เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

45.2 คำอธิษฐานที่สาม

ชื่อตอน : 45.2 คำอธิษฐานที่สาม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 121

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 20:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
45.2 คำอธิษฐานที่สาม
แบบอักษร

​ณ ผืนป่าไร้ชื่อ เมรัย นารี เรไรเคลื่อนเกวียนขับผ่านต้นโพธิ์สูงใหญ่ปานเสาธงชาติ เมรัยหรี่ตา คิ้วขมวด วัวสองตัวเดินย่ำเชื่องช้า ไม่นานก็หยุดแน่นนิ่งเพราะเจอทางตัน “เจ้าวัวโง่กางปีกบินสิ”เมรัยกระตุกเชือกถ่ายพลังให้วัวสยายปีก นางเบ้ปากพลางบ่นให้ความสามารถสัตว์กินพืช เมรัยบอกเรไรนารีว่าทางข้างหน้ามีกำแพงหินขวางกั้น แถมพงหญ้าหนาทึบยากใช้วัวบุกฝ่าตะลุย งานนี้พวกนางต้องลงเกวียน เดินเสียแล้ว 

“ปล่อยเกวียนกับวัวไว้นี่รึ” 

เรไรห่วงวัวหาย นารีสังเกตสภาพภูมิประเทศโดยรอบ คาดคะเนว่าคงไม่มีกองโจรหรือสัตว์ประหลาดใกล้ๆบริเวณนี้ “อาจมีเสือ” “ไม่มีย่ะ อย่าขู่เรไรสิ” เมรัยยักยิ้ม ลูบหัวเรไรกล่าวปลอบประโลมด้วยประโยคที่แลมีความขลัง “ไม่ห่วงน่า ผีแถวนี้จักดูแลวัวให้เอง” ปักษาน้อยขนหัวลุกทันทีพลันปัดมือเมรัยทิ้ง หมอผีน้อยยิ้มชั่วร้ายพลางทำมือขยุ้ม เรไรใช้พัดกระดาษโบกหัวเมรัยทีหนึ่ง ข้อหาข่มขวัญ 

ทั้งสามเก็บสัมภาระ พลางสร้างเครื่องอำพราง ปกปิดเกวียนและวัวให้รอดพ้นสายตาโจรขโมย 

“เคลื่อนทัพ” 

ไม้เลื่อย เถาวัลย์ และงูเหลือมที่คล้ายคลึงรากไม้ เมรัยอาศัยแสงสะเก็ดโยดาต่างแสงโคมไฟส่องเปิดทาง “ทำไมเดินทางตอนกลางคืน เมรัย” “เพราะคนขอพรคราวนี้มิใช่คนน่ะสิ หากเป็นผีย่อมโผล่หางตอนตะวันตกดิน” เมรัยบอกเรไร เรไรผงะ ตาเบิกโพลงพลางขอความชัดเจนจากนารี ดวงดาวน้อยกระแอมบอกภารกิจครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่คนขอพรไม่ใช่คนธรรมดา เนื้อความคำใบ้ที่น้องสาวเขียนบอก กำกวมครุมเครือนัก 

“ผีแน่หรือ”เรไรยังหวาดหวั่นใจเย็นวาบ บรรยากาศรอบด้านพลอยเย็นยะเยือก 

“เห็นหางก็รู้” 

เมรัยยิ้มแก้มตุ่ยน่าจิ้ม นารีและเรไรอยากเตือนสติว่า เห็นแล้วรู้หรือ เมรัยลืมรึพวกนางทั้งคู่มองมิเห็นผี วิญญาณนะ 

“หนูๆทั้งหลายอย่ากลัวเลย งานเสี่ยงชีวิตเช่นนี้ ข้าทำบ่อย”แปดส่วนล้มเหลวเกือบตาย สองส่วนสำเร็จเกือบตายเช่นกัน ผีบางตนใจดีน่าคบนะ แต่ส่วนมากอยากเขมือบก้น และสิงเมรัยมากกว่า 

ลำธาร โขดหินกลางสระ เนินหญ้า ถ้ำค้างคาว เมรัยถือสะเก็ดโยดาดวงไฟสีน้ำเงิน นารี เรไรเดินประกบข้างมิกล้าปล่อยใครรั้งท้าย ประเดี๋ยวโดนผีลักพาหายลับไปอย่างเงียบงัน แม้นผีบางตนมิอาจสัมผัสจับสิ่งของโลกคนเป็น กระนั้นวิญญาณบางชนิดมีพลังอำนาจมหาศาล พลังที่สั่งสมนานแรมปี สามารถสั่นโต๊ะ ขีดข่วนกระจก ขโมยถุงน่อง ว่างๆก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์พลางบ่นว่า ข่าวนี้น่าสนใจ 

วิญญาณคือสิ่งไร้น้ำหนัก พวกเขาล่องลอย และคืบคลานในโลกที่ตัดขาดกับโลกฝั่งนี้ 

เมรัยยามเด็กเคยคิดว่าวิญญาณและมนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เพราะนางสามารถมองเห็นทั้งสองฝ่าย กระนั้นพอนางรับรู้ตระหนักว่าความสามารถมองเห็นสิ่งพิเศษ สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นเป็นเรื่องประหลาด คนรอบข้างเริ่มกีดกันนางกระมัง เมรัยไม่แน่ใจ เพราะตลอดชีวิตนางประกอบอาชีพคนรักสันโดษ ไม่ค่อยมีเพื่อนนัก นางพูดคุยกับตนเองมากกว่าคุยกับคนอื่น นางเป็นพวกเพ้อฝัน และวิ่งเล่นในทุ้งดอกไม้ โลกสวยงามยิ่งนัก 

ใช่ โลกที่นางมองเห็น สวยงาม น่าหลงใหล เต็มไปด้วยเรื่องราวดีๆมากมายราวดวงดาราในท้องช้างเผือก 

นางควรมองโลกเช่นนั้นหรือไม่นะ 

หรือเมรัยควรยอมรับและคิดเหมือนคนอื่น 

ชีวิตเฉกเช่นคนธรรมดา ทำงานหาเงิน สร้างครอบครัว วันหยุดก็พักผ่อน วันทำงานก็ไปโดนหัวหน้าเร่งให้ส่งงานอย่างบ้าคลั่ง 

มีความสุขหรือเปล่านะ 

อืม ไม่รู้สิ ข้ารู้เพียงว่าตอนนี้ข้าไม่เหงาอีกแล้ว 

“..” 

“..” 

“สวยจัง..” 

ณ ดินแดนรกร้างไร้แสงหลอดไฟ กระนั้นมีแสงสว่างทอดยาวสุดลูกหูลูกตาราวแดนสวรรค์ชั้นฟ้า ทุ้งดอกไม้สีรุ้งกว้างใหญ่ไพรศาลราวโลกทั้งใบคือสถานที่หวงห้าม และสวนพฤกษาของพระเจ้าก็มิปาน ดอกไลแลคสีม่วงพราว ดอกคาเนชั่นสีชมพู่นวล พงดอกเข็มสีแดงโลหิต หมู่ดอกมะลิสีขาวผ่อง ในห้วงแห่งสายลมโชยกลิ่นดอกลาเวนเดอร์หอมกรุ่นละมุน สลับตัดกลิ่นดอกจำปีคล้ายกลิ่นเนยเย้ายวนหฤทัย สุดริมซ้ายมีรั้วดอกกุหลาบสีแดงเพลิงอัคคี ชิดริมขวามีต้นทานตะวันเบ่งบานรับแสงอรุณที่ไม่มีจริง 

สระน้ำใสมีดอกบัวบานสะพรั่ง 

เหนือฟ้ามีกลีบดอกคูนโปรยปรายไสว 

เมรัยยกมือบังตาเนื่องกระแสลมฝนพัดกรรโชกแผ่วเบาบาง ลมแห่งบทประพันธ์ที่จักจารึกและเลือนหายชั่วนิรัน 

หมอผีน้อยใจลอยละลิ่วพลางย่างกรายก้าวข้ามอาณาเขตดินแดนลวงตา เมรัยก้มมองดอกไฮเดรนเยีย ณ ปลายเท้าที่ผลิบานดอกสวยงามน่ารับประทาน นางเงยแลแดนทุ้งดอกไม้ในตำนานด้วยความรู้สึกตกใจ ตื่นตะลึงงันอย่างมิอาจควบคุมลมปราณ ลมหายใจ หมอผีน้อยมิเคยเห็นสถานที่แห่งใดสวยเท่าทุ้งดอกไม้เบื้องหน้า ไม่ว่านางจักเดินทางมานานเพียงใด 

“ความงามแห่งบุปผาชาติ” 

“ใช่ทุ้งดอกไม้ในตำนานหรือไม่ นารี” 

กล่าวขานถึงดินแดนมายาที่ซุกซ่อนข้างหลังเงามืด “สวนบุษบันบุษบาบัณ[ตลาดขายดอกไม้ของเหล่าเทวา]”สถานที่ที่อุดมด้วยหมู่พฤกษานานาชนิดที่เจริญเติบโตอย่างไร้กฎ การดูแล ควบคุม เหล่าดอกไม้ที่ขยันขันแข็งเจริญงอกงามมิรู้จบ มิสนคุณภาพดิน มิสนว่ามีน้ำให้ดื่ม มีแดดอาบ พวกดอกไม้ที่หลุดผลจากกฎธรรมชาติ สามารถดำเริงและขยายเชื้อพันธุ์ดั่งใจปรารถนา อิสระ เสรีภาพแห่งการมีชีวิตที่ไร้ข้อผูกมัด ประหนึ่งมนุษย์ที่ไม่จำเป็นต้องมีร่างกาย ไม่กินข้าวก็ไม่ตาย 

มีชีวิตนิรันไม่มีจุดสิ้นสุดด้วยมาโฮพิเศษของพระเจ้าที่สร้างสวนดอกไม้เพื่อมอบดอกไม้ให้เหล่าพระเจ้าด้วยกัน 

สะเก็ดโยดาบินโฉบล่องทั่วแผ่นดินบุปผา 

เมรัยยืนตระหง่าน เรไรฉีกยิ้มมือเกี่ยวปอยผม นารีนั่งย่อเข่านิ้วลูบดอกต้อยติ่งสีม่วงระยับ 

แว่วมีเสียงสัตว์นอนนิทรา สักพักมีกลิ่นไอสายฝน เมรัยเหลียวมองรอบด้านกระนั้นไม่เห็นเค้าโครงเมฆอึมครึม ช่างน่าแปลกที่พวกนางรู้สึกพิศวงอย่างยิ่งยวด เป็นครั้งแรกหรือไม่ ที่พวกนางสัมผัสดินแดนมายาแท้จริง มิใช่ห้องน้ำมายาในบ้านพี่บาเบลร่า 

“เขาอยู่ที่นี้ใช่หรือไม่” 

เมรัยชะโงกหัวสูงเสาะสำรวจหาคนผู้นั้น นารีปักกระโปรงพลางเปิดคำใบ้ “วิญญาณผู้ชายก็ไม่ใช่ ผู้หญิงก็ไม่เชิง”ดวงดาวน้อยคิ้วกระตุก ทำไมน้องสาวระบุเพศไม่ชัดเจนนะ ผู้เป็นพี่ส่ายหัวจนปัญญา งานนี้พึ่งเมรัยล้วนๆ สิ่งที่พวกนารีเรไรมองไม่เห็น แต่เมรัยมองเห็นเต็มตา 

“แถวนี้มิมีวิญญาณ..รึ”นารีอยากให้ไม่มี แต่ถ้าไม่ก็แย่ 

“ถ้าวิญญาณน่ะ ใต้กระโปรงเรไรก็มี” 

เมรัยมองตรงไม่มองเรไร อุ้งมือหมอผีน้อยชี้กระโปรงปักษาน้อย เรไรสะดุ้งร้องว้าย มือปิดกระโปรงทันที “จ เจ้าหลอกข้า” 

ขณะเรไรถลึงตาดุเมรัย ชายกระโปรงปักษาน้อยก็พลิกเปิดอย่างมหัศจรรย์ คล้ายมีตัวอะไรไม่รู้มุดออกไป 

“..” 

“..” 

“ผีตุ๊กแกน่ะ มันเกาะเจ้าหลายวันแล้ว” 

เมรัยตอบน่าตาย เรไรลมจับหน้ามืด 

ซุ่มเสียงหัวเราะผสมสุรเสียงกระซิกสะอื้น เมรัยสนุกระรื่นไม่บอกนารีว่านางมีผีแมงมุมเกาะหัวนางเช่นกัน หมอผีน้อยละความสนใจสองเมียรัก คราวนางยืดหลัง มือลูบท่อนขาอวบ เพ่งตา กระนั้นมองทั่วทุ้งดอกไม้ละลานสีสัน แดงชาด ม่วงดอกผักตบ น้ำเงินมอคราม เขียวใบแค นางมองมิเห็นวิญญาณมนุษย์ “ดินแดนมายา..หรือ” เมรัยหลุบตาเปี่ยมไอปัญญาลึกล้ำ หมอผีน้อยบิดผ้าคาดเอว สะบัดเสื้อคลุม พลางแบมือขออุปกรณ์ประกอบอาชีพ 

นารีปลอบเรไร พลางเปิดประตูโยดา ส่งมอบไม้เท้าให้เมรัย 

หมอผีน้อยคว้าไม้เท้ายาว แก้ผ้าห่อ และควงเป็นวงกว้างดุจหอกขุนศึกปกป้องปราการ 

ตึก… 

“จงเผยตนแท้ให้ข้าเห็น” 

สุรเสียงไพเราะเปี่ยมอำนาจแห่งอาคมดังกังวานประหนึ่งเสียงกระพรวน เมรัยเคาะไม้เท้ากระแทงพื้นพลันรอบตัวเมรัยปรากฏวงแหวนแสงสีทองแตกเป็นระลอกคลื่น ขยายกว้างไปไกลสุดฟ้าทุ้งดอกไม้ ฉับพลันสายลมแรงพัดซัดกระหน่ำ มวลหมู่ดอกไม้สั่นระริก กลีบดอกปลิดปลิวสะพรั่งจับคว้าหมู่วายุ สามสาวน้อยหลับตา คราวพวกนางลืมตาอีกครั้ง ภาพที่เห็นก็เปลี่ยนไปจากเดิม 

สระน้ำมีดอกบัว 

สะพานเก่าแก่มีร่องรอยชำรุดทรุดโทรม 

กำแพงหินมีรอยเล็บกระรอก และซากรถม้า 

ดินแดนแห่งทุ้งบุปผาย่อขนาดลงอย่างน่าเหลือเชื่อ กระนั้นรอบริเวณยังมีหมู่บุษบานานาชนิดๆให้ชื่นชม สูดกลิ่นหอมอิ่มเอมใจ 

“ใช่เจ้าหรือไม่” 

เมรัยโพล่งถามความว่างเปล่า คราวมินานนัก เจ้าสิ่งนั้นปรากฏกายท่ามกลางหมู่หิ้งห้อย ใต้แสงดาว ท่ามกลางความเงียบงันประหนึ่งความเงียบสุสาน และหมู่ผีเสื้อปีกสีแดงเพลิง 

เรือนเกศายาวสลวยจรดปลายฝ่าเท้า เรือนกายบอบบาง เอวคอดกิ่ว มิสูงโปร่งมิเตี้ยต่ำ ขนาดตัวเท่าสาววัยรุ่นอายุสิบหกสิบเจ็ด ทั่วกายไร้เครื่องประดับ ร่างกายที่เมรัยเห็นคือร่างวิญญาณสีส้มเปลวเพลิงอุ่นไอร้อน หัวไหล่กลมมน แขนมีเนื้อหนังสมบูรณ์ ข้อมือมีนิ้วครบมิขาด ส่วนท่อนล่างมิใหญ่อย่างที่คิด กระนั้นก็มีพื้นที่ให้ล่อตายั่วใจ ข้อเท้าจรดปลายเท้าแลได้รูปดุจเท้าเจ้าหญิง นางเป็นวิญญาณสตรี สวมอาภรณ์ชุดเดียวคลุมทั้งช่วงบน ช่วงล่าง 

กระโปรงยาวมีลูกไม้แลคล้ายชุดเด็กผู้หญิงในวัยซุกซน ไร้เดียงสา ชอบตุ๊กตา และงานเลี้ยงน้ำชา 

สำคัญคือวิญญาณตนนี้ ไม่มีโฉมหน้า มีเพียงหนังศีรษะและเรือนผม ไม่มีจมูก หู ตา ปาก 

“มองเห็นข้าหรือ” 

วิญญาณสาวเอ่ยแม้ไม่มีปาก เมรัยหน้านิ่งแผ่วตอบ เสียงไร้อารมณ์ “อืม” 

“…” 

ไม่รู้ว่านางคิดอันใด กระทั่งฝ่ามือไร้ความร้อนความเย็นสัมผัสพวงแก้มเมรัยระยะประชิด “ข้าสิงเจ้าได้หรือไม่” 

“ไม่” 

“…” 

“…” 

“ส่งร่างเจ้าให้ข้าเดี๋ยวนี้!!!” 

“ใจเย็น แม่นาง!!” 

ท่ามกลางสายพิลึกพิกลของนารีและเรไร ตอนนี้เมรัยล้มนอนคล้ายปลุกปล้ำกับบางสิ่งที่ไม่รู้ว่าคือวิญญาณเป้าหมายหรือไม่ แต่เดาว่ามีเรื่องบาดหมาดเกิดขึ้นแน่ๆ 

“หยุดไม่งั้นจักสวดส่งเจ้า!!” “ขอร่างให้ข้า ส่งมันมา!!” วิญญาณสาวบีบคอหมอผีน้อย เมรัยตาเหลือก หายใจไม่ถนัด ลิ้นห้อย นางดิ้นทุรนทุรายปานใกล้ขาดใจ เรไรสติแตก ไม่สนตีถูกผีหรือไม่ ปักษาน้อยหลับตาวิ่งเข้าไปชกอากาศ พร้อมกับนารีก็ช่วยถีบอีกแรง ตุ๊บ “โดนแล้ว!!” “พวกเจ้าต่อยผิดที่แล้ว!!นั้นพุงข้า” “นี่แน่ะ” นี่แน่ะ” เรไรและนารีรุมตีอากาศจนคุณอากาศอยากร้องไห้ แต่เมรัยนี่อยากร้องขอชีวิต เฮ้ย พวกเจ้าตีไม่ถูกหรอก มันเป็นวิญญาณนะ 

วิญญาณไม่สามารถทำร้ายคนเป็น คนเป็นไม่สามารถตีวิญญาณ 

ที่วิญญาณสาวสามารถบีบคอเมรัย เหตุเพราะเมรัยคือหมอผีซึ่งเป็นคนระว่างความเป็นความตาย 

“เอาร่างกายให้ข้าซะดีๆ” 

“บอกให้ใจเย็น อีบ้า” 

เมรัยเหลืออด คว้าไม้เท้าโบกหัวแตก!! “โอ๊ย” วิญญาณสาวกุมขมับเจ็บปวดรวดร้าว เมรัยมีโอกาสพักหายใจ หมอผีน้อยรีบตะเกียกตะกายกอบโกยอากาศใส่ปอด เมรัยสะบัดหน้าชี้ปลายไม้เท้าชี้วิญญาณสาว ด้วยความซวยรักเมรัย ไม้เท้าของนางจึงแตกหักเป็นสองท่อน เปาะ “อ้าว” 

หมอผีน้อยเหวอ มองปลายไม้เท้าหล่นตกพื้น ตายอย่างสงบ 

เมรัยสูดหายใจก่นด่าไม้เท้าราคาถูก ใช้งานแค่นี้ก็ชิงตายก่อนเจ้าของแล้ว ไอ้ไม้โง่ อย่าให้ข้ารู้นะเจ้าทำจากต้นไม้ต้นไหน ข้าจักเผามันแน่ 

ขว้างไม้เท้าทิ้งกลางดงหญ้า เมรัยจ้องเขม่นวิญญาณสาว พยายามเว้นระยะห่าง หากนางกล้าล้อดีอีก 

เมรัยสัญญาณจะเอาเรไรฟาดแน่ 

“ใจเย็นซะ ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” 

เมรัยเชิดอก โชว์พุง วิญญาณผงะถอย เสียงสั่นระริก “เจ้าเป็นหมอผีหรือ” 

“ใช่ ข้าชื่อเมรัยเป็นหมอผี” 

“พระเจ้า..” 

วิญญาณสาวปิดหน้าแม้ไม่มีให้ปิด นางฟุบนั่งแปะพื้นร่ำไห้ปานเมรัยจักใช้กรรไกรตัดขนหมารัก หมอผีน้อยเลิกคิ้ว เบ้ปาก หันสายตามองพวกนารี “นางอยู่นี้แล้ว” เมรัยยื่นนิ้วชี้ให้พวกนารีพินิจ กระนั้นนารีกับเรไรจ้องตาถลนก็ไม่เห็น ดวงดาวน้อยส่ายหน้า แบมือ เรไรจ้องจนตาเป็นตะคริว นางเห็นแค่แมลงเต่าทอง 

เอาเถอะ คิดเสียว่าคราวนี้ทำงานในฐานะหมอผีละกัน… เมรัยเท้าเอว ท่วงท่าหยิ่งผยอง 

“เจ้าชื่อกระไรรึ ใช่วิญญาณที่ขอพรกับดวงดาวหรือไม่” 

“ข้า….ชื่อ” 

กาลเพลาเคลื่อนช้า ดวงดาวหยุดกะพริบเปล่งรัศมี วิญญาณเหลียวมองดอกเบญจมาศสีเหลืองใกล้ๆ นางมิรู้ตนเองชื่อกระไร กระนั้นเวลามองดอกไม้ในสวน นางคล้ายจำคำ คำหนึ่งๆ 

ชื่อที่มีความหมาย นามเรียกที่ฟังแล้วทำให้คนเอ่ยอมยิ้ม 

ชื่อของนาง 

“ข้าชื่อโคล” 

โคลยกแขนเช็ดน้ำตาที่เหมือนจะไหล นางยืนและลอยสูงเหนือพื้น ก้มมองเมรัยด้วยความรู้สึกหวาดกลัวจักโดนสวดส่งไปเกิดใหม่ วิญญาณสาวกำมือและยกทาบอก เมื่อครู่หากนางฟังไม่ผิด เมรัยถามว่านางใช่วิญญาณที่ขอพรกับดวงดาวใช่หรือไม่ ทำไมหมอผีน้อยกล่าวเช่นนั้น หรือว่าเมรัยมีส่วนเกี่ยวข้องกับดวงดาว นางเป็นเพื่อนกับดาวตก หรือดาวตกตอบรับคำขอนางแล้ว? ใช่หรือไม่ ไม่อาจสะกดความตื่นเต้นที่แตกซ่านชุ่มอก โคลอยากยิ้ม นางปรบมืออย่างร่าเริง รู้สึกว้าวราวความฝันที่เฝ้ารอคอยกลายเป็นจริง “ใช่ ข้าคือคน..วิญญาณที่ขอพรกับดาวตก” 

เยี่ยม เมรัยพยักหน้า โชคดีที่เจอตัวเร็วไม่ต้องขุดหลุมศพ ตั้งพิธีอัญเชิญ 

“แล้วเจ้าขออะไรหรือ พวกข้าจักช่วยทำให้เป็นจริงเอง” 

เมรัยกอดอก สีหน้าเข้มขรึม แววตาลึกล้ำทรงภูมิเฉกเช่นผู้อาวุโส 

 

ข้าอยากกลับบ้าน 

 

“…” 

สรรพสิ่งเงียบงันอย่างไม่ได้นัดหมาย เมรัยไม่รู้ว่าคำอธิษฐานของโคลคือการกลับบ้าน กระนั้นนางรู้แล้วอย่างไร เมรัยเผยอปากอยากพูดบางสิ่ง นางกำมือที่สั่นเทิ้มไว้ใต้แขนเสื้อ เมรัยยืนก้มหน้านิ่งนานจนโคลเอียงคอสงสัย นารีและเรไรรู้สึกผิดปกติ 

ลมฝนพัดกระทบหมอผีน้อย แม้นมีอาภรณ์คุมทับหลายชั้น กระนั้นมันช่างหนาวเหน็บจับใจ เมรัยสูดหายใจ ตั้งสติมิให้สั่นคลอน นางจะทำให้นารีและเรไรเป็นห่วงไม่ได้ หมอผีน้อยต้องเข้มแข็ง นางเปลี่ยนไปแล้ว ใช่ เมรัยน่ะ “แคกๆ” 

ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ใช่ 

“เมรัย!!” 

หมอผีน้อยทรุดเข่าสำลัก คอเจ็บแสบ ตากระตุก นารีและเรไรรีบปลีกช่วยพยุง ทว่าหมอผีน้อยปัดป้องมือทั้งหมด ไม่ยอมให้ใครแตะทั้งนั้น เมรัยฝืนยันเข่าที่แถบไร้เรี่ยวแรง นางหอบหายใจเบือนหน้าหนีเรไรและนารี บอกพึมพำด้วยแรงใจล้วนๆ “ข้าไม่เป็นไร” แววตาหมอผีน้อยกลอกกลิ้งอย่างหลบซ่อน ความเศร้าเสียใจเร้นกายใต้นัยน์สีหม่นหมอง เมรัยยกมือปิดปาก ลุกยืน “ไม่เป็นไร” 

แค่นี้ไม่ตายหรอก 

เมรัยยิ้มหยันตนเอง มือปิดปาก “โคลอยากกลับบ้านน่ะ” 

หมอผีน้อยบอกความปรารถนาของคนขอพรคนที่สามให้นารีและเรไรรับรู้ งานคราวนี้ไม่ยาก เพียงแค่นำวิญญาณโคลไปส่งที่ที่นางอยากกลับเท่านั้น เมรัยให้สัญญาจักช่วยโคล ส่งวิญญาณสาวกลับบ้านให้จงได้ “เจ้า..เป็นอะไรหรือไม่”แม้แต่โคลยังสะกิดใจเรื่องอาการป่วยเมรัย สภาพหมอผีน้อยภายนอกเหมือนเข้มแข็ง กระนั้นภายในคงเจ็บสาหัสมิน้อย วิญญาณสาวมีนิสัยอ่านใจคนเก่ง ตั้งแต่ยังเป็นคนแล้ว นางรับประกันฝีมือ มองหน้ารู้เลย คนคนนั้นใส่กางเกงในสีอะไร 

กระนั้นเรื่องของเมรัยมิใช่เรื่องที่โคลควรห่วง หมอผีน้อยรับปากจักช่วย ดังนั้นสิ่งที่โคลควรห่วงและระวังคือ 

อย่าทำอะไรบ้าๆหรือสร้างปัญหาระหว่างเดินทางให้พวกเมรัยเด็ดขาด 

อย่าริอาจสิงเมรัยนารี เรไรก็ห้าม 

“ข้าผิดไปแล้ว ไม่ทำแล้ว” 

“อืม สิงนี้สิ” 

“ช่อดอกมะลินี้คือ” 

“นับแต่นี้มันคือบ้าน และร่างกายของเจ้า”เมรัยยิ้มซน ยื่นฝ่ามือให้โคลพินิจ บนฝ่ามือหมอผีน้อยมีช่อดอกมะลิสีสวยสด เมรัยอธิบายสาเหตุที่โคลไม่สามารถไปจากสวนดอกไม้ เพราะนางตายที่นี้ ร่างกายคงย่อยสลายเป็นปุ๋ยไปแล้ว คนตายที่ไหน วิญญาณก็เกิดที่นั้น ยังดีที่ยมทูตงานเยอะจึงไม่มีเวลาตามล่าวิญญาณคนตายในป่ารกร้างเช่นนี้ และอาจเพราะสถานที่แห่งนี้คือดินแดนมายาด้วยกระมัง วิธีจักเคลื่อนย้ายวิญญาณของโคล จำเป็นต้องย้ายดวงวิญญาณของโคลใส่ในสิ่งของสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งวัตถุดังกล่าวเมรัยเลือกช่อดอกมะลิ ดอกมะลิที่เติบโตที่นี้จักช่วยรักษาวิญญาณโคลมิให้แตกสลายโดยง่าย 

ถ้าป้องกันดีก็รอด แต่ถ้าถูกเผาก็ไหม้นะ 

“ถ้าหากช่อดอกไม้โดนน้ำ ข้าจักเปียกหรือไม่” 

“เปียกสิ โดนไฟลน เจ้าก็ร้อน ข้าเอามันฝังใต้หิมะ เจ้าก็ตายแข็งแค่นั้นเอง” 

แค่นั้นเอง เมรัยเอ่ยทั้งรอยยิ้มเจิดจ้า โคลเศร้าสลด กระนั้นมิอาจขัดขืน ยอมสิงช่อดอกมะลิ อาศัยมันเป็นที่สิงสถิตชั่วคราว 

เวลาผ่านพ้นเที่ยงคืน เมรัยถือช่อดอกมะลิที่มีวิญญาณโคลภายใน หมอผีน้อยอยากเก็บรักษามันไว้ใกล้ๆมือ กระนั้นรู้สันดานตนเองนี้ว่าต้องพลั่งหย่อนก้นนั่งทับแน่ๆ นางจึงฝากชีวิตโคลไว้กับคนที่พึ่งพาได้มากสุดในกลุ่ม ฝากไว้กับวัว 

“ความเชื่อใจพวกข้าอยู่ที่ไหนฮึ!!” 

“อยู่นี้ไง” 

เมรัยหัวเราะกลบกลื่นพลางส่งมอบช่อดอกมะลิให้เรไรดูแล ที่ให้ปักษาน้อยมิใช่เพราะนางเป็นคนเอาใจใส่หรือมีความรับผิดชอบแต่อย่างใด เมรัยมอบเพราะอยากให้เรไรเอาไว้เล่นเท่านั้น “เล่นเบาๆ” “ไม่นะ” โคลกรีดร้องเมื่อตกอยู่ในกำมือเรไร กระนั้นเสียงของวิญญาณสาวส่งไปไม่ถึงหูปักษาน้อย เรไรก็พยายามฟัง ทว่าจนปัญญา คอตก นางไม่มีพรสวรรค์เรื่องวิญญาณ 

“คืนนี้กลับไปเอาเกวียน แล้วตั้งค่ายกันเถอะ” 

เมรัยยืดหลัง ปากหาว นารีตอบตกลงเสียงแผ่วเบา แล้วมิกล่าวสิ่งใด 

ชั่วขณะที่เมรัยเดินประกบข้างเรไร เสียงหัวเราะ ประโยคสนทนา ดวงดาวน้อยเฝ้ามองหลังหมอผีน้อย… 

“ทำไมเจ้าแบกรับมันไว้คนเดียว..” 

ความมืดที่ยากลบเลือน อดีตที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงและย้อนคืน วันวานที่ล่วงเลยและไม่รู้จักทำอย่างไร ความทรงจำที่หยั่งรากคอยกัดกินร่างกาย และจิตใจจนพังทลายดั่งโรคร้ายที่ไม่มียารักษา พี่บาเบลร่าบอกเมรัยยังอยากมีชีวิต พี่แคโรไลน์บอกเมรัยกำลังพยายามฝืนใช้ชีวิต เมรัยเป็นคนชอบกังวลและห่วงเรื่องผู้อื่น หมอผีน้อยไม่พยายามและคิดส่งต่อความมืดในใจให้ผู้ใด เพราะนางไม่อยากให้คนรักเจ็บช้ำและเสียใจ รู้สึกหดหู่ ท้อแท้เช่นเดียวกับนาง เมรัยบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ได้หมายความว่าตนเองยังไหว แต่บอกเพื่อให้คนรอบข้างเชื่อหมดห่วง และเลิกสนใจเรื่องของนาง ปล่อยให้มันผ่านไปทั้งอย่างนั้น ราวว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง นางยังโอเค 

เมรัยหลอกตนเอง…หลอกผู้อื่น เพื่ออะไร บางทีนางแค่อยากปกปิดและเลี่ยงหลีกที่จักรื้อฟื้นอดีต 

นารีกำมือแน่น ท่ามกลางกลีบดอกไม้มากมาย 

ข้าอยากช่วยเจ้านะ… 

เมรัยจักไม่บอกพวกเราก็ได้ กระนั้นขอให้พวกเราช่วยประคองเจ้าได้หรือไม่…เมรัย… 

“สักเล็กน้อยก็ยังดี…” 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น