Aile'N

ขอบคุณทุกแรงสนับสนุนจ้า พูดคุยกับไรต์ได้ที่เพจ Aile'N

ชื่อตอน : ตอนที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2561 00:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1
แบบอักษร








มาเฟียจ้าวชีวิต

Writer : Aile'N





ตอนที่ 1





"เอ้า ข้าวเย็นหมดแล้วขวัญ มัวแต่เหม่อ เป็นอะไรหื้ม?"


เสียงหนึ่งทักขึ้น ดึงสติคนเหม่อที่กำลังนั่งถือช้อนส้อมค้างอยู่กลางอากาศนานหลายนาที ดวงตากลมสวยเหม่อลอยเศร้าสร้อยแปลกๆ จน 'พราว' อดเดินเข้ามาทักไม่ได้เพราะ 'ของขวัญ' เป็นลูกค้าประจำของร้านอาหารตามสั่งของเธอ ด้วยวัยไม่ห่างกันมากและได้พูดคุยกันทุกครั้งที่มาก็เลยทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันไปโดยปริยาย เธอเองก็เอ็นดูเด็กคนนี้เหมือนน้องเหมือนนุ่งเพราะหน้าตาน่ารักและท่าทางซื่อๆ ไม่ทันคนของเจ้าตัว


"เอ่อ...เปล่าค่ะพี่พราว พอดี...คิดอะไรนิดหน่อย" คนตัวเล็กหันมายิ้มฝืดๆ และตอบคำถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ใบหน้าขาวที่เคยเปล่งปลั่งสดใสมาวันนี้กลับซีดเซียวไร้ชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด


"ไม่นิดแล้วมั้งพี่ว่า...หน้าตาดูไม่สู้ดีเลย เป็นอะไรหรือเปล่า มีเรื่องอะไรระบายให้พี่ฟังได้นะ" พราวไม่สามารถปล่อยผ่านได้เลยนั่งลงฝั่งตรงข้ามกันแล้วเอ่ยถามด้วยความห่วงใย เห็นกันมาตั้งแต่ชุดนักเรียนมอปลายจนตอนนี้เข้ามหาวิทยาลัยแล้วพอของขวัญมาเป็นแบบนี้ก็อดห่วงไม่ได้ ยิ่งรู้ว่าอยู่กับแม่แค่สองคนเพราะพ่อเสียไปนานแล้วและไม่มีญาติที่ไหนความห่วงก็ยิ่งทวีคูณ ถ้าเจ้าตัวมีปัญหาอะไรจริงๆ ก็อยากจะมีส่วนได้ช่วยเหลือกัน


"เฮ้ย...ร้องทำไม!? ตกลงเกิดอะไรขึ้น บอกพี่ได้นะ" จู่ๆ พราวก็ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจเมื่อสิ้นคำถามของขวัญก็เงยหน้าขึ้นมองหน้าเธอด้วยแววตาสั่นๆ ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อคลอและรินไหล แต่ก็ถูกมือเล็กรีบเช็ดออกไปอย่างรวดเร็ว


"ใจเย็นๆ ค่อยๆ เล่า เก็บไว้คนเดียวมันหนักอก ถึงจะเป็นเรื่องที่พี่ช่วยอะไรไม่ได้ แต่พี่ช่วยรับฟังได้นะ" พราวเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กเบาๆ น้ำเสียงที่พูดปลอบอ่อนโยนและห่วงใยจนคนตัวเล็กยิ่งร้องไห้หนัก เหมือนพยายามกลั้นเอาไว้อย่างสุดกำลังแล้วแต่ไม่ไหว..


"ฮึ่ก..มะ...แม่ขวัญป่วยเป็นมะเร็งสมอง" เมื่อร้องจนพอจะพูดอะไรได้ เสียงเบาคลอสะอื้นก็เอ่ยเรื่องที่กำลังเป็นทุกข์ออกมาให้อีกฝ่ายฟัง


"เฮ้ย จริงหรอ!?" คนฟังเสียงหลงอีกครั้ง ได้แต่นั่งตัวแข็งและจ้องมองหน้าคนพูดอย่างอึ้งๆ


"ระยะสุดท้ายแล้วค่ะ...ขวัญไม่เคยรู้เลยจนอาการแม่ทรุดหนัก ต้องออกจากงานไปอยู่ที่โรงพยาบาล ขวัญต้องหยุดเรียนเพื่อหางานทำ เพราะเงินเก็บที่มีเอามารักษาแม่จนหมด...ขวัญจะทำยังไงดีอ่ะพี่พราว ฮึ่ก...งานที่ทำต่อให้มีสามสี่ร่างมันก็ได้เงินไม่พอมารักษาแม่ ขวัญหมดจนปัญญาแล้วจริงๆ อึก" พอได้พูดของขวัญก็พรั่งพรูทุกอย่างออกมาหมดพร้อมกับหยาดน้ำตา จนเสียงสะอื้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ทำลูกค้าโต๊ะอื่นหันมาสนใจ เจ้าของร้านจึงพาเธอเข้าไปในร้านตรงพื้นที่ส่วนตัว และปล่อยให้ระบายความทุกข์ออกมาจนพอใจ...พราวรู้สึกเห็นใจน้องเป็นอย่างมาก เธอไม่เคยรู้เลยว่าน้องสาวต่างสายเลือดที่ทั้งรักและเอ็นดูจะต้องมาเจออะไรแบบนี้เพียงลำพัง นี่ถ้าไม่ถามก็คงไม่เล่าให้ฟังแน่


"โธ่ ขวัญ..." พราวรำพึงรำพันด้วยความเห็นใจ พอมารู้เรื่องแบบนี้แล้วเธอเองก็พลอยทุกข์ใจและเครียดตามไปด้วยเพราะรู้จักสองแม่ลูกดีกว่าใคร และตอนนี้ก็เท่ากับว่าน้องกำลังเผชิญเรื่องราวทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว เด็กอายุแค่นี้จะรับไหวได้ยังไง..


"ฮะ ฮึ่ก ขวัญเหลือแม่อยู่คนเดียวนะพี่พราว ฮื่อๆ ถ้าแม่ไม่อยู่กับขวัญ ฮึ่ก ขวัญก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมเหมือนกัน ฮื่อออ" ถ้อยคำที่เหมือนจะตัดพ้อโชคชะตากับเสียงสะอึกสะอื้นปานจะขาดใจทำคนฟังเจ็บปวดไม่แพ้กัน เพราะชีวิตของเธอกว่าจะมาถึงวันนี้มันก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่ใครๆ เห็น...


"ไม่เอาของขวัญ อย่าคิดแบบนั้น การเกิดแก่เจ็บตายมันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่เราก็ต้องสู้นะลูก อย่าเพิ่งท้อ" พราวปลอบและเตือนสติไปพร้อมๆ กัน เห็นของขวัญพูดแบบนี้แล้วก็ใจไม่ดี กลัวน้องจะคิดสั้น...


"ฮึ่ก...ไม่ ขวัญไม่อยากอยู่คนเดียว ไม่เอา..." ยิ่งปลอบคนตัวเล็กก็ยิ่งเตลิด เพราะมะเร็งระยะสุดท้ายนั้นความหวังที่จะเห็นแม่หายมันริบหรี่เหลือเกิน ยิ่งถ้าไม่มีเงินรักษาด้วยแล้วแม่ก็จะยิ่งจากไปไวขึ้นแน่ๆ แล้วเธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อใครกันล่ะ


"เฮ้อ...พี่ก็อยากช่วยเรานะ แต่พี่ภาระเยอะ ผ่อนทั้งบ้านทั้งรถ" พราวเอ่ยหน้าเศร้า คนฟังพยักหน้าเข้าใจทั้งน้ำตา เธอไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายช่วยหรอก แค่อยากระบายให้ใครสักคนฟังก็เท่านั้น


"จริงๆ มันก็...มีงานที่ทำแล้วได้เงินเร็วและได้เยอะอยู่นะ แต่พี่ไม่แน่ใจว่าขวัญจะกล้าทำหรือเปล่า" คนอายุมากกว่าเอ่ยบอกอย่างระมัดระวัง


"งะ...งานอะไรหรอคะ?" ของขวัญหูผึ่งตาโตขึ้นมาในทันทีที่ได้ยินพราวพูดแบบนั้น แต่อีกฝ่ายกลับมีสีหน้าลังเลและลำบากใจที่จะตอบ


"ขายบริการ" เป็นไปตามคาดว่าคนฟังจะต้องตกใจและนิ่งอึ้ง พราวไม่ได้อยากจะชักชวนหรืออยากให้ของขวัญมาทำอาชีพนี้เลยสักนิด แต่มันไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว...


"เฮ้อ เราไม่เหมาะกับงานแบบนี้หรอกพี่รู้ แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆ พี่ก็อยากให้เราลองพิจารณาดู ความจริงแล้วนอกจากเปิดร้านข้าวพี่ก็ทำงานกลางคืนด้วย...พี่เป็นแม่เล้าหาเด็กให้ลูกค้าที่ผับแห่งหนึ่ง พี่ไม่ได้อยากทำนักหรอกแต่ความจนมันน่ากลัว และบางทีชีวิตคนเรามันก็ไม่มีทางเลือกมากนัก" อาชีพหลักของพราวเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้แม้แต่พ่อกับแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด แน่นอนว่าคนตรงหน้านี้ก็ด้วย เธอไม่อยากจะบอกน้องเลยจริงๆ ว่าทำงานแบบนี้ เธอกลัวของขวัญจะผิดหวังในตัวเธอ แต่ก็อย่างที่บอกว่ามันไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ


"เอาเก็บไปคิดดูนะ ถ้าจะทำให้มาบอกพี่ น่ารักแบบนี้ลูกค้าติดตรึมแน่ๆ" พราวบอกอีกพร้อมกับฝืนยิ้มให้เล็กๆ เธอเอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียวมาหลายประโยคแล้วเพราะคนฟังมัวแต่นิ่งอึ้ง


"ไว้...ขวัญจะลองคิดดูนะคะ" ของขวัญบอกกลับทั้งที่ยังคงอึ้งไม่หาย ครั้นพอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาก็พบว่าได้เวลาไปหาแม่แล้วเลยล้วงเงินค่าข้าวออกมาให้สาวรุ่นพี่


"ไม่ต้องหรอก พี่เลี้ยง ถ้าไม่มีเงินกินข้าวก็มากินร้านพี่ได้ตลอดนะ" พราวส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนบอกแล้วยิ้มให้อย่างใจดี


"ขอบคุณมากนะคะพี่พราว" คนตัวเล็กยกมือไหว้ขอบคุณอีกฝ่ายด้วยความตื้นตันใจ ความห่วงหาอาทรที่อีกฝ่ายมีให้ทำให้รู้ว่าอย่างน้อยๆ เธอก็ไม่ได้โดดเดี่ยวไปเสียทีเดียว ยังคงมีคนเป็นห่วงเธออยู่ตั้งหนึ่งคน...





โรงพยาบาล...


ของขวัญมาเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาลทุกวัน ถ้าเป็นวันธรรมดาที่ต้องทำงานเธอจะมาแค่ครู่เดียวหลังเลิกงาน เพราะจากนั้นต้องไปทำงานที่อื่นต่อ แต่วันนี้วันอาทิตย์เป็นวันหยุดของเธอก็เลยมาเยี่ยมแม่เร็วกว่าทุกวัน...


กลางวันทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตกกลางคืนก็ยังยึดตำแหน่งเดิมเพียงแต่เปลี่ยนจากเสิร์ฟอาหารมาเป็นเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในผับ วนเวียนอยู่แบบนี้มาได้เกือบสองเดือนแล้ว ในขณะที่แม่เข้าโรงพยาบาลได้สามเดือนกว่าๆ ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเพียงเท่านี้กับโรคที่เป็นจะผลาญเงินเก็บของเธอและแม่จนหมด สองงานที่ทำอยู่ก็ทำเงินได้ไม่เพียงพอกับค่ารักษาพยาบาล นั่นทำให้เธอทุกข์ใจเป็นอย่างมาก ไม่รู้จะไปหาเงินเยอะๆ จากไหนมารักษาแม่ ญาติที่ไหนก็ไม่มี..


เธอเคยถามแม่นะว่าทำไมครอบครัวเราถึงไม่มีญาติพี่น้องเหมือนคนอื่นๆ เขา...แม่บอกกับเธอว่าเพราะตากับยายไม่ชอบพ่อและไม่อยากให้ทั้งคู่รักกันจึงกีดกันทุกวิถีทาง จนพ่อทนไม่ไหวตัดสินใจพาแม่หนีมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ตัดขาดจากญาติพี่น้องทั้งหมดด้วยเหตุผลเดียวก็คือพ่อรักแม่มาก


ครอบครัวเธออยู่กันอย่างพอเพียงและมีความสุขมาโดยตลอดจนเมื่อเธออายุได้แค่สิบขวบพ่อก็จากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทิ้งให้เธอกับแม่ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กันต่อไป แม่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูเธอ ทั้งส่งให้เรียนในโรงเรียนดีๆ และพยายามมอบความรักความอบอุ่นให้ ไม่น้อยไปกว่าครอบครัวอื่นที่เขามีทั้งพ่อและแม่


แต่วันนี้...ผู้หญิงแกร่งคนนั้นต้องหยุดทำงานและนอนติดเตียงอยู่ที่โรงพยาบาลด้วยโรคร้ายที่ใครๆ ก็บอกว่าไม่มีวันรักษาหาย วินาทีแรกที่รู้เธอช็อกไปนานหลายวันพอๆ กับตอนที่รู้ว่าพ่อเสีย แต่ตอนนี้มันย่ำแย่กว่านั้นมากเพราะเธอต้องเผชิญทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว...


ทุกวันของการรักษาคุณหมอจะให้ยาแม่สารพัดอย่าง ทุกอาทิตย์จะต้องทำคีโมและผ่าตัดสมองเผื่อระบายน้ำออก แม่ต้องแบกรับการรักษาที่ทรมานอย่างหนักแต่กลับไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น แค่ประคองอาการให้พ้นวันต่อวันไปเท่านั้น...เธอไม่อยากห่างไปไหนเลยสักวินาที แต่ก็ต้องทำงานเพื่อหาเงินมาจ่ายค่ารักษา


"แม่...ขวัญมาแล้วนะ วันนี้แม่เป็นยังไงบ้าง" ร่างบางทรุดตัวนั่งลงข้างๆ เตียงแม่ก่อนคว้ามือนุ่มที่มีริ้วรอยของวัยมากุมไว้ คนบนเตียงลืมตาขึ้นมามองหน้ากันและทำเพียงระบายยิ้มบางๆ ให้


"แม่สู้นะ แม่จะต้องหาย" น้ำเสียงที่เอ่ยออกไปสั่นเครือจนปิดบังไม่ได้ว่าคนพูดกำลังจะร้องไห้ หัวใจคนเป็นแม่เจ็บปวดไม่ต่างกันที่เห็นลูกเป็นแบบนี้ แต่ไม่มีใครฝืนโชคชะตาได้ มันคงใกล้จะถึงเวลาของเธอแล้ว...


"ขะ...ขวัญ...สัญญากับแม่ได้ไหม...ว่าหนูจะดูแลตัวเองดีๆ" คนบนเตียงรวบรวมพละกำลังที่มีอยู่เพื่อพยายามพูดกับลูกยาวๆ แต่ยังไม่ทันจบทุกสิ่งที่อยากบอกอีกฝ่ายก็ขัดขึ้นมาเสียงดัง


"ไม่เอา! แม่อย่าพูดแบบนี้! อย่าพูดเหมือนจะไม่อยู่กับขวัญ แม่จะต้องอยู่ ฮึ่ก..."


พอเห็นน้ำตาลูกคนเป็นแม่ก็พูดไม่ออก เธอเองก็ยังไม่อยากจากลูกไปในเร็ววันนี้เหมือนกัน เพราะถึงจะอายุยี่สิบปีบริบูรณ์แล้วแต่ของขวัญยังเด็กอยู่มาก เป็นความผิดของเธอเองที่เลี้ยงลูกเหมือนไข่ในหิน ไม่เคยให้ต้องลำบากหรือต้องห่างไปไหน ก็เลยไม่มั่นใจว่าถ้าวันหนึ่งเธอต่อสู้กับโรคร้ายนี้ไม่ไหว ลูกจะอยู่ต่อไปคนเดียวได้ยังไง...


ของขวัญอยู่เฝ้าแม่ทั้งวันจนเย็นก็ลาแม่กลับเพื่อไปทำงานเสิร์ฟที่ผับต่อ จากที่เรียนอย่างเดียวไม่เคยต้องทำงานแต่พอได้ทำก็ควบทั้งสองงานทำให้เธอเหนื่อยหนักเป็นสองเท่า แต่ก็พยายามอดทนอย่างสุดกำลังเพราะแม่เหนื่อยมามากแล้ว ถึงเวลาที่เธอต้องเหนื่อยเพื่อแม่บ้าง...


ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปทำงานร่างบางก็ถูกมองว่าเป็นคนรักสันโดษ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร มาทำงานตรงเวลาทำเสร็จก็กลับเลยไม่ไปเอ้อระเหยที่ไหน ซึ่งเธอก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ทั้งโดดเดี่ยวและก็เหงาจับใจเมื่อกลับบ้านมาพบแต่ความว่างเปล่ามาหลายเดือน


จังหวะที่กำลังจะเดินผ่านร้านขายอาหารตามสั่งของพราวที่เปิดอยู่ในตึกทาวเฮ้าส์ขนาดสองชั้น ของขวัญก็เห็นเจ้าของร้านที่ในเวลานี้แต่งตัวสวยจัดจ้านกว่าตอนกลางวันเดินมาขึ้นรถยนต์คันหรูที่จอดอยู่หน้าร้านก่อนจะขับออกไป พลันทำให้นึกถึงสิ่งที่พราวบอกไว้เมื่อตอนกลางวัน...


แน่นอนว่างานแบบนั้นเป็นงานที่เธอไม่เคยคิดจะทำมาก่อนและไม่คิดด้วยว่าจะได้ทำ แต่ตอนนี้ยอมรับว่ารู้สึกลังเลนิดๆ เพราะไม่มีทางเลือก เธออยากให้แม่อยู่กับเธอนานๆ และยังไงก็ต้องอยู่เพราะเธอไม่เหลือใครอีกแล้ว


เมื่อกลับมาถึงบ้านร่างบางก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนจะเดินมานั่งลงหน้ากระจก จ้องมองหน้าตัวเองอย่างพิจารณา คนทำงานขายเรือนร่างอย่างน้อยๆ ก็ต้องสวยต้องเก่ง แต่เธอทั้งขี้อายและไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่พอยังต้องไปนอนกับใครที่ไหนก็ไม่รู้ เธอไม่คิดว่าจะทำใจได้เลยสักนิด...





วันต่อมา...

ได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมงของขวัญก็ต้องตื่นเพื่อไปทำงานที่ร้านอาหารต่อ แต่วันนี้ตื่นสายกว่าทุกวันเลยไม่ได้กินอะไรก่อนไปทำงาน ไม่พอพนักงานก็ขาดเธอจึงต้องทำในส่วนของคนอื่นเพิ่มแถมลูกค้ายังเข้าร้านเยอะจนผิดปกติอีกก็เลยต้องทำยาวจนไม่มีเวลาพักกินข้าวเที่ยง ได้นมกล่องเดียวรองท้อง กว่าจะเลิกงานก็ห้าโมงเย็น...ร่างบางๆ เดินโซเซเข้าซอยบ้านมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยกว่าวันไหนๆ และเพราะฝืนร่างกายมากจนเกินไปก็เลยเป็นลมล้มพับไปตรงนั้น โชคดีที่อยู่ไม่ไกลจากร้านของพราวมาก พอดีกับที่ใช้เด็กในร้านไปซื้อของขากลับก็เลยมาเห็นเข้าจึงรีบวิ่งมาบอกเจ้านาย พราวเลยให้คนไปช่วยอุ้มพามานอนพักให้ร้าน ดูจากสีหน้าท่าทางอิดโรยแล้วคงแค่เป็นลมไปเฉยๆ ก็เลยให้นอนพักไปก่อน


"พี่พราว..." หลับไปหลายชั่วโมงคนตัวเล็กก็รู้สึกตัวตื่น ดวงตากลมโตกะพริบปริบมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย ก่อนจะเห็นพราวเดินเข้ามาพอดีเลยแน่ใจว่าอยู่ที่ไหน


"ไง ตื่นแล้วหรอ...จริงๆ เลย ทำไมถึงฝืนตัวเองขนาดนี้ ดีนะไม่ไปล้มพับที่อื่น พี่ล่ะตกอกตกใจหมด" ความเป็นห่วงทำอีกฝ่ายอดบ่นออกมาไม่ได้


"กี่โมงแล้วคะ หนูต้องไปทำงานต่อ" แทนที่จะสนใจคนตรงหน้าร่างบางกลับทำหน้าตาตื่นขึ้นมาและหุนหันจะลุกออกไป


"หยุดเลย! วันนี้ไม่ต้องไปมันแล้ว แรงเดินแทบจะไม่มียังจะห่วงงานมากกว่าตัวเองอีก" มือเรียวของพราวดันไหล่เล็กให้กลับไปนั่งลงที่เดิม ก่อนดุออกมาหน้ายุ่งๆ


"แต่..."


"กินข้าวก่อนค่อยว่ากัน" เสียงเข้มตัดบทก่อนจะเปิดประตูโผล่หน้าออกไปตะโกนสั่งเด็กในร้านทำอาหารมาให้...ใช้เวลาไม่นานข้าวผัดหมูร้อนๆ ก็ถูกยื่นมาตรงหน้า ของขวัญจำต้องรับไปกินอย่างเงียบๆ ห่วงงานก็ห่วงแต่พราวก็ไม่ยอมปล่อยให้ไปไหนง่ายๆ


"เฮ้อ พี่พูดจริงๆ นะขวัญ ไปทำงานกับพี่เถอะ" พราวถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อเเห็นคนตัวเล็กกินข้าวน้อยนิด หน้าตาก็ซีดเซียวจนดูไม่ได้ คงเพราะโหมทำงานหนักเพื่อหาเงินมารักษาแม่แน่ๆ


"พี่เข้าใจว่าคนไม่เคยก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา แต่ถ้าอยากได้เงินมารักษาแม่ก็ต้องฝืนทำ พอแม่หายจะเลิกทำก็ได้ ไม่มีใครว่า" พราวพยายามโน้มน้าวใจคนฟังอีกเมื่อเห็นนั่งทำหน้าคิดหนัก เธอไม่อยากให้น้องสาวที่เธอรักและเอ็นดูทำนักหรอก แต่ถ้ายังทนทำงานเดิมๆ ต่อไปคนที่จะแย่ไม่ใช่แค่แม่ ร่างบางก็จะแย่ไม่ต่างกัน


"เอางี้! พี่จะพยายามช่วยไม่ให้เราเจอพวกคนไม่ดีเอง ทุกๆ วันศุกร์จะมีลูกค้าคนหนึ่งมาใช้บริการเด็กของพี่ เขาน่าจะเป็นนักธุรกิจกระเป๋าหนัก เขาหล่อมากเลยนะและก็ดูโอเคที่สุดในบรรดาลูกค้าที่มา ไว้พี่จะตะล่อมให้เขาเอ็นดูขวัญ ถ้าโชคดีขวัญอาจจะไม่ต้องรับลูกค้าคนอื่นอีก เผลอๆ ถ้าเขารู้เรื่องแม่เขาอาจจะให้เงินมารักษาฟรีๆ เลยก็ได้นะ" พราวตะล่อมน้องก่อนใคร ทั้งที่ความจริงแล้วไม่รู้ว่าสิ่งที่บอกไปจะทำสำเร็จหรือไม่ เพราะใครคนนั้นที่พูดถึงเหมือนจะไม่ใช่แค่นักธุรกิจธรรมดาทั่วไป รอบตัวเขามีบอดี้การ์ดคุมเข้มแถมยังแผ่รังสีอันตรายจนบรรดาเด็กเสิร์ฟที่ร้านแทบจะไม่อยากเข้าใกล้ แต่ยังไงก็ต้องลองเสี่ยงดูก่อนเผื่อเขาจะเอ็นดูเด็กน่ารักๆ อย่างของขวัญ


"งั้น...ขวัญขอเริ่มคนเดียวก่อนนะคะ ขวัญไม่รู้ว่าจะทำใจได้มั้ย ขอลองดูก่อน" เมื่อมันไม่มีทางเลือกร่างบางก็ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่างมาทำงานนี้ แม้จะยังมองไม่เห็นความกล้าในตัวเองแต่ก็พยายามจะนึกถึงหน้าแม่อยู่ตลอด เพราะแม่คือแรงผลักดันเดียวที่ทำให้เธอต้องกล้าที่จะเดินต่อ ถึงจะไม่ใช่ทางที่ดีนักก็เถอะ...


"ได้สิ ไม่มีปัญหา ค่อยเป็นค่อยไปแล้วกัน...เริ่มศุกร์นี้เลยนะ พี่มีเวลาให้ทำใจก่อน อย่าลืมเตรียมไปลางานที่ทำไว้ล่ะ ครั้งแรกมันก็อาจจะเจ็บหน่อย" พอพราวบอกมาแบบนั้น คนฟังก็ยิ่งทำหน้าไม่สู้ดี ทั้งกลัวและกังวลอย่างเห็นได้ชัด


"จำไว้ว่าเราทำเพื่อแม่ มันจำเป็น" คนเป็นพี่เอื้อมมือมาลูบศีรษะปลอบด้วยท่าทางไม่สู้ดีเช่นกัน ยิ่งเห็นท่าทางหวาดกลัวของอีกฝ่ายก็ยิ่งสะท้อนภาพให้เห็นตัวเองในวันวาน เธอยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีจึงเข้าใจร่างบางมากกว่าใคร แต่ในเมื่อมันไม่มีทางเลือกก็ต้องทำ!


..

..

..

..

เดินเรื่องไวหน่อยนะออเจ้า อาจจะไม่แต่งยาวมาก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น