Au Elf

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รักร้ายตอนที่48 “โซ่ทองคล้องใจ”

ชื่อตอน : รักร้ายตอนที่48 “โซ่ทองคล้องใจ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 มิ.ย. 2561 16:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รักร้ายตอนที่48 “โซ่ทองคล้องใจ”
แบบอักษร

ตอนนี้อายุครรภ์ของมนสิชาย่างเข้าสู่เดือนที่เก้าแล้ว มนสิชาเริ่มอุ้ยอ้าย หน้าท้องของเธอขยายใหญ่มากขึ้น ตอนนี้เธอจะทำอะไรด้วยตัวเองจึงไม่ค่อยสะดวกนัก ดีที่มีธนาธิปคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ เขาสามารถช่วยเหลือภรรยาได้ดีในหลายๆ เรื่อง

มนสิชาวางแผนเรื่องการคลอดไว้ว่าเธอจะคลอดลูกเองตามธรรมชาติ ซึ่งผู้ใหญ่ในบ้านต่างก็เห็นด้วยตามความคิดของมนสิชาทั้งนั้น ยกเว้นธนาธิปคนเดียวเพราะเขาคิดว่ามันไม่ปลอดภัยเท่ากับการผ่าคลอด

“มะปรางพี่ว่าผ่าคลอดดีกว่านะ เชื่อพี่เถอะ พี่ดูวีดีโอการคลอดเองน่ากลัวจะตาย” ธนาธิปบอกภรรยา

“ไม่เอาค่ะพี่จอมทัพ ปรางอยากคลอดลูกเองตามธรรมชาติค่ะ” มนสิชายังคงเถียง

“โธ่ แต่พี่ว่ามันไม่ปลอดภัยหรอก” ธนาธิปเองก็ไม่ยอม

“พี่จอมทัพค่ะ ให้ปรางคลอดลูกเองนะคะ ปรางอ่านเจอในหนังสือว่า ถ้าคลอดเองคนเป็นแม่จะฟื้นตัวเร็วกว่าแล้วก็เจ็บแผลหลังคลอดน้อยกว่าการผ่าคลอด การคลอดแบบธรรมชาติจะช่วยขับของเหลวออกจากปอดของลูกได้จึงช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเรื่องการหายใจเมื่อแรกคลอดค่ะ และลูกของเราจะได้รับเชื้อแบคทีเรียที่ดีที่อยู่ในช่องคลอดของแม่ ทำให้เขามีภูมิคุ้มกัน ไม่เจ็บป่วยบ่อย ลูกของเราก็จะแข็งแรงนะคะ” มนสิชาอธิบายให้สามีเห็นถึงข้อดีของการคลอดเองแบบธรรมชาติ

“แต่......” ธนาธิปยังไม่ยอม

“นะคะ” มนสิชาพูดแค่นั้นแล้วยื่นหน้าไปหอมแก้มสามีเบาๆหนึ่งครั้ง

ธนาธิปเองไม่ได้อยากที่จะตามใจภรรยาเพราะเขาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเธอและลูกน้อย แต่เมื่อเขาไม่สามารถห้ามภรรยาได้ก็คงต้องยอมให้เธอคลอดแบบธรรมชาติตามที่เธอต้องการ


วันนี้นางอารีรัตน์พาน้องๆ และยายมาเยี่ยมมนสิชาที่บ้านจารุพิชญา นางอารีรัตน์เตรียมอาหารที่มีประโยชน์สำหรับคนเป็นแม่มาให้มนสิชากินด้วย

“มะปรางแม่พายายกับน้องๆ มาเยี่ยมลูกจ๊ะ” นางอารีรัตน์บอกบุตรสาว

“สวัสดีค่ะแม่” มนสิชาไหว้และเอ่ยทักทายมารดาทันที

“สวัสดีครับคุณแม่” ธนาธิปเองก็กล่าวทักทายและไหว้มารดาของภรรยาเช่นกัน

“บุญรักษานะลูกทั้งสอง” นางอารีรัตน์บอกออกไป

“ยายสวัสดีค่ะ/คุณยายสวัสดีครับ” มนสิชาและธนาธิปยกมือไหว้และกล่าวทักทายยายบังอร

“ยายจ๋า ปรางคิดถึงยายจังเลยค่ะ ยายสบายดีมั๊ยคะ” มนสิชาถามต่อ

“อืม ยายสบายดีลูก แล้วมะปรางหละเป็นยังไงลูก” ยายบังอรถามมนสิชากลับไป

“ปรางใกล้คลอดแล้วค่ะยาย เดี๋ยวยายก็จะได้เป็นทวดแล้วนะคะ” มนสิชาตอบยายบังอรทันที

“อืม ดีๆ” ยายบังอรดีใจที่จะได้เป็นทวด

“พี่จอมทัพ พี่มะปราง สวัสดีค่ะ/ครับ” น้องๆของมนสิชาทำความเคารพพี่สาวและพี่เขย

“สวัสดีครับ” ธนาธิปตอบน้องของภรรยา

“ว่างัยจ๊ะทุกคน ดื้อกับแม่กันหรือเปล่า” มนสิชาถามน้องๆ ของเธอ

“พวกเราเป็นเด็กดีค่ะ/ครับ” น้องของมนสิชาตอบ

ธนาธิปเองก็เดินไปที่บ้านใหญ่เพื่อไปหาคุณอารดาและคุณธนาคม เขาให้เวลาส่วนตัวกับมนสิชาเพื่อให้เธอได้อยู่กับครอบครัวของตัวเองบ้าง


เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกินสำหรับมนสิชา ตอนนี้อายุครรภ์ของเธอครบกำหนดคลอด มนสิชายังไม่รู้สึกเจ็บท้องเตือนเลย แต่มนสิชาก็เตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับคลอดเอาไว้พร้อมหมดแล้ว

“มะปรางรู้สึกเจ็บท้องหรือยังครับ” ธนาธิปถามภรรยาขณะนั่งรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน

“ปรางยังปกติดีค่ะพี่จอมทัพ” มนสิชาตอบสามีตามความเป็นจริง

“ถ้ามะปรางรู้สึกเจ็บท้องตอนไหนบอกพี่นะครับ พี่จะพามะปรางไปโรงพยาบาล” ธนาธิปบอกภรรยา

“ค่ะ” มนสิชารับคำ

ทั้งสองรับประทานอาหารเย็นด้วยกันจนเสร็จเรียบร้อย ธนาธิปนั่งดูถ่ายทอดสดฟุตบอลต่อที่ห้องนั่งเล่นส่วนมนสิชาเข้าไปอาบน้ำ เมื่อมนสิชาอาบน้ำเสร็จก็ออกมานั่งอยู่กับสามีที่ห้องนั่งเล่น เธอยังเตรียมน้ำกับขนมมาวางไว้ให้สามีทานด้วย มนสิชาเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายเสมอ เธอเคยดูแลสามีอย่างไรเธอก็ยังดูแลอย่างนั้นการที่เธอตั้งครรภ์ไม่ใช่อุปสรรคเลย

ขณะนั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันมนสิชารู้สึกเจ็บท้องถี่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกเธอคิดว่าลูกน้อยคงดิ้นเท่านั้น แต่นี่เธอรู้สึกเจ็บมาสักพักก็ไม่หายไปสักที มนสิชาจึงบอกสามีที่นั่งอยู่ด้วยกัน

“พี่จอมทัพค่ะ ((โอ๊ะ!!)) ปรางรู้สึกเจ็บท้องจังเลยค่ะ” มนสิชาบอกสามี

“มะปรางเดินไหวมั๊ย” ธนาธิปถามภรรยา

“((อื้อ)) ไหว...ไหวค่ะ” มนสิชาตอบสามี

ธนาธิปเดินประครองมนสิชาไปที่รถ ขณะที่ขับรถไปธนาธิปโทรศัพท์แจ้งบิดามารดาของตนเองและแจ้งมารดาของมนสิชาด้วยเพื่อให้ทุกคนตามไปเจอกันที่โรงพยาบาล

หน้าห้องคลอดทุกคนมาถึงหลังจากที่มนสิชาเข้าห้องคลอดไปแล้ว

“จอมทัพน้องอยู่ไหนลูก” คุณอารดาถามบุตรชาย

“มะปรางเข้าห้องคลอดไปแล้วครับคุณแม่” ธนาธิปตอบมารดา

ทุกคนต่างใจจดใจจ่อกับการรอคอยหนูน้อยที่กำลังจะลืมตาออกมาดูโลกในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้

ส่วนในห้องคลอดผู้ที่กำลังจะเป็นแม่ทำตามที่คุณหมอสั่ง

“ออกแรงเบ่งนะคะ” คุณหมอบอกให้มนสิชาออกแรงเบ่ง

“อื้อออออออออ” มนสิชาออกแรงเบ่งตามที่คุณหมอบอก

“อีกครั้งนะคะ เบ่งลมยาวๆนะคะ” คุณหมอบอกให้มนสิชาเบ่งอีกครั้ง

“อื้ออออออออออออออ” มนสิชาออกแรงเบ่งอีกครั้ง

“ดีมากเลยค่ะคุณแม่ อีกครั้งนะคะ น้องกำลังออกมาแล้ว” คุณหมอบอก

“อื้ออออออออออออออออออ” มนสิชาออกแรงเบ่งอีกครั้งลูกน้อยของเธอก็คลอดออกมาแล้ว

“อุแว้......อุแว้.....ๆๆๆๆ” ลูกน้อยของมนสิชาและธนาธิปส่งเสียงร้อง

“น้องออกมาแล้วนะคะคุณแม่ น้องเป็นผู้ชายนะคะ น้องสมบูรณ์แข็งแรงดีค่ะ” คุณหมอที่ทำคลอดแจ้งเพศของลูกน้อยให้มนสิชาทราบ

มนสิชาดีใจเธอยิ้มทั้งน้ำตา เธอรู้สึกดีใจมากถึงมากที่สุดที่รู้ว่าลูกน้อยของเธอคลอดออกมาแล้วสมบูรณ์แข็งแรงดี ตอนนี้พยาบาลกำลังทำความสะอาดตัวลูกน้อยของเธออยู่ ธนาธิปเองตอนนี้ก็ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในห้องคลอดเพื่อถ่ายภาพครอบครัวภาพแรก

“เจ็บมากมั๊ยครับ” ธนาธิปถามภรรยาด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เจ็บค่ะพี่จอมทัพ” มนสิชาตอบ

“ขอบใจนะที่อดทนดูแลตัวเองอย่างดีมาโดยตลอด ขอบใจที่คลอดลูกออกมาอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ ขอบใจที่มะปรางทนเจ็บเพื่อลูกของเรานะครับ” ธนาธิปพูดขอบใจภรรยาพร้อมทั้งกดจูบลงไปบนหน้าผากเนียนของภรรยา

“ค่ะ” มนสิชาตอบสามี

ตอนนี้พยาบาลนำตัวหนูน้อยที่หนักถึงสามพันห้าร้อยกรัมมาวางไว้บนอกของคุณแม่เพื่อถ่ายรูป

“น้องมาแล้วค่ะคุณพ่อคุณแม่” พยาบาลบอก

ทั้งสามคนร่วมกันถ่ายภาพครอบครัวภาพแรกอย่างอบอุ่น ธนาธิปที่เห็นลูกน้อยครั้งแรกเขาเองก็แอบน้ำตาซึมออกมาเช่นกัน

ตอนนี้มนสิชาย้ายออกจากห้องทำคลอดมาที่ห้องพักฟื้นผู้ป่วยแล้ว ทุกๆ คนในครอบครัวมารวมตัวอยู่ในห้องนี้ทั้งหมดเพื่อมาดูหลานชายคนแรก

“ก๊อกๆๆๆ” พยาบาลที่นำหนูน้อยมาส่งเคาะประตู

“น้องมาแล้วค่ะ” พยาบาลบอก

“เดี๋ยวคุณแม่ต้องให้นมมื้อแรกนะคะ” พยาบาลบอกกับมนสิชา

“ค่ะ” มนสิชารับคำ

“คุณแม่วอร์มเต้าแล้วนะคะ” พยาบาลถามอีกครั้ง

“ค่ะ” มนสิชาตอบ

“เดี๋ยวเชิญญาติรอข้างนอกสักครู่นะคะ” พยาบาลบอก ทุกๆคนเดินออกไปรอที่ห้องนั่งเล่นทันที

“คุณพ่ออยู่ได้นะคะ เผื่อจะได้ช่วยคุณแม่” พยาบาลอนุญาตให้แค่สามีอยู่เท่านั้น

“ครับ” ธนาธิปตอบ

พยาบาลอยู่ดูแลจนมนสิชาเอาลูกเข้าเต้าเรียบร้อยแล้วจึงของตัวออกไปแล้วปล่อยให้พ่อ แม่ ลูก ได้อยู่ด้วยกันในห้อง ตอนนี้มนสิชากำลังให้นมลูกน้อยของเธออยู่ ธนาธิปเองก็ไม่ลืมบันทึกภาพไว้เช่นกันเพราะเป็นครั้งแรกของลูกน้อยที่กินนมจากเต้าของมารดา ดูๆแล้วลูกน้อยของเขาและมนสิชาน่าจะกินเก่งน่าดูเพราะลูกน้อยดูดเต้าของมารดาไม่ยอมหยุดเลย และในตอนที่ตั้งครรภ์มนสิชาดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเธอจึงไม่มีปัญหาเรื่องน้ำนม ตอนนี้ลูกน้อยหลับคาเต้าของมารดาไปแล้ว

“ลูกหลับแล้วมะปราง พี่ช่วยอุ้มลงเตียงนะ” ธนาธิปบอกภรรยา

“ค่ะ” มนสิชาตอบสามี ธนาธิปอุ้มบุตรชายลงเตียงนอนทันที

“นี่ครับ” ธนาธิปส่งสำลีชุบน้ำอุ่นให้มนสิชาเพื่อทำความสะอาดหัวนม

“ขอบคุณค่ะ” มนสิชาขอบคุณอย่างอายๆ เพราะสามีกำลังมองมาที่หน้าอกของเธอ

“ให้พี่ช่วยเช็ดให้นะ” ธนาธิปบอกอย่างหวังดี

“เอ่อ ปรางขอเช็ดเองได้มั๊ยค่ะ” มนสิชาตอบแบบเขินๆ

“โธ่!! ที่รัก พี่เป็นสามีของมะปรางนะครับ มะปรางจะอายทำไม” ธนาธิปยังคงไม่ยอม

“เอ่อ ก็ได้ค่ะ” มนสิชาต้องยอมตามใจสามี เพราะเธอรู้ว่าไม่สามารถเอาชนะเขาได้แน่นอน

ธนาธิปบีบน้ำออกจากสำลีพอให้สำลีหมาดๆ เขาใช้หนึ่งมือช่วยประครองหน้าอกของภรรยาเอาไว้ แล้วค่อยๆ เช็ดที่ยอดปทุมถันของภรรยาอย่างเบามือจนสะอาดเรียบร้อย มนสิชาได้แต่นั่งหน้าแดงแล้วหน้าแดงอีกเท่านั้น ธนาธิปก็แอบยิ้มกับท่าทางเขินอายของภรรยา ธนาธิปเองก็คิดได้ว่าจริงๆแล้วการมีภรรยาที่เด็กกว่าก็ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยดีเหมือนกันนะ

ตอนนี้ทุกๆ คนในบ้านมาดูหนูน้อยที่กำลังนอนหลับอยู่ ทุกคนพูดคุยชื่นชมหนูน้อยเสียงเบาที่สุดเพราะกลัวว่าเสียงจะดังรบกวนการนอนของหลาน ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านไป

ธนาธิปรับหน้าที่ในการอยู่เฝ้าภรรยาและลูกที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง

“มะปรางพักผ่อนนะครับ เดี๋ยวพี่ปรับเตียงให้” ธนาธิปบอกภรรยา

“ค่ะพี่จอมทัพ ขอบคุณนะคะ” มนสิชากล่าวขอบคุณสามี

กว่าที่ทั้งสองคนจะมาเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบนี้ได้ ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ มามากมาย ดังนั้นเมื่อมีเวลาที่ยังรักและดูแลกันได้ก็ควรจะต้องทำให้ช่วงเวลาตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น