หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 26 ลองกล้างับเข้ามาอีกทีสิ

ชื่อตอน : ตอนที่ 26 ลองกล้างับเข้ามาอีกทีสิ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2561 12:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26 ลองกล้างับเข้ามาอีกทีสิ
แบบอักษร

บุหรี่มวนแรกถูกสูบจนหมด พอเหอเทาสั่งงานลูกน้องแล้ว ก็จุดมวนใหม่สูบอีก จากนั้นก็ไปนั่งข้างๆ เว่ยเหลิง ถ้าทำคดีนี้เสร็จเขาจะเบาใจไปมาก ก่อนหน้านี้เขาควบคุมปริมาณการสูบบุหรี่เพราะจะได้สะดวกเวลาปฏิบัติงาน ไม่ให้เนื้อตัวมีกลิ่นบุหรี่มากจนเกินไป แต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว

“จะไปเป็นยามที่ไหนล่ะ ตามคอนโด? บริษัท? หรือโรงงาน?” เหอเทาถาม

“คงไม่บริษัทก็โรงงานนั่นแหละ ไว้ค่อยว่ากัน ยังไงซะโรงงานก็ยังไม่เปิด” เว่ยเหลิงตอบ

“โรงงานของใคร?”

“พ่อชาร์โคลเขาเปิดกับเพื่อนน่ะ ฉันก็เอาด้วย แต่ฉันความรู้น้อยไม่ได้รู้เยอะเหมือนกับพวกเขา เลยเอาเงินที่มีอยู่ไปลงทุนด้วย ส่วนฉันถนัดเรื่องงานดูแลรักษาความปลอดภัยมากกว่า ถึงตอนนั้นค่อยเรียกพวกที่สนิทๆ กันมาช่วยทำ”

เหอเทาเงียบไปสักพัก จากนั้นจึงเอามือที่จับไฟแช็กออกมา แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือชี้แมวดำที่หมอบหลับอยู่บนที่สูงของโกดัง “พ่อมันเหรอ?”

“อืม” เว่ยเหลิงดีดขี้บุหรี่ “คนแถวนั้นเขาเรียกกันแบบนั้นน่ะ พ่อหมา พ่อแมว อะไรแบบนั้น”

“เหอะ สัตว์เลี้ยงอยู่ในสถานะที่มีเกียรติแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร?”

“พอผิดหวังจากคน สัตว์เลี้ยงก็ถูกยกย่องขึ้นมานั่นแหละ ก่อนหน้านี้ฉันเคยได้ยินคนพูดว่า ยิ่งรู้จักคนมากเท่าไร ยิ่งรู้สึกว่าสัตว์เลี้ยงน่ารัก ของแบบนี้มันก็แล้วแต่คน อย่างน้อยฉันคนหนึ่งที่ไม่คิดว่าสัตว์เลี้ยงน่ารัก ยกตัวอย่างเช่น ตัวนั้น” เว่ยเหลิงหันไปพยักหน้าใส่เจิ้งทั่น “นิสัยรุนแรง เอาไม่ค่อยอยู่”

เหอเทาทำเสียงจิ๊จ๊ะอยู่ในลำคอ เดิมทีเขาอยากจะกระแนะกระแหนหน่อย แต่พอนึกถึงเรื่องที่ตัวเองติดหนี้บุญคุณแมวตัวนั้นแล้วก็กลืนคำพูดลงไป จากนั้นก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นแทน “จริงสิ บอกให้เพื่อนนายคนนั้นช่วงนี้ทำตัวดีๆ หน่อย เบื้องบนเขาเอาจริง”

“ถึงนายไม่บอกฉันก็จะไปเตือนอยู่แล้ว ช่วงนี้มันเละเทะเกินไป ควรจะจัดระเบียบได้แล้ว”

เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จแล้ว เหอเทาก็ไม่พูดอะไรให้มากความอีก เขาเอามือตบบ่าเว่ยเหลิง “มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ ถ้าโรงงานนั่นทำเสร็จเมื่อไรแล้วฉันจะไปดูนะ”

เว่ยเหลิงโบกมือแสดงถึงการรับรู้แล้ว “นายก็อย่ามัวแต่คิดเรื่องเลื่อนตำแหน่ง ฝีมือตกไปเยอะเลยนะ ถ้าไม่ได้แมวตัวนั้นช่วยไว้ ครั้งนี้คงจบเห่”

เหอเทาหัวเราะ “พวกนายไม่คิดบ้างเหรอ ว่าถ้าฉันไม่รีบเลื่อนตำแหน่งแล้วใครจะมาดูแลพวกนาย ไม่งั้นคงต้องไปปั้นหน้ายิ้มติดหนี้บุญคุณคนอื่น”

เว่ยเหลิงมองเหอเทาที่เดินออกไปแล้วพ่อควันบุหรี่ออกมากลุ่มใหญ่ จากนั้นก็ทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วเอาเท้าขยี้ พลางหันไปตะโกนเรียกเจิ้งทั่น “ชาร์โคล กลับบ้าน!”

เจิ้งทั่นลุกขึ้นบิดขี้เกียจ เขามองไปรอบๆ แล้วหันไปดูแผ่นป้ายโฆษณาอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล จากนั้นก็สะบัดขน เดินลงมา ขึ้นรถกลับบ้าน

ระหว่างทางกลับเข้าเมืองฉู่หัว เว่ยเหลิงไม่ได้ขี่เร็วมากนัก บางครั้งก็มีขี่อ้อมบ้าง คล้ายกับกำลังขี่รถเล่น

เมื่อถึงที่พักบุคลากรฝั่งตะวันออกของมหาวิทยาลัยฉู่หัว ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายสามโมงกว่า หลังจากกลับถึงบ้านเจิ้งทั่นก็อยากจะอาบน้ำก่อน เขาไปลากกะละมังของตัวเองออกมา แล้วให้เว่ยเหลิงช่วยต้มน้ำให้

เว่ยเหลิงเองก็ใช้น้ำที่เหลืออาบด้วยเช่นกัน เพราะอีกเดี๋ยวต้องไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาล ตอนเช้าไปข้างนอกมาเนื้อตัวสกปรก จะไปเยี่ยมคนไข้ทั้งสภาพแบบนี้คงไม่ดี เรื่องภาพลักษณ์เป็นเรื่องรอง เขากลัวว่าตัวเองจะเป็นคนเอาเชื้อโรคไปปล่อยมากกว่า ถึงจะเป็นห้องปลอดเชื้อก็ตาม จะไปเยี่ยมไข้ทั้งทีก็เอาให้ตัวเองดูสะอาดหน่อย

เมื่อเจิ้งทั่นถูกพามาถึงโรงพยาบาล ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ของแม่เจียวหย่วนดังออกมาจากห้อง แล้วก็ยังมีเสียงของนักศึกษาฝึกงานที่ชื่อหลี่เสี่ยวเชี่ยนที่พ่อเจียวหย่วนฝากให้ช่วยดูแลภรรยา

พอได้ยินเสียงหัวเราะเจิ้งทั่นก็เชิ่ดใบหูขึ้น เวลานี้เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อกำลังเรียนอยู่ แล้วจะมีเรื่องอะไรที่ทำให้แม่เจียวหย่วนหัวเราะได้ขนาดนี้ล่ะ?

ความสงสัยของเจิ้งทั่นได้รับคำตอบเมื่อเปิดประตูออกแล้วเห็นภาพเหตุการณ์ที่อยู่บนเตียง

สภาพบนเตียงตอนนี้ แม่เจียวหย่วนนอนอยู่บนนั้น แขนข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บของแม่เจียวหย่วนมีวัตถุสีฟ้ากลิ้งไปกลิ้งมา พอกลิ้งเสร็จมันก็นอนเงยหน้ากางปีกออกให้เกาตัวมัน

“......” ทำไมมันกลับมาไว้ขนาดนี้!

ที่ด้านข้างเตียง ศาสตราจารย์ถานเจ้าของ ‘นายพล’ กำลังคุยกับพ่อเจียวหย่วนอยู่

ศาสตราจารย์ถานที่อายุพอๆ กับพ่อเจียวหย่วนพูดขึ้นด้วยสีหน้าภูมิใจ “ลงไปใต้ครั้งนี้ผมไปเจอนกแก้วสีน้ำเงินที่เหมือนกับ ‘นายพล’ ที่อุทยานรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยครับ เป็นของนักวิจัยที่ทำเกี่ยวกับนิเวศวิทยา นกแก้วของเขาก็ฉลาดพอตัว แต่เสียงเวลาพูดไม่เป๊ะเท่านายพล ทั้งสองตัวยังแข่งกันร้องเพลงด้วยนะครับ ปรากฏว่านกแก้วตัวนั้นไม่มีพรสวรรค์ด้านร้องเพลงเท่าไร เสียงสูงขึ้นไม่ถึง เสียงต่ำลงไม่สุด เสียงต่ำเหมือนเสียงเรอมากกว่า เสียงสูงก็เหมือนเสียงฆ่าไก่”

คนในห้องพอได้ฟังศาสตราจารย์ถานพูดแบบนั้นก็หัวเราะกันออกมาอีก

‘นายพล’ ที่นอนอยู่ข้างๆ แม่เจียวหย่วน พอได้ยินศาสตราจารย์ถานพูดถึงผลงานของตัวเอง มันก็พลิกตัวลุกขึ้นมา แล้วเงยหน้าพูด “นายพลสุดยอด นายพลสุดยอด!”

“นายพลร้องเพลงให้ฟังหน่อย” หลี่เสี่ยวเชี่ยนที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้น

นายพลเอียงคอ คล้ายกับกำลังคิดว่าร้องเพลงอะไรดี หลังจากผ่านไปห้าวินาที

“เถียนมี่มี~ หนี่เสี้ยวเตอะเถียนมี่มี~ ห่าวเซี่ยงฮวาเอ๋อร์ไคไจ้ชุนฟงหลี~ ไคไจ้~ ชุนฟงหลี~”

ร้องไปก็โยกหัวไปพลาง เจิ้งทั่นมองอย่างแหยๆ เอาเถอะ!

เจิ้งทั่นไม่ได้สนใจ ‘นายพล’ ที่กำลังโอ้อวดตัวเอง เขากระโดดขึ้นเตียงแม่เจียวหย่วน แล้วเบียดเจ้านกแก้วนั่นให้เขยิบไป

แม่เจียวหย่วนพอเห็นเจิ้งทั่นขึ้นมาบนเตียงก็ขยับผ้าห่มให้ เพื่อที่เขาจะได้นั่งสบายๆ

พอได้อยู่บนผ้าห่มนุ่มๆ อุ่นๆ แบบนี้ เจิ้งทั่นก็รู้สึกสบายตัวสบายใจไม่น้อย

‘นายพล’ ร้องเพลงไปพลางขยับเข้าไปหาเจิ้งทั่น พอร้องจบแต่ละท่อนมันก็ไม่ได้หุบปากทันที แต่หันไปทางเจิ้งทั่น แล้วงับเข้าที่หูที่กำลังเชิ่ดอยู่ของเขา

เท้าที่อยู่บนผ้าห่มเริ่มขยับ ใบหูถูกเชิ่ดให้เหมือนปีกของเครื่องบิน สายตาเหล่ไปทางนกแก้วที่อยู่ด้านข้าง แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาต

ลองกล้างับเข้ามาอีกทีสิ จะได้เห็นดีกัน!

คาดว่าคงเป็นเพราะต้องตามเจ้านายไปทำงานต่างที่นานเลยไม่ได้เจอแมว เจ้านกแก้วตัวนี้จึงรู้สึกคันปาก พอเห็นหูแมวก็เลยหมั่นเขี้ยวอยากจะงับ

พอเห็นสายตาอาฆาตของเจิ้งทั่น ‘นายพล’ จึงชะงัก จากนั้นก็หมุนคอหันไปอีกทาง ไม่มองเจิ้งทั่นอีก

คนที่อยู่ในห้องผู้ป่วยพอเห็นท่าทางของแมวกับนกแก้วคู่นี้แล้วต่างก็หัวเราะกันไม่หยุด

หลี่เสี่ยวเชี่ยนดูเวลา แล้วก็ขอตัวไปก่อน อีกเดี๋ยวต้องเอายามาให้แม่เจียวหย่วน

เว่ยเหลิงอยู่ได้สักพักก็ขอตัว เจิ้งทั่นเอนตัวนอนอยู่ข้างๆ แม่เจียวหย่วน แขนที่บาดเจ็บของท่านอยู่อีกข้าง เขาเองก็คอยระวังไม่ให้ไปถูกแผลส่วนอื่น

ศาสตราจารย์ถานกับพ่อเจียวหย่วนกำลังคุยกันเรื่องโปรเจ็คต์วิศวกรรมที่ช่วงนี้ทางมหาวิทยาลัยกำลังเสนอไป ‘นายพล’ ไม่มีอะไรทำจึงเอาขวดยาพลาสติคที่อยู่หัวเตียงมาฝึกเปิดปิดแก้เซ็ง บางครั้งนายพลไม่ทันระวังเท้าเกือบจะมาโดนแผลของแม่เจียวหย่วน เจิ้งทั่นก็จะสะบัดหางไล่หรือไม่ก็ใช้กรงเล็บสะกิด

อากาศภายในห้องอุ่นกว่าข้างนอกเยอะมาก จนทำให้เจิ้งทั่นรู้สึกเคลิ้มอยากจะนอน แต่เสียงเคาะประตูปลุกเขาให้ตื่นขึ้น ช่วงนี้คนที่รับผิดชอบดูแลแม่เจียวหย่วนคือหลี่เสี่ยวเชี่ยน บางครั้งก็จะมีหมอแวะเข้ามาดูบ้าง นอกจากหมอพวกนั้นแล้วก็มีแค่หลี่เสี่ยวเชี่ยนที่รู้ว่าเจิ้งทั่นอยู่ด้วย รู้ว่าครอบครัวเจียวมักจะพาแมวมาอยู่ที่นี่บ่อยๆ จึงไม่ได้พูดอะไร แต่ถ้ามีคนนอกเข้ามาเขาก็ต้องหลบ

‘นายพล’ คาบขวดยาบินไปเกาะที่ไหล่ของศาสตราจารย์ถาน เจิ้งทั่นเองก็กระโดดลงจากเตียงแล้วมุดเข้าไปในถุงที่อยู่ข้างๆ พ่อเจียวหย่วน

คนที่เข้ามาคือผู้หญิงอายุประมาณสามสิบ แต่งตัวเรียบๆ ดูแล้วเป็นมิตรแต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มงวด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังน้อยกว่า ‘อาจารย์ฝู’

พอเห็นผู้หญิงคนนี้เข้ามา พ่อเจียวหย่วนก็รีบลุกขึ้น

“อาจารย์หยาง มาได้ไงครับเนี่ย!”

นี่คือคุณครูประจำชั้นที่สอนวิชาภาษาจีนของเจียวหย่วน เจิ้งทั่นเคยเจออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้สนใจเท่าไร

“วันนี้เพิ่งได้ทราบว่าอาจารย์กู้ไม่สบาย เลยมาเยี่ยมน่ะค่ะ” อาจารย์หยางเอาผลไม้ที่ซื้อมาวางลง

อาจารย์หยางไม่ได้อาศัยอยู่ที่ที่พักบุคลากรของมหาวิทยาลัย ท่านมีบ้านอยู่ข้างนอก วันนี้มีธุระจึงออกมาก่อนเวลา ตอนเช้าท่านได้ข่าวว่าแม่ของเจียวหย่วนอยู่โรงพยาบาล บวกกับวันนี้ต้องพาคนที่บ้านมาหาหมอพอดีจึงถือโอกาสแวะมาเยี่ยมไปในตัว

“จริงสิคะ วันนี้ที่โรงเรียนไฟดับ แล้วฤดูนี้พอสี่โมงห้องก็มืดทำให้เด็กๆ มองกระดานไม่เห็น โรงเรียนเลยปล่อยก่อนเวลาหนึ่งคาบค่ะ ตอนที่ฉันซื้อผลไม้ที่ใต้ตึกโรงพยาบาลเห็นเจียวหย่วนด้วยนะคะ แล้วก็เพื่อนๆ ของแก พวกเขาจะมาเยี่ยมอาจารย์กู้กัน อ่า ฉันรับปากพวกแกไว้ว่าจะเก็บเป็นความลับ เดี๋ยวพอเด็กๆ มารบกวนอาจารย์อย่าบอกเด็กๆ นะคะ” อาจารย์หยางพูดพลางหัวเราะ

“......” เด็กๆ ที่น่าสงสาร โดนขายซะแล้ว อีกทั้งคนที่ขายยังเป็นคุณครูประจำชั้นเสียด้วย

อาจารย์หยางยังมีธุระต่อ พูดคุยกันสักพักจึงขอตัว ไม่ถึงห้านาทีเจิ้งทั่นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของเด็กๆ

พอประตูเปิดออก เจียวหย่วนก็ยื่นศีรษะเข้ามา หลังจากมองรอบๆ ห้องผู้ป่วยแล้ว ก็พูดขึ้น “เพื่อนๆ ผมได้ยินว่าคุณแม่ป่วยเลยมาเยี่ยมครับ”

“งั้นจะรออะไรล่ะ รีบให้เพื่อนเข้ามาสิ” พ่อเจียวหย่วนแกล้งทำเป็นเหมือนเพิ่งรู้ พลางลุกขึ้นต้อนรับ

พื้นที่ในห้องพักผู้ป่วยไม่ได้กว้างมากนัก พ่อเจียวหย่วนกับศาสตราจารย์ถานจึงถอยออกมา เพื่อให้เด็กๆ เข้าไป

เจิ้งทั่นมองลอดผ่านช่องถุงออกมาดู นอกจากหลันเทียนจู๋ สงสงกับซูอันที่เจอบ่อยๆ แล้ว ยังมีเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่งด้วย

“เอ๋ เด็กคนนี้คือใครจ๊ะ” แม่เจียวหย่วนหันไปทางเด็กผู้หญิงหนึ่งเดียวคนนั้น

ถึงแม่เจียวหย่วนจะรู้จักเพื่อนร่วมชั้นของเจียวหย่วนไม่ครบทุกคน แต่คนที่เคยเจอก็จะพอจำได้ ส่วนเด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ แม่เจียวหย่วนลองนึกดูดีๆ แล้ว ก็แน่ใจว่าไม่เคยเห็นมาก่อน

“เขาเป็นเพื่อนใหม่ครับ ชื่อสือรุ่ย” ขณะที่เจียวหย่วนแนะนำเพื่อน เขาจงใจเน้นชื่อ ‘สือรุ่ย’ มากเป็นพิเศษ

“อ้อ มิน่าล่ะแม่ถึงนึกไม่ออก ที่แท้ก็เพื่อนใหม่ที่เพิ่งย้ายมานี่เอง” แม่เจียวหย่วนพูด

“เขาชื่อสือรุ่ยครับ!” เจียวหย่วนย้ำอีกครั้ง

“แม่รู้แล้วว่าเขาชื่อสือรุ่ย”

แม่เจียวหย่วนยังไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ เจียวหย่วนถึงได้ย้ำชื่อเด็กคนนี้นัก แต่พ่อเจียวหย่วนกับศาสตราจารย์ถานที่ยืนอยู่ที่ประตูต่างก็พากันหัวเราะ เข้าใจสิ่งที่เจียวหย่วนต้องการสื่อแล้ว

เจียวหย่วนเริ่มรู้สึกจนปัญญาที่แม่ของเขายังไม่เข้าใจสักที เขาชี้ไปที่ซูอันที่หน้าแดงหูแดงไปหมดแล้วตอนนี้ จากนั้นก็ชี้ไปที่สือรุ่ยที่กำลังถลึงตามองเขา “เข้าใจหรือยังครับ?”

“เจียวหย่วน!” สือรุ่ยตะโกน

“กลัวอะไรเล่า ยังไงทุกคนก็ต้องรู้อยู่ดี เธอบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเดี๋ยวครอบครัวเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่ที่พักบุคลากรฝั่งตะวันออกแล้วน่ะ” เจียวหย่วนไม่แคร์ที่สือรุ่ยถลึงตามองใส่

แม่เจียวหย่วนเริ่มเข้าใจถึงสิ่งที่เจียวหย่วนต้องการสื่อ ท่านมองซูอันที่หน้าแดงจนทำตัวไม่ถูก แล้วก็หันไปมองสือรุ่ยที่ถลึงตาใส่สงสงที่กำลังแอบหัวเราะ จากนั้นท่านก็ยิ้มพลางส่ายหน้า มันช่างบังเอิญจริงๆ

ในที่นี้ยังมีผู้ที่ไม่เข้าใจหลงเหลืออยู่ นั่นก็คือ นายพลที่เกาะอยู่บนไหล่ของศาสตราจารย์ถานกับเจิ้งทั่นที่นั่งงงอยู่ในถุง

จนกระทั่งเจียวหย่วนเล่าเรื่องเกี่ยวกับสือรุ่ยในช่วงหลายวันมานี้ให้ฟัง เจิ้งทั่นถึงได้เข้าใจว่าเด็กพวกนี้หมายถึงอะไรกัน

สือรุ่ยก็คือกระดาษลิตมัสที่ใช้ทดสอบความเป็นกรดด่างของสารเคมี เมื่อเจอกับกรดจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เจอกับเบสจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า มักจะพบเจอบ่อยๆ ในหนังสือเรียนของชั้นมอต้น

ส่วนวันที่เด็กคนที่ชื่อสือรุ่ยย้ายมาที่โรงเรียนวันแรกนั้น ตอนเช้าซูอันไม่ได้มาที่โรงเรียนเพราะท้องเสีย จึงมาในตอนบ่าย หลังเลิกเรียนหลันเทียนจู๋ เจียวหย่วนกับเพื่อนอีกหลายคนก็ไปถามซูอันที่กำลังฟุบอยู่กับโต๊ะอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า “นายรู้จักสือรุ่ยไหม”

ซูอันเงยหน้าขึ้น “รู้จักสิ ก็กระดาษลิตมัสไง!”

ตอนนั้นสือรุ่ยกำลังยืนอยู่ที่ด้านหลังของซูอันด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก เธอเกลียดที่สุดเวลามีคนเรียกเธอว่า ‘กระดาษลิตมัส’ !

นับแต่นั้นมาทุกครั้งที่ซูอันเจอสือรุ่ยก็จะหน้าแดง เพราะเหตุนี้พวกเจียวหย่วนถึงได้ชอบล้อกัน

ชื่อของซูอันหากพูดเร็วๆ ก็เหมือนคำว่ากรด

มันบังเอิญจริงๆ

ขณะที่เด็กๆ กำลังคุยกันอยู่อย่างสนุกสนานนั้น โทรศัพท์ของพ่อเจียวหย่วนก็ดังขึ้น ศาสตราจารย์ถานจึงขอตัวลาไปพร้อมกับนายพล นายพลบินออกทางหน้าต่างไปรอเจ้านายที่ข้างล่าง หากเดินในโรงพยาบาลจะดูไม่ดี

ก่อนที่จะออกไปรับโทรศัพท์พ่อเจียวหย่วนก็หยุดคิด พาเจิ้งทั่นไปด้วยดีกว่า เด็กๆ พูดจากันไม่ค่อยระวัง ยิ่งไปกว่านั้นมีเด็กใหม่อย่างสือรุ่ยอยู่ด้วย เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่อาจจะตามมา จึงควรพาเจิ้งทั่นออกมา

หลังจากที่เดินอย่างรวดเร็วไปจนสุดทางเดิน พ่อเจียวหย่วนก็กดรับโทรศัพท์

เจิ้งทั่นนั่งอยู่ในถุงฟังพ่อเจียวหย่วนคุยโทรศัพท์ คนที่โทรมาคือ เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่พ่อเจียวหย่วนเรียกว่า ‘อ้วน’ ซึ่งเจิ้งทั่นเคยเจอแล้ว พวกเขาคุยกันเรื่องเปิดบริษัท

หลังจากวางสาย พ่อเจียวหย่วนก็พูดกับเจิ้งทั่นที่อยู่ในถุงว่า “ชาร์โคล เงินสามหมื่นที่ได้มาจากการถ่ายโฆษณาฉันก็เอาไปลงทุนให้ด้วยนะ พอถึงเวลาจะแบ่งอั่งเปาให้”

เจิ้งทั่นถ่ายโฆษณากับเสี่ยวกัวแต่ละครั้งได้เงินเยอะขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่ไปแค่เดือนละครั้ง ต่อมาเสี่ยวกัวเห็นผลตอบรับดี จึงให้ไปสองอาทิตย์ครั้ง อีกทั้งค่าตอบแทนก็เพิ่มให้ตลอด เจิ้งทั่นไม่รู้ว่าผลตอบรับที่ว่าดีนั้นมันระดับไหน แต่ทุกครั้งที่ไปที่ร้านเสี่ยวกัวจะมองเขาด้วยสายตาที่เหมือนเห็นเทพเจ้าโชคลาภมาเยือน

ลงทุนก็ลงทุนไปเถอะ อย่างไรเสียเขาก็รู้สึกว่าตัวเองเอาไปใช้ไม่ได้อยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เขาได้ยินเสี่ยวกัวพูดว่าไว้ลองโฆษณาตัวอื่นกัน ผลตอบแทนไม่น้อยแน่นอน เงินที่พ่อเจียวหย่วนเอาไปลงทุนไว้หาใหม่ก็ได้

แต่เจิ้งทั่นไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า สักวันหนึ่ง ตัวเลขที่อยู่ในบัตรนั้นจะขึ้นไปอยู่ในระดับที่ใครเห็นก็ต้องตะลึง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น