หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เมื่อสวรรค์ให้นางมีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางจะขอทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลไว้ให้จงได้!

ตอนที่ 21 เทศกาลสารทจีนเซ่นไหว้ตัวเอง

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 เทศกาลสารทจีนเซ่นไหว้ตัวเอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 29 มี.ค. 2562 15:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 เทศกาลสารทจีนเซ่นไหว้ตัวเอง
แบบอักษร

พริบตาเดียวก็ถึงเทศกาลสารทจีนแล้ว เทศกาลสารทจีนเป็นหนึ่งในสี่วันเทศกาลสำคัญของราชวงศ์ต้าหย่ง ตั้งแต่ราชวงศ์ ลงมาถึงชาวบ้าน ถือว่าสำคัญมาก แม้แต่ขุนนางเมืองหลวง  ก็หยุดไม่ไปราชสำนัก ผู้ว่าเมืองหลวงยังได้จัดตั้ง “ลานพิธีอธิษฐานบันดาลพร”ให้ประชาชนเมืองหลวงทำทานอธิษฐาน ในวันนี้ ทุกหลังคาเรือนต่างเตรียมเซ่นไหว้ซานกวน เครื่องเซ่นไหว้หลากหลายขนิดได้เตรียมกันพร้อม เป็นดังคำที่ว่า

“วิญญาณบรรพบุรุษกลับมาเยือน ผู้คนสวมชุดผ้าดิบ ตระเตรียมสุราอาหาร แม้จะยากไร้เพียงใดก็มิอาจขาดตกบกพร่องไปได้แม้แต่อย่างเดียว”

ตระกูลเสิ่นก็ไม่ได้ยกเว้น เสิ่นอวี๋ซื่อกับเสิ่นหูซื่อลงมือทำชุดผ้าดิบ ตระเตรียมทั้งเหล้ายาปลาปิ้ง  ขนมหวานและผลไม้พร้อมสรรพ เสิ่นอวี๋หงกับพวกลูกหลานชายตระกูลเสิ่นพับกระดาษเงินกระดาษทองเอง เสิ่นหนิงกับพวกลูกหลานหญิงก็ทำกระทงตะเกียงกันเอง เมืองหลวงมีธรรมเนียมลอยกระทงตะเกียงในเทศกาลสารทจีน จะต้องเซ่นไหว้ซานกวนกับบรรพบุรุษ ลอยกระทงตะเกียงในแม่น้ำ จึงจะนับว่าผ่านเทศกาลสารทจีน

ที่ว่างหน้าเรือนใหญ่ตระกูลเสิ่นตั้งโต๊ะแปดเซียนงามสง่า บนนั้นเต็มไปด้วยเสื้อผ้าเงินทองกระดาษที่ใช้ได้ในยมโลกรวมทั้งเหล้าเนื้อขนมผลไม้ที่เป็นอาหารมนุษย์ หลังโต๊ะแปดเซียน เหล่าสมาชิกตระกูลเสิ่นยืนอยู่ พวกเขาเตรียมเริ่มทำพิธีเซ่นไหว้สารทจีนกันแล้ว

เสิ่นหวาซั่นพาเสิ่นเจ๋อจิ้ง เสิ่นเจ๋อหย่วน ตามมาด้วยลูกสะใภ้ หลานชายหลานสาว หรือแม้แต่เสิ่นชิ่งเต๋อเหลนคนนี้ก็ถูกเสิ่นอันซื่อพามาด้วย พร้อมหน้ากันสี่ชั่วอายุคน จัดการเซ่นไหว้ฟ้าดินและน้ำก่อนภายใต้การนำของเสิ่นหวาซั่น สามคุกเข่าเก้าคำนับ เสิ่นหวาซั่นยังท่องคำสวดยาวเหยียดอย่างเงียบสงบ เสิ่นหนิงไม่ได้ฟังชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็ลุกขึ้นมาสามคุกเข่าเก้าคำนับอีก พูดอีกเหมือนกัน ครั้งนี้เสิ่นหนิงฟังชัดเจนว่าเสิ่นหวาซั่นขอให้บรรพบุรุษคุ้มครองลูกหลานตระกูลเสิ่น แล้วลุกขึ้นมาอีก ท้ายสุดจึงเซ่นไหว้วิญญาณพเนจร เมื่อคุกเข่าคำนับครั้งแล้ว นี่คือทำทานให้ทั่วถึง ขอให้วิญญาณทั้งหลายได้อิ่มท้อง ขอให้ผู้มีชีวิตไม่ต้องทนทุกข์จากการพลัดพรากพเนจร

เสิ่นหนิงก็ตามสมาชิกตระกูลเสิ่นทั้งคุกเข่าทั้งคำนับ น้ำตาคลอเบ้า ทุกข์ทรมานพูดไม่ออก ชาติก่อนตระกูลเสิ่นโดนฆ่าล้างตระกูล ก็เป็นช่วงเทศกาลสารทจีน นี่เป็นเทศกาลสารทจีนแรกที่นางเกิดใหม่ และเป็นการเซ่นไหว้ครั้งแรกหลังเกิดใหม่ ใจที่กราบไหว้อธิษฐานท่ามกลางความสงบ มิใช่ว่านางสำรวมรอบคอบต่อผู้วายชนม์ แล้วก็มิใช่เกรงกลัวผีสาง  แต่เพราะนางกำลังเซ่นไหว้สมาชิกตระกูลเสิ่นที่เสียชีวิตไปทั้งหมดเมื่อชาติที่แล้ว เซ่นไหว้ชาติก่อนของตัวเอง ขอให้สมาชิกตระกูลเสิ่นเมื่อชาติที่แล้วได้พ้นทุกข์สู่สุขนิรันดร์ ขอให้สมาชิกตระกูลเสิ่นชาตินี้ร่มเย็นเป็นสุข...

ข้าจะต้องคุ้มครองตระกูลเสิ่นให้ดีๆ สิ่งที่ตามมาหลังจากการกราบไหว้ คือการตัดสินใจที่แน่วแน่ของเสิ่นหนิง  ไม่รู้ว่าเหล่าซานกวนวิญญาณทั้งหลายในเทศกาลสารทจีนนี้ จะได้ยินเสียงจากหัวใจของเสิ่นหนิงที่ต้องการความช่วยหรือไม่หนอ

ตอนลอยกระทงในแม่น้ำ เสิ่นหนิงไม่ได้ไปแต่ให้สาวใช้ชุนเซี่ยชิวตงตามพวกเสิ่นมี่ไป  ที่นางอยากพูดอยากขอ ในระหว่างเซ่นไหว้ได้พูดหมดแล้ว เรื่องลอยกระทงก็ไม่สนใจแล้ว จึงมาอยู่ที่เรือนชิงจู๋คุยกับแม่นมหลิ่ว

ไม่นานนักพวกชุนซือก็กลับมา  บรรยายถึงความสนุกสนานช่วงที่ไปลอยกระทงที่แม่น้ำ  ยังกล่าวด้วยว่ากระทงตะเกียงของเสิ่นหวั่นนั้นเด่นที่สุด พวกชาวบ้านริมแม่น้ำเมืองหลวงมากมายต่างชื่นชม เสิ่นหนิงได้ยินแล้วก็ไม่รู้สึกแปลกใจ ตั้งแต่ที่นางจักสานตั๊กแตนที่บ้านพักแล้ว  เสิ่นหวั่นก็ยิ่งชื่นชอบงานฝีมือประเภทนี้  พรสวรรค์ค่อยๆ ฉายชัดออกมา อายุยังน้อยก็จริง ทว่าของเล็กๆน้อยๆที่ทำออกมามักมีบางสิ่งอย่างที่เหนือกว่าคนอื่น

ได้ยินเหล่าสาวใช้พูดเรื่องทำทานอธิษฐานที่ลานอธิษฐานบันดาลพร กล่าวว่าที่นั่นผู้คนมากมาย มีพระสงฆ์อาวุโสบรรยายธรรมที่วัดฮู่กั๋ว สาวใช้เห็นเสิ่นหนิงไม่ได้สนใจนัก ไม่นานนักก็หยุดพูด

เสิ่นหนิงมองดูจันทร์กระจ่างอยู่นานอย่างใจลอย สารทจีนเซ่นไหว้ตัวเอง นี่เป็นเรื่องน่าเศร้าขนาดไหน แล้วก็โชคดีขนาดไหนกันหนอ

จนถึงเดือนเจ็ดวันที่สิบแปด เสิ่นหนิงแต่งตัวเรียบร้อยแล้วแต่เช้า นำสาวใช้ชิวเกอกับตงฟู่ไปรวมกับเสิ่นเหยา เตรียมตัวไปเป็นแขกที่บ้านเสนาบดี ส่วนเสิ่นเหยาก็นำจืออวิ๋นกับจือวู่สองสาวใช้ไปด้วย รวมทั้งสิ้นหกคนก็ไม่นับว่าโหรงเหรง

เรื่องไปเป็นแขกครั้งนี้  เสิ่นหนิงบอกกับเสิ่นอวี๋ซื่อแล้ว เสิ่นอวี๋ซื่อเองก็นึกว่าเสิ่นหนิงต้องการมีเพื่อนสาวบ้าง อีกทั้งเฉินหวั่นโหยวก็ใกล้จะเป็นชายาองค์ชายรองแล้ว เรื่องที่นางจะไปจึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพียงแค่กำชับว่าไปเที่ยวให้สนุก

ความจริงบ้านเสนาบดีกลาโหมก็อยู่ถนนจิ่งไท่ เพียงแต่บ้านเสิ่นอยู่ทางทิศใต้ บ้านเฉินอยู่ทางทิศเหนือ ระยะไม่ไกลกันนัก ความจริงหากแจงอย่างละเอียดแล้ว ขุนนางทั้งหกกระทรวง ส่วนใหญ่ก็อยู่บริเวณถนนจิ่งไท่กันทั้งนั้น เรื่องนี้เกี่ยวกับผังเมืองหลวง เมืองหลวงถนนสามสิบหกสายมีตลาดตะวันออกตะวันตก ความจริงต่างก็มีหนักเบา ระดับก็เคร่งครัด ขุนนางต่างๆมักเลือกถนนอยู่ตามลำดับยศชั้น  ถนนสื่อฝูที่ชิดวังหลวง เป็นวังของเหล่าองค์ชายที่แยกวังออกมา ขุนนางสูงสุดพวกซานเสิ่งจู่กวนก็อยู่ไม่ไกลถนนสื่อฝู  ถนนจิ่งไท่กับถนนสื่อฝูประกอบเป็นตัว T พอดี  ที่ตั้งก็ไม่เลว เวลาผ่านไปจึงกลายเป็นที่ชุมนุมของขุนนางของหกกระทรวง

ครั้นเสิ่นหนิงกับเสิ่นเหยาได้รับเชิญเข้าไปในบ้านเสนาบดีกลาโหม ก็ได้พบเฉินจ้าวซื่อ  ท่าทางนางยิ้มระรื่น ดูไม่ออกว่าเบื้องหลังมีอะไรไม่ถูกกับเฉินหวั่นโหยว  ทำให้เสิ่นหนิงแอบถอนใจ ความจริงแล้ว การพบกันของเด็กสาว ไม่จำเป็นต้องให้เฉินจ้าวซื่อต้อนรับหรอก แต่เฉินหวั่นโหยวได้รับพระราชโองการพระราชทานสมรสให้เป็นชายาขององค์ชายรองในอนาคต เพื่อเป็นการให้เกียรติ เฉินจ้าวซื่อจึงโผล่หน้ามาให้เด็กๆ เหล่านี้พบ แม้ในใจจะเจ็บปวด ก็ยังมีแต่รอยยิ้มบนใบหน้า

ที่มาเป็นแขกพร้อมกัน ยังมีเจิ้งเส่าอี๋ลูกสาวคนเล็กภรรยาเอกของเสนาบดีกระทรวงการคลัง กงซินฉือหลานสาวภรรยาเอกของผู้ตรวจการราชสำนัก ยังมีลูกสาวของลูกน้องทหารอีกหลายตระกูล ได้ยินนางแนะนำว่ามีลูกสาวของท่านเสนาบดีจางหนู่กับท่านอธิบดีสวี่เซิ่นสิงมากันหลายคน คงมาเพราะตำแหน่งชายาองค์ชายรองเป็นแน่ มีเด็กสาวไม่น้อยที่มาเพราะต้องการเอาอกเอาใจ หรือไม่ก็เฉินหวั่นโหยวเชิญพวกนางมา เสิ่นหนิงกับเสิ่นเหยาก็เข้าไปพบเด็กสาวเหล่านี้ เป็นเด็กสาวจริงๆ เสิ่นหนิงนึกถึงตัวเองว่าอยู่มาแล้วสี่สิบกว่าปี แก่ขนาดนี้แล้ว หากเด็กพวกนี้ไม่ใช่เด็กสาวแล้วจะเป็นอะไร

เด็กสาวสิบกว่าคนอยู่ด้วยกัน เรื่องที่พูดคุยไม่พ้นเรื่องเย็บปัก วาดภาพ และของกิน ครั้งนี้มีเฉินหวั่นโหยวก็เอาเรื่องการแต่งงานของนางมาคุยด้วยพลางแสดงความชื่นชม การพบปะแบบเด็กสาวเช่นนี้ เสิ่นหนิงไม่สนใจนัก แต่ก็พยายามทำเป็นตั้งอกตั้งใจฟัง ส่วนเสิ่นเหยาสนุกสนานมากมาย สนทนาพาทีกับเด็กสาวตระกูลสวี่อย่างถูกคอ

ความจริงแล้วเสิ่นหนิงไม่อยากจะมา  แต่คิดว่าเฉินหวั่นโหยวตั้งใจส่งเทียบเชิญให้นาง จะต้องมีเรื่องถามนางเป็นแน่ เที่ยวนี้จึงจำเป็นต้องมา

เฉินหวั่นโหยวต้อนรับบรรดาเด็กสาว แต่มิได้ลืมเสิ่นหนิง  ที่นางจัดงานสังสรรค์ครั้งนี้ สาเหตุใหญ่เนื่องจากเสิ่นหนิง  หนึ่งคือเพื่อขอบคุณนาง สองเพราะอยากรู้ว่า เหตุใดนางจึงรู้ว่าหงซิ่วมีปัญหา นึกถึงหงซิ่ว นางรู้สึกสลดใจไปพักหนึ่ง หงซิ่วอยู่ข้างตัวนางมากว่าหกเจ็ดปี เมื่อก่อนหงซิ่วยังเคยปิดความลับให้นาง ทั้งสองคนสนิทเหมือนพี่น้อง นึกไม่ถึงเลยว่า...ตั้งแต่หลังเทศกาลบุปผาราชสำนัก ท่านย่าคำนึงถึงวงศ์ตระกูล ก็ไม่ได้สืบค้นมาก กลับจัดการหงซิ่วอย่างรวดเร็ว เดิมท่านย่าจะให้ใช้ไม้โบยหงซิ่วจนตาย แต่นางยังไม่อยากทำเช่นนั้น จึงไว้ชีวิตให้นาง ขับไล่นางไปอยู่ชายแดนเหนือ แต่ความสัมพันธ์นายบ่าวไม่มีอีกแล้ว ไม่ต้องคิดเฉินหวั่นโหยวก็รู้ว่าเบื้องหลังหงซิ่วคือใคร เพียงแต่ เสิ่นหนิงรู้ได้อย่างไร?

นางมองไปที่เสิ่นหนิง ฝั่งตรงข้ามดูเหมือนกำลังตั้งใจฟังเด็กสาวคนอื่นคุยกัน อาจเพราะอายุยังไม่มาก ไม่ได้ประดับปิ่นมุก แลดูใสซื่อบริสุทธิ์ นอกจากตาดำออกแววสดใสเป็นพิเศษ หน้าตาก็ธรรมดา ดูไม่ออกว่ามีอะไรเหนือกว่าคนอื่น

เสิ่นหนิงดูเหมือนรู้สึกว่าเฉินหวั่นโหยวกำลังมอง ก็ถือโอกาสที่สาวคนอื่นกำลังสนุก หันไปยิ้มให้นางอย่างไร้ร่องรอยให้คนอื่นเห็น พอนางยิ้มให้ เฉินหวั่นโหยวตั้งสติได้ว่า คิดเพ้อเจ้ออะไรกัน ทำไมนางถึงรู้ว่าหงซิ่วมีปัญหา หาโอกาสถามตรงๆดีกว่า

เวลานั้นแม้จะไม่ร้อนมากแล้ว แต่ผลไม้จำพวกแตงโมก็ยังยกมา แม่ครัวใส่ใจควักเนื้อแตงโมใส่ไว้ในถ้วยโปร่งใส มองผ่านทะลุเห็นสีแดงสดของแตงโม เป็นที่ชื่นชอบของเด็กสาวยิ่งนัก เสิ่นหนิงก็ดูเหมือนชอบแตงโมนั้น จึงให้สาวใช้ข้างๆยกมาให้หนึ่งถ้วย ทุกคนเห็นสาวใช้คนนั้นไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ทรงตัวไม่อยู่ ถ้วยแตงโมหกใส่เสิ่นหนิงทั้งถ้วย  วันนี้เสิ่นหนิงใส่กระโปรงขาว รอยเปื้อนแตงโมจึงเห็นได้ชัดสะดุดตา

สาวใช้คล้ายกับหวั่นกลัวอยู่บ้าง ยืนนิ่งอยู่ข้างๆไม่กล้าส่งเสียง เฉินหวั่นโหยวรีบขอโทษในฐานะที่เป็นเจ้าบ้านว่านางต้อนรับไม่ดี แล้วกล่าวว่านางมีกระโปรงสีขาว ยังไม่เคยใส่ ให้เสิ่นหนิงเปลี่ยนได้ ดังนั้น จึงพาเสิ่นหนิงไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

 ภายในห้อง เฉินหวั่นโหยวไม่ให้สาวใช้อยู่ด้วย พวกชิวเกอก็รออยู่ข้างนอก

“น้องเสิ่น ขอบคุณเจ้าแล้ว” นางขอบคุณเสิ่นหนิง ไม่ว่าอย่างไร ก็เป็นเพราะนาง เสิ่นหนิงรู้ว่านางพูดเรื่องอะไร บอกไม่มีอะไร ไม่ต้องเกรงใจ รอคำถามเฉินหวั่นโหยว

 “แต่เจ้ารู้จักหงซิ่วได้อย่างไร” อย่างที่คิดไว้จริงๆ ด้วย เสิ่นหนิงนึกในใจ นางรู้ว่าเฉินหวั่นโหยวต้องถามเช่นนี้ จึงเตรียมคำตอบไว้แล้ว

“เรื่องนี้จะว่าไปก็บังเอิญนัก สาวใช้ข้าที่ชื่อชิวเกอมีพี่ชายทำงานอยู่ข้างนอก วันนั้นพี่ชายนางออกไปข้างนอก พอดีมองเห็นสาวใช้เจ้าคนนั้นแอบเข้าไปคุยอะไรกับคนในหลงจิ่งไจ พี่สาว ท่านเองก็รู้ หลงจิ่งไจเป็นร้านที่บ้านข้ามาซื้อชาดื่มชา แค่ได้ยินแว่วๆ ว่า คล้ายพูดว่าอะไรเทศกาลบุปผาราชสำนักอะไรผลักลงน้ำ แต่ได้ยินไม่ชัดนัก ก็เลยมาเตือนพี่สาวไว้...” คำพูดของเสิ่นหนิงมีทั้งส่วนที่จริงและไม่จริง หงซิ่วไปหลงจิ่งไจจริง แต่ไม่ได้พบใคร ไม่ได้พูดอะไร แต่เฉินหวั่นโหยวก็ไม่สามารถไปชายแดนเหนือถามนางได้ ก็ต้องเชื่อเช่นนี้แล้ว

สองคนก็ถือว่าได้เปิดใจแล้ว เฉินหวั่นโหยวขอบคุณอีกสองสามครั้ง เร่งให้เสิ่นหนิงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบกลับไปงาน ระหว่างนั้น ยังบอกทุกคนว่า เดือนแปดวันที่หนึ่ง เส้าฟู่ซื่อ*ก็จะมาหมั้นด้วยท่าทีเอียงอาย เด็กสาวทั้งหลายรีบแสดงความยินดี ทั้งชื่นชม เสิ่นหนิงโล่งอกเบาๆ ตระกูลเฉิงดองกับองค์ชายรองเป็นที่แน่นอนแล้ว

จากนั้นก็ไม่มีอะไรคุยมาก เด็กสาวทุกคนไม่ได้กินอาหารเที่ยงที่บ้านตระกูลเฉิง ทยอยกันลากลับ

---

  *ตำแหน่งขุนนาง มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลการจัดเก็บภาษีของแผ่นดิน

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น