Sawachi Yuki
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter :: 05 :: Versatility [50 Per]

ชื่อตอน : Chapter :: 05 :: Versatility [50 Per]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.5k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ค. 2561 13:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter :: 05 :: Versatility [50 Per]
แบบอักษร

05

Versatility

50 Per



บรรยากาศในการรับประทานอาหารเช้าของบ้านรัตนมณีโชติเป็นไปอย่างปกติ และสงบอย่างที่เป็นมาตลอด แต่ที่เปลี่ยนแปลงไปคือลูกชายทั้งสองคนนั้น เหมือนจะสลับนิสัยกันอยู่ นั่นก็อาจจะเป็นมุมมองของคนอื่นล่ะนะ แต่สำหรับพ่อแม่แล้ว ลูกชายก็ทำตัวเหมาะกับวัยแล้วล่ะ แม้ว่าจะพะวงกับการใช้ชีวิตของลูกชายคนเล็กในช่วงนี้ก็ตาม

เพราะไว้ใจ ว่าลูกชายคงไม่เดินทางผิดแน่นอน

“ทำงานมาได้สามเดือนแล้วนี่ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ไม่กี่วันก็จะเป็นงานฉลองตำแหน่งใหม่ของแกแล้วล่ะนะ พ่อคงจะวางมือจริงๆ จังๆ สักที”

“ที่ทำๆ มาก็ไม่เจออะไรที่เป็นปัญหาใหญ่หรอกพ่อ จัดการไปหมดแล้วล่ะ”

“ก่อนที่ฉันจะวางมือ ไม่สนใจงานในบริษัทอีก ฉันก็อยากจะแน่ใจว่าแกจะเป็นผู้บริหารที่ดีและเก่งกาจ”

“สามเดือนที่ผ่านมายังไม่พอใจสินะ”

“ฉันก็ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเลย”

“แล้วพ่อต้องการอะไร จากประโยคที่พ่อพูดเมื่อกี้นี้ล่ะ”

“ฉันปวดกะบาลกับแกมากเลยพุฒิ มาต่อปากต่อคำแต่เช้าเลย”

คนที่มีศักดิ์เป็นภรรยาและแม่ของลูกได้แต่นั่งทานข้าวเงียบๆ แล้วมองพ่อลูกสนทนากัน ส่วนเจ็มที่นั่งอยู่ข้างๆ กับพุฒิก็ได้แต่ตั้งใจฟังเท่านั้น

“ก็ผมไม่เข้าใจที่พ่อบอก”

“เออ...ฉันก็ไม่เข้าใจแกเหมือนกัน”

“อ้าว?”

“เฮ้อ...เอาเป็นว่าที่ฉันหมายถึง คือแกมีอะไรจะปรึกษาฉันไหม เพราะหลังจากที่ฉันวางมือ ฉันจะไม่ได้เข้าประชุมในฐานะผู้บริหารแล้ว หุ้นที่ฉันมีก็โอนให้แกทั้งหมดแล้ว โอนเงินเลี้ยงดูพ่อกับแม่ด้วยล่ะ”

“แล้วทำไมไม่เก็บหุ้นไว้กินบ้าง”

“ขี้เกียจประชุมประจำปีหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัทอีก อยากอยู่เฉยๆ ใช้เงินสบายๆ ทำได้ไหมล่ะ”

“ครับ ก็มันเป็นบริษัทของพ่อนี่ เอาเป็นว่าผมจะโอนเงินให้พ่อกับแม่ทุกเดือนนะครับ แบบนี้ก็พอใจแล้วใช่ไหม”

“มันต้องอย่างนี้สิ รู้ไหมว่าฉันกับแม่แกอยากจะรอใช้เงินที่แกเป็นคนหามานานแค่ไหนแล้ว”

คำพูดนี้ของผู้เป็นพ่อทำเอาพุฒิใจกระตุก รู้สึกผิดขึ้นมาที่แต่ก่อนมัวแต่ทำให้พ่อกับแม่ทุกข์ใจ อับอายขายขี้หน้ากับชื่อเสียๆ ของเขา

แม้จะรู้สึกผิดอยู่เต็มหัวใจ แต่ปากที่หนักเกินไปก็ไม่สามารถเอ่ยคำขอโทษออกมาได้ จากนี้ไปก็คงจะต้องทำให้ท่านสุขสบายที่สุด ชดเชยกับคำขอโทษที่มันไม่ยอมหลุดออกไป แต่ก็เชื่อว่าสักวันหนึ่ง เขาคงจะพูดมันออกไปได้ ขอแค่มันจะไม่สายเกินไป

“ก็อยู่ใช้ให้นานๆ ละกันนะครับ”

“ให้ตายสิ ดูมันพูดเข้า”

“คุณพี่ล่ะก็ ตาพุฒิก็เป็นแบบนี้แหละ น้องยังแปลกใจเลยว่าตัวเองสอนลูกยังไง ถึงได้เป็นคนพูดห้วนๆ แบบนี้ แต่ก็เท่านั้นแหละ สุดท้ายตาพุฒิก็เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการเสมอ จากนี้ไป แม่ก็ขอฝากตัวด้วยนะลูก ไม่ขออะไรมาก แค่แม่สามารถซื้อเครื่องเพชรได้เยอะๆ ก็พอ”

พุฒิหัวเราะออกมาเบาๆ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับเจ็มที่หลุดหัวเราะออกมาเช่นกัน กับพัฒน์ คุณหญิงค่อนข้างจะขี้อ้อนหน่อยๆ แต่กับคุณพุฒิจะขี้เล่น เลี้ยงลูกต่างกัน แต่ความรักที่มอบให้ไม่มีใครได้รับน้อยกว่าเลย

“จริงๆ แม่ก็อยากจะพูดมานานแล้ว ขอโทษที่แม่รู้จักเราน้อยไปนะพุฒิ แม่ไม่เคยคิดเลยว่าลูกชายคนโตของแม่จะเก่งกาจขนาดนี้”

ทางนี้สิที่ต้องขอโทษ...แม่จะขอโทษทำไม

พุฒิเจ็บใจที่ไม่สามารถพูดมันออกมาได้อย่างที่ใจคิด เขาไม่รู้ว่าอะไรมันยังปิดหัวใจเขาอยู่

“ป้าก็ฝากตาพุฒิไว้กับเรานะเจ็ม มีอะไรรายงานด้วยนะจ๊ะ เราคงจะงานหนักหน่อย ไหนจะเรียนแล้วก็งานในบริษัทอีก ดูแลตาพุฒิ ตาพัฒน์อีก แต่ลุงกับป้าก็ไว้ใจเจ็มที่สุดแล้ว เจ็มเป็นครอบครัวของเรานะ”

“ขอบคุณครับคุณป้า”

เจ็มยิ้มหวานให้ผู้มีพระคุณทั้งสอง แต่ก็กำหมัดแน่นเพราะรู้สึกคันยุบยิบในใจ เจ็มกำลังลังเลในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ตอนนี้...เจ็มกำลังผูกมัดหัวใจของพุฒิเรื่อยๆ แม้ไม่ได้หวังว่าตัวเองจะได้อยู่ข้างกายก็ตามที เขารู้จักนิสัยของพุฒิดี ถ้าต้องการอะไรแล้วก็จะทำตามในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

กลัวว่าสักวันหนึ่งจะทำให้ผู้มีพระคุณเสียใจ...หรือควรจะหยุดแล้วทำตัวให้สมกับเป็นแค่ลูกน้องพอ ทิ้งระยะห่าง เพราะยังไงช่วงนี้พุฒิก็คงจะไม่ค่อยมีเวลามาตามเขามากนัก เนื่องจากต้องทำงานในฐานะประธานกรรมการอย่างเต็มตัว




“วันนี้แกทำหน้าไม่มีชีวิตชีวาเลยนะเจ็ม”

“คุณพัฒน์...” เสียงนุ่มทุ้มของเจ็มเอ่ยชื่อของคนที่เดินมานั่งข้างๆ พร้อมกับเอามือตบที่หัวของเขาเบาๆ

“ที่บ้านมีปัญหาหรือไง”

เพราะพัฒน์ไม่ค่อยกลับบ้านเท่าไหร่ แต่ก็มักจะถามไถ่เรื่องบ้านกับที่บริษัทสม่ำเสมอ

“เปล่าครับ”

“งั้นที่บริษัท”

“ไม่มีครับ”

“หึ...เรื่องพุฒิสินะ”

ร่างโร่งชะงัก ใบหน้าปรับเปลี่ยนเร็วเสียจนพัฒน์อดหัวเราะไม่ได้ ตอนแรกทำหน้าหงอยๆ ตอนนี้เปลี่ยนมาปั้นหน้าขรึม คิดจะโกหกผ่านสีหน้าหรือไง

“มีปัญหาอะไรกัน...”

“โอ๊ะ อาจารย์เข้าแล้วคุณพัฒน์” ร่างโปร่งพูดขึ้นทันทีเมื่อเห็นช่องทางเลี่ยงการตอบคำถามของพัฒน์ พัฒน์ส่ายหน้าไปมา แล้วนั่งเงียบๆ ฟังอาจารย์บรรยาย แม้ว่าจะไม่ค่อยตั้งใจฟังกันมากเท่าไหร่ก็ตาม

นั่งฟังอาจารย์บรรยายไปได้สักพัก เจ็มก็หันไปมองรอบๆ ห้อง ว่าเพื่อนอีกสามคนตอนนี้อยู่ที่ไหน สิงห์กับกายส์ไม่ได้น่าเป็นห่วง แต่คนที่ไม่เคยขาดเรียนอย่างชาร์ลเนี่ยสิยังไม่มา มันแปลกๆ

“คุณพัฒน์ ชาร์ลมันไปไหน”

“ถามหาแต่ชาร์ล แต่ไอ้สิงห์กับไอ้หายส์ไม่ถามหา?”

“พวกมันสองคนเป็นเรื่องปกตินี่ครับ”

“มันก็จริง...แต่ฉันไม่รู้หรอกว่าชาร์ลมันหายไปไหน อาจจะยังไม่มามั้งหรือไม่ก็อยากโดด”

“ชาร์ลเนี่ยนะจะโดดคนเดียว ปกติถ้าจะไปก็ไปเป็นกลุ่ม”

“ไม่สบายหรือเปล่า?”

“นั่นสิ เดี๋ยวเลิกคลาสผมจะไปหามันที่คอนโดหน่อย คุณพัฒน์จะไปไหมครับ”

เจ็มถามขณะที่กำลังส่งข้อความไปหาชาร์ล พัฒน์พอเห็นว่าร่างโปร่งกำลังทำอะไร ก็ยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก

“ไม่ไป ฉันมีธุระ แกไปคนเดียวเถอะ แต่ก็ระวังสายของพี่มันเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน”

เจ็มเหมือนจะไม่ได้คิดตามคำพูดของพัฒน์เลย ส่งข้อความว่าจะไปหาชาร์ลจนเสร็จ

“ทำไมต้องระวัง ผมไปคอนโดของเพื่อน คุณพุฒิจะมาว่าผมได้ยังไง”

“หึหึ แกนี่นะ เอาเป็นว่าไปรู้เองก็แล้วกัน”

เวลาที่พัฒน์พูดแบบนี้ สิ่งที่ตามมาคือความน่ากลัวที่เจ็มจะได้รับ ซึ่งมันเป็นแบบนั้นมาเสมอเลย เพราะประโยคแบบนี้ของพัฒน์ ถือว่าเป็นคำเตือน

“แกไม่กลัวมันรู้หรือไง” พัฒน์ถาม

“ผมมีเหตุผลที่จะไปนี่ครับ แล้วมันก็สิทธิ์ของผมด้วย คงไม่มีอะไรหรอก...มั้งนะครับ” ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าความมั่นใจค่อยๆ หดหาย

เพราะในสมการนี้ เรื่องที่เขาคิดว่าไม่สามารถเป็นไปได้ = เป็นไปได้เสมอ

“ก็คงคิดว่าผมไปหาเพื่อนธรรมดาๆ...มั้งครับ มันก็ปกตินะครับ...นะ”

“หึหึ แต่แกไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่นิดเดียวนะเจ็ม”

“ก็คุณพัฒน์นั่นแหละที่ทำผมเขว ไม่เอาไม่คิด ตั้งใจฟังที่อาจารย์แกพูดเถอะครับ”

แม้จะพูดไปแบบนั้น แต่ก็ยังนั่งครุ่นคิดอยู่ไม่ตกว่าจะเอายังไงดี ไอ้ไปเยี่ยมน่ะไปแน่นอน แต่ที่คิดอยู่คือเหตุผลหากคุณพุฒิถามต่างหาก คิดแต่เรื่องนี้จนไม่ได้ฟังที่อาจารย์สอนเลยสักนิด ไม่บทเรียนเข้าไปในหัวเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งจบคาบเรียนนี้ไป

...

...



“ว่าไงนะ พูดใหม่อีกทีซิ!”

มือแกร่งโยนปากกาไปที่พื้นห้องทำงานด้วยแรงทั้งหมด แววตากับน้ำเสียงไปในทางเดียวกันคือกำลังฟิวส์ขาดสุดๆ เมื่อได้ยินรายงานจากคนที่ส่งให้ติดตามเจ็ม

(คุณเจ็มมาที่คอนโดของเพื่อนที่ชื่อชาร์ลครับ)

“ไปกับใคร!”

(มาคนเดียวครับ)

“เฝ้าเอาไว้นั่นแหละ ส่งข้อความรายงานเป็นระยะ ถ้าออกมาจากคอนโดนั่นแล้วก็โทรรายงานฉันด้วย”

ร่างสูงกดวางสายจากลูกน้องทันทีที่สั่งเสร็จ ก่อนจะพยายามระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านของตัวเอง ก็รู้อยู่แล้วว่าคนชื่อชาร์ลเป็นเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน น้องชายเขาก้รู้จัก เพราะงั้นก็คงไม่เป็นไร แต่เหมือนว่าครั้งนี้ที่เขารู้สึกไม่พอใจนั่นคือ เจ็มไปคนเดียว

หวังว่าเพื่อนของเจ็ม จะคิดแค่เพื่อนจริงๆ เจ็มยิ่งเป็นพวกที่ใครเห็นใครก็ต้องลุ่มหลง ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย

“ประวัติของพวกมันก็สืบมาแล้วเรียบร้อย ไม่มีอะไรที่น่ากังวล คนหนึ่งก็สายหญิงชัวร์ อีกคนก็ฟาดเกลี้ยงรสนิยมก็พวกตัวเล็กๆ เบาใจไปได้ แต่ว่า...ทำไมเซ้นส์มันบอกว่าไอ้คนชื่อชาร์ลไม่น่าไว้ใจวะ”

เอาไว้ให้มีโอกาสเจอก่อนเถอะ ถ้าเซ้นส์มันชัวร์อย่างที่รู้สึก อย่าหวังว่าจะได้คบไอ้เพื่อนคนนี้ต่อไปเลย



ทางด้านของร่างโปร่งที่ตอนนี้อยู่คอนโดสุดกว้างของเพื่อนสนิท ก็พบว่าเจ้าของไม่สบายตามที่คาดเอาไว้จริงๆ

“ฮัดชิ่ว!!” ร่างโปร่งจามออกมาเสียงดังขณะที่กำลังเทข้าวต้มที่ตัวเองซื้อมาให้ชาร์ลใส่ถ้วย โดยมีสายตาของร่างสูงกว่ามองแผ่นหลังนั่นด้วยสายตาที่หลงไหล

อยากจะเข้าไปสวมกอดจากข้างหลังจริงๆ

“ติดหวัดกูเหรอ”

“เปล่าๆ สงสัยมีคนนินทา”

“หึ...แปลก”

“คนไทยก็แบบนี้แหละมึง เอาล่ะ ข้ามต้มร้อนๆ ทีหลังถ้าไม่สบายก็โทรบอกพวกกูสิ จะได้รีบมาดู ถ้าเป็นหนักกว่านี้มึงจะทำยังไง ตายห่าคาห้องขึ้นมา คนไม่กล้าซื้อคอนโดนี้ต่อนะเว้ย”

“ไอ้บ้า! คอนโดกู ซื้อขาดเว้ย”

“อ้าวเหรอ”

เจ็มนั่งลงตรงข้ามกับชาร์ล แล้วมองเพื่อนกินข้าว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้ซื้อยามาด้วย

“มึงมียาป่ะ ยาลดไข้อ่ะ”

“ก็มีอยู่ แม่กูซื้อมาไว้ในตู้ยาให้ ไม่ต้องห่วง กูดูแลตัวเองอยู่น่า ไม่ขาดเนียนบ่อยๆ หรอก มันไม่ดี”

“ก็ดีแล้ว กินๆ ไป จะได้กินยา”

“แล้วมึงล่ะ กินมายัง”

ชาร์ลตักข้าวต้มเข้าปากไปด้วยแล้วถามไปด้วย จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ปวดหัว เวียนหัว วันเดียวก็น่าจะหายแล้วล่ะ แต่ก็ถือว่ามันเป็นโชคล่ะนะ ที่ได้เจ็มมาดูแล

“ยังเลย ก็กะว่าดูมึงเสร็จแล้ว จะกลับเลย ค่อยแวะกินระหว่างไปบริษัทก็ได้”

“ทำไมมึงไม่ยอมกินมาก่อนหรือซื้อมากินพร้อมกูล่ะ กินด้วยกันไหม กูกินไม่เยอะหรอก” ชาร์ลพูดด้วยความเป็นห่วงแล้วเลื่อนชามข้าวต้มไปหาเจ็ม แต่เจ็มก็ดันมันกลับมา พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้ใจสั่น

“มึงกินไปเถอะน่า กูกินขนมปังรองท้องมาแล้ว อยู่ได้ๆ”

“แน่นะ”

“เออ!”

ชาร์ลยิ้มแล้วทานต่อ ระหว่างทานก็มองเจ็มไปด้วย ซึ่งตอนนี้เจ็มก็กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ แต่พอเจ้าตัวทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ ก็ละสายตาจากโทรศัพท์ขึ้นมามองเขา

“จริงสิ!”

เคล้ง!!!

นั่นทำให้ชาร์ลที่กำลังจ้องหน้าหล่อของเจ็มเพลินๆ อยู่ ถึงกับสะดุ้งเพราะตกใจ ทำช้อนตก ข้าวมต้มที่ยังอยู่ในช้อนเลยเลอะโต๊ะไปด้วย พอเป็นแบบนั้นก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก ใจเต้นแรง หน้าเริ่มแดงซ่านขึ้นมา

“อ้าวเฮ้ย! ไม่ระวังเลยมึง”

ร่างโปร่งลุกพรวด เดินหาผ้าแล้วมาเช็ดโต๊ะฝั่งของชาร์ลทันที ทำเอาร่างสูงที่ได้ใกล้ชิดแบบกะทันหันถึงกับนิ่งงัน สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

ยิ่งเห็นเจ็มทำแบบนี้ ก็ยิ่งรู้สึกมีความหวัง

“สะอาดแล้ว นี่ช้อนใหม่ กินให้หมด แล้วทีนี้อย่าเหม่ออีก รึว่ารู้สึกไม่ดี ไปหาหมอไหม เอ...ตัวไม่ร้อนมาก” มือขาวของเจ็มยื่นมาแตะที่หน้าของชาร์ลเบาๆ โดยใช้หลังมือ ส่วนอีกข้างก็แตะของตัวเองเพื่อวัดอุณหภูมิ

ชาร์ลกลัวว่าตัวเองจะระเบิดตาย ก็จับที่มือก่อนจะเอามันลง แล้วเนียนจับเอาไว้

“กูไม่เป็นไรมาก แค่คิดอะไรเพลินๆ”

“ก็ดีแล้ว รีบกินแล้วก็กินยา จากนั้นก็ไปนอนพักนะ ตอนเย็นกูจะให้ไอ้กายส์มันเอาข้าวมาให้” เจ็มดึงมือออกมา เลื่อนเก้าอี้ข้างๆ ชาร์ลแล้วนั่ง ส่วนชาร์ลก็ทานข้าวต่อช้าๆ

“วิชาเมื่อเช้า งานกูบอกในไลน์กลุ่มแล้วนะ เป็นงานเดี่ยว ไม่เข้าใจก็โทรถามกูละกัน ส่งอาทิตย์หน้า ก่อนเรียนหนึ่งวันเหมือนเดิม”

“อือ ขอบใจมาก”

เจ็มลอบมองใบหน้าของเพื่อนแล้วถอนหายใจออกมา สีหน้าแสดงถึงความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ชาร์ลไม่เห็นมันเพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาทานข้าว

หนักใจเรื่องของพุฒิไม่พอ ยังต้องมาหนักใจกับเพื่อนสนิทที่คิดไม่ซื่อกับตัวเองอีก เขาก็วางตัวเป็นเพื่อนมาตลอด ไม่ได้แสดงอะไรที่มันนอกเหนือจากที่ทำให้เพื่อนคนอื่นเลย แต่มันก็เหมือนจะไม่ได้ผล เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็เหมือนจะส่งผลกับใจของชาร์ลไปเสียทุกอย่าง

ถ้าอย่างนั้น...ต้องทำให้ชาร์ลตัดใจให้ได้สินะ

“โทษทีนะเว้ยที่ทำให้มึงลำบาก”

“ไม่เป็นไรชาร์ล ‘เพื่อน’ กันนี่หว่า ช่วยๆ กันไป”

เจ็มไม่มองหน้าก็เลยไม่รู้ว่าชาร์ลกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ แต่เขาจำเป็นต้องตอกย้ำ ไม่เช่นนั้น ชาร์ลอาจจะคิดกับเขาถลำลึกไปมากกว่านี้ก็ได้

เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นจริง มันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเขาให้ชาร์ล ได้แค่คำว่าเพื่อนจริงๆ

โทษทีนะเว้ย*! กูอยากเป็นแค่เพื่อนกับมึงจริงๆ ว่ะชาร์ล เพราะคำๆ นั้น กูคงมอบให้ใครไม่ได้อีกแล้วล่ะ หัวใจของกูถูกเขาผูกมัดมาตั้งแต่แปดกว่าปีก่อนแล้วล่ะ...*

แปดปีกว่าที่ทั้งหัวใจ เป็นของเขาคนนั้นคนเดียวเสมอมา...




“ได้ข่าวว่าไปคอนโดไอ้ชาร์ลอะไรนั่นมา ไปทำอะไร”

เจ็มชะงักนิ่งที่ประตูห้องทำงาน เพราะยังไม่ทันก้าวขาได้ครบหนึ่งก้าวก็ถูกถามเอาเสียแล้ว เจ็มเลยได้แต่ถอนหายใจ ปิดประตูห้อง แล้วเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของท่านประธาน

“มันไม่สบาย ไม่ได้ไปเรียนเลยไปดูมัน จริงๆ ผมก็ชวนคุณพัฒน์ แต่คุณพัฒน์ติดธุระ เลยไม่ได้ไปด้วย พอใจกับคำตอบไหมครับคุณชาย”

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”

ได้ยินแค่นั้นพุฒิก็ยอมเชื่อแล้ว เพราะรู้ดีว่าเจ็มโกหกเขาไม่ได้ และไม่มีทางที่จะโกหกได้ด้วย!

“คุณพุฒิครับ”

“ว่า...”

“ผมมีเรื่องอยากจะขอร้อง”

พุฒิละสายตาจากงานในมือทันที แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างโปร่งบางทันที พอเราสบตากันเจ็มก็แสดงความจริงจังผ่านแววตาส่วนพุฒิก็พยายามค้นหาอะไรบางอย่างจากแววตาของเจ็ม

“พูดมาสิ”

“ช่วยเลิกให้คนติดตามผมสักทีได้ไหมครับ ผมอึดอัด เหมือนเป็นนักโทษ ทำอะไรก็ต้องมีคนรายงานคุณพุฒิตลอดเวลา ผมไม่ชอบเลย”

“จะมีอะไรรับประกันล่ะว่านายจะไม่ไปนอนกกผู้หญิง”

“ผมสัญญา เอาเป็นว่าถ้าผมจะเที่ยว ผมจะโทรบอกคุณว่าอยู่ที่ไหน กลับเมื่อไหร่ แบบนี้โอเคไหมครับ” เจ็มพยายามต่อรอง แววตาอ้อนวอนจนร่างสูงต้องหลบมาสนใจงานตัวเองต่อ “จริงๆ คุณไม่มีสิทธิ์มาห้ามถ้าผมจะทำอะไร”

“ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์ อย่าให้ฉันแสดงสิทธิ์ให้ดูนะเจ็ม” เสียงของพุฒิเริ่มแข็งกระด้าง บ่งบอกถึงอารมณ์ที่กำลังประทุขึ้น แต่ถ้าเขามัวแต่กลัว การเจรจานี้อาจจะล้มเหลว

“ผมรู้ว่าคุณทำจริง แต่ขอร้องเถอะครับ ผมอยากมีอิสระบ้าง”

“ข้อแลกเปลี่ยนคืออะไร?”

ร่างโปร่งถอนหายใจ แต่ก็รู้ดีแก่ใจ ถ้าต้องการเจรจากับคนอย่างพุฒิ ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่อีกคนจะไม่ขาดทุน ผู้ชายอย่างพุฒิ เห็นแก่ตัวและร้ายกาจจริงๆ

“คุณเสนอมาสิครับ”

“ถ้านายยอมเป็นเมีย ฉันก็จะยกเลิกการให้คนติดตามนาย ว่าไง ถ้าตกลง ฉันจะโทรบอกพวกมันทันที”

พุฒิยิ้มเจ้าเล่ห์ ยักคิ้วให้กับเจ็มอย่างผู้ชนะ ก่อนที่ร่างสูงจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาหาเจ็ม มือใหญ่จับที่คางสวยแล้วออกแรงบังคับให้ขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ จนสบตากันในระยะประชิดหัวใจของเจ็มเต้นแรง ใบหน้าเริ่มแดงซ่าน แววตาสั่นระริก ปฏิกิริยาธรรมชาติที่ไม่อาจห้ามได้ของเจ็ม ทำให้พุฒิพึงพอใจ...

“ว่าไง หืม...”





+ + + + + [P U T X J E M] + + + + +

เป็นยังไงกันบ้าง อ่านแล้วคอมเม้นท์ให้ยูกิด้วยน้า แล้วเจอกันในครึ่งหลังนะคะ ติดตามกันต่อไปนะคะ มีอะไรก็ติดตามข่าวสาร พูดคุยได้ที่แฟนเพจนะคะ https://www.facebook.com/sawachiyuki/

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น