เจ้านิ้วดำ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทนำ [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 29.9k

ความคิดเห็น : 59

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ค. 2561 08:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ [100%]
แบบอักษร

บทนำ

---------------

ไม่มีใครอยากเป็นบ้า...

คนบ้าไม่ได้อยากบ้า คนไม่บ้ายิ่งไม่ได้อยากบ้า

ทำไมคนบ้าถึงบ้าแล้วทำไมคนไม่บ้าถึงบ้า?

อาจเป็นเพราะชีวิตกำลังถูกชะตาทดสอบด้วยเรื่องที่เลวร้าย จนเกินกว่าสติและจิตใจจะรับไหว ที่สุดแล้วผลของการไม่อาจก้าวผ่านบททดสอบของชะตากรรมที่โหดเหี้ยมว่าด้วยเรื่องเลวร้าย มีแต่ต้องวิปลาส ไม่เหลือซึ่งสติไว้รู้คิดและคงไว้เพียงซากศพของจิตใจที่แตกกระเซ็นบรรณาการให้

สิบปีก่อนหน้านั้น...

อิษฎีทำข้อสอบวิชาสุดท้ายของวันสอบสุดท้ายเสร็จก่อนใครในห้อง เมื่อส่งข้อสอบเรียบร้อยแล้วก็เดินออกจากห้องเรียนด้วยสีหน้าสบายใจ เหมือนยกภูเขาออกจากอก บ่าสองข้างกับสมองไม่รู้สึกหนักอีกแล้ว อีกทั้งยังมั่นใจว่าเขาสามารถทำข้อสอบได้ถึงแปดในสิบส่วน จากการพึ่งเก็งข้อสอบในวิชาที่มีสอบวันนี้อย่างเข้มข้นแค่ข้ามคืนเดียวเท่านั้น

เขาบอกกับเพื่อนๆ ไว้แล้วว่าถ้าทำข้อสอบเสร็จเมื่อไหร่จะขอกลับบ้านเลย ยังพอมีเวลาสำหรับการนอนตากแอร์เย็นๆ แล้วเล่นเกมเพลย์ให้หายคิดถึง ก่อนถึงเวลาไปร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดปีที่สี่สิบแปดของลุงนิรุตเพื่อนของพ่อเขา หลังจากที่ตลอดอาทิตย์แห่งการสอบปิดเทอมใหญ่ เขาไม่ได้แตะมันเลย ตอนนี้แค่คิดถึงมือก็แสดงอาการโหยหา นิ้วขยุบขยิบหยุบหยับจะแย่อยู่แล้ว ถ้าให้รอกลับพร้อมเพื่อนคนอื่น ใจมันไม่ได้จริงๆ

ทันทีที่เดินออกจากอาคารเรียน อิษฎีหยิบโทรศัพท์มือถือที่ถูกปิดเครื่องเอาไว้ก่อนสอบขึ้นมาเปิดอย่างนึกได้

วินาทีเดียวกันนั้นเอง หน้าจอหลักก็แทนที่ด้วยสายเรียกเข้าจากพี่สาวของเขา

“ว่าไงพี่เอม?”

[เอื้อ!] ปลายสายร้องเรียกชื่อของน้องชายด้วยความดีใจและแฝงความเป็นกังวลดั่งคนมีเรื่องร้อนใจผสมผสานมาด้วย

“หูจะแตก” อิษฎีหยุดเดินควงปากกาที่เขาพกมาโรงเรียนในวันนี้เพียงแค่แท่งเดียว นอกนั้นไม่มีอะไรติดตัว แสดงซึ่งสถานภาพความเป็นนักเรียนไว้แค่ชุดที่สวมใส่ อีกมือหนึ่งดึงโทรศัพท์ให้ห่างจากใบหู เพราะเสียงสิบแปดหลอดของอิษยาพี่สาวของเขา

[แสบน้อง ช่วยพี่เอมด้วย ขอร้องล่ะ ช่วยพี่สักครั้งเถอะนะ] พี่สาวรีบพูดเรื่องสำคัญทันที เกริ่นเปิดปฐมบทด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำวิงวอน ความช่วยเหลือจากน้องชายในเวลานี้คือสิ่งที่พี่สาวอย่างเธอต้องการที่สุด

“ฟังเหมือนเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย งั้นขอบายก่อนเลย” น้องชายยังไม่ทันรู้เรื่องดีนักก็เตรียมชิ่ง

[ไม่ได้! บายไม่ได้ ถ้าเอื้อบาย พี่เสียหน้าคนเดียวยังไม่เท่าไหร่ แต่เอื้อยอมเห็นพ่อแม่เสียหน้าได้เหรอ?]

“เอาละ เกี่ยวอะไรกับพ่อแม่ พี่ไปก่อเรื่องไรไว้ อย่ามาโบ้ยให้น้องเดือดร้อนนะพี่เอม”

[เดือดร้อนที่ไหน ก่อเรื่องอะไรไม่มีก่อเรื่อง มันแค่เหตุสุดวิสัย นี่ตอนนี้เราสอบเสร็จแล้วพี่รู้ และตอนนี้เรากำลังเดินอยู่ พี่ก็รู้อีก เรากำลังมุ่งหน้ากลับบ้านแล้วมานอนเล่นเกม พี่ก็รู้ของพี่ก็รู้อีก]

“อย่ามาอ้อมเลยพี่เอม ไม่งั้นจะวางแล้วนะ” อิษฎีกลอกตาแล้วพรูลมหายใจให้กับเรื่องของพี่สาวที่เขากำลังจะต้องรับรู้ ไม่กล้าแน่ใจด้วยว่าพอรู้แล้วจะไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง

ลองอิษยาขอร้องแบบนี้ ไม่มีทางที่น้องชายคนนี้จะทำได้แค่รับฟังแล้วปล่อยผ่านแน่ๆ ถึงอยากจะปล่อยผ่านแค่ไหน แต่อำนาจความเป็นพี่มันยิ่งใหญ่กว่าคนที่เป็นแค่น้องเสมอ

[พี่ปวดท้องประจำเดือน]

อิษฎีถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้ทันที “แล้วมาบอกทำไม จะเอาอะไร? ยาหรือผ้าอนามัย?”

[คือว่าพ่อกับแม่ไม่อยู่ตั้งแต่บ่ายแล้ว เอื้อรู้ใช่ไหมว่าพ่อกับแม่ไปบ้านลุงรุต แล้วเอื้อก็รู้ใช่ไหมว่าพี่มีรำในงานให้ลุงรุต]

“พี่อย่ามาบอกนะว่าพี่ไปรำไม่ได้น่ะ!?”

เริ่มเข้าใจถึงอะไรๆ ได้บางอย่างแล้ว อย่าให้ต้องรออิษยาพูดออกมาเลย อิษฎีแทบอยากจะวางสายตั้งแต่เริ่มเข้าใจโดยที่ยังไม่มีใครในสองพี่น้องพูดประโยคนั้นออกมาด้วยซ้ำ

[ลำพังแค่ปวดท้องประจำเดือนมันไม่เท่าไหร่หรอก แต่เพราะปวดพี่เลยออกไปคลินิกเมื่อกี้ แล้วตอนนี้พี่คงกลับบ้านในเร็วๆ นี้ไม่ได้แล้ว] น้ำเสียงของอิษยาค่อยๆ เบาลง

“ทำไม?”

[พี่ขับมอเตอ์ไซค์ออกไป แล้วทีนี้...]

“แล้วทีนี้อะไร?” น้องชายจี้ถาม

[พี่ขับไม่ดี ไม่ระวังจนรถชน...”

“รถชน!”

[อย่าพึ่งตกใจๆ รถไม่ได้ชนพี่]

“แล้วรถชนอะไร ถ้าไม่ได้ชนพี่น่ะ?”

[เนี่ยแหละ เข้าไคล์แม็กซ์แล้ว รถชนลูกหมาหลังจากขับหลบพี่อีกที ลูกหมาร้องโหยหวนใหญ่เลย แต่รถคันนั้นขับไปเลย ไม่ดูมันสักนิด แต่จริงๆ แล้วพี่ก็เป็นต้นเหตุ ตอนนี้ปวดท้องประจำเดือนก็ปวด แต่ต้องเอาลูกหมาไปโรงพยาบาลสัตว์ พี่ต้องเฝ้าไว้ ไม่กล้าทิ้งมันเลย มันต้องการกำลังใจเหมือนคนตอนเจ็บป่วยนั่นแหละ]

อิษฎีถอนหายใจยาวเหยียด “โอเค เริ่มเข้าใจปัญหาของพี่แล้ว พี่จะไปงานไม่ไหว ไปไม่ทัน ไปไม่ได้ แต่มันจะไม่เป็นอะไรเลย ถ้าพ่อกับแม่ไม่ให้พี่รำเป็นของขวัญวันเกิดให้ลุงรุต แล้วยังไง? ถ้าพี่เอมไม่กล้าบอกพ่อกับแม่ว่าพี่ไปก่อเรื่อง จะให้เอื้อบอกให้ไหม ว่าพี่รำไม่ได้แล้ว ยกเลิกการแสดงก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรมั้ง”

[ถึงพี่ไปไม่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องยกเลิก ในเมื่อพี่มีเอื้อเป็นตัวแทนแล้ว]

“เวรเถอะน่า”

นี่แหละ ประโยคที่สองพี่น้องไม่ต้องพูดออกมาก็เข้าใจโดยไม่ต้องพูด!

[แม่ส่งเอื้อเรียนรำกับพี่เพราะเอื้อสมาธิสั้น พี่รำเพลงไหนเป็น เอื้อก็รำเพลงนั้นเป็น ขนาดตัวเราก็พอๆ กัน ชุดที่พี่เช่าไว้ยังไงเอื้อก็ใส่ได้…]

น้องทนฟังพี่พูดไม่ได้จนต้องตัดบทแล้วปฏิเสธหนักมาก

“ไม่เอาด้วยหรอก! ไม่รำ! จะไม่รำให้ใครดูทั้งนั้น! พี่เอมอย่ามาพูดเหมือนเอื้อตกลงเออออกับพี่เอมแล้วสิวะ” อิษฎีไม่มีทางรำแทนอิษยาและไม่คิดจะให้ใครหน้าไหนดูทั้งนั้น

ถูกต้องตามที่พี่สาวของเขาพูดทุกอย่าง ตอนเด็กๆ เขาสมาธิสั้นและไฮเปอร์มาก แม่เลยปรึกษากับพ่อเพราะพี่สาวของเขาถึงวัยต้องเรียนรำอย่างที่แม่อยากให้เรียน แล้ว หมอบอกว่ารำก็ช่วยฝึกสมาธิกับลดความไฮเปอร์ของเขาได้ ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เรียนรำกับพี่สาวมาตลอด แต่เขาไม่เคยรำในงานไหนๆ เหมือนพี่สาวที่เป็นนักกิจกรรมประจำโรงเรียนหญิงล้วนมาตลอด

อิษฎีเรียนอยู่มัธยมคนละโรงเรียนกับอิษยา หลังเรียนโรงเรียนประถมมาด้วยกัน แต่เมื่อโตขึ้นและเขาเริ่มที่จะย่างเข้าวัยรุ่น จึงไม่อยากให้ชีวิตประจำวันในโรงเรียนของตัวเองอยู่ในสายตาของพี่สาว เลยขอพ่อกับแม่แยกโรงเรียน ซึ่งทั้งสองก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่เขายังต้องเรียนรำเป็นเพื่อนอิษยาต่อไป แม้ว่าอาการสมาธิสั้นของเขาจะดีขึ้นมากแล้ว รวมถึงความไฮเปอร์ที่ลดลงเยอะ

เรียนรำก็ดีจริงๆ แหละ

ทุกครั้งที่ได้นุ่งโจงแดง ตั้งท่าพื้นฐานของตัวพระแล้วมองเงาของตัวเองผ่านกระจก มันช่างสง่าจริงๆ

เรื่องนี้เพื่อนที่โรงเรียนมัธยมของเขาไม่มีใครรู้ อย่างมากก็แค่ถูกทักว่ามืออ่อน ในวิชานาฏศิลป์ก็ต้องแสร้งทำเป็นรำเก้กังเหมือนเพื่อนผู้ชายคนอื่น ทั้งที่เพลงรำพวกนั้น เขาฝึกรำมาหมดแล้วทุกท่วงท่า จนตอนนี้เข้าขั้นไปฝึกท่ารำยากๆ ในเพลงชั้นสูงแล้ว

[พี่ไม่อยากให้พ่อแม่เสียหน้า ลุงรุตเองก็ออกปากว่าอยากดูพี่รำ]

“พ่อแม่ไม่เสียหน้าหรอก ลุงรุตก็เข้าใจถ้ารู้เหตุผลที่พี่ไม่รำ”

[นี่...] พี่สาวยังไม่หยุดการเกลี้ยกล่อม

“ไม่มีนี่ไม่มีนั่นให้หรอกเว้ย วางสายนะพี่เอม บาย…”

อิษยารีบสวนพูดในวินาทีสำคัญ ก่อนที่น้องชายจะชิงวางสายไปเสียก่อน [ลุงรุตตกรางวัลให้หนักนะจะบอกให้! จำปีก่อนที่พี่รำแม่บทได้เปล่า รู้ไหมว่าซองที่ลุงรุตให้พี่เท่าไหร่ ห้าพันเชียวนะเอื้อ ถ้าเอื้อรำ รับรองว่าลุงรุตต้องเซอร์ไพรส์ ลุงรุตเอ็นดูเอื้อจะตาย เผลอๆ ให้เยอะกว่าพี่อีก ซื้อเกมเพลย์รุ่นใหม่ได้เลย พี่มั่นใจด้วยว่ายังเหลือเงินไปซื้ออย่างอื่นได้อีก เอื้อจะยอมเสียโอกาสตรงนี้ไปจริงๆ เหรอ เกมเพลย์รุ่นใหม่ที่เอื้อขอแล้วพ่อไม่ซื้อให้ แต่มันต้องเจ๋งไม่น้อย ถ้าเอื้อมีเงินซื้อเอง และพ่อกับแม่จะว่าอะไรได้ จริงไหม?]

“…” อิษฎีถึงกับเงียบฟังและครุ่นคิดถึงผลลัพธ์

อิษยาถือว่าความเงียบเป็นสัญชาตญาณที่ดีจากน้องชาย เมื่อไหร่ที่น้องเงียบแปลว่าน้องคิด เมื่อไหร่ที่น้องคิดแปลว่าน้องกำลังติดสินใจ

[ว่ายังไงไอ้ตัวดี ถ้าไม่ตกลงไปรำแทนพี่ ก็เป็นทัพหน้าฝากบอกพ่อกับแม่ให้พี่หน่อยแล้วกันว่าพี่รำไม่ได้แล้ว พี่ต้องดูรอนแรม รอนแรมต้องการกำลังใจ รอมแรมยังเด็ก พี่จะไม่ให้รอนแรมต้องผ่านความเจ็บปวดที่พี่ก่อไปด้วยตัวคนเดียว]

“รอนแรม? รอนแรมอะไรอีกวะ?”

[ถ้ามันรอด พี่ว่าพี่จะเลี้ยงมัน มันชื่อรอนแรม]

“เรื่องเลี้ยงสัตว์ พี่ไปเคลียร์กับพ่อแม่เองเหอะ ถ้าอนุญาตก็อย่าให้ไอ้ร่อนเร่อะไรนั่นมันเข้าห้องเอื้อ นี่เหนือบ่ากว่าแรงเอื้อมากละ”

[อุ๊ย! นี่แสดงว่าตกลงเหรอ!?]

อิษฎีถอนหายใจให้พี่สาวได้ยินอีกครั้งอย่างจงใจ “บอกพิกัดร้านที่พี่เช่าชุดมาดิ”

[พี่รักเอื้อที่สุด!]

“เอื้อเอือมพี่เอมที่สุดว่ะ รู้ตัวไว้ด้วย ทำเพราะสนรางวัลลุงรุตทั้งนั้นหรอก”

[ความรักที่น้องมีให้พี่มันเสื่อมคลายเหมือนคราบฉี่แห้งๆ บนเตียง ที่พี่เคยช่วยเอื้อปิดพ่อกับแม่ตั้งหลายครั้งนั่นแหละ]

“เอื้อเลิกฉี่รดที่นอนนานแล้วเว้ย!” อิษฎีเถียงเสียงดัง

[โอเคๆ นานแล้ว เดี๋ยวพี่ส่งข้อความไปบอกที่อยู่ร้านเช่าชุดนะ อ้อ แล้วก็พี่โชว์รำฉุยฉายพราหมณ์นะ พอดีเลยเนอะ ครูรำบอกเอื้อรำเพลงนี้สวยกว่าพี่ ดีจัง โชคชะตาเป็นใจให้เอื้อแท้ๆ เลยนะ]

“ชะตากรรมน่ะสิ แม่ง!” สบถหยาบแล้ววางสายทันที ก่อนที่จะถูกพี่สาวดุเรื่องพูดคำหยาบใส่ หลังจากนั้นก็มีข้อความเข้าในทันที ระบุที่อยู่ร้านเช่าชุดที่พี่สาวของเขาไปติดต่อไว้เป็นที่เรียบร้อย

พอรู้ที่อยู่ร้านก็ต้องตกใจให้กับระยะทางที่ห่างไกล อิษฎีเหลือบมองนาฬิกาข้อมือพบว่าเป็นช่วงบ่ายแก่แล้ว จากฝีเท้าที่เดินออกจากโรงเรียนสบายๆ ได้กลายเป็นความเร่งรีบ

โรงเรียนมัธยมแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชุน ถ้าจะออกไปถนนใหญ่ต้องเดินออกจากซอยก่อน ปกติจะมีรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่หน้าโรงเรียน แต่ในความเร่งรีบทำเวลานั้นช่างโชคร้าย เขาต้องเดินเท้าออกจากจากซอยไปถนนใหญ่เพราะไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ใช้บริการเลยสักคัน

ตอนกำลังเดินดุ่มๆ เอาแต่มุ่งหน้า ไม่ทันระวังถูกใครบางคนที่ตามหลังมาเขวี้ยงขวดน้ำเปล่าใส่แล้วก็บีบแตรดังลั่น

“เฮ้ย!” ร้องให้กับการทักทายที่หยาบคายจนรู้สึกหัวเสีย

“ไปไหน?” คนทักเคลื่อนมอเตอร์ไซค์มาจอดข้างๆ แล้วถามเสียงห่ามห้วน

“...” แทนที่จะตอบ อิษฎีกลับคว้าขวดน้ำเปล่าที่ตกอยู่แทบเท้าขึ้นมาแล้วเขวี้ยงใส่คนที่คร่อมอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์

มันน่าเจ็บใจที่ต้องมองอีกฝ่ายรับขวดน้ำด้วยมือเดียว ทั้งที่เขาตั้งใจเขวี้ยงให้กระแทกส่วนใดส่วนหนึ่งของอีกฝ่ายคืนบ้างและเจ็บใจซ้ำสองที่ต้องมองยิ้มยียวนของคนที่ขยันกวนบาทาเขาเสมอต้นเสมอปลาย

“คณิน”

“เจ็บเหรอ มาๆ เดี๋ยวเป่าหัวให้” เขาเอื้อมมือหมายจะคว้าตัวคนข้างทาง

“ไม่ต้อง! อย่ามายุ่ง!” อิษฎีปัดป้องสองมือที่ยื่นมาพลางถอยห่างแล้วเดินหนี

ทว่าอีกฝ่ายขับมอเตอร์ไซค์มาขวางหน้าเอาไว้

“ทำเหินห่างไปได้ คนที่แอบชอบมาทักทั้งที ทำไมไม่รีบฉวยโอกาสบอกรักซะเลยล่ะ”

“เลิกเอาเรื่องนี้มาล้อเหอะ ไม่ตลก”

เคยโดนเพื่อนแกล้งแบบนี้ไหม?

เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อเทอมก่อน เพื่อนของเขามันแกล้งจนเป็นเรื่อง ทำเขียนจดหมายรักปลอมๆ ฉบับหนึ่งขึ้นมาแล้วเอาไปสอดไว้ใต้โต๊ะเรียนของคณินรุ่นพี่ม.ห้า ที่ผู้หญิงทั้งโรงเรียนต่างก็ยกให้เป็นหนุ่มหล่อประจำโรงเรียน คณินเป็นหนึ่งในห้าและเรื่องความหล่อก็เลื่องลือระบือไกลไปถึงโรงเรียนอื่นๆ ในละแวกนี้

ส่วนเขาเป็นเด็กม.สอง คนหนึ่งที่ถูกเพื่อนแกล้ง เอาชื่อไปอ้างว่าเอื้อ อิษฎี ม.สองห้องหนึ่ง แอบรักรุ่นพี่คณินมานานแล้ว หวังว่าพี่คณินจะรับความรักของเอื้อไว้พิจารณา เรื่องมันรุนแรงกว่านั้นที่เขาไม่รู้ว่าถูกเพื่อนแกล้ง รุ่นพี่คนนี้เอาจดหมายที่เขาไม่ได้เขียนเองฉบับนั้นมาให้ด้วยตัวเองถึงห้อง พูดว่าตอบตกลงแล้วก็หอมแก้มเขา

สำหรับอิษฎีแล้ว คนชื่อคณินก็เป็นเพียงคนที่เกิดก่อนเขาแค่ไม่กี่ปี มีดีแค่หน้าตาแต่การเรียนหรือพฤติกรรมไม่น่าเอาตัวไปเข้าใกล้ กระทั่งให้นับถือเป็นรุ่นพี่ อิษฎียังแทบเรียกพี่ไม่ลงเลย อายุจัดว่าเป็นพี่ แต่นับไม่ได้ว่าเป็นพี่

ผู้หญิงมัธยมมักชอบผู้ชายแบดบอย เหมือนในนิยายวัยใสที่เธออ่าน แล้วคณินก็บังเอิญเป็นแบบนั้น หล่อ รวย ดิบห่าม แต่งตัวผิดระเบียบ เดินดึงหน้าในโรงเรียน ดีดกีตาร์ เตะฟุตบอล เล่นบาสและนั่งหลังห้อง

ความที่อิษฎีไม่เข้าใจว่าทำไมรุ่นพี่ม.ห้า ถึงส่งจดหมายมาให้เขา พูดตกลงแล้วหอมแก้มเขาอย่างรวดเร็วมันคืออะไร อิษฎีก็ต่อยคณินจนหน้าหล่อๆ นั่นสะบัด ไม่เกินนาทีโหนกแก้มก็เห็นเป็นรอยช้ำวงหนึ่ง

ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลาย เพื่อนๆ ของเขาก็อธิบายว่าได้ทำอะไรลงไป ส่วนคณินไม่ได้พูดอะไร หลังรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่เขียนจดหมายสารภาพรัก แค่ชี้หน้าเขาอย่างหมายมาดแล้วเดินออกไป

มันเป็นการแกล้งที่แรงมาก

ผลกระทบตลอดเทอมนั้น จนเข้าเทอมนี้ คณินก็ไม่ได้หายไปจากชีวิตของอิษฎีอีกเลย จากสถานะที่เป็นแค่นักเรียนซึ่งเรียนโรงเรียนเดียวกัน ได้กลายเป็นคู่กัดที่มีแต่คณินคอยหาเรื่องป้วนเปี้ยนให้อิษฎีหงุดหงิด แล้วก็จะหงุดหงิดมากเมื่อถูกเพื่อนๆ ล้อ เหมือนเขากับรุ่นพี่คณินกำลังดูใจกันอยู่

คณินไม่เหมือนจีบ ส่วนท่าทางของอิษฎีก็ไร้ความสนใจ อีกฝ่ายมักเข้าหาด้วยความยียวนกวนบาทา

เหมือนตอนนี้ไง ทำไมจะต้องมาซวยเจอคณินด้วยนะ?

“ขึ้นรถ เดี๋ยวไปส่ง”

“ไม่ไป ไม่ต้องไปส่ง”

“เอื้อ พี่บอกให้ขึ้นรถ”

“ไม่” ปฏิเสธเสียงแข็งแข่งกับคนที่ทำเสียงเข้มใส่แล้วเดินอ้อมผ่านทั้งคนทั้งรถที่จอดขวางหน้าไป ตอนเดินผ่านเขามั่นใจว่าไม่ได้หูแว่ว คณินแค่นเสียงหัวเราะใส่

อิษฎีหงุดหงิดที่ได้ยินเสียงหัวเราะแบบนั้นจากคณิน รวมถึงเวลาหลายสิบนาทีที่เขาเสียไป เขาต้องไปรับชุดที่ร้านแล้วยังต้องแต่งตัวแต่งหน้าอีก มันจะไปร่วมงานช้าเอาได้

คนรีบจึงรีบเดินโดยไม่ทันได้ดูว่าเชือกรองเท้าหลุด อีกทั้งเพราะมีคนคอยขับมอเตอร์ไซค์ตามหลัง เลยรีบที่จะเดินหนีให้ห่างเข้าไว้ แค่ไม่กี่ก้าวที่เดินจ้ำกลับสะดุดล้มเพราะเชือกเป็นเหตุ

“โอ๊ย!”

เยี่ยมไปเลย!

หัวเข่าข้างหนึ่งของเขาถลอกหนักกว่าอีกข้างจนเลือดซึม เพราะเนื้อนิ่มกระแทกกับพื้นถนนคอนกรีตที่ไม่ได้เรียบและไม่ได้เนียน ข้อศอกแขนที่รับน้ำหนักบวกแรงกระแทกก็ได้รับแผลจากผลของการล้มในแบบเดียวกัน

“สมน้ำหน้า”

เจ้าของคำพูดช่างกระทำตรงกันข้ามกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง พอเห็นรุ่นน้องสะดุดล้มก็รีบจอดรถแล้วลงมาดู จับต้นแขนแล้วดึงร่างเล็กของคนล้มขึ้นมา

“ไปให้พ้นเลยไป ไม่ต้องมายุ่งได้ไหม เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า ไม่อยากโดนล้อเข้าใจไหม ปล่อย!”

“ล้อก็ช่างแม่งสิ ดูแผลตัวเองซะบ้าง!”

“ถ้าไม่ตามน่ารำคาญก็ไม่เป็นงี้หรอก!”

“เออ! เถียง! เถียงเข้าไป ตัวแค่นี้แม่งดื้อฉิบ! ไปยืนพิงรถเดี๋ยวจะเอาน้ำล้างแผลให้ ติดเชื้อโรคตายห่าขึ้นมาทำไง” พูดห่ามๆ แต่เพราะเป็นห่วงจนขมวดคิ้วหน้าดุไปหมด

พอจับตัวอิษฎีได้ก็ไม่ยอมปล่อยมือ พารุ่นน้องขี้ดื้อขี้เถียงไปยืนพิงรถมอเตอร์ไซค์ของเขา สาละวนวุ่นวายกับเนื้อตัวคนล้มไม่หยุด

“...” อิษฎีแสบแผลถลอกจนขี้เกียจจะปฏิเสธต่อความรุ่มร่ามวุ่นวายของคณิน เขาเลยยืนกอดอกพิงสะโพกไปกับรถมอเตอร์ไซค์ให้คณินได้ทำตามที่พูด

หลังจากนั้นต้องสะดุ้งเรื่อยๆ จนหน้านิ่วเพราะอีกฝ่ายยอบกายนั่งลงเบื้องหน้าของเขาหลังเปิดเบาะรองนั่งบนรถหยิบน้ำเปล่าออกมาเทใส่ผ้าเช็ดหน้าจนชุ่มแล้วซับลงบนแผล

“กลับไปแล้วทายาใหม่ด้วย” คณินบอกหลังทำความสะอาดเอาเศษหินเศษปูนออกจากแผลถลอกและซับจนคราบเลือดเปื้อนผ้าเช็ดหน้า

“...” อิษฎีหลุบตามองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าของเขา

“เข้าใจไหม?” รุ่นพี่เงยหน้าเลิกคิ้วถามรุ่นน้อง

“รู้น่า”

คณินลุกขึ้นยืนแล้วคว้าข้อมือของอิษฎีไปจับ จากนั้นก็ใช้อีกมือซับผ้าเช็ดหน้าชุ่มน้ำไปบนแผลถลอกบริเวณศอกแขนเล็ก

“อีกตั้งไกลกว่าจะถึงถนนใหญ่ จะกลับบ้านเลยหรือเปล่า เดี๋ยวไปส่ง”

ยังยืนกรานในความต้องการที่มีแค่คณินต้องการฝ่ายเดียว

“เดี๋ยวทำเอง” อิษฎีจงใจเมินการเสนอตัวไปส่งของคณิน เบี่ยงเบนเลี่ยงหลบกบเกลื่อนมาที่เรื่องแผล

“จะทำให้”

“ไม่ให้ทำแล้ว”

“เฉยๆ น่า”

อิษฎีจะแย่งผ้าเช็ดหน้าไปจากมือของคณิน แต่คณินหลบหลีกชักมือหนีไม่ยอม นั่นกลายเป็นสงครามเงียบ เมื่ออิษฎีพยายามจะสะบัดข้อมือให้หลุดจากการจับกุมของคณิน แผลถลอกแค่นี้เขาทำเองได้

ไม่ต้องเดือดร้อนให้คณินมาห่วงใจใส่ใจดูแล...

ห่วงใย?

ใส่ใจ?

ดูแล?

สามคำนี้กระแทกใส่โสตประสาท เหมือนเขาได้ยินเสียงระฆังดังเหง่งหง่างในหัว

“...” นั่นทำให้อิษฎีชะงักงันในฉับพลัน เลิกยื้อแย่งเลิกปฏิเสธคณิน

ได้แต่กะพริบตาปริบๆ มองรุ่นพี่ ก่อนจะรีบหันหน้าหนีไปทางอื่น น่าเสียดายที่กลายเป็นว่าสัมผัสที่จับกุมข้อมืออยู่มันยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้น โดดเด่นแทรกแทนการมองหน้าขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้

เขากำลังจะขึ้นม. สาม ปีนี้อายุสิบสี่ย่างสิบห้า เป็นแค่เด็กชายอิษฎีที่เริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เริ่มรู้ว่าเขาในวัยนี้กำลังรู้จักความรัก

กับผู้หญิงยังพอเข้าใจ แต่กับ...

กับผู้ชายและถ้าจำกัดวงกว้างให้แคบลงมาหน่อย ระบุชื่อไปเลย ซึ่งก็คือคณิน!

เขาไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจมากๆ ไม่พร้อมสำหรับความรู้สึกในแง่นี้ ทั้งกับเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน เขามีความสนใจให้เกมเพลย์มากกว่า

ความรักใคร่ชอบพอคืออะไร เขาไม่รู้ ไม่อยากรู้ด้วย!

อิษฎีหลุดจากภวังค์ ตอนที่โทรศัพท์มือถือสั่นครืดคราดในกระเป๋ากางเกงนักเรียน เป็นสัญญาณเตือนจากข้อความที่เข้ามา เขาล้วงหยิบขึ้นมาดูด้วยมือข้างเดียว พบว่าเป็นข้อความของพี่สาว

-เอื้อใกล้ถึงร้านหรือยัง? ร้านโทรมาหาพี่ พี่บอกไปแล้วนะว่าเอื้อไปรับและแต่งแทน-

หลังจากอ่านข้อความจบ ความเร่งรีบที่หายไปพลันกลับมาสิงร่างในทันที ยิ่งเห็นเลขบอกเวลาจากหน้าจอโทรศัพท์ก็ยิ่งตื่นตัว

“ไม่ต้องทำแล้ว! พี่ณินจะไปส่งให้ได้ใช่ไหม เออยอม งั้นก็ไปส่ง ไกลนะ ค่าน้ำมันไม่ช่วยนะ”

อิษฎีสะบัดแขนแล้วเป็นฝ่ายตวัดขาขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ของรุ่นพี่นำร่องความรีบไปก่อน

“รวย” คณินยักไหล่พูดถึงสถานะของเขาสั้นๆ อย่างไม่ยี่หระแล้วขึ้นคร่อมบนมอเตอร์ไซค์

“เร็วๆ ไปส่งที่นี่หน่อย” อิษฎียื่นโทรศัพท์มือถือที่มีข้อความบอกที่อยู่จุดหมายที่ไม่ใช่ปลายทางสุดท้ายให้สารถีได้ดู

“ก็ไม่ไกลเท่าไหร่” คณินสตาร์ทเครื่องยนต์

“ไหนหมวกกันน็อค?” ตอนที่รถพุ่งออกไปข้างหน้า อิษฎีถามแข่งกับเสียงลมที่ตีปะทะหน้าอย่างนึกได้

“ไม่มี”

“ไหนความปลอดภัย!?”

“ไม่มี”

“ใบขับขี่ล่ะ มีใบขับขี่ไหม!?”

“ของพรรค์นั้นจะไปมีได้ไง พี่อยู่ม.ห้า เอื้อก็รู้ว่าพี่อายุไม่ถึงเกณฑ์”

“แล้วจะขับเพื่ออะไร!?”

“เท่”

“เถื่อนล่ะสิไม่ว่า ลงตอนนี้เลยได้ไหม?”

“หลังเสือขึ้นแล้วลงไม่ได้ ไม่ให้ลง เกาะเอวแน่นๆ ข้างหน้ารถติดจะลัดเลาะไป เรารีบนี่ใช่ไหม พี่ณินจะพาซิ่ง!"

ช่วงเวลาหลังจากนั้น...

“คณิน...ไฟแดง...พี่ณินไฟแดงเว้ย! อย่าฝ่าไฟแดงนะ!” ร้องห้ามเสียงดัง ความเร็วทำให้อิษฎีเกาะเอวคณินแน่น

สุดท้ายรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับด้วยความเร็ว โดยผู้ขับขี่ที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ ได้ฝ่าไฟแดงผ่านฉลุยสวยงาม ค้านกับเสียงห้าม

คำว่าผิดกฎหมายกระแทกใส่หัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดการนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่ขับพุ่งไปข้างหน้าเหมือนจรวด

/////////////////////////////////////////

อิษฎียืนมองเงาของตัวเองจากกระจกแผ่นใหญ่เต็มบาน ตลอดชั่วโมงกว่ากับการแต่งตัวและแต่งหน้าจนเกือบจะสมบูรณ์แบบทั้งหมด การแปลงกายเฉพาะกิจในวันนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

“นานๆ ครั้งนะเนี่ย ที่จะมีผู้ชายสักคนแต่งกายยืนเครื่องพระรำเพลงฉุยฉายพราหมณ์ ลูกชาย หนูลูก น้าบอกเลยว่าเราเป็นหนึ่งในน้อยคนที่ลงตัวกับบทพราหมณ์น้อยมากจ้ะ”

เจ้าของร้านเช่าชุดออกปากชมอย่างปลาบปลื้ม หลังเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งหน้าแต่งกายครบถ้วนกระบวนบริการให้เด็กชายทว่ามีร่างกายที่สูงสง่าเกินวัยไม่น้อยตลอดชั่วโมงกว่า

“น้าครับ คิ้วเอื้ออีกนานไหมกว่าจะเหมือนเดิม” อิษฎียู่หน้าพ่นลมหายใจ ถามเสียงสลด

เด็กชายใกล้วัยสิบห้าส่งสายตาทอดอาลัยอาวรณ์ให้กับเงาหน้าภายใต้เครื่องสำอางที่ทำให้โครงคิ้วหนาไม่ได้ทรงของเขา เวลานี้ถูกใบมีดกันขนส่วนเกินออกแล้วใช้ดินสอเขียนคิ้วสร้างโครงใหม่จนไม่เหลือโครงเดิม พาดโก่ง เรียวคมและชัดเจน เหนือดวงตาที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางให้คมคายสวยงาม มีจริตความอ่อนหวานประทินด้วยสีชมพูอ่อนบนแก้มและสีแดงบนริมฝีปาก เรียกว่าไม่มีพื้นที่ส่วนไหนบนใบหน้าไม่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง

สิ่งที่ส่งเสริมให้ทุกอย่างดูลงตัวเหมาะกับอิษฎีเหลือเกิน น่าจะเป็นเพราะเค้าโครงหน้าที่เมื่อแต่งออกมาแล้วให้ความคมคายระคนอ่อนหวาน หนุนนำจากโครงหน้าเดิมที่มีเป็นทุนเดิม ที่สุดแล้วอิษฎีจึงกลายเป็นพราหมณ์น้อยที่สมเป็นพราหมณ์น้อยที่สุด

“โธ่เอ๊ย ไปห่วงอะไรไม่ห่วง” เจ้าของร้านหัวเราะ ช่วยแต่งองค์ทรงเครื่องให้เรียบร้อยในครั้งสุดท้าย เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นจบครบหมดหน้าที่แล้ว

ตอนนี้ลูกค้าแม้อยู่ในวัยเด็กชายแต่สรีระช่างเอื้อให้กับแต่งกายยืนเครื่องพระโดยไม่ต้องห่วงว่าจะเทอะทะหนักกายเลยสักนิด ช่วงตัวบนสวมด้วยเสื้อแขนสั้นสีขาวปักดิ้นเงินลายอุณาโลม ท่อนล่างนุ่งผ้าสีขาวจีบโจงหางหงส์และพาหุรัดสีแดง ประดับชุดด้วยสนับเพลา ห้อยหน้าและห้อยข้างสีขาวขลิบขอบแดงปักลวดลายดอกพุดตาน รัดสะเอว กรองคอสีแดง ทับทรวง สังวาล เข็มขัด กำไลข้อมือแบบแผงและกำไลข้อเท้าเป็นเครื่องเงิน ปะวะหล่ำสวมข้อมือเป็นเครื่องทองเรียบร้อยหมดแล้ว

ส่วนศีรษะเดิมทีค่อนข้างยากในการติดเกี้ยวกับปิ่นปัก เพราะเรือนผมที่ด้านหลังศีรษะสั้นเกินไป ช่างที่ช่วยแต่งหน้าแต่งตัวให้เลยแถมทำผมให้ด้วย ไม่คิดค่าบริการให้ส่วนนี้เพราะช่างเป็นคนเสนอเองและอิษฎีได้ปฏิเสธแล้วว่าจะไม่ถึงขั้นใช้ผมปลอม สุดท้ายก็ไม่อาจทัดทานฝ่ายลงมือได้ อีกทั้งเวลาไม่คอยท่าแล้ว รวมถึงอีกฝ่ายให้เหตุผลว่าพราหมณ์นั้นเป็นผู้ที่ไว้ผมยาว การที่ผู้สวมบทบาทซึ่งเป็นชายจะแต่งองค์ทรงเครื่องให้เหมือนบทพรหามณ์ที่ได้รับสำหรับการร่ายรำนั้นไม่แปลก

อิษฎีไม่ได้จนด้วยเหตุผลของทางร้านที่ดูสนุกกับการแต่งตัวให้เขา เพราะเขาเป็นลูกค้าชายที่นานทีจะหลงเข้ามารับการบริการเต็มยศเต็มเครื่องขนาดนี้ แต่เขาจนด้วยเวลาที่เหลือน้อยเต็มกลืนต่างหาก

เพราะแบบนี้ทันทีที่ผมปลอมยาวสลวยเป็นเงาดำขลับครอบลงบนศีรษะของเขา อิษฎีปฏิญาณกับตัวเองในทันทีทันใดนั้นเลยว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาพที่เกือบเหมือนผู้หญิงทั้งหมดแบบนี้

จนกระทั่งล่วงเข้าขั้นตอนสุดท้าย เรือนผมยาวดำขลับรวบรัดมัดเกล้าเป็นมวยติดเกี้ยวและปิ่นปักเป็นผลสำเร็จ ไร้ซึ่งอุปสรรคอีกต่อไป หนำซ้ำยังมาช่วยให้วงหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจดได้รูปในเงากระจกคมสวยเหมือนผู้หญิงแทบไม่ต่าง เจ้าของเงาพยายามทำใจให้ชินทุกวินาที ตอนนี้เหลือเพียงสวมศิราภรณ์กระบังหน้าที่มีดอกไม้ทัดสีแดงและอุบะร้อยจากดอกไม้สดส่งกลิ่นหอมห้อยติด ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายนี้อิษฎีจะไปสวมกระบังหน้าเองเมื่อถึงงาน

“ดูหน้าเราสิลูกชาย สวยงามคมคายขนาดนี้ ทั้งที่ไม่ได้ลงเครื่องสำอางหนักจัดเต็มเลยนะ ทานิด ปัดหน่อยแท้ๆ พ่อคุณเอ๊ย อย่างกับตุ๊กตานางรำปั้น แต่งทั้งทีก็แต่งให้เต็มยศครบเครื่องไปเลย หน้าสวยหลังก็ต้องสวย คิดไม่ผิดที่ใช้ผมปลอม” ความภูมิใจทำให้เจ้าของร้านที่ช่วยปั้นแต่งให้เด็กชายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเยินยอไม่หยุด

เหมือนพราหมณ์น้อยที่หลุดออกมาจากวรรณคดีไม่มีผิดเพี้ยน

“คิ้วผมจะกลับมาเป็นทรงเดิม เหมือนเดิมแน่นะครับ?” อิษฎีพราหมณ์น้อยเอาแต่ห่วงเรื่องนี้ที่สุด ทั้งที่เงากายของเขาไม่เหลือสิ้นซึ่งเค้าโครงเดิมของเด็กชายวัยสิบสี่ย่างสิบห้าคนหนึ่ง ทั้งหมดของการแปลงกายมีเพียงคิ้วที่เขาหวงแหน ยามเห็นมันโก่งโค้งผิดแผกจากรูปเดิมที่ติดหน้าเหนือตาเขามาตั้งแต่เกิด อิษฎีทำใจไม่ให้โอดครวญถึงไม่ได้จริงๆ

พูดถึงคิ้วทีไร จะชอบเอามือไปถูทุกที ไม่รู้ว่าใช้อะไรวาดโครงแต่งคิ้วให้เขา ขนาดเอามือลูบความเข้มของสีดำยังไม่เลือนเลย

“เด็กอะไร น่าตีจริงๆ เลย ยังจะมาห่วงเรื่องคิ้วอยู่อีก เดี๋ยวก็ขึ้นเหมือนเดิม ต่อให้มันไม่ขึ้นก็ไม่เห็นเสียหายอะไรเลย น้าทำโครงไว้ให้สวยจะตายไป เข้ากับหน้าเราด้วย เอาล่ะ มาลูก วาดอุณาโลมบนหน้าผากก็ไปได้แล้ว”

พูดจบก็จับอิษฎีพราหมณ์น้อยลงอุณาโลมสีแดงฉานเครื่องหมายพราหมณ์ไว้ที่กลางหน้าผากเหนือระหว่างคิ้ว อุณาโลมเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์ฮินดู เครื่องหมายแห่งญาณปัญญาและความหยั่งรู้ ถือเป็นสัญลักษณ์มงคล แต่การเจิมเพื่อการแสดงรำฉุยฉายพราหมณ์ นัยคติอุณาโลมเป็นเหมือนดวงตาที่สามหรือตรีเนตร

/////////////////////////////////////

“เฮ้ย ทำไมยังอยู่!?”

พอออกมาจากร้านได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องตกใจ

“ไม่ยักรู้มาก่อน”

ดูเหมือนคนที่ทำให้อีกคนต้องตกใจกำลังสนใจในสิ่งที่ตาเห็น ชั่วโมงครึ่งก่อนหน้านั้น คนที่หายเข้าไปในร้านเช่าชุดยังเป็นเพียงแค่เด็กนักเรียนชายม. ต้น ที่พึ่งสอบเสร็จในวันสุดท้ายของเทอม แต่ชั่วโมงครึ่งให้หลัง กลับออกมาอีกครั้งในภาพลักษณ์ที่แตกต่างและไม่ใช่จะหามองที่ไหนได้ง่ายๆ

ดีที่คณินเลือกยังอยู่รอ…

อิษฎีพราหมณ์น้อยเหมือนหลุดมาจากวรรณคดีจริงๆ

“อย่าบอกนะว่าตั้งแต่มาส่งก็ยังไม่ได้ไปไหน นี่มันเกือบชั่วโมงครึ่งเลยนะ” อิษฎียังอยู่ในความตกตะลึง

“พี่รอ” คุ้มที่รอด้วย

“ไม่ได้บอกให้รอ พี่จะรอทำไม?” อิษฎีเดินเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ ใช้เบาะรถไม่ต่างจากม้านั่ง

“ไม่อยากให้รู้แล้วก็ไม่อยากรอใช่ไหม แต่บังเอิญพี่อยากรู้และพี่ก็อยากรอ”

“พี่แม่งบ้า”

“จะไปกันยัง?”

“ใครจะไปกับพี่ บอกเหรอว่าจะไปกับพี่ จำได้ว่าไม่ได้บอกนะ”

คณินเล่นรอเขาขนาดนี้ ต่อให้เขาไม่พูดอะไร ก็ต้องเป็นคณินอยู่แล้วที่ต้องไปส่งเขาที่บ้านเดชาธร ที่จริงแล้วก็ถือว่าประจวบเหมาะดีเหมือนกัน เขาต้องหารถสาธารณะเดินทางไปสถานที่ปลายทางอีก เสียก็แต่คนที่ทำตัวอยากเป็นรถสาธารณะให้เขาเป็นรุ่นพี่คนนี้เท่านั้นล่ะ

“พี่เสนอเองทั้งนั้น มาขึ้นมา ไม่เห็นเหรอว่าฟ้ามืดแล้ว จะไปรำลิเกแก้บนที่ไหนว่ามาเลย เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

“เหมือนลิเกมากเหรอ?” เขาพึ่งแต่งชุดอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก พอถูกคนปากหมาทักแล้วอดเสียความมั่นใจนิดหน่อยไม่ได้

คณินชะงักไปมอง ขณะใช้สายตาสำรวจมองพราหมณ์น้อยตรงหน้า

“เหมือน...” คณินยื่นหน้าเข้าไปใกล้ เมื่อใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่รินรดใส่กันพอแล้ว เขาก็สานต่อในคำพูดของตัวเองให้จบประโยค “ที่ไหนเล่า!”

“โคตรปั่น!” ตอนบอกว่าเหมือน อิษฎีแทบอยากจะวิ่งเข้าร้านลอกคราบกลับไปสู่สารรูปเดิม แต่พออีกฝ่ายบอกว่าที่ไหนเล่า เขาถึงกับยกมือขึ้นไปดันหน้าอีกฝ่ายให้ออกห่าง

“มาๆ” คณินหัวเราะแล้วเอี้ยวตัวเอามือไปตบเบาะรองนั่งด้านหลังตัวเองเป็นการเชื้อเชิญ “ตอนนี้มีแค่สองล้อ อีกหน่อยมีงานทำจะเอาซุปเปอร์คาร์สี่ล้อมารับน้องไปเป็นตุ๊กตาหน้ารถ”

“ไปส่งแล้วต้องกลับเลยนะ อย่ารออย่างนี้อีก” อิษฎีพูดพลางตวัดขาขึ้นนั่งบนมอเตอร์ไซค์ แต่มันค่อนข้างทุลักทุเลนิดหน่อยด้วยชุดที่สวมใส่อยู่ ไหนจะถุงกระดาษที่ใส่ชุดนักเรียนและกระบังหน้าที่ยังต้องหอบหิ้วไปครอบติดลงบนศีรษะที่งานอีก

“ทำไม? แล้วจะกลับยังไง?”

“พ่อแม่เอื้อรอยู่ที่งานแล้ว เดี๋ยวกลับกับพ่อแม่”

“งานอะไร?”

“ฉลองวันเกิดเพื่อนพ่อ เออ แล้วอย่าบอกใครนะ เรื่องเอื้อรำ ไม่งั้นโกรธจริง”

“เออ ไม่บอก”

“จริงเหรอ อย่างพี่ณินเนี่ยนะ ไม่น่าเชื่อ” ดูรับปากง่ายดีแท้

คณินสตาร์ทรถแล้วเหลียวใบหน้าไปด้านหลัง ยิ้มกริ่มกระซิบพูดให้พราหมณ์น้อยได้รู้เหตุผล “เพราะพี่จะเก็บไว้รู้คนเดียว ไว้จำคนเดียว”

เป็นอีกครั้งที่อิษฎีต้องร่วมทางไปกับคณินที่ยินดีเป็นสารถีให้เขาถึงสองครั้งสองครา เขาจะทำเป็นรับรู้ในน้ำใจ แต่ไม่ขอรับรู้ถึงเจตนาแอบแฝงที่อยู่ในน้ำใจ

เขาเป็นแค่เด็กชายที่ยังอายุไม่ถึงสิบห้าปีด้วยซ้ำ เรื่องความรักกับเรื่องเพศ มันอยู่เหนือขอบเขตความสนใจของเขา

ตอนนี้มีแค่เกมเพลย์รุ่นใหม่ที่พ่อไม่ยอมอนุมัติงบซื้อให้เท่านั้นที่เขาสนใจ กับคิดว่าปิดเทอมใหญ่จะหมดเวลาไปกับอะไรอีกบ้าง นอกจากนอนเล่นเกม ดูการ์ตูนอยู่บ้าน

อีกไม่ไกลเท่าไหร่ก็จะถึงที่หมาย โทรศัพท์มือถือสั่นครืดคราดอยู่ในถุงใส่เสื้อผ้า ไม่ต้องหยิบขึ้นมาดูก็รู้ว่าใครที่โทรมา เขาไม่ได้ติดต่อกับพ่อแม่เลย ตั้งแต่เลิกสอบยาวมาจนถึงหลังแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จ ป่านนี้พ่อกับแม่คงรู้แล้วว่าลูกสาวคนโตก่อเรื่องอะไรไว้และตอนนี้กลายเป็นลูกชายคนเล็กที่ต้องมารับช่วงต่อด้วยเหตุผลที่หวังในผลประโยชน์จากการตกรางวัลของลุงนิรุตกล่อมเกลาอยู่ในความคิดแบบเด็กๆ ทั้งนั้น

เพราะรางวัล ไม่งั้นไม่ยอมมาทำอะไรแบบนี้จริงๆ ด้วย

ตอนนี้งานเลี้ยงที่บ้านเดชาธรเริ่มไปร่วมชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาขึ้นแสดง ไม่ถือว่าสายสำหรับการไปร่วมงาน แต่ค่อนข้างกระชั้นชิด ความจริงหากไม่ใช่อิษฎีต้องขึ้นแสดงแทนพี่สาวเป็นเด็กชายที่ต้องโผล่ไปอวยพรให้ลุงนิรุตตั้งแต่เริ่มงาน

อิษฎีกำลังควานหาโทรศัพท์มือถือในถุงกระดาษที่อุปสรรคคือเหล่าเสื้อผ้าของเขากับศิราภรณ์กระบังหน้า ทว่าความสนใจกลับถูกดึงไปด้วยเสียงสบถหยาบแสดงความรำคาญด้วยการบีบแตรดังลั่นถนนของคณิน

“อะไรของแม่งวะ! หลบให้ไปก็ไม่ไป ขับตีข้างตามอยู่ได้เว้ย!”

“...” อิษฎีหันมองไปด้านข้าง

ทั้งพาหนะสองล้อและสี่ล้อยังคงขับเคลื่อนด้วยความเร็วอยู่บนเส้นทางทอดยาว เป็นอย่างที่คณินคนหัวเสียว่า รถเบนซ์คันหรูสีขาวสะอาดตาปราศจากไรฝุ่นเป็นมันปลาบเหมือนใหม่กำลังขับขนาบข้างรถมอเตอร์ไซค์ของคณินอยู่ อิษฎีไม่ทันสังเกตอย่างจริงจัง แต่ย้อนคิดได้ว่าตั้งแต่ผ่านสี่แยกเมื่อครู่ รถคันนี้ก็ขับตามมาตลอด ไม่ยอมแซงหน้า ไม่มีทิ้งห่าง แถมตอนนี้ยังจงใจใช้ความเร็วในระดับเดียวกันมาขับเคียง

ที่สุดแล้วหลังคณินบีบแตรสบถด่า เจ้าของรถสีขาวยี่ห้อดังจึงขับปาดหน้าจอดขวางเอาไว้ ยังผลให้รถมอเตอร์ไซค์ต้องเบรกกะทันหัน อิษฎีกระแทกไปด้านหน้าโดนแผ่นหลังของคณินเข้าเต็มๆ

“เอื้อเป็นอะไรหรือเปล่า? เจ็บไหม?” คณินรีบเอี้ยวตัวหันไปถามคนที่นั่งซ้อนกายอยู่ด้านหลังของเขา ปากถามมือไป จับต้องวงหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง สีหน้าเป็นห่วงร้อนรนเจือความไม่สบอารมณ์

“ไม่เจ็บ ไม่ได้เป็นไร พี่ณินไม่ต้องเป็นห่วง” อิษฎียิ้มบางตอบกลับ

เจ้าของรถสีขาวคันหรูเปิดประตูแล้วก้าวขาหยัดกายออกมายืนตระหง่าน อิษฎีเป็นคนแรกที่เห็นการปรากฏตัวของชายผู้ซึ่งเป็นเจ้าของรถเต็มสายตา ส่วนคณินยังคงไม่ไว้วางใจในคำตอบของคนที่เขาเป็นห่วง จึงให้ความพะวักพะวงทั้งหมดแก่อิษฎี

คณินกำลังลูบขมับให้อิษฎี โดยไม่สังเกตว่าสายตาของอิษฎีไม่ได้อยู่ที่เขา

“...” อิษฎีมองบุคคลที่สาม สองคิ้วนิ่วขมวดอย่างครุ่นคิด

เด็กชายกำลังค้นหาความทรงจำเกี่ยวกับผู้ชายสุขุมในชุดสูทสากล ใบหน้าหล่อเหลาที่มาพร้อมสีหน้าจริงจังรับกับนัยน์ตาดิ่งลึกนิ่งสงัดเหมือนน้ำลึกติดประกายดุภายใต้แว่นตาทรงเหลี่ยมมุมมนล้อมเลนส์ใสด้วยกรอบเงิน ชายผู้มีบุคลิกเคร่งครัดเข้มงวดกับกลิ่นอายผู้ใหญ่แบบนั้น...

คลับคล้ายคับคลาว่าเขาเคยพานพบสบเจอที่ไหนมาก่อน แต่จำไม่ได้ว่าที่ไหน

“ใช่อิษฎีลูกชายคนเล็กของธนาตย์หรือเปล่า?”

ชื่อของเขาคืออิษฎี พ่อของเขาชื่อธนาตย์ อีกฝ่ายรู้จักเขาและพ่อของเขา แต่เขาไม่เห็นจำได้ว่ารู้จักกับอีกฝ่าย ถ้าได้เล่นเกมวัดใีไม้ลายมือด้วยกันมาก่อน รับรองว่าจำได้แน่ แต่นี่จำไม่ได้แม้จะคุ้นๆ อยู่นิดหน่อย แสดงว่าไม่เคยเล่นเกมด้วยกัน อาจจะไม่เคยสนทนากันเลยด้วยซ้ำ

ถึงอย่างนั้นอิษฎีก็พยักหน้ารับอย่างคนงุนงง พลางจับมือที่สาละวนวุ่นวายของคณินออกจากหน้าของเขาแล้วค่อยคายเสียงออกมา “ครับ”

คณินหันขวับกลับไป ถึงพึ่งเห็นว่าเจ้าของรถที่ขับปาดหน้าเขา ได้มายืนขรึมอยู่ต่อหน้าแล้ว

“นี่ลุงที่ขับรถคันนั้นใช่ไหม เฮ้ย ลุงขับรถประสาอะ...” กำลังจะหาเรื่องแต่กลับถูกตัดบทเหมือนเป็นส่วนเกิน เพราะเขาไม่ใช่คนที่อีกฝ่ายให้ความสนใจ

แววตานิ่งขรึมนั้นมองผ่านแว่นตากรอบเงินเขม่นเขม็งไปที่คนซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังของเขา

“อิษฎีลงมาหาอา”

“อา?” เด็กชายทวนคำ พ่อกับแม่ของเขาไม่มีน้องที่ไหน เขาไม่มีอา

“พี่ไม่ให้ลง เอื้อไม่รู้จักใช่ไหม ไม่รู้จักเท่ากับเป็นคนแปลกหน้า” คณินวาดช่วงแขนไปด้านหลัง กันไม่ให้คนบนรถลงจากรถ ขณะมองเขม่นไปที่ผู้ใหญ่แปลกหน้า

“อาตรี ตรีภพน้องชายลุงรุต” ตรีภพช่วยขุดความทรงจำของเด็กชาย

พวกเขาสองคนเคยพบหน้ากันมาก่อน เพียงแต่นานครั้งและนับว่าเป็นการพบเจอโดยบังเอิญทั้งนั้น แต่ตรีภพความจำดี เขาจำทุกคนรอบตัวของเขาได้ เขาเองก็เคยสนทนากับธนาตย์หลายครั้ง นิรุตพี่ชายของเขาก็เคยพูดถึงครอบครัวของธนาตย์หลายครั้ง เขาจึงรู้จักกับเด็กชายอิษฎี

“อ๋อ ครับ อาตรี” ในความทรงจำของเด็กชายนั้น ชื่อของตรีภพช่างริบหรี่เหมือนหิ่งห้อยที่บินอยู่ไกลๆ ส่องแสงเล็กๆ วูบวาบ ไม่อาจสู้ความมืดมิดได้ ที่สุดแล้วแสงเล็กดวงจ้อยก็กลืนหายพ่ายความมืด แต่ที่จำได้แม่นคือลุงนิรุตมีน้องชายคนหนึ่ง

จำได้แค่นี้แหละ

ที่ว่าคุ้นแต่ไม่รู้จัก อาจเพราะเคยพบหน้ากันในระยะเวลาสั้นๆ มาก่อนก็เป็นได้

“ถ้าเรากำลังไปงานวันเกิดลุงรุต ไปขึ้นรถอา”

“...” อิษฎีฟังแล้วเหมือนพ่อคนที่สองอวตารมาสั่งเขาชัดๆ เหมือนไม่ใช่การเชื้อเชิญเลย

แต่ไม่มีผู้ใหญ่ที่ไหนมาเชื้อเชิญเด็กหรอก โดยเฉพาะคนที่วางตัวสมเป็นผู้ใหญ่แบบตรีภพ

“เอื้อรู้จักลุงคนนี้?” คณินหันมาถาม

“เหมือนรู้จัก แต่จำชื่อไม่ได้เฉยๆ”

“อะไร ฟังแล้วงง เหมือนรู้จักนี่รู้จักหรือยัง แล้วจำชื่อไม่ได้นี่นับว่ารู้จักได้เหรอ? เอื้อเอ๋ออย่างนี้พี่ไม่วางใจให้ไปกับไอ้ลุงนี่หรอก”

“สวัสดีครับพี่รุต ผมเจอคนโปรดของพี่รุตอยู่ข้างถนน...ถ้าเป็นคนเดียวกับที่พ่อแม่ของเขากำลังร้อนใจเพราะติดต่อลูกชายไม่ได้ ไปไม่ถึงงาน ผมก็คิดว่าใช่ เอื้อ อิษฎี...อันตรายนะครับ นั่งมอเตอร์ไซค์ที่คนขับยังไม่บรรลุนิติภาวะ เป็นแค่เด็กมัธยมทั้งสองคน ไม่ใส่หมวกกันน็อคทั้งคู่และขับรถเร็ว...ครับ กำลังรับตัวไปด้วย”

คำทัดทานของคณินยังไม่น่าสนใจเท่าตรีภพกำลังต่อสายคุยกับคนที่คาดว่าน่าจะเป็นนิรุตผู้เป็นพี่ชาย อิษฎีจ้องตรีภพอย่างไม่พอใจ ใบหน้าภายใต้เครื่องสำอางกำลังบึ้งตึง

“ไม่เห็นต้องโทรฟ้องเลย” อิษฎีขมุบขมิบปากพึมพำ

“ไปขึ้นรถอา” ตรีภพย้ำประโยคนี้อีกครั้ง ทว่าแต่ละครั้งน้ำเสียงและเจตนาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นคำสั่งที่มาพร้อมภาคบังคับ รับกับท่าทีเฉียบขาด

แค่เป็นคนขรึมก็ชวนให้คนเด็กกว่าถึงสิบห้าปีต้องกริ่งเกรงแล้ว ยังจะดุให้คนเด็กกว่ารู้สึกหัวใจมันหด ตัวมันย่อคล้ายกับมดกำลังเผชิญกับยักษ์

“พี่จะไปส่งเอื้อ” รุ่นพี่หนุ่มยืนกรานเสียงห้วนห้าว จงใจมองตรีภพเพื่อแสดงออกถึงความเป็นปรปักษ์ คณินไม่ยอมให้อิษฎีไปกับใครและเขาจะต้องเป็นคนส่งอิษฎีให้ถึงที่หมาย ต้องแค่เขาเท่านั้น

อิษฎีเกาท้ายทอยอย่างลำบากใจ คณินมีน้ำใจให้เขาถึงขนาดนี้ แต่น้ำใจนั้นกลับต้องคาค้างไปไม่ถึงที่สุด แต่เมื่อมองตรีภพที่ยืนแผ่ความนิ่งขรึมอยู่เบื้องหน้า นอกจากลำบากใจให้คณิน เด็กชายยังต้องจนใจให้ตรีภพ

เขาเลือกที่จะเสียมารยาท...

“คงให้พี่ณินไปส่งเอื้อไม่ได้แล้ว เดี๋ยวเอื้อไปกับอาตรี วันนี้รบกวนพี่ณินเท่านี้แหละ ขอบคุณนะ” อิษฎีพูดพลางลงจากมอเตอร์ไซค์ของคณิน

“ได้ไงวะ?” คณินท้วง สีหน้าของเขาหงุดหงิด

“เอาน่า บ้านเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันหรือไง ขับรถให้เอื้อนั่ง พาไปนู่นพามานี่จนมืดค่ำขนาดนี้แล้ว ใบขับขี่ก็ไม่มี หมวกกันน็อคก็ไม่ใส่ อย่าเท่ให้มาก กลับบ้านพี่ไปซะ อย่าให้น้ำใจของพี่ทำให้เอื้อห่วง...”

“เป็นเด็กอย่าให้ผู้ใหญ่ต้องรอ อาเชื่อว่าเราโตพอที่จะรู้จักมารยาท”

อิษฎีหันไปมองเจ้าของคำเตือนจากเสียงเรียบนิ่งที่พูดแทรกขึ้นมา ตรีภพเพียงพูดจบก็เดินกลับไปขึ้นรถ โดยมีสายตาของอิษฎีมองตามแผ่นหลังที่คลุมทับด้วยสูทตัวนอก

“ดุฉิบหาย” คณินแค่นเสียงก่อนวิจารณ์ออกไป

“จริง ก็ว่างั้น” เป็นครั้งแรกที่อิษฎีขอเห็นพ้องกับคณิน

“รีบไปขึ้นรถจะได้ไม่โดนคนวัยทองหาเรื่องเอา” กลายเป็นคณินบอกให้อิษฎีไป เขาพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “ให้แน่ใจก่อนว่าเอื้อไปดี พี่ค่อยไป”

“ไปดี? ทะแม่งๆ นะ” อิษฎีเลิกคิ้วทวนคำแล้วยิ่งรู้สึกตงิดในคำพูดของคณิน ก่อนจะเห็นด้วยกับคณินอีกครั้ง

ถ้าเขาไม่รีบไป คนที่ย่างเข้าวัยทองอาจจะหาเรื่องดุเขาอีก กับใครต่อใคร เขามักได้รับคำชมว่าเป็นเด็กดี นี่ยังนึกไม่ออกเลยว่าไปทำอะไรให้ตรีภพไม่พอใจหรือเปล่า ต่อให้ไม่พอใจเขาจริงก็ช่วยไม่ได้ เขาจะไม่ขอโทษหรือสำนึกให้กับอะไร ที่เขาไม่รู้ว่าผิดด้วยเรื่องอะไร

“พี่ก็กลับดีๆ มอเตอร์ไซค์ไม่ใช่จรวด ไม่ต้องเปรี้ยวโชว์เท่พุ่งหลาวขนาดนั้น” อิษฎีเตือนด้วยความขบขัน ไม่รอให้คณินพูดอะไร เป็นเด็กชายที่หันหลังให้แล้วเดินห่างออกมา

“อย่าลืมทายาแผลอีกรอบล่ะ”

ก่อนที่อิษฎีจะเดินไปไกลเกินกว่าคณินจะเตือนเรื่องแผลที่รุ่นน้องได้จากการหกล้มเมื่อบ่ายด้วยความเป็นห่วง เขาจึงรีบพูดแล้วยกมือขึ้นมาโบกให้ อิษฎีเหลียวหลังกลับมาเห็นพอดี รุ่นน้องยิ้มพลางพยักหน้ารับความห่วงใยเอาไว้

พราหมณ์น้อยเดินไปเปิดประตูรถยนต์สีขาวมุกคันหรู แค่เปิดเท่านั้น ยังไม่ทันขึ้น กลิ่นอายของความเข้มงวดก็ตีเข้าปะทะหน้าจนแทบอยากจะปิดประตู ไม่ขอร่วมทางไปด้วยแล้วรีบวิ่งแจ้นกลับไปหาสารถีหนุ่มรุ่นพี่ให้ไปส่งเขายังที่หมายปลายทางเสียยังดีกว่า

หากแต่นั่นเป็นแค่ความคิดในวินาทีหนึ่ง ทว่าความเป็นจริงในวินาทีต่อมาคือการขึ้นไปนั่งบนรถแล้วปิดประตู วางถุงกระดาษไว้บนตักและทำตัวให้หดลีบที่สุด

อีกอึดใจต่อมาก็ยังไม่มีการขับเคลื่อนทะยานไป ทั้งที่รถก็สตาร์ทเครื่องยนต์ไว้คอยท่าอยู่แล้ว ทำเอาอิษฎีหายด้วยความอึดอัดไม่น้อย บรรยากาศของความเข้มขรึมเคร่งครัดที่โรยตัวอาบอวลอยู่ในรถมันเหมือนบ่วงที่รัดคอเขา

กระทั่งคนที่มีศักดิ์เป็นอากล่าวขึ้นนั่นแหละ เด็กชายถึงได้รู้ว่าทำไมรถยนต์คันนี้ถึงไม่ยอมขับเคลื่อนไปไหนสักที

“เราคงชินกับการนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์เป็นเด็กขาซิ่งแบบผิดๆ จนไม่รู้หรือไม่ก็ลืมวิธีนั่งรถยนต์ที่ถูกต้องแล้วหรือไง อิษฎี?”

ตรีภพถือว่าวัยของอิษฎีไม่เด็กเกินไปที่จะเข้าใจถึงการตำหนิติเตียนจากน้ำเสียงดุขรึมของเขา ทั้งนี้ทั้งนั้นเขากำลังอบรมสั่งสอนด้วยความปรารถนาดี มองอิษฎีเป็นหลานชายแท้ๆ คนหนึ่งด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าแท้จริงแล้วอิษฎีจะเป็นลูกชายของเพื่อนพี่ หากตรีภพไม่มีความปรารถนาดีให้ เขาจะไม่เสียเวลาให้การพูดคุยกับเด็กเหลือขอไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่เลย ซึ่งเขารู้ว่าอิษฎีไม่ใช่เด็กเหลือขอ ธนาตย์เลี้ยงบุตรชายคนเล็กคนนี้มาดีไม่น้อย ซ้ำยังเป็นเด็กฉลาดที่รู้ความมากคนหนึ่งด้วยซ้ำ

แต่เรื่องของความประพฤติปฏิบัติของอิษฎีที่เขาพบระหว่างทางในค่ำวันนี้ นับได้ว่ามีจุดให้ต้องติ

“...” อิษฎีเลิกคิ้วขณะฟัง จนเมื่อฟังจบก็ขมวดมุ่นหันไปมองผู้ชายเต็มวัยข้างกายทันที ตรีภพทำให้เขารู้สึกถึงการปรักปรำ

เด็กขาซิ่งแบบผิดๆ ไม่รู้วิธีนั่งรถยนต์ที่ถูกต้อง?

นี่หมายถึงเขาเป็นเด็กที่ผิดจนไม่รู้ถูกได้หรือเปล่า?

อิษฎีทวนคิดอย่างเด็กหัวไว ก่อนจะอ้าปากเหวอเพราะมันเป็นการปรักปรำและลอบด่าที่แรงมาก ฉับพลันก็เม้มริมฝีปาก ไม่คิดเก็บสีหน้าไม่พอใจที่แสดงออกไปอย่างบึ้งตึง นัยน์ตาเป็นประกายโกรธขึ้ง

“อาตรีไม่รู้อะไรต่างหากล่ะ”

“เรากำลังเถียงอาว่าอาไม่รู้แต่เรารู้ ถ้าเรารู้แล้วนี่คืออะไร? ใช่การกระทำของเด็กที่อวดอ้างว่ารู้เหรอ?” ตรีภพไม่คิดว่าอิษฎีจะย้อนเขา เมื่อเขาพูดจบก็ปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเอง เพื่อพลิกตัวแล้วโน้มกายข้ามเบาะไปยังฝั่งที่เด็กชาย คว้าถุงกระดาษตุงๆ น่ารำคาญไปให้พ้น โดยส่งมันไปยังเบาะนั่งด้านหลัง ก่อนจะคว้าดึงเข็มขัดนิรภัยข้างประตูมาคาดให้

นี่คงเพราะเด็กชายคงนั่งมอเตอร์ไซค์กับเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนนั้นบ่อยเกินไปด้วยความประมาทเลินเล่อ ถึงได้ไม่รู้และลืมวิธีนั่งรถยนต์ที่ถูกต้องและปลอดภัยอย่างการคาดเข็มขัด เขาถึงยังไม่เคลื่อนรถ

“...” อิษฎียังเม้มปากหน้าบึ้งไม่เลิก “ไม่เท่าอาตรีกำลังบอกว่าเอื้อผิดจนไม่รู้ถูก อาไม่รู้แล้วเอื้อก็ไม่ใช่”

แค่เขาลืมคาดเข็มขัด! แค่ลืมแล้วทำไมบอกกันดีๆ ไม่ได้ ทำไมต้องว่าแดกดันลอบด่าซ่อนนัยยะเหน็บแนมไม่พอ ยังปรักปรำว่าเขาเป็นเด็กขาซิ่งอีก เขาพึ่งมาซิ่งก็วันนี้

“ประมาท ไม่รอบคอบ ถ้าเราเป็นหลานอาจริงๆ อาลงไม้ตั้งแต่เถียงคอเป็นเอ็นแล้ว”

“ไม่ได้เป็นอย่างที่อาว่า” ยังยืนกราน แต่เหมือนจะถูกมองว่าเป็นการเถียง

“อิษฎี เรากำลังเถียงอา อย่าเสียมารยาทกับผู้ใหญ่ มันไม่น่ารักไม่น่าเอ็นดู” ตรีภพเตือนด้วยเสียงห้วนดุ แววตาคมกริบภายใต้แว่นกรอบเงินจ้องเด็กชายอย่างตำหนิพลางส่ายหน้าเหมือนหน่ายระอาให้ความเป็นอิษฎี

เห็นว่าอิษฎีคงไม่ใช่เด็กดีอย่างที่พี่ชายของเขาพูดถึงให้ได้ยินบ่อยๆ แล้ว อย่างมากก็เป็นแค่เด็กที่ถูกผู้ใหญ่ให้ท้าย กล้าคิดกล้าพูดจนดูไร้มารยาท เถียงคำไม่ตกฟากไม่มีหลบตา

คนโปรดของนิรุตเป็นแค่เด็กดื้อดึง

“...” อิษฎีเม้มปากมองตรีภพด้วยความไม่พอใจระคนเคืองขุ่น อัดอั้นเสียจนหน้าง้ำงอ

เป็นเด็กอะไรๆ ก็ผิดหมดจริงๆ สำหรับผู้ใหญ่อย่างตรีภพ เขาเป็นเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็จริง แต่อยู่ในวัยที่มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองแล้ว ทำไมเขาต้องทนให้ใครมากดขี่ถมทับความถูกต้องของเขาจนมิด เพียงเพราะเขาเป็นเด็กและอีกคนเป็นผู้ใหญ่ สิทธิ์ที่จะโต้เถียงให้ตัวเอง เมื่อพูดออกไปกลับกลายเป็นว่าเขาถูกดุ เป็นเด็กไม่น่ารักไม่น่าเอ็นดู เสียมารยาทไปเสียได้

ถ้าเขาเป็นเด็กไม่ดีในสายตาของตรีภพ อย่างตรีภพก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่เขาอยากเคารพนบนอบ เหมือนที่เขาพะเน้าพะนอประจบเอาใจให้ได้เหมือนลุงนิรุตที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายของตรีภพ รู้กาลเทศะ รู้แสดงออก จนเป็นที่เอ็นดูของลุงนิรุต ผิดกับตรีภพลิบลับ พึ่งพบเจอทำการพูดคุยในครั้งนี้จริงจังเป็นครั้งแรก กลับหาเรื่องปรักปรำเขา เอาแต่มองตำหนิ พูดคำสองคำก็ทำดุใส่ ที่ผ่านมาอาที่ชื่อตรีภพก็เหมือนคนแปลกหน้าที่บังเอิญต้องมาร่วมทางกันในวันนี้

ยังไงก็ไม่ใช่คนในครอบครัวอยู่แล้ว ก็เป็นแค่คนที่เขาต้องเรียกว่าอาเท่านั้น

อิษฎีเหลียวใบหน้ากลับไปมองด้านหลัง เด็กชายเห็นคณินยังจอดรถอยู่ ไม่ได้ไปไหนอย่างที่ปากพูดว่าให้เขาไปก่อน อีกฝ่ายถึงจะไป

โชคดีจริง ในเมื่อสารถีคนก่อนยังไม่ไป สารถีคนใหม่ยังไม่แม้แต่จะขยับรถ...

ให้ไปกับคนที่คอยหาเรื่องตำหนิแล้วก็ดีแต่ดุแบบนี้ อิษฎีอกแตกตายแน่ๆ

ไม่ไปแล้ว!

“เอื้อไม่รบกวนให้อาตรีไปส่ง เอื้อมากับพี่ณินก็จะไปกับพี่ณิน ถ้าลุงรุตจะว่าหรือพ่อกับแม่จะไม่พอใจ เอื้อจะรับไว้เอง...” อิษฎีพูดพลางปลดเข็มขัดนิรภัยที่ตรีภพคาดให้แล้วเสียงก็ต้องกลืนหายเพราะยังไม่ทันที่จะปล่อยสายเข็มขัดให้มันรั้งคืนไปจากมือ รถยนต์ก็ขับเคลื่อนทะยานออกสู่ท้องถนน

“ลูกคนเล็กนิสัยเอาแต่ใจ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงซะแล้ว” ตรีภพขับรถคุมทิศทางด้วยการใช้มือข้างซ้ายจับพวงมาลัยเพียงมือเดียว ขณะที่อีกข้างเท้าชันศอกแขนไปกับขอบหน้าต่างประตู สองดวงตาคมกริบประกายดุมองไปยังหนทางเบื้องหน้าภายใต้เลนส์สายตาสีใส

“เอื้อไม่ได้เอาแต่ใจ”

ตรีภพแค่นยิ้มหลังได้ยินเด็กชายในชุดยืนเครื่องพระ หอมกลิ่นน้ำอบน้ำปรุงแบบโบร่ำโบราณบอกกับเขาด้วยการปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นแบบที่เขาพูด ไม่เท่ากับเด็กชายกำลังบอกเป็นนัยกับเขาว่าเขากล่าวหางั้นเหรอ ตรีปรายหางตาเหลือบมองเด็กชายข้างกายแค่ชั่ววินาทีก็ตวัดกลับไป

“เถียงคำไม่ตกฟาก ระวังอย่าให้กลายเป็นนิสัย”

“...” อิษฎีเงียบไม่ใช่เพราะถูกดุว่าเถียงคำไม่ตกฟาก แต่พื้นเพโดยนิสัยเด็กชายไม่ใช่เด็กโต้เถียงกับผู้ใหญ่มาแต่ไหนแต่ไร รวมถึงเวลาขุ่นเคืองใจก็จะหน้าบูดบึ้ง คิ้วนิ่วขมวด นั่งอมความไม่พอใจเงียบๆ ไร้คำพูด กับตรีภพในเวลาแค่ไม่เท่าไหร่ นับว่าเสียความเป็นตัวเองไปเหมือนกัน

“คาดเข็มขัด อย่าลืมว่าเราอยู่บนรถยนต์ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ อย่าประมาทและไม่รอบคอบเป็นนิสัย”

“...” อิษฎีเคี้ยวฟันกัดกรอด ตวัดใบหน้าไปมองตรีภพ

“อาบอกให้เราทำอะไร?” ตรีภพปรายหางตาไปย้ำเตือนถึงคำสั่งที่มาพร้อมการอบรมอย่างเข้มงวดของเขา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมทำตาม ทว่าเขากลับพบว่าเด็กชายกำลังจ้องมองเขาอย่างเปิดเผย แววตาเป็นประกายเคืองขุ่น ภายใต้เครื่องหน้าที่ถูกประทินโฉมด้วยเครื่องสำอาง ตรีภพดึงสายตากลับไปพลางบอกกล่าวเสียงเรียบ “อาเจอเด็กก้าวร้าวอีกคนแล้ว ชื่ออิษฎี”

อิษฎีสะบัดหน้ากลับไปบ้าง พร้อมกันนั้นยังกระชากเข็มขัดมาคาด

ทั้งที่บ้านเดชาธรอยู่อีกไม่ไกลแท้ๆ แถมยังเปลี่ยนจากพาหนะสองล้อเป็นสี่ล้อ มันกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าไวขึ้น

“กิริยาประชดประชันแบบนี้ก็ไม่ดีเท่าไหร่นะ ถ้าเราไม่คาดเข็มขัดแล้วเกิดอะไรขึ้นมา แทนที่จะเจ็บตัวน้อยก็จะต้องเจ็บตัวมาก เข้าใจหรือเปล่า?” ตรีภพกำลังสื่อว่าภายใต้ความเข้มงวดของเขาที่สร้างความไม่พอใจให้เด็กชาย มันเป็นความหวังดี “เรื่องกิริยารวมถึงวาจาของเรา ฝึกความอดทนเก็บกลั้นไว้หน่อยก็ดี วันนี้เรายังเจอแค่อาที่เราไม่ชอบ อีกหน่อยโตขึ้นเจอผู้คนมากมาย แย่กว่าอาในวันนี้หรือดีกว่าอาในวันหน้า เราจะได้รู้จักวางตัว”

เด็กที่ไหนจะชอบผู้ใหญ่ดุๆ ขรึมๆ ท่าทางจริงจัง ตรีภพรู้โดยทันทีว่าอิษฎีคงไม่ชอบขี้หน้าคนเป็นอาคนนี้แล้ว

“...” อิษฎีนั่งนิ่ง นัยน์ตาเริ่มร้อนผ่าว

แปลกดี ทั้งที่ตรีภพก็ไม่ได้ดุด่าเกรี้ยวกราดหยาบคาย แม้แต่การทุบตีสั่งสอนอย่างรุนแรงก็ไม่มี แต่ทำไมเพียงแค่สุ้มเสียงเคร่งขรึมกับวาจาที่คอยแต่ให้การอบรมอย่างสุภาพ มันทำให้อิษฎีอึดอัดคับข้องราวกับตัวเขาเป็นเด็กไม่ดีนักหนา ถึงได้โดนตรีภพอบรมไร้ชมเชยตลอดทาง

พราหมณ์น้อยรู้ว่าตัวเองกำลังจะร้องไห้ จึงรีบสูดลมหายใจ เบิกตากว้างๆ ขณะหันหน้าออกไปด้านข้าง ไม่วายพูดงึมงำกับตัวเอง แต่ลอบต่อว่าคนข้างตัวให้สมกับความรู้สึกแย่ๆ ที่เกือบจะเสียน้ำตาให้

“ยักษ์ตรีภพ”

จากนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่อิษฎีแสนจะรอคอย เพียรเฝ้าทุกขณะจิต ทุกระยะสายตา ตลอดทางที่เหลือเลยก็ว่าได้ ในที่สุดรถยนต์สีขาวมุกที่ขับโดยตรีภพก็มาถึงหน้าประตูรั้วบานใหญ่ท่วมหัวของบ้านเดชาธร หากในยามปกติจะปิดสนิทมองแทบไม่เห็นคฤหาสน์หลังใหญ่กินพื้นที่หลายไร่ ทว่าในยามนี้บ้านเดชาธรกำลังมีงานเลี้ยงสังสรรค์เนื่องในวันเกิดปีที่สี่สิบแปดของนิรุต เดชาธร ประตูรั้วบานใหญ่จึงเปิดกว้างต้อนรับแขกผู้มาเยือน

ที่บริเวณริมทางด้านนอกมีรถจอดเรียงคัน บ่งบอกว่าที่ลานจอดด้านในน่าจะรับรองรถยนต์คันอื่นๆ จนเต็มแล้ว ทว่าตรีภพมีศักดิ์เป็นถึงน้องชายของนิรุตและเดินทางมาเพื่อร่วมอวยพรวันเกิดให้พี่ชายต่างมารดา ทั้งยังเป็นคนเดียวที่ให้ความรักกับเขาเหมือนพี่น้องสายเลือดเดียวกันโดยไม่เดียดฉันท์ว่าตรีภพเป็นลูกที่เกิดจากการเป็นชู้ของผู้กุมบังเหียนเดชาธรคนก่อนอย่างประพันธ์ เดชาธร

นิรุตนับได้ว่าเป็นพี่คนกลางจึงให้ความสนิทสนมกลมเกลียวกับตรีภพ มากกว่านุชาพี่ชายคนโต ทั้งนุชาและนิรุตเป็นบุตรที่เกิดจากภรรยาหลวงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนตรีภพเป็นบุตรที่เกิดจากภรรยาน้อยที่ประพันธ์หลบซ่อนอยู่นานปี จนกระทั่งภรรยาหลวงในสมรสมีอันต้องตายจากด้วยโรคภัย ประพันธ์ถึงบอกเรื่องนี้ให้แก่บุตรชายทั้งสองรู้ว่าพวกเขายังมีน้องชายร่วมพ่ออีกหนึ่งคน ที่จำต้องบอกเพราะชีวิตคู่ของประพันธ์นั้นช่างโชคร้าย ทั้งภรรยาหลวงและภรรยาน้อยต่างจากไปในเวลาอันไล่เลี่ยกัน ส่วนนุชาบุตรคนโตของประพันธ์ ไม่ให้ให้ความสนใจใยดีกับน้องชายคนเล็กที่เกิดจากการเป็นชู้ของพ่อ

อาจเพราะเขามีเรื่องอื่นให้ต้องสนใจ

เมื่อรถยนต์จอดสนิทในที่จอดพิเศษที่เตรียมไว้ให้หนึ่งในแขกกิตติมศักดิ์ซึ่งได้รับเกียรติจากเจ้าบ้านที่มีให้น้องชาย เด็กชายซึ่งโดยสารพาหนะคันเดียวกันมาด้วย จึงรีบลงจากรถแล้วไปให้ไกลจากความเคร่งครัดดุขรึมของตรีภพอย่างรวดเร็ว

รีบปลดเข็มขัดนิรภัย เอี้ยวตัวไปด้านหลังเอื้อมหยิบถุงกระดาษที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าและศิราภรณ์กระบังหน้า

“ขอบคุณครับอาตรี”

ความจริงไม่อยากพูดประโยคนี้ออกไปด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้รู้ซึ้งถึงพระคุณที่รับขึ้นรถแล้วให้ร่วมทางมา เดิมทีไม่ต้องเดือดร้อนตรีภพ อิษฎีก็เดินทางมาถึงงานได้ด้วยรถของคณิน แต่ที่ต้องพูดเพราะถ้าไม่พูดก็อาจจะถูกตำหนิได้ว่าไม่รู้จักขอบคุณผู้ใหญ่

ลงจากรถแล้วปิดประตูได้ก็ไม่เหลียวหลังไปมองเจ้าของรถที่ยังไม่ได้ลงจากรถเลยด้วยซ้ำ ไม่อยู่ให้อีกฝ่ายตอบรับคำขอบคุณ เด็กชายรีบหอบถุงเสื้อผ้าเดินจ้ำอ้าวหายเข้าไปในงาน

ส่วนคนที่ยังอยู่ในรถ ได้แต่ขมวดคิ้วมองความรวดเร็วทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายใต้แว่นสายตากรอบเงิน มือของเขาที่ยื่นออกไปคว้าได้เพียงความว่างเปล่า เสียงเรียกรั้งจากริมฝีปากที่ขยับยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยออกไป ในรถก็มีแค่เขา…

และอุบะที่ตกอยู่บนเบาะนั่ง

ตรีภพทอดถอนลมหายใจ ลดมือข้างนั้นลงไปหยิบอุบะแตระหรือที่เรียกว่าสร้อยสนร้อยจากดอกไม้สดที่คนรีบไปทำหล่นทิ้งไว้ขึ้นมาแทน กลิ่นหอมของดอกรักที่ถูกเรียงร้อยเป็นเส้นสายเรียกว่าดอกสวมอยู่เหนือดอกครอบซึ่งทำจากขั้วดอกชบา ส่วนล่างของอุบะที่แข่งกันส่งกลิ่นหอมกับดอกรักอย่างไม่น้อยหน้าคือดอกจำปาสีเหลือทองแต่มีความบอบบางมาก ทำให้เขาอดที่จะจรดปลายจมูกแตะลงบนอุบะในมือแล้วสูดกลิ่นดอมดมเสพความหอมสุดลมหายใจไม่ได้

​/////////////////////////////////

พนิดาภรรยาคู่ชีวิตของธนาตย์ เธอผู้ให้กำเนิดอิษยาผู้เป็นลูกสาวและอิษฎีผู้เป็นลูกชายสองศรีพี่น้องซึ่งรักใคร่กลมเกลียวกันแม้อายุจะห่างกันถึงสองปีและต่างซึ่งเพศสภาพ แต่ลูกทั้งสองคนของเธอเป็นเด็กดีสมวัย พี่น้องน้อยครั้งจะสร้างเรื่องปวดหัว ครอบครัวของเธอนับได้ว่าอบอุ่นและเป็นครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสุขสมบูรณ์

หลังจากรู้เรื่องราวแสนปวดหัวจากลูกทั้งสองคน คนหนึ่งเดิมทีต้องมาเตรียมตัวรอรำแสดง แต่สุดท้ายกลับมาไม่ได้ ส่วนอีกคนกลายเป็นตัวแทนมารับหน้า ไม่ให้การแสดงต้องมีอันล้มเลิก แต่นั่นไม่ได้ทำให้คนเป็นแม่ลดความกังวลไปได้เลย เพราะอิษฎีหายไปติดต่อไม่ได้ จนงานเริ่มมาเกือบใกล้ถึงเวลาขึ้นแสดง ถึงได้ข่าวคราวจากนิรุตเจ้าของงานวันเกิดว่าลูกชายคนเล็กของเธอถูกพบเข้าโดยบังเอิญที่ข้างทางและถูกรับตัวให้มาพร้อมกันโดยตรีภพ

อีกไม่กี่นาทีจะใกล้ถึงเวลาต้องขึ้นแสดง แต่เธอยังไม่เห็นเงาลูกชาย ฝ่ายธนาตย์สามีก็ไม่รู้หายไปไหน เธอจึงรู้สึกว่าเป็นเธอที่วุ่นและกังวลเรื่องของลูกๆ อยู่คนเดียว ขณะที่เธอตัดสินใจแล้วว่าจะเดินไปบอกพิธีกรให้ยกเลิกการแสดงข้างเวทีจัดงาน

เงาของลูกชายก็โผล่เข้ามาในหางตา

“เอื้อ!”

“แม่ดา” อิษฎียิ้มร่าเดินเข้าไปหา หลังได้ยินแม่เรียกชื่อเล่นของเขาเสียงดัง

“เสร็จงานคืนนี้เมื่อไหร่ ทั้งเอื้อทั้งยัยเอมต้องคุยกับแม่หน่อยแล้วนะ เรื่องยัยเอมไว้ก่อน เอาเรื่องเราก่อนเลย ไม่รับสายแม่ ทำให้เป็นห่วง เดินทางมาลำบากทำไมไม่บอกให้แม่รู้ แม่จะได้ช่วยคิดหรือไม่ก็ให้พ่อขับรถไปรับมา เรานี่...”

พนิดายังบ่นลูกชายคนเล็กได้ไม่หมดสมความกังวลใจก่อนหน้า เสียงพิธีกรบนเวทีก็เริ่มเกริ่นถึงการรำแสดงที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่นาทีนี้

“แม่เอาไว้ค่อยบ่น ที่จริงกลับไปบ่นพี่เอมคนเดียว เอื้อไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย ช่วยเอื้อสวมกระบังหน้าหน่อยครับ” อิษฎีไม่เคยอยากรีบขึ้นแสดงขนาดนี้มาก่อน เขาไม่อยากยืนฟังแม่บ่นยืดยาว โชคดีที่พิธีกำลังจะกล่าวเริ่มการแสดง อิษฎีจึงรีบกบเกลื่อนให้แม่ช่วยสวมกระบังหน้าให้

“ไม่ต้องมาทำกบเกลื่อน แต่เอาเถอะ” พนิดาถอนหายใจ รีบถุงกระดาษในมือของลูกชายแล้วหยิบกระบังหน้าขึ้นมาช่วยติดให้อย่างเร่งรีบ “จะว่าไป แม่ก็ไม่เคยคิดว่าจะเห็นเอื้อแต่งองค์ทรงเครื่องแสดงรำมาก่อนเลย ใครแต่งตัวให้เอื้อเนี่ย พราหมณ์น้อยของแม่ ตายแล้ว อย่างกับนางในวรรณคดีหลุดมาเลย” พนิดาหลงลืมความกังวลไปหมดแล้ว ตอนนี้มีแต่ความหลงใหลชื่นชมในภาพหาดูยากจากอิษฎีลูกชายคนเล็ก สองมือก็ช่วยสวมกระบังหน้าให้ จากนั้นก็หยิบดอกไม้ทัดสีแดงสำเร็จรูปออกมาติดกับกระบังหน้าด้านข้าง

อิษฎีไม่ได้สนใจอาการปลาบปลื้มชื่นชมที่แม่มีให้เขา เพราะเขากำลังควานหาบางอย่างที่หายไป พลิกเสื้อผ้าในถุงไปมาหลายรอบก็หาไม่เจอ

อุบะหายไปไหนไม่รู้!

หรือว่าที่ร้านจะลืมให้มา?

ไม่จริงๆ เขาเห็นกับตาว่ามันอยู่ในถุงแล้ว

ถ้ามันอยู่แล้วตอนนี้มันหายไปไหนวะ!?

“แม่ดา อุบะเอื้อหาย” อิษฎีเงยหน้าบอก

“อ้าว แล้ว...”

พนิดายังพูดไม่ทันจบ เสียงพิธีกรบนเวทีที่ดังทั่วงานแทรกขึ้น ดึงความสนใจไป อีกทั้งทั่วงานเงียบสงัด แขกที่รอชมหลายร่วมร้อยพร้อมใจกันรอดู

“ต่อไปนี้เป็นการรำแสดงในเพลงฉุยฉายพราหมณ์จากน้องเอม อิษยา ลูกสาวของคุณธนาตย์กับคุณพนิดา เห็นว่าน้องตั้งใจรำให้เป็นของขวัญคุณนิรุต โดยเพลงฉุยฉายเป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบกิริยาของตัวโขนและละครแสดงถึงความภาคภูมิใจในความงามที่พระนารายณ์แปลงกายเป็นพราหมณ์น้อยให้พระอุมาทอดพระเนตรลดความกริ้วโกรธที่เห็นพระคเณศงาหักเพราะห้ามไม่ให้ปรศุรามเข้าเฝ้าพระอิศวร เพราะพระอิศวรและพระอุมากำลังบรรทมอยู่ในพระที่ จนเกิดการต่อสู้ ปรศุรามใช้ขวานเพชรที่พระอิศวรประทานให้ขว้างออกไป พระคเณศเห็นขวานก็จำได้ว่าเป็นของพระบิดาจึงตรงเข้ารับขวานจนงาหัก พระอิศวรน้อมจิตบูชาถึงพระนารายณ์ เมื่อทราบเรื่องจึงแปลงกายมาเป็นพราหมณ์น้อยร่ายรำให้พระอุมาทอดพระเนตร...”

“ไม่มีก็คงไม่เป็นไรมั้งครับ เอื้อขึ้นรำก่อนนะแม่ดา เดี๋ยวค่อยคุยกัน”

อิษฎีอดตื่นเต้นไม่ได้ หัวใจของเขาเต้นโครมคราม มันคงช้าไปที่จะรู้สึกตื่นเต้น อาจจะเพราะก่อนหน้าเขาอยู่ในภาวะเร่งรีบและความดุของตรีภพรบกวนจิตใจ มาจนถึงเวลาที่ต้องจวนเจียนขึ้นแสดง ถึงกับคุมลมหายใจไว้ไม่ได้ อาการสมาธิสั้นกับความไฮเปอร์มันกำเริบเสียอย่างนั้น เขาเลยขยับตัวอยู่ไม่นิ่ง เพราะนี่เป็นการแสดงรำที่มีคนอื่นดูไม่น้อย

ส่วนอุบะที่หายไปอย่างเป็นปริศนา อิษฎีไม่มีเวลาที่จะตามหามันอีกแล้ว

“แม่ไปส่งเอื้อขึ้นเวที ไม่ต้องตื่นเต้นนะลูก เหมือนรำให้ครูดูนั่นแหละ ลุงรุตยังไม่รู้ว่าเอื้อรำแทนพี่เอม พอเป็นเอื้อขึ้นไป ลุงรุตจะต้องประหลาดใจแน่ๆ” พนิดาอมยิ้มรู้ว่าลูกชายตื่นเต้นแค่ไหน เพราะมันคือครั้งแรก เธอเองยังไม่เคยคิดเลยว่าลูกชายจะแสดงรำให้ใครชมมากมายถึงขนาดนี้ ให้เรียนรำเพราะต้องการฝึกสมาธิ ลดความไฮเปอร์ของลูกลิงในตอนเด็ก มองอิษฎีพราหมณ์น้อยในเวลานี้แล้วเธอช่างปลาบปลื้มภูมิใจเสียจนต้องคว้ามือของลูกชายที่ถูกดัดจนอ่อนและนุ่มตั้งแต่เด็กมากุม บีบกระชับให้กำลังใจแล้วจูงลูกชายไปยืนข้างบันไดเวที

“เชิญชมได้เลยครับ แขกผู้มีเกียรติ การแสดงรำเพลงฉุยฉายพราหมณ์”

อิษฎีถอดรองเท้าออกแล้วย่างเท้าเปลือยเปล่าที่ล้อมรัดรอบข้อด้วยกำไลทองขึ้นไปบนเวทีแสดงเริ่มการร่ายรำ เมื่อดนตรีปี่พาทย์เครื่องห้าเริ่มบรรเลงเพลงรัวซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์เบื้องต้น ประกอบกิริยาของตัวโขนและละคร แสดงถึงการเกิดปรากฏการณ์โดยฉับพลัน อิษฎีในบทพระนารายณ์กำลังจำแลงกายแปลงเป็นพราหมณ์ในช่วงเพลงรัวเพื่อให้ผู้แสดงออกมาจากหลังเวที ท่ารำมีลักษณะเป็นรำท่าสอดสร้อยมาลาแล้วป้องหน้า

ก่อนเข้าเนื้อร้องเพลงฉุยฉายกล่าวถึงความภาคภูมิใจในความงามที่พระนารายณ์แปลงกายเป็นพราหมณ์น้อย โดยบทร้องแบ่งเป็นคำร้องฉุยฉายและแม่ศรีรำตีบท

ฉุยฉายเอย                             ช่างงามขำช่างรำโยกย้าย

สะเอวแสนอ่อนอรชรช่วงกาย             วิจิตรยิ่งลายที่คนประดิษฐ์

สองเนตรคมขำแสงดำมันขลับ             ชม้อยเนตรจับช่างสวยสุดพิศ ฯ

สุดสวยเอย                             ยิ่งพิศยิ่งเพลินเชิญให้งงงวย

งามหัตถ์งามกรก็อ่อนระทวย               ช่างนาดช่างนวยสวยยั่วนัยนา

ทั้งหัตถ์ทั้งกรก็ฟ้อนถูกแบบ                 ดูยลดูแยบสวยยิ่งเทวา

เข้าสู่บทร้องแม่ศรี อิษฎีรำแสดงด้วยกิริยาสนุกสนาน ร่าเริง แสดงอารมณ์และความภาคภูมิใจในความงาม

น่าชมเอย                            น่าชมเจ้าพราหมณ์

ดูทั่วตัวงาม                                 ไม่ทรามจนนิด

ดูผุดดูผ่อง                                  เหมือนทองทาติด

ยิ่งเพ่งยิ่งพิศ                                 ยิ่งคิดชมเอย ฯ

น่ารักเอย                             น่ารักดรุณ

เหมือนแรกจะรุ่น                          จะรู้เดียงสา

เจ้ายิ้มเจ้าแย้ม                             แก้มเหมือนมาลา

จ่อจิตติดตา                                 เสียจริงเจ้าเอย

เพลงรัวอีกครั้งจากปี่พาทย์เครื่องห้า ประกอบท่ารำด้วยกิริยานวยนาดขณะเดิน จนกระทั่งถึงเพลงลาแล้วจบการร่ายรำ จากบนนี้พราหมณ์น้อยเห็นทุกคนที่นั่งชมการแสดงของเขาอยู่เบื้องล่าง เขาได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราว อิษฎีเพียงยิ้มพลางยกมือพนมไหว้ลาผู้ชม

ก่อนจะได้หลบฉาก เมื่อการแสดงหน้าม่านจบลง พราหมณ์น้อยอิษฎีตาไวทันเห็นนิรุตที่นั่งยิ้มกว้างราวกับชอบใจเป็นที่สุด แววตาของคนวัยสี่สิบแปดแพรวพราวเป็นประกายความสุขเจือเอ็นดูสบมองมาที่เขา ทั้งยังกวักมือเรียกให้เขาไปหา อิษฎีตอบรับคำเชิญของนิรุตด้วยการพยักหน้าแล้วลงจากเวทีทันที

“ลุงรุตจะให้รางวัล ไปสิไปหาลุง”

คำว่ารางวัลที่ได้ยินจากปากของธนาตย์พ่อเขา ทำให้เด็กชายลิงโลดตาพราวระยับ สองเข่าทรุดลงคลานผ่านหน้าทั้งพ่อและแม่ที่นั่งเคียงกันไปหาลุงนิรุต

“ลุงรุต” อิษฎีกราบสวัสดีลงที่ปลายเข่าข้างหนึ่งของนิรุตอย่างเคารพนบนอบ

นิรุตให้ความเอ็นดู ตอบรับการทักทายของเด็กชายด้วยการตบลงบนไหล่เล็กในชุดยืนเครื่องพระเบาๆ ทั้งยังออกปากชมอย่างพออกพอใจกับการแสดงของลูกชายเพื่อนที่เขาทั้งรักทั้งเอ็นดูเสมือนลูกของตัวเอง

“ไม่นึกว่าจะรำเป็น รำสวยจริงๆ เป็นเซอร์ไพรส์ที่ลุงคาดไม่ถึงและหาชมจากเอื้อไม่ได้บ่อยแน่ๆ”

“ถ้าลุงรุตชอบ เอื้อรำให้ลุงรุตดูอีกก็ได้ เอื้อรำได้ตั้งหลายเพลง จะรำให้ดูเท่าที่ลุงรุตอยากดูเลย ถ้าลุงรุตให้รางวัลเอื้อเหมือนอย่างวันนี้”

นิรุตได้ยินความช่างพูดของอิษฎีก็หัวเราะอารมณ์ดี “ช่างพูดๆ”

“สุขสันต์วันเกิดครับลุงรุต เอื้อขอให้ลุงรุตสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้วก็เอ็นดูเอื้อเยอะๆ ไม่มีวันลดลงอย่างนี้ตลอดไปนะครับ เอื้อไม่มีของขวัญเป็นชิ้นเป็นอันให้ลุงรุต รำฉุยฉายพราหมณ์เมื่อกี้ เอื้อให้ลุงรุตเป็นของขวัญนะครับ” อิษฎีกุมมือของนิรุตพลางอวยพรให้ผู้ใหญ่ที่เขารักและเคารพเหมือนพ่อคนที่สองด้วยใจจริง

“เพียงพอแล้วหลานชาย ไม่ต้องมีของขวัญอะไรอีก” นิรุตทอดเสียงอ่อนโยนบอกกล่าวอย่างคนมีความสุขและพอใจจนไม่ต้องการอะไรอีก

อิษฎีเป็นพราหมณ์น้อยที่น่าเอ็นดูเสียจริง

“ให้ท้ายกันขนาดนี้ได้ยังไง อย่าแพ้ทางเจ้าเอื้อนักสิ กี่ปีๆ ก็ยังไม่รู้เท่าทันทางมันอีก เจ้าเอื้อมันรู้ว่าอ้อนให้ลุงเคลิ้มแล้วจะได้ของ ก็ขยันอ้อนขยันหยอดเอาอกเอาใจกันเข้าไปสิ” ธนาตย์ผู้เป็นพ่อของอิษฎีในคราบพราหมณ์น้อยอดพูดขัดระคนแซวเล่นขึ้นมาบ้างไม่ได้ ไม่คิดว่าเพื่อนกับลูกชายตัวเองจะสนิทสนมกลมเกลียวกันได้ขนาดนี้ เห็นทีอิษฎีคงเกิดมาผิดครอบครัวเสียแล้ว

“พ่อพูดอย่างกับเอื้อมาหลอกปอกลอกลุงรุต เอื้อลงทุนรำให้ดูขนาดนี้ จริงใจแล้วก็รักลุงรุตมากทั้งนั้น” แย้งพ่อพลางวางสองมือไว้บนเข่าของนิรุตแล้วหันกลับมาถามนิรุตอย่างหาพวกให้ท้าย “ใช่ไหมลุงรุต?”

“ใช่แล้ว เอื้อมาปอกลอกลุงที่ไหน ลุงเต็มใจให้เพราะรักและเอ็นดูทั้งนั้นเหมือนกัน” นิรุตให้ท้ายอิษฎีสมใจเด็กชาย

“นั่นไง แกไม่ทันลายมันจริงๆ ด้วย ได้ยินที่ลูกชายฉันบอกหรือยังไอ้รุต เจ้าเอื้อมันบอกว่าลงทุน แสดงว่ามันรู้ว่าจะได้กำไร ไหนล่ะ เอ็นดูกันนัก กำไรที่มันจะได้ล่ะ?”

“นี่ไงกำไร เด็กดีทำเรื่องดีๆ ก็ต้องตกรางวัลให้เป็นธรรมดา” นิรุตสำทับจริงจัง แม้ว่าพ่อของเด็กชายซึ่งเป็นเพื่อนของเขาจะเย้าเล่น แสร้งถามหาเงินรางวัลอย่างรู้เท่าทันว่าเขามักจะมีอะไรให้อิษฎีเสมอ นิรุตส่งซองเงินให้อิษฎี

“ในที่สุด! ขอบคุณครับ ลุงรุตใจดีที่สุด” อิษฎียิ้มร่า นัยน์ตาเบิกบานเป็นประกาย

เด็กชายกระพุ่มมือไหว้แล้วรับซองเงินอย่างอารมณ์ดี ขับให้วงหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางดูสวยหวานหมดจดสะกดทุกสายตาจากผู้ใหญ่รอบข้างที่มองอิษฎีด้วยรอยยิ้ม ส่วนเด็กชายไม่สนใดๆ รอบตัวเขา นอกจากซองเงินรางวัลที่เขาได้มาครอง ตอนที่รับเขาไม่ได้มองว่ามันเป็นซองใส่เงิน แต่มองเห็นมันเป็นกล่องเกมเพลย์รุ่นใหม่ที่เขาอยากได้

ตอนกำลังจะคลานเข่าถอยตัวออกห่างหลังได้สิ่งที่หมายปองมาครอง คำพูดของนิรุตก็ทำเอาเด็กชายชะงัก

“ยังก่อน อาตรีเขาก็จะตกรางวัลให้เอื้อเหมือนกัน”

ชื่อของบุคคลที่สามซึ่งเอื้อเอ่ยออกมาจากปากของนิรุต ทำเอาความร่าเริงของอิษฎีลดไปกึ่งหนึ่ง เด็กชายแทบไม่เชื่อหูด้วยซ้ำว่าตรีภพจะตกรางวัลให้เขา ตอนนั้นเองพราหมณ์น้อยถึงได้เห็นว่าคนที่นั่งข้างนิรุตในลำดับถัดไปคือตรีภพ เด็กชายพึ่งรู้ว่าตรีภพนั่งข้างนิรุต

ไม่สิ พึ่งรู้ว่าบริเวณนี้มีตรีภพรวมอยู่ด้วย

“เอ้า เฉยทำไม งานนี้ได้เป็นกอบเป็นกำเลยนะเจ้าเอื้อ” ธนาตย์เร่งลูกชายที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น เอาแต่มองไปทางตรีภพแต่ไม่ยอมขยับเข้าหา

“ครับ” อิษฎียิ้มแห้งให้ธนาตย์ผู้เป็นพ่อ ก่อนจะคลานเข่าเข้าหาตรีภพที่นั่งอยู่เบื้องหน้า เขาจำต้องปฏิบัติกับตรีภพเหมือนที่ปฏิบัติกับนิรุต กระพุ่มมือไหว้จรดลงบนหัวเข่าตรีภพ “อาตรี”

“เรารำสวย อาไม่เคยดูรำฉุยฉายพราหมณ์มาก่อน ลุงรุตบอกว่าน้อยจะได้เห็นผู้ชายรำเพลงนี้ในบทพราหมณ์” ตรีภพชมเสียงเรียบ มีรอยยิ้มให้บางๆ ที่มุมปาก ยังคงเกลื่อนไปด้วยภาพลักษณ์ของคนเคร่งขรึม เพียงแต่ไม่ได้ดูดุแล้ว เมื่อแววตาภายใต้แว่นตากรอบเงินแสดงออกถึงความชื่นชมตามคำพูดของตัวเอง

“ขอบคุณครับ อาตรี” อิษฎีเงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยขอบคุณรับคำชมที่ตรีภพมีให้

ตรีภพยื่นเงินรางวัลที่เขาพึ่งขอซองเปล่าจากนิรุต ในตอนที่อิษฎีรำใกล้จบเพลง เพราะเห็นพ้องว่าเด็กทำดีก็ควรได้รางวัล ทว่าขณะที่อิษฎีกำลังจะรับซองเงิน เพียงปลายนิ้วจับแตะ

ตรีภพกลับพูดขึ้น

“เงินจำนวนนี้อาให้เป็นทุนการศึกษา ใช้กับเรื่องเรียนตามสมควร จะฝากไว้ให้พ่อของเราดูแลแล้วกัน” พูดพร้อมส่งซองเงินไปให้ธนาตย์

อิษฎีหน้าเหวอ มือที่เขากำลังจับซองยังคงค้างเติ่ง สายตามองตามซองเงินที่หลุดมือแล้วลอยผ่านไป กระทั่งมันอยู่ในมือของพ่อเขา ทิ่มแทงตาทิ่มแทงใจเกินบรรยาย เงินที่ตกอยู่ในมือพ่อก็ไม่นับเป็นเงินของเขาได้อีกแล้ว เชื่อเลยว่าพ่อก็จะทำตามที่เจ้าของเงินตัวจริงระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าต้องการให้ใช้ไปกับเรื่องอะไร

“ขอบใจนะตรีที่เอ็นดูลูกชายพี่” ธนาตย์เอ่ยก่อนจะเร่งลูกชาย “เจ้าเอื้อยังช้าอยู่อีก อาตรีใจดีไม่แพ้ลุงรุตขนาดนี้ รีบขอบคุณเร็วเข้า”

อิษฎีเม้มปากลดมือที่ค้างเติ่งลงอย่างเสียไม่ได้ ดึงสายตากลับไปสบมองตรีภพ คุณอาเจ้าของเงินรางวัลที่เขาไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งเลยแม้แต่น้อย

“ยักษ์เขี้ยวลากดิน” อิษฎีพึมพำเสียงเบากับตัวเอง

ตรีภพคล้ายรู้เท่าทันความในใจของเด็กชาย เขากระตุกยิ้มขำน้อยๆ ให้อิษฎีได้เห็น เพื่อให้เด็กชายรู้ว่าเขาก็รู้เช่นเห็นแจ้ง เขานั่งตัวตรงรอให้เด็กชายกราบขอบคุณเหมือนที่ปฏิบัติกับนิรุต

“ขอบคุณครับอาตรี” อิษฎีกระพุ่มมือไหว้พลางก้มจรดลงหาปลายเข่าของตรีภพซึ่งรอท่าคอยให้เขาไหว้ขอบคุณอยู่ก่อนแล้ว

ทว่าอิษฎีกลับต้องตกใจที่ตรีภพรับไหว้เขาด้วยการยื่นมือมารองรับไว้ ความคาดไม่ถึงระคนตกตะลึงทำให้อิษฎีเงยหน้าขึ้น ละสายตาที่มองสองมือของตัวเองถูกอุ้งมือใหญ่รองรับจับกุมเอาไว้ ลากมองตั้งแต่ช่วงแขนภายใต้สูทไปจนถึงไหล่กว้างแข็งแรง ลำคอที่โผล่พ้นปกเสื้อรัดใต้ปกด้วยเนกไท ไล่สายตามองไปจนจบที่วงหน้าเคร่งขรึม สบจ้องกับดวงตาคมกริบภายใต้แว่นสายตา

“อาเป็นคนเก็บได้” ตรีภพคืนอุบะที่อิษฎีรีบจนทำตกไว้บนรถของเขาด้วยการประดับคืนให้ข้างดอกไม้ทัดสีแดงสดบนศิราภรณ์กระบังหน้า

อุบะเปราะบางช้ำง่ายพวงนี้ ตรีภพเป็นคนเก็บได้และเป็นคนเดียวที่ได้ดอมดมชมเชย

-------------------------

***ฉุยฉายพราหมณ์*** 

เป็นการร่ายรำที่งดงามของตัวละครพระ เป็นการแสดงชุดหนึ่งในบทละครเบิกโรง เรื่องพระคเณศเสียงา บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว​


ความคิดเห็น