เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

45.3 ค่ำคืนนี้มีกลิ่นหิมะพัดพา

ชื่อตอน : 45.3 ค่ำคืนนี้มีกลิ่นหิมะพัดพา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 145

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มิ.ย. 2561 15:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
45.3 ค่ำคืนนี้มีกลิ่นหิมะพัดพา
แบบอักษร

ชอบสิงห้องสมุด ทุกวันยามพักเที่ยงหลังนั่งทานข้าวร่วมโต๊ะกับเพื่อนเสร็จเรียบร้อย เมรัยจักแบกท้องป่องๆไปเยี่ยมเยือนห้องสมุดประจำโรงเรียน สถานที่อันเงียบสงัดอ้างว้าง ไม่มีเด็กนักเรียนนั่งทำการบ้าน กระนั้นมีเด็กประถมมากมายวิ่งเล่นซ่อนแอบอย่างครึกครื้น สร้างความรำคาญให้ผู้ดูแล และเมรัยเป็นอย่างมาก เมรัยแว่วยินเสียงบ่นและคำพูดตวาดไล่เด็กๆไปเล่นข้างนอกเกือบทุกครั้งที่ย่างกรายมาที่นี้ สาวน้อยขบขันและนับถือ เพราะมิว่าผู้ดูแลจักขยันไล่เช่นไร วันพรุ่งเด็กๆก็เข้ามาซนเช่นเดิม วนเวียนเช่นนี้มิมีเบื่อ ปานกงล้อแห่งกรรมที่จักหมุนรำไปมิมีหยุด

ตั้งแต่จำความได้นางชอบที่เงียบๆกระนั้นลึกๆในก้นบึ้งหัวใจนางปรารถนาให้วันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ วุ่นวายมิสงบดั่งก้อนหิน นางคิดว่ามันช่างน่าเบื่อเหลือเกิน ยามนั่งเรียนหนังสือ หากว่ายามนั้นไม่มีเพื่อนนั่งข้างๆคอยกลั่นแกล้งและชวนคุยเรื่องมนุษย์ต่างดาว นางคงไม่รู้จักทนนั่งเรียนไหวหรือไม่ และความจริงคือนางงีบหลับบ่อยๆด้วย เมรัยไม่เคยบอกใครเรื่องความลับของนาง แม้แต่กับเพื่อนสนิท เพื่อนรัก เหตุเพราะใดนางไม่เปิดเผย มิใช่กลัวถูกกล่าวหาหรือโดนเพื่อนทิ้ง เหตุนั้นบางทีก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้ายๆอย่างที่หลายคนคิด

ที่นางเงียบไว้เป็นเพราะนางชอบมองดูเหล่าวิญญาณคลอเคลียและเกาะหลังเพื่อนมากกว่า

เมรัยชอบกล่าวเล่นๆเหมือนพูดมุขตลก กับเพื่อนสนิทนางรับฟังและพูดเยอะ แต่กับคนอื่น นางหน้านิ่ง เงียบมิเสวนา  

ที่ห้องสมุดไม่ค่อยมีเพื่อนคนไหนตามมานั่งอ่านหนังสือกับนาง เมรัยมาคนเดียว และนานๆครั้งเพื่อนรักจึงจักแอบตามหาเมรัย สาวน้อยทำอะไรในห้องสมุดบ้าง ไม่ให้เสียเวลาคิดหรอก นางนอนเฉยๆ หยิบหมอน จองโซฟา ไล่เด็กๆแล้วแสร้งทำท่าอ่อนแอขี้โรค

สมัยแรกๆเมรัยมาเพราะไม่มีเพื่อนเล่น เพื่อนๆส่วนมากชอบเล่นกีฬา แต่เมรัยไม่ นางขี้คร้าน  

ปีหลังๆนางมาห้องสมุดและเริ่มหยิบหนังสือ นิยายสั้นอ่านฆ่าเวลา อ่านหนังสือเพื่อให้เวลาพักเที่ยงพ้นผ่านไปอย่างช้าๆกระทั่งเสียงกระดิ่งดังเตือนว่าวิชาคาบบ่ายเริ่มแล้ว

ในวันหนึ่งที่เหมือนวันเก่าๆเมรัยนั่งเหม่อลอย ใจครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง นางลุกและเดินไปที่ชั้นหนังสือเพื่อค้นหาหนังสือสักเล่ม นางมิรู้จักชื่อผู้แต่ง มิรู้จักอะไรที่เขาเขียนบอกก่อนหน้าเริ่มปฐมบท เมรัยสนใจเพียงเนื้อเรื่อง ตัวละคร โครงเรื่อง และการดำเนินที่ชวนให้หัวใจหวั่นไหว เต้นตึกตัก เสียววาบขนลุก นางชอบอ่านหนังสือ กระทั่งวันหนึ่งนางนึกอยากเขียนเรื่องราวของตนเอง ทว่าพอลองเขียนแล้วก็วางดินสอทันที รู้สึกมันไม่ใช่อย่างที่คิด

เมรัยอ่านหนังสือมากมาย แต่คงไม่เยอะเท่าที่คนอื่นอ่านกระมัง นางไม่ชอบเรื่องราวที่จบอย่างเศร้าหม่นหมอง พระเอกรอดชีวิตและจบเรื่องโดยนางเอกยอมสละชีวิตช่วยโลก และส่งต่อความฝันให้คนรักมีชีวิตต่อไป

 บางครั้งเมรัยถามตนเองว่าทำไมหยิบหนังสือเล่มนั้น เล่มที่บนประพันธ์ ตัวละครไม่มีความสุขเลย ตัวร้ายก็ร้ายเหลือแสน พระเอกก็ดวงซวยสุดระทมทุกข์

เมรัยไม่ชอบ

สาวน้อยปิดหนังสือและล้มนอนกลิ้งบนโซฟาพลางบอกตนเองด้วยเสียงแผ่วเบา “ชายคนนั้นท้ายสุดตายไปพร้อมความฝัน หญิงคนนั้นท้ายสุดสูญเสียทุกสิ่งร่วมถึงคนที่รัก คุณลุงที่สับสน ไม่ว่าเรื่องไหนๆ…”

สาวน้อยหลับตาอย่างอ่อนแรงดั่งเจ้าหญิงที่โศกเศร้ายามประชาชนประสบทุกข์ภัย นางไม่เข้าใจหัวใจคิดอย่างไร กระทั่งเมรัยวิ่งหนี…

ความปรารถนาของข้ามีมากมายดั่งบทคำสอนในพระคัมภีร์  นางไม่อยากให้เรื่องราวจบด้วยความโศกเศร้าใจสลาย เมรัยอยากให้ทุกคนมีความสุข อยู่ด้วยกัน รักสมหวัง ฝันเป็นจริง

ครั้งนั้นสาวน้อยจึงรู้คำตอบที่เฝ้าก่อกวนนางตลอด

ทำไมข้าถึงอ่านเรื่องราวพวกนี้นะ มันเศร้าไม่ใช่หรือ…

…ใช่ มันเศร้ามากดังนั้นข้าจักเขียนมัน…เขียนเรื่องราวที่ทำให้คนคนหนึ่งลุกได้อีกครั้ง…เรื่องราวจักทำให้ทุกๆคนมีความสุขอย่างไรล่ะ---

แม้นความหวังจักไม่มีวันเป็นจริง-

ราตรีถัดมาหลังช่วยกู้ชีพวิญญาณสาว พวกเมรัยมีเป้าหมายปลายทางคือเมืองเล็กๆที่ไร้ชื่อฉายาลือลั่น มันคือเมืองฟาเวอร์[เมืองดอกไม้]จะกล่าวมันมีลักษณะพันธุ์กรรมเดียวกับเมืองลักกี้ก็ได้ เมืองขนาดกลางมิใหญ่มีคนเป็นพันและก็ไม่เล็กมีคนแค่สองหนอ เมืองฟาเวอร์อยู่ติดใกล้ๆเมืองฮีสตอรี่ สองนครโบราณสถานกับทุ้งดอกลิลลี่ คล้ายๆคุณย่ากับหลานสาว

ประวัติศาสตร์เมืองฟาเวอร์คือปริศนา ไม่ใช่เพราะมันมีพลังมาโฮปกป้อง เจ้าที่บังตา หรือเทพปักษานำผ้าคลุมทั้งเมืองนะ แต่เพราะในกลุ่มเมรัยไม่ใครรู้จักเมืองฟาเวอร์ เมรัยโง่เหมือนกระบือ เรไรยังเยาว์วัยใสสะอาด นารีเหมือนจักฉลาด แต่เรื่องโลกมนุษย์ยังไม่ชำนาญโชกโชนเท่าใดนัก หากจักถามว่าใครรู้จักเมืองฟาเวอร์มากสุด แน่นอนย่อมมิพ้นวิญญาณสาว โคลนั้นเอง

“ที่โน่นมีดอกไม้เยอะแยะ”

“แล้ว”

“มีผีเสื้อเป็นพัน”

“อือๆ”

“ข้าจำได้เท่านี้”

“…”เมรัยอยากยกมือแปะหน้าผาก ความจริงที่น่าปวดหัวคือ โคลเป็นวิญญาณความจำเสื่อม!!! วิญญาณประเภทนี้ไม่ใช่ประเภทหายาก เพราะดวงวิญญาณคนตายเมื่อหลุดจากร่างกายแล้ว จักล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย เฝ้ารอให้ยมทูตมารับไปจัดการตามระบบ วิญญาณที่ไม่มียมทูตรับไปเสียที จักล่องลอยบนโลกสีฟ้าไม่รู้วันรู้คืน พวกเขาจักลอยเช่นนั้นตราบกระทั่งอะไรหลายๆอย่างสลาย อาทิ ความรู้สึก ความฝัน ความรัก ความทรงจำ ความแค้น มิเว้นพลังชีวิตและพลังมาโฮ

วิญญาณจักค่อยๆสูญเสียความทรงจำเมื่อกาลเวลาผ่านล่วงเลยนานแรมปี หนึ่งปี สิบปี หรือร้อยปี

สิ่งที่ทำให้วิญญาณสามารถดำรงอยู่บนโลกสีฟ้าคือความปรารถนา

ใช่ ความต้องการที่ยังไม่บรรลุ บางสิ่งที่ยังค้างคา ก่อกวนหัวใจให้มีมลทิน ไม่บริสุทธิ์

หากดวงวิญญาณยังไม่ขาวสะอาดสะอ้านก็จักเป็นวิญญาณ ผีเช่นนี้ จนกว่าความทรงจำหรือสิ่งที่ยึดติดหาย ลืมเลือนหมดสิ้น

ลืมเลือน พี่น้อง คนรัก สัตว์เลี้ยง ทุกๆสิ่งกระทั่งดวงวิญญาณกลับคืนสู่ความว่างเปล่า พอกลายเป็นความว่างเปล่าก็หมายถึง[      ]

ไม่มีระเบิดเป็นดอกไม้ไฟ หรือแวบหายไปนะ มันจักคอยสลายไปช้าๆอย่างสวยงามราวแสงหิ้งห้อย

เมรัยนั่งหลังพิงต้นหลิว ยามวิกาลเงียบงัน ไร้สรรพเสียงสิ่งสาราสัตว์หมูหมากาไก่ คืนนี้เมรัยไม่นอนพร้อมพวกนารี เหตุผลเพราะหมอผีน้อยต้องสละเวลาสร้างเครื่องรางและเตรียมอุปกรณ์ช่วยโคล หมอผีน้อยนั่งหย่อนก้นนุ่มนิ่มบนพื้นหญ้า บริเวณเบื้องหน้ามีก้อนหินอาคม กระดาษหนัง น้ำหมึก และของอีกหลายอย่าง ที่น่าสังเกตคือมีดอกไม้นานาชนิดๆที่เมรัยเก็บตามริมถนนด้วย หมอผีน้อยบอกศาสตร์อาคมของนางมีพลังวิเศษเฉพาะตน หากนางสูดกลิ่นดอกไม้ พลังเมรัยจักเพิ่มทวี ช่วยโอกาสสร้างอาคมสำเร็จมากขึ้น  

เมรัยมิใช่หมอผีเก่งกาจ ชำนาญศาสตร์อาคมเฉกเช่นจอมอาคม

นางศึกษาวิชาโลกวิญญาณ และลองผิดลองถูกกระทั่งสร้างเป็นวิชาของตนเองสำเร็จ

ช่างน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก หากศาสตร์เมรัยทำงานด้วยอัตตาความสำเร็จสูงน่ะนะ

พอดีศาสตร์อาคมนางช่างอ่อนด้อยนัก แค่ประกอบพิธีง่ายๆก็สามารถระเบิดบ้านเป็นชิ้นๆเหมือนคราวที่นางประกอบพิธีในห้องนอน สร้างระเบิดปลุกคนทั้งเมืองลักกี้

“นี่เจ้าไม่มีอาคมฟื้นความทรงจำข้ารึ”

“มีนะ แต่อย่าลองเลยดีกว่า”ตอนนี้โคลจำชื่อตนเองได้ก็บุญแล้ว หากเมรัยใช้อาคมฟื้นความจำโคลไม่สำเร็จ ผลร้ายที่จักเกิดคือโคลความจำเสื่อมยิ่งกว่าเก่าเหมือนแก้วที่มีน้ำครึ่งแก้ว แล้วเมรัยยกดื่มจนหมดแก้ว แก้วว่างเปล่า ไม่เหลือน้ำสักหยด

พอความรงจำโคลโล่งสะอาดสะอ้าน โคลก็ไปสู่สุขติได้เลย จบงาน แต่ถ้าไม่จบ พวกเมรัยต้องไปนรกเพื่อช่วยโคลอีก ปัดโธ่

“ลองดูเถิด เผื่อข้าจักจำหน้าครอบครัวได้”

โคลเอื้อนเอ่ยเสียงสดใส เสียงนั้นเปล่งจากช่อดอกมะลิที่เมรัยวางไว้บนผ้าขาว งานทดลอง พิธีสร้างอาคมของเมรัยครั้งนี้หมอผีน้อยคิดจักทำให้โคลสามารถพูดได้กับคนอื่นๆ เช่นสามารถพูดคุยกับนารี เรไร เป็นต้น ด้วยทีแรกเมรัยเด็ดดอกมะลิและร่ายอาคมส่งๆง่ายๆสร้างพื้นที่ให้โคลสิงเท่านั้น วิญญาณสาวจึงทำได้เพียงสิงในสิ่งของ ไม่สามารถเคลื่อนสิ่งของนั้นตามใจนึก

พวกวิญญาณหากสิงสิ่งของแล้วจักสามารถควบคุมสิ่งของนั้นได้ ทำให้ลอย ว่ายน้ำ หรือปิ้งขนมปัง ชกชาก็ได้นะ เหมือนในเรื่องโฉมงามกับเจ้าชายอสูรน่ะ สิ่งของมีชีวิต

แต่ต้องอาศัยเวลาพอสงควรถึงจักสามารถหลอมร่วมวิญญาณกับวัตถุที่สิง

ชิ้นงานที่เมรัยกำลังสร้างคืออาคมที่ทำให้วิญญาณสาวกับช่อดอกมะลิร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ในทันที ไม่ต้องใช้เวลาผสมผสานนานสิบปี

“หากอาคมสัมฤทธิ์ผล ข้าบินได้หรือไม่”

“…ข้าจักกำหนดว่ามันบินมิได้ล่ะกัน”

“อ้าว”

โคลนึกอย่างสนุก เมรัยนึกอย่างโหดอำมหิต เจ้าน่ะหรือหวังจักโบยบิน เดินได้ ไม่มีทาง!!!ข้าทำให้เจ้าพูดได้เท่านั้นแหละ

เวลาเจ้ากรีดร้อง ข้าก็จักได้นั่งยิ้มฟังอย่างสำราญ

“…”

เมรัยยิ้มสยองอย่างมิปกปิด โคลหน้าชาอยากโต้เถียงหาสิทธิวิญญาณ กระนั้นตอนนี้ชีวิตนางตกอยู่ในกำมือหมอผีน้อย เมรัยคือผู้ชี้ชะตาโคล หากเมรัยสั่งให้โคลขุดบ่อน้ำ โคลจักปฏิเสธได้หรือ กระซิกๆ

หนึ่งหมอผี หนึ่งวิญญาณ นั่งบ่นโอดครวญใต้ท้องนภารัตติกาล ค่ำคืนมีลมเย็นพัดโชยกลิ่นหิมะเจือจางเป็นพักๆ มิเว้นจังหวะให้เมรัยร้อนอบอ้าว ข้างเข่าหมอผีน้อยมีโคมไฟตั้งใกล้ๆ แสงเทียนส่องสว่างไสวฉายให้เห็นพงหญ้า แม่น้ำ โขดหิน และรังนกกระจอก พวกนกนั่งหลับนิ่งดั่งนั่งสมาธิ ในใจก่นด่าเมรัย ดึกดื่นทำไมเปิดไฟสว่างเยี่ยงนี้ แสบตาเนี่ยรู้หรือไม่ ไสหัวไปนอนซะที

เดี๋ยวตอนเช้าขี้ใส่หัวเลยนะ

“นกนั้นต้องวางแผนฆ่าเจ้าแน่ๆ”

“อย่างหวังเลย ประเดี๋ยวตอนเช้าข้าจับมันมาย่าง”

“เจ้านี่นะ”

แววตาหมอผีน้อยทอประกายเฉยเมยมิรู้ประโยคดังกล่าวพูดเล่นหรือพูดจริง โคลสงสัยนักว่าเมรัยเป็นคนเช่นไร เพราะตั้งแต่รู้จักกัน วิญญาณสาวมิเคยจับความรู้สึกในน้ำเสียงราบเรียบดุจสายน้ำสมุทร ดวงตาสีส้มคู่นั้นงดงามนัก ทว่าภายในคล้ายเก็บซ่อนบางสิ่ง ประหนึ่งกล่องสมบัติที่กลัวใครจักลักขโมย วิญญาณสาวรู้จักพวกนารีกับเรไร หากให้กล่าวตามความสัตย์จริง เมรัยแปลกมาก นางเย็นชา ไม่เป็นมิตร ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย เหมือนแม่หมีไม่มีผิด

โกรธทีก็ทรวงอกพองขยายเหมือนผีเสื้อสมุทร เดินไปไหนก็มีเสียงเท้าหนักตุบๆ คราวกระแทงบั้นท้ายพื้น พื้นก็แถบยุบแตกร้าว  

นี่มันคือหรือ…

“ข้าว่าสองคนนั้นห่วงเจ้านะ”

แม้นจักแค่วันเดียว กระนั้นบรรยากาศในกลุ่มมิดีเลย นารีและเรไรต่างรู้ว่าเมรัยกำลังฝืน กระนั้นพวกนางมิรู้จักทำเช่นไร อ้อนก็แล้ว ลอบบ่นก็แล้ว ไอ้ตอนแอบบ่นนี้ เรไรกับนารีอยากจะร้องไห้ เมรัยฟังแล้วนิ่วหน้า หมอผีน้อยไม่โวยวาย เพียงกำหมัดและปิดปากเงียบ

ความเงียบของคนบางคนน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่เขาร้องโวยวายเสียอีก

อาจเป็นครั้งแรกเลยกระมังที่เรไรและนารีรู้จักอีกด้านของเมรัย ด้านที่หมอผีน้อยเงียบสงบราวความมืดมิด

บางอย่างนั้นก่อตัวเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ว่าเมรัยแปลกไป

“..”

“เจ้าไม่รู้จักอธิบาย พูดคุยกับพวกนางเช่นไรใช่หรือไม่”

เมรัยกำลังเขียนตัวอักษรบนกระดาษหนัง มือชะงัก ดวงตาปรากฏแววตื่นตะลึง สีหน้านั้นก้มมองช่อดอกมะลิดด้วยความตื่นกลัว “เห็นหน้าเจ้าอึ้งขนาดนี้ ข้าเดาถูกสินะ” “เปล่า ไม่ถูก” เมรัยตอบหน้าตาย ใครเชื่อก็บ้าแล้ว

“หึหึๆเจ้าคนขี้เหงา ปากไม่กล้าพูด คิดอะไรก็เก็บไว้ใจ เพราะกลัวพูดออกไปแล้วจะไม่เป็นอย่างที่หวัง ข้ารู้น้า”

“บ้า เจ้ามั่วแล้ว”เมรับพยายามค้านเสียงแข็งกร้าว หมอผีน้อยสะบัดหน้าหนี กัดฟัน บางทีนางไม่ควรให้โคลพูดได้

“อย่าพึ่งอารมณ์เสียสิ สาวน้อย”โคลดัดเสียงให้เหมือนพี่สาวกำลังกล่อมน้องสาวให้กินผัก แท้จริงแม้โคลจักจำเรื่องราวอดีตบางเรื่องของตนไม่ได้ แต่ก็มีหลายเรื่องที่โคลจำได้นะ อาทิ เรื่องความสามารถในการอ่านสีหน้า การจับอารมณ์ผู้อื่น ความคิดอย่างผู้นำ และการใช้คารมกล่อมสตรีให้สมยอม นางมีความสามารถเป็นเลิศด้านหลอกล่อ และการค้าขาย นางมั่นใจว่าตอนยังมีชีวิตนางเป็นแม่ค้า

โลภมากด้วย

“นี่ ข้าจักเล่าอะไรให้เจ้าฟัง”

“นี่ช่วยเงียบๆหน่อย ข้าไม่ทำอาคมให้เจ้าแล้วนะ”เมรัยไม่อยากฟัง นางอยากอยู่เงียบๆ

“เอาเถอะน้า ถือเสียว่าช่วยวิญญาณตัวน้อย”

“น้อยกับผีสิ…”เมรัยมองค้อนอย่างเหลืออด หมอผีน้อยเหมือนจักไม่อยากฟังจริงๆโคลจึงล้มเลิกความคิด เปลี่ยนเป็นวางตัวสบายๆมองเมรัยขีดเขียนอักษรโบราณ ลายมือหมอผีน้อยไก่ขีดยิ่งนัก หรือนั้นอาจเป็นลวดลายเฉพาะของอักษรอาคม โคลสงสัยใคร่เรียนรู้ กระทั่งเวลาผ่านไปไม่นานนัก เมรัยอดใจไม่ไหว “เจ้าอยากเล่าอะไรก็เล่าสิ”

สาวน้อยเป็นผู้ฟังที่ดี…ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน…เมรับชอบที่จักฟังเรื่องเล่าต่างๆ…

เผื่อว่าบางที เรื่องราวนั้นอาจมีตอนจบที่ทุกคนมีความสุข…

--

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น