greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ตอนที่ 10 : งานเลี้ยง

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 : งานเลี้ยง

คำค้น : y yaoi ภรรยาที่ดี เฮียเหวินน้องหลิว สายกาม

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.1k

ความคิดเห็น : 78

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2562 11:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 : งานเลี้ยง
แบบอักษร

 

ตอนที่ 10 : งานเลี้ยง 

“ดีใจด้วยนะหย่งเหวิน” 

“สุดยอดเลยนะครับคุณหวัง แบบนี้คงได้กำลังใจทำงานขึ้นอีกเยอะเลย” 

“อยู่ไกลกันตั้งสองเดือน คงคิดถึงกันแย่” 

“ไม่คิดว่าจะได้การ์ดเชิญด้วย ขอบใจมากนะเพื่อน” 

“ข้าวใหม่ปลามันเป็นอย่างนี้นี่เอง อิจฉาจังเลยน้า” 

“ในที่สุดก็ได้อยู่ด้วยกันที่ปักกิ่งแล้ว ที่ผ่านมาคงต้องอดทนเป็นอย่างมาก ยินดีด้วยนะครับ” 

ผู้บริหารหนุ่มซึ่งเป็นประธานเปิดงานเลี้ยงต้อนรับภรรยาในค่ำคืนนี้ได้แต่ยืนยิ้มรับน้ำใจไมตรีจากแขกและพนักงานตำแหน่งระดับสูง หลายคนต่างแวะเวียนเข้ามาทักทายและแสดงความยินดี บ้างก็ชื่นชมในความอดทนที่ยอมสละความสุขเพื่อกิจการของตระกูล บ้างก็อวยพรให้อย่าแยกจากกันอีกเลย โดยหารู้ไม่ว่าเรื่องจริงมันไม่ใช่อย่างที่หลายคนคิด แม้อยากจะพูดออกไปเสียเหลือเกินว่า ‘ขอโทษนะ แต่ว่าเข้าใจผิดแล้ว’ แค่ไหน หน้าตาและชื่อเสียงที่มีก็ดันบังคับให้ต้องแสร้งเห็นด้วยไปคำพูดไร้สาระพวกนั้น 

หวังหย่งเหวินยิ้มให้กับเพื่อนที่ไม่ได้สนิทเท่าไหร่นักเป็นคนสุดท้าย หลังจากนั้นจึงมองไปรอบห้องที่ค่อนข้างมืด แสงไฟสีม่วงและน้ำเงินบนเพดานส่องไปยังทิศต่าง ๆ ตามจังหวะเพลง EDM ที่ถูกบรรเลงโดยดีเจชื่อดังบนเวทีสูง การจำลองบาร์ เก้าอี้ และโซฟาไว้เป็นสัดส่วนที่ลงตัว ทำให้รู้สึกว่าห้องประชุมของโรงแรมได้กลายเป็นคลับอย่างที่ว่าไว้จริง ๆ  ที่สำคัญคือชุดที่คนร่วมงานใส่ ไม่มีใครใส่สูทหรือเสื้อผ้าทางการสักคน มองไปทางไหนก็พูดได้คำเดียวว่าจัดเต็ม ปล่อยของกันชนิดที่ไม่มีใครยอมใคร พวกผู้หญิงถ้าใส่ชุดพวกนั้นในเวลางาน คำว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อยคงถูกเขียนลงไปในใบประเมินตอนท้ายปี 

“บอสครับ อีกสิบห้านาทีงานจะเริ่มแล้ว” ซิ่นเฉิงในลุคสบายเดินเข้ามากระซิบอย่างนอบน้อม หวังหย่งเหวินพยักหน้าให้ เขาจะต้องไปประจำหลังเวที เป็นประธานเปิดงาน กล่าวคำพูดสวยหรูชื่นชมและแนะนำภรรยาตัวเองสักเล็กน้อย ร่างสูงโดดเด่นเดินผ่านพนักงานที่โค้งทำความเคารพให้ ดูจะปลาบปลื้มกับงานเลี้ยงที่ไม่น่าเบื่อ งานเลี้ยงต้อนรับที่เหมือนได้เที่ยวกลางคืนนั้นแน่นอนว่าสนุกกว่าประเภทนั่งปรบมือทุกการเว้นวรรคหายใจเป็นไหน ๆ 

“คุณหวังหล่อจัง” 

“พอแต่งแบบนี้แล้วดูมีเสน่ห์ขึ้นไปอีก” 

“ฮือ ฉันล่ะอิจฉาภรรยาเขาจริง ๆ ที่ได้ไปครอบครอง” 

เพราะเป็นช่วงที่บีทดร็อปพอดีจึงได้ยินสิ่งที่พนักงานสาวพูดคุยกัน 

วันนี้หย่งเหวินไม่ได้หยิบสูทออกมาจากตู้เสื้อผ้า เขาไม่ใช่ผู้บริหารหวังที่เข้มงวดอีกต่อไป ร่างสูงดูดีราวกับนายแบบเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มปลดกระดุมสองเม็ดบน กางเกงแสลคสีดำคาดทับด้วยเข็มขัดหนังของกุชชี่ ตรงหัวเข้มขัดเป็นรูปงูสีทองไม่เหมือนใคร ถุงเท้าขาวครึ่งข้อและรองเท้าหนังสีดำมันวาวสะท้อนแสงไฟแอลอีดีทุกครั้งที่ตกกระทบ ทุกก้าวย่างล้วนได้รับความชื่นชมจากแขกที่มองอยู่ พอการแต่งตัวเปลี่ยนไปก็รู้สึกว่าดูเป็นคนที่เข้าหาง่ายขึ้น ดูแล้วไม่ชวนให้อึดอัด เรียบง่ายแต่หรูหรา ลบภาพของเจ้านายที่จริงจังกับงานไปได้หลายส่วน คะแนนความนิยมจากพนักงานพุ่งกระฉูดกว่าเดิม 

หย่งเหวินยืนอยู่ที่หลังเวทีสักพักแต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเสี่ยวหลิว จึงหันไปถามผู้ติดตาม “เจ้าของงานล่ะ” 

ได้รับคำตอบกลับมาเบา ๆ ว่า “กำลังเดินทางมาครับ เทียนฉีบอกว่าใกล้จะถึงโรงแรมแล้ว” 

ตั้งแต่ตื่นเช้ามาพอลืมตามองไปยังที่นอนข้าง ๆ ก็ได้เจอเจ้าของเรือนผมสีดำแค่ครั้งเดียว กลับขึ้นไปอาบน้ำตอนเย็นก็พบว่าภายในห้องว่างเปล่า เหมือนว่าฝ่ายนั้นจะออกไปข้างนอกด้วยเหตุผลสักประการ 

เสี่ยวหลิวไม่ได้บอกอะไรเขา  สองวันมาแล้วที่หวังหย่งเหวินได้แต่นอนมองแผ่นหลังเล็กตลอดทั้งคืน ไม่มีหมอนข้างเป็นตัวกั้นอาณาเขต มีเพียงแค่ช่องว่างระหว่างกันที่มากขึ้น คนตัวเล็กไม่ได้ตีเนียนขยับเข้ามาหาไออุ่นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมา 

สถานการณ์ของพวกเขาทั้งสองเริ่มอึดอัดขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์บนเตียงครั้งนั้น 

ภาพในคืนนั้นแล่นเข้ามา ดวงตาเรียวสวยที่มองสบอย่างยั่วยวนและริมฝีปากที่อยู่ใกล้กันชนิดที่แค่ขยับนิดเดียวก็สามารถมอบจูบร้อนแรงให้แก่กันได้ 

‘หลิวจะให้โอกาสเฮียพูดใหม่อีกครั้งหลังจากที่เราจูบกัน’ 

ใบหน้าที่เคลื่อนใกล้เข้ามา อีกมิลเดียวเท่านั้น 

ไม่ ! 

กลไกป้องกันตัวส่งสัญญาณเตือน ดวงตาของเขาเบิกกว้าง หยุดซะ !  หยุดซะ !  มันร้องเตือนแบบนั้นในสมอง ได้สติอีกทีก็ตอนที่ยกมือผลักร่างเล็กบนตัวออกอย่างแรงจนหงายหลังตกเตียงไปไกล 

หวังหย่งเหวินหอบหายใจ ลุกขึ้นจากเตียง ตะโกนเสียงดังลั่น ‘พอสักที ! ’ จำได้ว่าเสียงดังมากจนโคมไฟและแจกันที่อยู่ตรงหัวเตียงไหวสะเทือน เสียงคำรามของเขาเหมือนกับสัตว์ร้าย 

เสี่ยวหลิวหัวไม่ได้กระแทกพื้น เหมือนจะใช้ข้อศอกสองข้างยันไว้ได้ทัน แต่ก็น่าจะเจ็บพอดูเพราะไม่มีพรมรองรับแรงกระแทก เขาไม่แน่ใจเพราะเห็นด้วยหางตาเพียงระยะเวลาสั้น ๆ  รีบอาศัยจังหวะนั้นกำผ้าเช็ดตัวด้วยมือสั่น ๆ หนีไปหมกตัวอยู่ในห้องน้ำถึงสองชั่วโมงเต็ม 

เพราะความอึดอัดยังคับเป้ากางเกงทำให้ต้องหาทางปลดปล่อย หย่งเหวินช่วยตัวเองขณะที่เปิดน้ำจากฝักบัวให้ตกกระทบพื้นอย่างแรงเพื่อกลบเสียงแห่งความพ่ายแพ้ ตลอดเวลาที่ใช้มือกับส่วนนั้นก็พบว่าในหัวได้แต่จินตนาการถึงเรือนร่างสวยของภรรยา ดวงตา ริมฝีปาก ลำคอ ไหปลาร้า หน้าท้อง เอว และท่อนขา บ้าไปแล้ว ภาพพวกนั้นยิ่งคิดก็ยิ่งกระตุ้นอารมณ์ ถึงกับหายใจแทบไม่ทัน เขาพ่ายแพ้ 

กลับออกมาอีกทีก็พบว่าทั้งห้องปิดไฟมืด เตียงกว้างไม่มีกองเสื้อผ้าที่เคยวางสุมไว้ เสี่ยวหลิวนอนหันหลังให้ในผ้าห่มผืนหนา สำรวจผ่านทางสายตาดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บจริง ๆ เขาก้าวไปที่เตียง สอดตัวเข้าไปในผ้าห่มทั้งที่ยังไม่ง่วงนอนสักนิด เหมือนกับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นแค่ภาพลวงตา หวังหย่งเหวินยังคิดว่าตัวเองแค่ฝันไป แต่ในใจก็รู้ว่ามันคือเรื่องจริง เขาเพิ่งจะพลั้งมือทำร้ายภรรยาตัวเองลงไป แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม 

เขาตกใจเลยยั้งมือไม่ทัน เขาบอกกับตัวเอง แต่ว่าตกใจกับอะไรล่ะ คำพูดนั้นน่าอายน้อยกว่าที่เสี่ยวหลิวเคยพูดมาทั้งหมดด้วยซ้ำ 

หรือเป็นเพราะว่าเขากลัวกันแน่ ? 

กลัวว่าถ้าถูกคนตัวเล็กจูบอีกครั้งแล้วความรู้สึกจะไม่เหมือนเดิม 

หวังหย่งเหวินรู้สึกได้ตั้งแต่วันที่เสี่ยวหลิวมอบจูบแรกในห้องพักชั้นที่ 52 เสียงหัวใจของเขามันดังจนอื้อไปทั้งหู ไม่อยากจะยอมรับ 

แต่หวังหย่งเหวินเคยหวั่นไหวไปแล้วครั้งนึง 

กับภรรยาที่เขาเชื่อไปแล้วว่าตัวเองเกลียดจนความรู้สึกเมื่อสิบกว่าปีไม่อาจจะหวนคืนกลับมาได้ เพียงแค่ริมฝีปากนุ่มสัมผัสลงมาเท่านั้น เขาก็แทบจะลืมเรื่องความรักที่เคยมีต่อน้ำฝน 

หย่งเหวินยินดีที่จะลืมเพราะเหตุการณ์ก็ผ่านมานานแล้ว เขาเองก็ยังต้องการคนใหม่เข้ามาในชีวิต แต่คน ๆ นั้นจะต้องไม่ใช่ฟู่เสี่ยวหลิว พฤติกรรมน่ารังเกียจที่ตามหึงหวงแบบนั้นทำให้ความรักของเขาจบสิ้น ยังไม่พอถึงได้ผูกมัดชีวิตที่เหลือของเขาด้วยการแต่งงานแบบนี้ 

หวังหย่งเหวินกลัวว่าจะกลับไปรักเสี่ยวหลิวเหมือนเก่า แล้วจะกลายเป็นว่ากลืนน้ำลายตัวเอง 

ศักดิ์ศรีของเขามันค้ำคอ จนต้องทำตัวร้ายกาจแบบนั้นออกไป 

เสียงบีทที่กำลังเปิดอยู่เบาลง จากนั้นพิธีกรหญิงก็เดินขึ้นไปบนเวที พิธีเริ่มแล้วจริง ๆ  แต่เขาก็ยังไม่เห็นเสี่ยวหลิว รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย ถ้ามาไม่ทันตอนเชิญจะทำยังไง เขาไม่ต้องเสียหน้ายืนเก้อคนเดียวหรอกหรือ หันไปเพื่อจะถามคนรันคิวที่ไม่ได้มีสีหน้าทุกข์ร้อน เหมือนกับรู้ว่าภรรยาของเขาต้องโผล่มาทันแน่ ๆ  “ขอเรียนเชิญท่านผู้บริหารหวังหย่งเหวินเป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ค่ะ” เสียงปรบมือดังระงม เขาถอดใจ ก้าวขึ้นไปบนเวทีอย่างสง่าผ่าเผย เป็นการกล่าวเปิดงานที่รู้สึกไม่สบายใจที่สุดในชีวิตของการเป็นผู้บริหาร 

พิธีกรสาวยิ้มให้ เธอให้ผู้บริหารกล่าวคำที่เขียนส่งสคริปต์ไปก่อนหน้านี้ ทั้งหมดถูกกำหนดไว้แล้วจากการบรีฟงานกับคุณหวังเสี่ยวหลิว หวังหย่งเหวินสามารถปั้นสีหน้าของสามีที่คิดถึงภรรยาได้เป็นอย่างดีจนหลายคนหลงเชื่อ เพื่อน ๆ ที่อยู่ด้านล่างต่างพากันโห่ร้องแซวเสียงดังเมื่อถึงประโยคที่พูดว่า “ผมดีใจที่ภรรยามาอยู่ด้วยกันที่ปักกิ่ง ผมคิดถึงเขามาก” 

แก๊งเสือร้ายแห่งซานหลี่ถุนที่อยู่ด้างล่างยกมือถือขึ้นมาอัดวิดีโอ ลู่เสียนหัวเราะดังที่สุดจนน่าหมั่นไส้ 

“เสี่ยวหลิวเป็นภรรยาที่ดี คอยดูแลม๊าตลอด หลังจากแต่งงานกันผมก็ต้องจากเขามาไกล เสี่ยวหลิวต้องยอมอดทนอยู่เมืองไทยถึงสองเดือนเพื่อให้ผมมาทำงานที่นี่อย่างหมดกังวล แต่ตอนนี้ทุกอย่างลงตัวแล้วผมถึงได้ขอให้เขามาอยู่ด้วย” 

มันไม่ใช่ความจริงเลย 

“ผมหวังว่าทุกคนที่เป็นแขกในค่ำคืนนี้ ทั้งเพื่อน ๆ และพนักงานทุกคนจะให้การต้อนรับภรรยาของผมเป็นอย่างดี ขอบคุณครับ” 

เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง พวกผู้หญิงร้องไห้ด้วยความซาบซึ้ง ส่วนผู้ชายก็ถือเอาผู้บริหารที่จริงจังกับงานจนยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเป็นแบบอย่าง ในสายตาของทุกคนหวังหย่งเหวินคือผู้ชายที่ดีทุกด้าน 

“หลังจากที่เราได้ฟังความในใจของท่านผู้บริหารหวังหย่งเหวินแล้ว ต่างก็ซาบซึ้งและยินดีที่คุณหวังเสี่ยวหลิวได้มาที่โรงแรมต้าจี๋ฉายในครั้งนี้ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนคงเฝ้ารอที่จะเห็นภรรยาสุดที่รักของท่านผู้บริหารแล้ว” 

หวังหย่งเหวินหันไปด้านข้างเวทีเมื่อใกล้ถึงช่วงเวลาสำคัญ เขาภาวนาให้เสี่ยวหลิวอยู่ตรงนั้น 

แต่ทว่ามันกลับว่างเปล่า 

เขาเห็นแค่เทียนฉีและเด็กหนุ่มเจ้าของผมสีบลอนด์ขาวสว่างที่กำลังยืนคุยกันอยู่ แล้วเสี่ยวหลิวหายไปไหน เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้กำหนดการ หรือว่าจะหนีไปแล้วปล่อยให้เขาขายหน้าบนเวทีนี้ เป็นการเอาคืนเรื่องในคืนนั้น ? 

เสียงพิธีกรพูดต่อ “ดังนั้นลำดับถัดไป ดิฉันขอเรียนเชิญภรรยาผู้ที่อดทนและเสียสละ คุณหวังเสี่ยวหลิวค่ะ” 

สมองที่กำลังคิดถึงทางแก้ปัญหาหยุดลงเมื่อสายตาทีกำลังมองไปทางบันไดสบเข้ากับเด็กหนุ่มที่เทียนฉีกำลังพูดคุยอยู่ ร่างนั้นหันมามองเขาพร้อมกับดวงตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ เย็นชาจนถึงขั้วหัวใจ 

ขายาวในกางเกงแสลคก้าวไปที่บันไดขึ้นเวทีโดยอัตโนมัติตามที่เขียนไว้ในสคริปต์ แม้จะไม่แน่ใจว่าเด็กหนุ่มคนนั้นใช่ภรรยาของเขาไหม แต่เพราะบทของสามีผู้แสนดีที่จะช่วยทำให้ภาพลักษณ์เขาเป็นที่จดจำมากยิ่งขึ้นทำให้หวังหย่งเหวินยื่นมือที่หงายออกไปข้างหน้า ตาก็ยังจ้องร่างเล็กไม่กระพริบ ไม่ได้เห็นเต็มตามาสองวันแล้ว 

ใบหน้าส่วนใหญ่ยังเหมือนเดิม แต่ทว่าก็ยังมีหลายส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปจนทำให้จำไม่ได้ในคราแรก 

สีผมที่เคยดำสนิทราวกับขนอีกาถูกกัดสีจนเป็นสีบลอนด์ขาว เมื่อโดนแสงไฟจะเห็นได้ว่ามันเหลือบสีฟ้าอ่อน ทรงผมใหม่ที่ถูกตัดสั้นด้านหลังและมีหน้าม้ายาวปรกคิ้วเรียวสวยถูกเซ็ทให้เห็นเสี้ยวหน้าผากด้านขวาเล็กน้อย ใบหน้าที่ดูดีอยู่แล้วถูกประทินโฉมด้วยเครื่องสำอางบางเบาให้น่าหลงใหลยิ่งขึ้นไปอีก อายแชว์โดวและอายไลน์เนอร์เน้นดวงตาหวานให้เฉี่ยวคมพร้อมจะกระชากลมหายใจทุกคนที่จ้องมองมา ตรงนั้น ริมฝีปากเล็กสีชมพูแดงที่มักจะขยับอย่างเย้ายวนเมื่อพูดเรื่องน่าอายระเรื่อวาวด้วยลิปกลอสสำหรับผู้ชาย เสี่ยวหลิวไม่ได้ดูขัดกับเครื่องสำอางเลยสักนิด ถึงจะเป็นผู้ชายแต่ปัจจุบันการแต่งหน้าออกงานถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ทั้งดาราและนักแสดงเองก็เหมือนกัน หากจะบอกว่าหวังเสี่ยวหลิวที่อยู่บนเวทีเป็นหนึ่งในบุคคลที่อยู่บนจอโทรทัศน์ก็ไม่อาจเป็นคำกล่าวเกินจริงนัก 

“ไปอยู่ไหนม-” 

เสี่ยวหลิวในชุดสีขาวล้วนเดินผ่านมือของหวังหย่งเหวินอย่างไม่แยแส ไม่รอให้เขาพูดจบประโยคด้วยซ้ำ ถึงกับทำให้คนที่กังวลใจในตอนแรกพูดไม่ออก มือที่ยื่นไปรอเก้อรีบกลบเกลื่อนด้วยการโอบไหล่คนเป็นภรรยาแทน ภายใต้รอยยิ้มของสามีแสนดีคือความไม่พอใจที่ต้องอดกลั้นไว้ 

ร่างสูงของผู้ติดตามมองเจ้านายที่โดนโอบไหล่แนบชิด เทียนฉีรู้สึกอยากจะชากแขนนั้นออกมาเสียเหลือเกิน หวังหย่งเหวินไม่คู่ควรกับการสัมผัสเสี่ยวหลิวผู้น่าสงสาร 

ภายใต้เสื้อสีขาวแขนยาวนั้นเขารู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ ข้อศอกทั้งสองข้างนั้นช้ำเป็นสีม่วง สองวันนี้เทียนฉีเป็นคนคอยทายาให้ ตรงบั้นท้ายก็เหมือนกัน เพราะผิวขาวของเสี่ยวหลิวจึงทำให้รอยช้ำยิ่งดูน่ากลัวขึ้นไปใหญ่ เทียนฉียังจำได้ว่าเขาตกใจมากที่วันนั้นเด็กหนุ่มลงมาหาที่ห้องพักโรงแรมตั้งแต่เช้า ตอนแรกนึกว่าจะให้พาไปห้างสรรพสินค้าอีกครั้งเหมือนหลายวันที่ผ่านมา 

‘เกิดอะไรขึ้นครับ ! ’ ข้อศอกขาวแตกยับ เลือดยังแห้งกรังอยู่ มีคราบสีแดงเข้มที่ลากไปตามความยาวแขน เหมือนกับว่าคนเจ็บพยายามจะเช็ดออกก่อนหน้านี้ ผู้ติดตามหนุ่มรีบหาผ้ามาประคบร้อนให้ พยายามถามถึงสาเหตุแต่เสี่ยวหลิวเพียงแค่ยิ้มให้บาง ๆ ไม่พูดอะไร รู้ว่าเจ็บมากแต่ก็ไม่ร้องออกมาสักนิด 

พอเห็นว่าตลอดเวลาที่คุยกันอีกคนไม่ยอมนั่งลงเลยก็พบว่าบั้นท้ายนั้นช้ำม่วงไม่ต่างกัน 

เทียนฉีโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ถ้าเสี่ยวหลิวลื่นล้มเองคงพูดออกมาแล้ว แต่ที่ยังเงียบอยู่ก็เพราะไม่อยากกล่าวถึงคนที่ทำให้เป็นแบบนี้ ไม่ต้องคิดอะไรให้มาก เทียนฉีสรุปว่าเป็นฝีมือของหวังหย่งเหวินที่อยู่ด้วยกันทั้งคืนแน่นอน แต่พอพูดชื่อนั้นออกไป อีกฝ่ายก็ได้แต่เงียบ พอเขาจะกดโทรศัพท์รายงานหวังไป๋ลี่ให้รู้ มือเล็กในชุดนอนก็จับชายเสื้อไว้ พูดออกมาเสียงเบาว่า ‘สมควรแล้วที่จะโดนแบบนี้’ 

แน่นอนว่าประโยคนี้ยิ่งทำให้ชายวัยกลางคนตัดสินใจต่อสายหาเจ้านายสูงสุดที่เมืองไทยทันที หวังไป๋ลี่ถึงกับร้องไห้เมื่อรู้ว่าลูกสะใภ้เจอกับอะไร พร่ำขอโทษแทนคนผิด พยายามรบเร้าให้เสี่ยวหลิวกลับไทยทันทีในเช้าวันนั้น พร้อมกับบอกว่าจะโทรไปหาเจ้าลูกชายให้รู้เรื่อง 

‘อีกวันเดียวก็จะถึงงานเลี้ยงต้อนรับแล้ว ผมยังกลับไม่ได้ครับ’ เสี่ยวหลิวไม่อยากให้เสียชื่อเสียงตระกูลหวัง ไหนจะหน้าม๊าและป๊าอีก แน่นอนว่าตระกูลฟู่ด้วย ถ้าภรรยาหนีหายไปแน่นอนว่าต้องโดนว่าร้ายถึงบุคคลที่อบรมสั่งสอนมา ‘กับเฮียม๊าไม่ต้องโทรไปนะครับ เรื่องนี้หลิวขอจัดการเอง นะครับ’ 

แม่สามีเห็นลูกสะใภ้ขอร้องอย่างนั้นก็อึกอัก จนเสี่ยวหลิวขอร้องอยู่นานบอกว่าไม่ได้เจ็บขนาดนั้นถึงได้ต้องรับปากไป เธอทั้งอายทั้งโกรธที่ลูกตัวเองทำร้ายภรรยาจนเลือดตกยางออก งามหน้าเสียเหลือเกิน เรื่องนอนกับผู้หญิงก็เพิ่งจะผ่านไปไม่นาน ได้แต่กำชับเทียนฉีว่าให้จับตาดูให้ดี ถ้าหย่งเหวินคิดจะทำอะไรให้เข้าไปช่วย หากเกิดเรื่องอะไรให้รีบรายงาน 

เทียนฉีสัญญากับหวังไป๋ลี่ว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง 

ภรรยาของท่านผู้บริหารหวังในค่ำคืนนี้สะกดทุกสายตาของผู้ร่วมงาน เสี่ยวหลิวอยู่ในชุดที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง เสื้อสีขาวคอวีเนื้อผ้าเรียบลื่น ตรงปลายแขนมีชายผ้าห้อยลงมาพลิ้วไหวทุกการก้าวเดิน กางเกงเดฟขาดเข่าสีเดียวกันแนบไปกับเรียวขาสวย รองเท้าหนังสีขาวฉลุลายดอกบัวแปลกตา เสี่ยวหลิวไม่ใช่คนตัวเตี้ยแต่ก็ไม่ได้สูงเท่ากับผู้เป็นสามี เขาสูงกว่าสาว ๆ หลายคนในงานด้วยซ้ำ ผิวขาวเนียน ผมสีบลอนด์ขาวเหลือบฟ้าและชุดที่สวมใส่ทำให้เสี่ยวหลิวเหมือนแมวน้อยขนสีขาวอย่างที่หวังหย่งเหวินมักจะคิดเสมอ ก่อนหน้านี้เสี่ยวหลิวอยูในคำจำกัดความว่า 'หล่อน่ารัก' หรือไม่ก็ 'หน้าหวาน' แต่ตอนนี้ความสวยงามที่เห็นสะกิดใจเส้นแบ่งของคำว่าเพศชายและเพศหญิงอยู่ไม่น้อย 

สองสามีภรรยายืนพูดคุยกับแขกในงานเกือบชั่วโมง ตลอดเวลาหวังหย่งเหวินได้แต่มองคนตัวเล็กกว่า เขาปล่อยให้เสี่ยวหลิวพูดคุยกับคนที่เข้ามาทักทาย เอาแต่สำรวจอย่างละเอียดถึงเห็นว่าเสี่ยวหลิวเจาะหูด้วย ที่ใบหูยังมีรอยแดงอยู่เลย ต่างหูเส้นยาวเหมาะกับใบหน้าเล็ก ตอนนี้เขาลืมเรื่องที่เสี่ยวหลิวมาช้าไปเสียแล้ว 

ทักทายแขกในงานเสร็จทั้งคู่ก็พากันเดินมานั่งลงบนโซฟาใหญ่ที่มีแก๊งเสือร้ายนั่งอยู่ก่อน โซนโซฟาเป็นของเจ้าของงานและแขก VIP 

“สวัสดีครับ” เสี่ยวหลิวทักทายเพื่อนของสามี ค่อย ๆ นั่งลงเพราะไม่อยากให้กระเทือนส่วนที่บอบช้ำ เขารู้จักทั้งสี่คนมาก่อนหน้านี้แล้ว จะมีก็แต่ลู่เสียนที่รู้จักมานานมากที่สุด เขานับถือชายหนุ่มเหมือนเป็นพี่ชายอีกคน 

“ยินดีด้วย ภรรยานายสวยที่สุดในงานเลยวันนี้” ซุนไป่หานเจ้าของรอยยิ้มกระชากใจแขกในงานกล่าวชม เสี่ยวหลิวโดดเด่นกว่าใคร ๆ ในค่ำคืนนี้ แค่สีผมก็ชนะเลิศ 

“ยินดีด้วย” เหอซั่วเกอที่มักจะเป็นคนพูดน้อยที่สุดชูแก้วในมือขึ้น “ยินดีด้วยนะ” เจิ้งตงมู่และลู่เสียนเองก็ทำตาม ยิ่งคนที่คอยชงคู่รักตรงหน้าตั้งแต่สมัยมัธยมเห็นเสี่ยวหลิวดูดีขนาดนี้ก็ได้แต่ยิ้มอย่างภูมิใจ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เสี่ยวหลิวดูเปลี่ยนแปลงไป รู้สึกว่าไม่เหมือนเด็กที่อ่อนแอเหมือนแต่ก่อนเลย 

หวังหย่งเหวินกล่าวขอบคุณ เขายังนั่งเว้นห่างจากภรรยาเล็กน้อย ทุกคนที่เห็นไม่ได้สงสัยที่เป็นแบบนั้น พวกเขารู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้มีเบื้องหลังยังไง 

เสี่ยวหลิวในลุคใหม่ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น เขานั่งเงียบไม่ได้พูดอะไร ยิ้มรับบ้างเมื่อบทสนทนากล่าวถึงตนเอง จนเป็นลู่เสียนที่คิดถึงตั้งแต่ได้รู้ข่าวต้องอ้าแขนออก 

“มาหาเฮียหน่อยมา เฮียซื้อขนมมาฝากด้วยนะ” อยากจะกอดให้หายคิดถึง ไม่รู้อยู่กับเพื่อนเขาแล้วเป็นยังไงบ้าง ถ้ากอดแล้วเจอแต่กระดูกจะหันไปถีบหวังหย่งเหวินให้กระเด็น 

เสี่ยวหลิวลุกขึ้นอย่างว่าง่าย สวมกอดอดีตรุ่นพี่ที่อยู่โรงเรียนเดียวกันด้วยความคิดถึง ศีรษะเขาโดนหอมเบา ๆ การกระทำนี้ทำให้หวังหย่งเหวินหันหน้าไปมองทันที 

“ฉันก็คิดถึงน้องหลิวเหมือนกัน” ซุนไป่หานคนเจ้าเล่ห์อ้าแขนบ้าง เสี่ยวหลิวงง น้องหลิวงั้นเหรอ จำได้ว่าทุกคนเรียกเขาว่าเสี่ยวหลิว เขาไม่ได้สนิทกับคน ๆ นี้ขนาดนั้น คนเป็นสามีมักจะคอยกันไม่ให้เข้าไปทำความรู้จักตลอด 

ซุนไป่หานโดนกระทืบเท้า เจิ้งตงมู่กระซิบ “โจ่งแจ้งไปแล้ว” แผนการที่พวกเขาเตรียมมาจะพังก็เพราะมัน 

นึกว่าเสี่ยวหลิวจะกลับไปนั่งที่เดิม เด็กหนุ่มหันมาสวมกอดคนที่แทนตัวเองว่าเฮียอีกคน “คิดถึงเหมือนกันครับ” ตอบกลับไปตามมารยาท แต่แค่นี้ก็ทำให้เพื่อนอีกสองคนที่เหลือเรียกร้องบ้าง “เฮียก็คิดถึงน้องหลิวเหมือนกัน” อ้าแขนกว้างจนแทบโดนหน้าหย่งเหวินที่กลายเป็นเพียงของประดับโซฟาเท่านั้น 

เกิดอะไรขึ้นกับพวกมัน เมากันแล้วเหรอไง ? 

คนที่ไม่มีบทพูดอะไรมองการกระทำของภรรยาที่เดินกอดเพื่อนพ้องของตัวเองคนนั้นทีคนนี้ที มือกำมือแน่น คิดว่าคงเป็นเพราะอารมณ์หวงเพื่อนกำเริบ อย่ามายุ่งกับเพื่อนเขาจะได้ไหม หัวน่ะก็ให้หอมง่าย ๆ อย่างนั้นเลยเหรอ พวกมันก็เหมือนกัน อุตส่าห์กำชับแล้วว่าอย่าไปคุยด้วย ! 

เสี่ยวหลิวกอดครบทุกคนเสร็จก็เดินกลับมานั่งที่เดิม แน่นอนว่าเว้นระยะห่างจากคนหน้าดุมากกว่าที่ชายหนุ่มเว้นไว้ก่อนหน้านี้ 

“ขอบคุณนะครับที่มางานเลี้ยง หวังว่าพวกเฮียจะชอบกัน” 

แน่นอนว่าตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ชอบมาก” กล่าวชมไม่หยุด จากนั้นก็ตามด้วยการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ เจ้าของชุดสีขาวแม้จะยังแปลกใจอยู่บ้างกับการพูดคุยด้วยความสนิทสนมแบบรวดเร็ว กระนั้นก็ตอบกลับไปอย่างสุภาพ เฮียเสียนยังเป็นคนตลกเหมือนเดิม เจิ้งตงมู่ดูเป็นผู้ใหญ่ อาจจะเพราะแว่นตาและรอยยิ้มอบอุ่นที่ประดับบนใบหน้าเสมอ เหอซั่วเกอแม้จะไม่ค่อยพูดแต่ก็ให้ความสนใจเขาเต็มที่ ส่วนซุนไป่หานนั้นเท่าที่เห็นก่อนหน้านี้ดูเหมือนผู้ชายเจ้าชู้ แต่เพราะเขาเป็นภรรยาเพื่อนถึงได้เก็บสายตาพวกนั้นทิ้งไป โดยรวมแล้วเพื่อนสามีพอได้รู้จักมากขึ้นก็พบว่าทุกคนเป็นคนอัธยาศัยดี น่าเสียดายที่เพิ่งจะได้มาพูดคุยกันจริง ๆ ก็วันนี้ 

“น้องหลิวได้ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างรึยังครับ” 

“ยังเลยครับ พอดีหลิววุ่นอยู่กับการแต่งห้องมากไปหน่อย ไปไกลสุดก็แค่ห้างใกล้โรงแรม คิดว่าหลังจากวันนี้คงมีเวลา เฮียพอจะมีที่ไหนแนะนำบ้างไหมครับ” 

“มีเยอะแยะเลยล่ะ อยู่ที่ว่าเราชอบแบบไหน เห็นหย่งเหวินมันบ่นว่ายุ่งเรื่องงาน ถ้าพาไปไม่ได้เดี๋ยวเฮียเป็นไกด์ให้เอง” 

ได้ข่าวว่าหวังหย่งเหวินไม่เคยพูดแบบนั้นกับเจิ้งตงมู่ มันมั่วนิ่ม ! 

หย่งเหวินพยายามส่งสัญญาณให้พวกมันหยุดพูดได้แล้ว 

“นี่ ๆ กำแพงเมืองจีนไง !  มาถึงที่นี่ก็ต้องไปดูให้ได้ เดี๋ยวเฮียพาน้องหลิวไปเอง” ซุนไป่หานเรียกน้องหลิวจนชินปากไปแล้ว 

“พระราชวังต้องห้ามด้วย เฮียไปหาลูกค้าแถวนั้นบ่อย ถ้าวันไหนว่างเดี๋ยวพาไปถ่ายรูป” เหอซั่วเกอแม้จะพูดน้อยแต่ดันมีบทสนทนาที่ยาวที่สุดเสียงั้น 

“ยังเหลือที่ไหนอีกเนี่ย” ลู่เสียนคิดหนัก น้องชายที่รักกำลังจะโดนแย่ง ไม่น่าให้พวกมันร่วมแผนเลย เขาจำได้ว่าตัวเองรู้จักหลายที่นะ แต่ทำไมตอนนี้ถึงคิดไม่ออก 

“ฉันเป็นคนถามก่อนนะ” 

“แล้วยังไง” 

“น้องหลิวอย่าไปฟังพวกนั้นเลย เพื่อนเฮียอยู่ปักกิ่งมานานยังหลงทางแทบทุกวัน มากับเฮียหานปลอดภัยหายห่วง” 

“อะไรของนายซุนไป่หาน” 

“หลิวหลิว เฮียเสียนคนนี้จะพาเราไปจตุรัสเทียนอันหมิน ปฎิเสธพวกนั้นไปซะ” 

“หุบปากของนายลู่เสียน” 

“กำแพงเมืองจีน ๆ ” 

“พระราชวังต้องห้าม” 

“หอสักการะฟ้า” 

“กำแพงเมืองจีน” 

“จตุรัสเทียนอันหมิน” 

“หุบปากของนายเดี๋ยวนี้นะ” 

ไม่มีใครเห็นหัวหวังหย่งเหวินเลยสักคน 

เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์ขาวเห็นผู้ชายตัวโตสี่คนเถียงกันเหมือนเด็กก็หัวเราะออกมา ทั้งแปลกใจทั้งดีใจ “ใจเย็น ๆ กันนะครับทุกคน” ไม่คิดว่าพวกเขาจะอยากพาตัวเองเที่ยวขนาดนี้ ใจดีกว่าคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าสามีเป็นไหน ๆ “ถ้าทุกคนอยากพาหลิวเที่ยว งั้นเราไปทุกที่พร้อมกันทั้งห้าคนดีไหมครับ” 

“ห้าคนนี่มีใครบ้างเหรอ” 

“เอ้า ถามมาได้ ก็ต้องมีเสี่ยวหลิว ฉัน ลู่เสียน ไป่หาน แล้วก็เหอซั่วเกอน่ะสิ” ชี้ไปรอบวงจนเหลือเพียงคนที่นั่งเงียบมาตลอด ทุกคนเงียบ เหมือนจะนึกขึ้นได้ เสี่ยวหลิวไม่ได้แก้ต่างอะไร มองแต่ตงมู่ หวังหย่งเหวินเห็นแบบนั้นก็หงุดหงิดขึ้นไปอีก 

“หย่งเหวินงานมันเยอะ” ก็บอกแล้วว่าไม่เคยพูด ! 

“ใช่ ไม่ต้องชวนมันหรอก” 

“ไปกันห้าคนนี่แหละ” 

“วันไหนดี” 

“หลิวหลิวว่างวันไหน” 

ทนไม่ไหวแล้ว !  “นี่” กระแอมไอเผื่อพวกมันจะนึกขึ้นได้ว่ามาที่นี่ทำไม หันไปสั่งภรรยา “นายยังไม่ได้ทานข้าวเย็นใช่ไหม ไปตักอาหารสิ ตักมาเผื่อฉันด้วยล่ะ” ให้คนที่หายไปทั้งวันลุกไปก่อนจะได้ถามพวกมันว่าเป็นบ้าอะไรถึงได้พูดไม่หยุดขนาดนี้ ไม่คาดคิดว่าพอพูดจบกลับโดนเพื่อนทั้งสี่คนสวนกลับมา 

“รู้ว่าภรรยายังไม่ได้ทานอาหาร แล้วทำไมไม่ไปตักให้ล่ะ” เริ่มด้วยลู่เสียน 

“ถ้าตัวเองหิวก็ลุกไปสิ นั่งทำไมอยู่ตั้งนาน มีขาไม่ใช่เหรอ” ซุนไป่หาน 

“เป็นสามีภาษาอะไร” เหอซั่วเกอ 

“เอ้ายังจะนั่งอยู่อีก ไปไป๊ เร็วสิ ตักมาเผื่อฉันด้วย” ตบท้ายด้วยเจิ้งตงมู่ 

เสี่ยวหลิวมองภาพตรงหน้าตาปริบ ๆ จะว่าไงดี ประทับใจที่ช่วยพูดให้รึเปล่านะ 

“เดี๋ยวผมไปเองก็ได้ครับ” ไม่ได้จะช่วยสามีหรอกนะ แต่เห็นว่ามันเป็นหน้าที่ของภรรยาอยู่แล้ว คนอื่นจะมองยังไงถ้าให้คนที่เป็นใหญ่กว่าคอยบริการให้ 

“หลิวหลิวนั่งอยู่นี่แหละครับ ให้หย่งเหวินมันทำหน้าที่บ้าง” ลู่เสียนยื่นมือไปลูบไหล่เล็ก เหมือนเสี่ยวหลิวเป็นแค่เด็กผู้หญิงบอบบาง หันไปมองเพื่อนด้วยสายตาเข้ม “ไปได้แล้ว เดี๋ยวหลิวหลิวหิวจนเป็นลมขึ้นมาจะทำยังไง เป็นสามีหัดทำตัวมีประโยชน์เสียบ้าง” 

เมื่อเพื่อนที่ควรจะอยู่ข้างเขาเปลี่ยนฝั่งได้หน้าตาเฉยทำให้ชายหนุ่มได้แต่เก็บความโมโหไว้ในใจ โดนว่าขนาดนี้แล้วคงไม่หน้าด้านอยู่หรอก เขารีบลุกขึ้นหมุนตัวเดินไปโซนอาหารอย่างรวดเร็ว 

อะไรของพวกมันวะ ! 

----------------------------- 

มาแล้ววววว ขอโทษที่ช้านะคะ ว่าจะเขียนให้เสร็จก่อนเที่ยงคืนดันหลับไปตอนบ่าย ตื่นมาหกโมงแง55555555  ตอนนี้น่าจะเป็นตอนที่หลายคนรอคอย งานเลี้ยงรวมตัวละครที่เยอะที่สุดแล้ว ขนมาทั้งแก๊ง หวังว่าจะไม่ตาลายกับชื่อนะคะ555555555 

จากตอนที่แล้วที่ตัดไปก็มาเฉลยแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น น้องตอนนี้ก็แบบที่เห็นเลยค่ะ เมิน ไม่คุย ส่วนเฮียก็โดนเพื่อนเมินอีก ที่สุดของคำว่าเดียวดาย ส่วนใครจะผิดในสายตาใครก็ให้นักอ่านตัดสินนะคะ เราไม่เข้าใครเลย5555 พยายามเป็นกลาง 

ขอบคุณทุกไลค์ การติดดตาม ดาว ทุกคำติชมนะคะ ได้อ่านทุกเม้นท์เลยค่ะ แต่ว่าตอบหมดไม่ได้ TT หวังว่าตอนนี้จะทำให้หลายคนสนุกไม่มากก็น้อยนะคะ เจอกันต่อหน้าค่าาา 

ปล. คำผิดน่าจะมีเยอะ หรือประโยคไหนแหม่งๆเราขอมาแก้ตอนตื่นน้า ไม่ไหวแล้ว55555555 รักทุกคนน ฝันดีค่า 

ความคิดเห็น