของเสี่ยวจัว แต่ไม่ทราบถึงชีวิตของเธอในช่วงนี้ สีหน้าของอาจารย์ฝูเองก็ดูไม่ค่อยดี เรื่องของเสี่ยวจัวเป็นเหมือนความเจ็บปวดอยู่ในใจของท่าน แต่ท่านก็ไม่สามารถพูดออกมาได้

ฝรั่งหนวดเฟิ้มคนนี้ดูจะสังเกตสีหน้าของคนไม่ค่อยเป็น นี่เขาไม่เห็นรอยยิ้มฝืนๆ ของอาจารย์ฝูเหรอ?

เจิ้งทั่นส่ายหัวอยู่ในใจ แมรี่ที่รักกำลังตั้งท้อง แกน่ะตัดใจได้เลย!

สิ่งที่ทำให้เจิ้งทั่นรู้สึกสงสัยยังมีอยู่อีกหน่อย อาจารย์ฝูพูดว่าเสี่ยวจัวกำลังเตรียมตัวไปเมืองนอก คาดว่าปีหน้าคงจะพร้อม ไปทีอย่างน้อยๆ ก็สามปี

ฝรั่งคนนั้นถามเรื่องราวเกี่ยวกับเสี่ยวจัวอีกเล็กน้อย แต่อาจารย์ฝูก็ตอบแบบอ้อมๆ ไม่ได้พูดชัดเจนว่าไปทำอะไร หรือบอกว่าไปเรียนจนถึงปริญญาเอกหรือเปล่า แค่บอกว่าจะไปหลายปี

เพราะว่าเจิ้งทั่นรู้ถึงสถานการณ์ของเสี่ยวจัวตอนนี้ดี จึงยิ่งรู้สึกสงสัย หากจะว่ากันตามเหตุผลแล้ว อาจารย์ฝูไม่ใช่คนที่จะเอาเรื่องคนอื่นไปพูดส่งๆ สีหน้าท่าทางที่ท่านพูดเรื่องเสี่ยวจัวจะไปเมืองนอกดูจริงจัง ไม่อย่างนั้นฝรั่งคนนั้นคงไม่เชื่อ

จากสถานการณ์ของเสี่ยวจัวเธอจะไปเมืองนอกทำไม? ไปติดตามโปรเจกต์ที่ทำ? แล้วลูกล่ะ?

แต่น่าเสียดาย เจิ้งทั่นไม่ได้รับคำตอบในสิ่งที่เขาสงสัย จนกระทั่งอาจารย์ฝูกับฝรั่งคนนั้นเดินไปถึงห้องประชุม

ที่กระดานหน้าห้องประชุมได้ขึ้นหัวข้องานประชุมในวันนี้ ตอนนี้กำลังพูดคุยเกี่ยวกับควาร์ก ที่ด้านนอกยังคงมีคนรีบวิ่งเข้ามาร่วมฟังอย่างไม่ขาดสาย

เมื่องานเริ่มไปสักพัก ที่ด้านนอกก็ค่อยๆ สงบลง เจิ้งทั่นลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ พอหันหน้าไปก็เห็นอาหวงกับจ่าทำตาเคลิ้มคล้ายกับกำลังนอน เขาจึงสะบัดหางใส่ทั้งสองตัว จากนั้นก็กระโดดลงจากต้นไม้ วิ่งกลับบ้าน แมวทั้งสามจึงตามไป

พอเดินไปถึงประตูใหญ่ของเขตที่พักบุคลากร เจิ้งทั่นก็เห็นชายชราคนหนึ่งกำลังลากของเดินไปทางตึก B เจิ้งทั่นไม่รู้จักคนคนนี้ แต่โดยปกติแล้วหากมีคนอยู่ข้างล่าง เขาก็จะไม่กระโดดขึ้นไปสแกนคีย์การ์ดเอง ดังนั้นเขาจึงค่อยๆ เดินตามชายแก่คนนี้ไป

เมื่อชายชราโยนขี้บุหรี่ทิ้งก็สังเกตเห็นแมวดำที่อยู่ด้านหลัง เขาโบกมือไล่ “ออกไป แมวบ้านไหนเนี่ย ออกไป อย่าคิดจะงาบปลาของฉันนะ!”

“......” คิดว่าอยากได้นักเหรอ!

ของที่ชายแก่ลากมาเป็นถังพลาสติคสองใบที่ถูกเจาะรูไว้หลายรู มีกลิ่นคาวปลาโชยออกมา แต่เจิ้งทั่นไม่ได้คิดจะทำอะไรกับปลาพวกนั้น เขาไม่กินปลาดิบอยู่แล้ว แต่ของที่เขากินนั้น พอแมวตัวอื่นกินก็จะท้องเสีย

เจิ้งทั่นไม่สนใจชายชรา เขาเดินไปนั่งอยู่ที่ทางเข้าตึก B มองชายชราที่เดินเข้ามา

ชายชราลากของพลางมองแมวดำที่นั่งอยู่ตรงประตู เขาลังเลเล็กน้อยแล้วก็เดินเข้าไปกดเลขบ้านที่ประตู สักพักก็มีเสียงแม่เจียวหย่วนดังออกมา

“หรงหาน พ่อเอง” ชายชราพูด

“อ้าว พ่อ มาได้ไงคะ เดี๋ยวหนูลงไปรับค่ะ...”

“ไม่ต้องลงมาหรอก เปิดประตูข้างล่างนี่ให้ก็พอ” ชายชราว่า

พอประตูเปิดออก ชายชราก็เดินลากของเข้าไป เจิ้งทั่นก็เดินตามหลังไปติดๆ

ข้าวของขนมาเยอะเกินไปจนขนขึ้นไปครั้งเดียวไม่หมด แต่เข้าตึกมาแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะขโมยของ ชายชราค่อนข้างไว้ใจคนที่อาศัยอยู่ที่นี่

เขาหยุดคิดสักพัก แล้วก็มองแมวดำที่เดินตามเข้ามา ชายชราอุ้มลังที่วางอยู่บนถังปลาขึ้นมา จากนั้นก็หิ้วถังปลาทั้งสองขึ้น ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไป ขนาดอายุเยอะแล้วแต่จังหวะก้าวที่เดินขึ้นไปพร้อมสิ่งของก็ยังคงหนักแน่น

ขณะที่ชายชราเดินขึ้นบันไดก็พบว่าแมวดำตัวนั้นก็ตามขึ้นมาด้วย พลางคิดว่านี่มันแมวบ้านไหนกัน แล้วเสียงแม่เจียวหย่วนก็ลอยมา

“อ้าว พ่อ มากับชาร์โคลได้ยังไงคะ?” แม่เจียวหย่วนยืนเกาะราวบันไดชั้นห้ามองลงมาเห็นพ่อตัวเองกำลังเดินขึ้น

“ชาร์โคลอะไร?”

“แมวบ้านหนูไงคะ แมวดำที่เดินอยู่ข้างหน้าพ่อไง”

“หึ นี่แมวบ้านแกเองเหรอ พ่อยังคิดอยู่ว่าแมวบ้านไหนกัน เลี้ยงดูดีขนาดนี้ ไม่ผอมแห้ง ดูไม่อ้วนเกินไป มันจับหนูได้หรือเปล่า?” ชายชราพูดพลางขณะเดินขึ้น

ระหว่างทางขึ้นตึกไม่มีใครเลย เงียบมาก ชายชราไม่จำเป็นต้องพูดเสียงดัง แม่เจียวหย่วนที่อยู่ชั้นห้าก็ได้ยิน

“ได้สิคะ ชาร์โคลมันจับหนูเก่งมากเลยนะคะ”

“งั้นก็ดี ก่อนหน้านี้เคยได้ยินคนเขาพูดกันว่าแมวในเมืองส่วนใหญ่จับหนูไม่เป็นแล้ว จับหนูไม่ได้แล้วจะเลี้ยงไปทำไม เลี้ยงให้เปลืองค่าอาหารเปล่าๆ”

ชายชราไม่เข้าใจคนพวกนั้น แม่เจียวหย่วนที่รู้นิสัยพ่อตัวเองดีไม่ได้พูดอะไรมาก เถียงไปก็เปล่าประโยขน์ ในสายตาของคนรุ่นนี้ แมวที่ไม่จับหนูไม่ใช่แมวดี หมาที่เฝ้าบ้านไม่ได้ไม่ใช่หมาที่เก่ง พวกเขาเคยผ่านยุคมืดกันมา จึงไม่เข้าใจพวกคนที่เลี้ยงสัตว์ไว้ดูเล่นมันน่าสนุกตรงไหน

แม่เจียวหย่วนรู้สึกโชคดีที่ชาร์โคลจับหนูเป็น ไม่อย่างนั้นชายชราคงจะโกรธเกรี้ยว

“พ่อขนอะไรมาคะ?”

“ที่หิ้วอยู่เป็นปลา มีตะพาบสองตัว แล้วก็ปลาไหลอีกนิดหน่อย ที่ชั้นล่างยังเหลือส้มโออีกลังนึง ปีนี้มีพันธุ์ใหม่ เพิ่งทดลองปลูกกันที่บ้านเรา ได้ยินมาว่าส้มโอที่เก็บในปีนี้จะจัดส่งให้ทางภาครัฐของเมืองโดยตรง ไม่ขายที่อื่น กว่าพ่อจะไปขอแบ่งมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ มีแค่เงินซื้อไม่ได้หรอกนะ ต้องอาศัยเส้นสายด้วย”

“ใช่ค่ะ พ่อเป็นผู้กว้างขวางมาก”

“แน่ล่ะ ไม่งั้นฉันจะรู้เหรอว่าแกเกิดอุบัติเหตุน่ะ” ชายชราพูดอย่างโกรธๆ

แม่เจียวหย่วนหัวเราะกลบเกลื่อน ต่อหน้าพ่อตัวเองยิ่งแถท่านยิ่งคิดว่าร้อนตัว

แม่เจียวหย่วนที่ยืนอยู่ด้านบนอยากจะลงไปช่วยตั้งหลายครั้ง แต่เพราะรู้จักนิสัยพ่อตัวเองดี หากลงไปได้มีอาละวาดแน่นอน

พอถึงประตูบ้านแล้วชายชราก็ยังไม่ยอมให้แม่เจียวหย่วนช่วย พอชายชราวางถังลงเจิ้งทั่นจึงเดินเข้าไปมองจากรูที่ถูกเจาะไว้ ตะพาบทั้งสองตัวใหญ่พอควร ส่วนอีกถังหนึ่งเป็นปลาไหล เขาแค่มองผ่านๆ เพราะชายชรายังคงจ้องเขาอย่างระแวง

หลังจากที่นั่งพักดื่มน้ำแล้ว ชายชราก็ลงไปยกลังส้มโอขึ้นมา รถเข็นคันเล็กถูกทิ้งไว้ข้างล่าง เขาไม่กลัวว่าจะมีคนมาขโมย

เจิ้งทั่นมองส้มโอที่ชายชรานำออกมา ลูกค่อนข้างใหญ่ ส่วนเรื่องรสชาตินั้นยังมิอาจทราบได้

“ทำไมซื้อแอปเปิ้ลกับส้มมาเยอะขนาดนี้ล่ะ?” ชายชราถามขึ้นเมื่อเห็นผลไม้สี่ลังในห้องรับแขก

เจิ้งทั่นเองก็สงสัย ตอนเช้ายังไม่เห็นมีเลย แล้วนี่มาจากไหนตั้งสี่ลัง เป็นแอปเปิ้ลกับส้มอย่างละสองลัง แล้วยังเป็นชนิดที่ขายอยู่ในห้างแถมราคาแพงอีกต่างหาก

“นักศึกษาคนหนึ่งให้มาค่ะ บ้านเราเคยไปช่วยเหลือเขาไว้ พอบริษัทของเขาซื้อผลไม้แจกให้พนักงานก็เลยแบ่งมาให้บ้านเราสี่ลัง”

พอแม่เจียวหย่วนพูดแบบนี้เจิ้งทั่นก็รู้แล้วว่าใครเป็นคนให้มา

แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือ บางครั้งจ้าวเล่อได้ไปหารองศาสตราจารย์เจียวที่คณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เพื่อถามเกี่ยวกับตัวเจิ้งทั่น พอรู้ว่าแมวตัวนี้ไม่กินอาหารแมว กินแต่อาหารคน จึงไม่ซื้ออาหารแมวมาให้ เปลี่ยนเป็นผลไม้แทน พ่อกับแม่เจียวหย่วนคิดว่า ครอบครัวจ้าวคงกลัวว่าจะปฏิบัติต่อแมวดำไม่สมเกียรติ

พ่อลูกนั่งคุยกันอยู่ที่โซฟา หัวข้อสนทนาอยู่ที่ตัวกู้โยวจื่อเป็นหลัก เจิ้งทั่นนอนหมอบอยู่บนโซฟา ต่อให้ถูกชายชราจ้องใส่เขาก็ไม่ย้ายก้นหนี

เจิ้งทั่นไม่เคยรู้ประวัติของกู้โยวจื่อมาก่อน รู้แค่ว่าเป็นลูกของน้องสาวแม่เจียวหย่วน พ่อกับแม่แยกทางกัน ส่วนแม่ยังคงอาศัยอยู่เมืองนอก พอได้ฟังบทสนทนาของทั้งคู่แล้ว เจิ้งทั่นจึงได้เข้าใจว่าทำไมกู้โยวจื่อถึงเป็นเด็กเงียบๆ

กู้โยวจื่อ หรือที่ชายชราเรียกว่า ‘เสี่ยวโย่วจื่อ (ส้มโอน้อย) ’ ก่อนหน้านี้อาศัยอยู่กับแม่ที่เมืองนอก พ่อแม่ของเด็กน้อยเป็นคนที่มีความสามารถทั้งคู่ แต่ก็ทะเลาะกันบ่อย จนมาปีนี้ถึงได้ตัดสินใจหย่ากันโดยที่เสี่ยวโย่วจื่ออยู่กับแม่ พอกลับประเทศแล้วก็เปลี่ยนแซ่ แม่ของเด็กน้อยได้เอามาฝากให้แม่เจียวหย่วนช่วยดูแล พร้อมกับส่งเงินให้ทุกเดือนหรือไม่ก็ทุกครึ่งปีเป็นค่าใช้จ่ายและค่าขนมของเด็กน้อย

ตอนที่เพิ่งกลับมา ‘เสี่ยวโย่วจื่อ’ มีปัญหาเรื่องการสื่อสารเล็กน้อย อาจเป็นเพราะอาศัยอยู่เมืองนอกมานาน อยู่ๆ ต้องย้ายสถานที่จึงยังปรับตัวไม่ได้ บวกกับเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว เลยยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่ แต่พอผ่านไปหลายเดือนก็ค่อยๆ ปรับตัวได้ ตอนนี้เด็กน้อยดูสดใสขึ้นมาก

เจิ้งทั่นรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่คล้ายกันกับกู้โยวจื่อที่มีพ่อแม่ไม่รับผิดชอบด้วยกันทั้งคู่ คนหนึ่งเห็นแก่เงิน คนหนึ่งเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เป็นคนหนุ่มสาวที่จิตใจโหดร้ายทั้งคู่ คนแบบนี้เขาเห็นมาเยอะ ประเทศจีนในอีกสิบปีข้างหน้า คนแบบนี้จะมีอัตราเพิ่มมากขึ้นแบบกราฟรูปตัว ‘J’ ตามสภาพเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้น

พอเปลี่ยนแซ่แล้วชายชราจึงให้กู้โยวจื่อเรียกตัวเองว่าปู่ เพราะท่านมีลูกสาวสองคน ไม่เคยมีใครเรียกว่าปู่ พอมีกู้โยวจื่อจึงอยากให้หลานคนนี้เรียกแบบนั้น

พอเด็กทั้งสองกลับมาจากโรงเรียนในตอนบ่าย ชายชราก็ปอกส้มโอเสร็จพอดี จึงส่งให้เด็กๆ กิน จากนั้นก็เอาเปลือกส้มโอวางใส่หัวเจิ้งทั่น

“......” โว้ย!

ชายชราอุ้ม เสี่ยวโย่วจื่อ “ตัวหนักขึ้นนะเนี่ย เสี่ยวโย่วจื่อโตขึ้นเยอะเลย”

เสี่ยวโย่วจื่อยิ้มออกมา เรียกได้ว่าเป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยาก พร้อมกับเรียก “คุณปู่”

หลังกินส้มโอเสร็จ อาหารเย็นยังไม่พร้อม เด็กทั้งสองจึงไปทำการบ้าน

“ไปเถอะ เดี๋ยวปู่จะทำปลาไหลให้กิน!”

เจิ้งทั่นไม่อยากอยู่บนโซฟาให้ชายชราจ้องเขม็งอีกต่อไป เขาเดินตามเสี่ยวโย่วจื่อเข้าห้อง

วันนี้เสี่ยวโย่วจื่อดูอารมณ์ดีเพราะคุณปู่มาหา เธอพูดจาเยอะขึ้น

เด็กน้อยบ่นเรื่องที่เกิดขึ้นในคาบศิลปะวันนี้ให้เจิ้งทั่นฟัง ปกติถ้าไม่มีใครเด็กน้อยก็จะคุยกับเจิ้งทั่น หลายๆ คนสบายใจเวลาได้คุยกับสัตว์ บางคนรู้สึกว่าการคุยกับสัตว์ก็เหมือนกับการพูดอยู่คนเดียว แต่มันไม่ใช่แบบนั้น ความรู้สึกมันต่างกัน

“คุณครูให้วาดอาหารที่คุ้นเคยหรือไม่ก็ของที่พบเห็นบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน ฉันวาดแล้วนะ แต่...”

เสี่ยวโย่วจื่อเอาสมุดวาดภาพกางลงตรงหน้าเจิ้งทั่น พลางทำท่าเศร้า

เจิ้งทั่นมองดูภาพที่เด็กน้อยเปิดให้ดู เธอวาดใช้ได้เลยทีเดียว คุณครูให้ถึง 92 คะแนน ในสายตาของเขามันเป็นคะแนนที่สูงแล้ว เมื่อก่อนตอนเขาวาดรูปฝีมือแย่มาก คะแนนวนเวียนอยู่ที่ 70-80 นั่นเป็นคะแนนที่คุณครูเมตตาสุดๆ แล้ว

ประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ภาพวาดนั้น แต่อยู่ที่คำวิจารณ์ที่คุณครูเขียน ถึงแม้ว่าเด็กปอสองจะรู้หนังสือไม่ค่อยมาก แต่ทุกครั้งคุณครูก็จะเขียนคำวิจารณ์ง่ายๆ พร้อมกับให้คะแนน ลายมือที่เขียนก็ไม่ได้เขี่ยแบบอาจารย์มัธยม ค่อนข้างบรรจง อีกทั้งยังมีพินอินกำกับบนอักษรที่ยากๆ ซึ่งเป็นการให้เด็กเรียนรู้ตัวหนังสือไปในตัว

 บริเวณที่ว่างของรูปนั้น มีคำวิจารณ์ที่เขียนด้วยปากกาสีแดงใต้เลข ‘92’ ว่า

‘วาดถั่วแระกับถั่วเหลืองได้ดีทีเดียว พยายามต่อไปนะคะ!’ พร้อมกับปั๊มตราปั๊มหน้ายิ้ม

ถั่วแระกับถั่วเหลืองบ้านคุณครูสิ!

เจิ้งทั่นมองเสี่ยวโย่วจื่อที่ขมวดคิ้วอย่างสงสาร คำวิจารณ์ของคุณครูทำร้ายจิตใจเด็กยิ่งนัก!

สาเหตุมันอยู่ที่ภาพที่เด็กน้อยวาดมันมาจากภาพปกนิตยสารไบโอที่พ่อเจียวหย่วนสั่งมาอ่านอยู่ประจำแล้ววางไว้ในห้องรับแขก บนปกนั้นเป็นภาพของแบคทีเรียสตาไฟโลคอคคัสที่มีสีเหลืองกับพารามีเซียม...

หลังจากที่เจิ้งทั่นคิดเสร็จสายตาของเขาก็ก็จับจ้องไปที่ตัว ‘a’ ในพินอินที่คุณครูเขียนกำกับไว้ ทำให้เจิ้งทั่นนึกถึงคำพูด ‘แผน A ’ ของอาจารย์ฝู ข้ออ้างที่อาจารย์ฝูพูดกับฝรั่งคนนั้นในตอนกลางวัน หรือจะเกี่ยวกับการเข้าร่วมแผน A นี้?

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น