Castle-G

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ZAC STYLE | 08 : คำขอจากรุ่นพี่ [100%]

ชื่อตอน : ZAC STYLE | 08 : คำขอจากรุ่นพี่ [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2561 10:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ZAC STYLE | 08 : คำขอจากรุ่นพี่ [100%]
แบบอักษร

ZAC STYLE

[ZAC x OBCHEUI]

8

คำขอจากรุ่นพี่

หัวใจเต้นแรงอย่างระส่ำระส่ายบวกทั้งร่างกายที่กำลังสั่งสะท้านทำน้ำตาฉันไหลออกมา

ฉันกำลังกลัว...

ในขณะที่ร่างกำลังขาดอากาศหายใจจากการถูกจูบอย่างต่อเนื่อง คนที่กระทำการอุกอาจก็ค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกไปและเปลี่ยนเป็นการมองหน้าฉันแทน ฉันเองไม่กล้าแม้จะสบสายตากับอีกฝ่ายได้แต่นอนหันหน้าไปทางอื่นพร้อมกับหอบหายใจ

“ทำแค่นี้ร้องไห้เลยเหรอ” เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสเบาๆ จากมือเขาที่กำลังซับน้ำตาให้อยู่ “ทีหลังก็จำไว้ อย่าไว้ใจให้ใครขึ้นห้องสุ่มสี่สุ่มห้าอีก”

“พี่แม่งเล่นแรงไปแล้ว” ฉันผลักร่างของคนตัวสูงออกไปก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งด้วยความกลัวที่ยังไม่จางหายไปทั้งหมด ถึงแม้ในใจจะโล่งอกลงไปเยอะที่มันเป็นแค่เรื่องแกล้งของอีกฝ่าย เขาไม่รู้หรอกว่าเมื่อครู่ฉันกลัวมากแค่ไหน แต่ในขณะที่ฉันกำลังจะลุกออกไปจากเตียงข้อมือก็ถูกดึงโดยแรงของพี่มันไว้เสียก่อน

ร่างของฉันถูกที่แรงมากกว่าดึงไปจมอยู่กับที่นอนอีกครั้ง

“ขอโทษ” คำสั้นๆ ที่ออกมาจากคนใจห่ามทำฉันเริ่มเบะปากอีกครั้ง “กูแค่ไม่อยากให้ไว้ใจใครมาก แม้แต่กูก็ห้ามเลย”

“อือ” ฉันส่งเสียงในลำคอตอบรับไปแค่นั้นเพราะไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดว่าอะไร โดยที่สองมือยังพยายามดันไหล่ของอีกฝ่ายซึ่งกำลังโน้มตัวลงมาทีละนิดเอาไว้อยู่ พี่มันเริ่มเอาหน้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ

“แล้วก็แรงแค่นี้มันป้องกันตัวไม่ได้หรอก ถ้ากูจะทำอะไรจริงๆ รอดอีกทีตอนเช้าแน่เอ๋อ” พี่แซคก้มลงมากระซิบเบาๆ ที่ข้างหูก่อนจะยกยิ้มอย่างยียวน

“เออ รู้แล้ว” ฉันตอบไปด้วยความหงุดหงิด เปล่า...ไม่ได้หงุดหงิดในการกระทำของอีกฝ่ายเลย แต่มันหงุดหงิดที่ฉันดันไปรู้สึกเขินกับประโยคเมื่อครู่นี้ต่างหาก

บ้าไปแล้วแน่ๆ รอดอีกทีตอนเช้าอะไรวะทำไมฉันต้องเป็นคนใจบาปขนาดนี้ด้วย

“ปล่อยดิ” ฉันพูดกับพี่แซคอีกครั้งหลังจากคนตัวสูงยังไม่ลดแรงที่ข้อมือของฉันแถมยังอยู่ไปท่าที่ใครต่อใครมาเห็นต้องเป็นเรื่องฉาวอีกด้วย

“อยากให้ปล่อย?” คนใจห่ามถามพร้อมกับเลิกคิ้วอย่างกวนตีน มีวันไหนบ้างที่เขาจะไม่ปั่นประสาทฉันเนี่ย

“เออ”

“พูดเพราะๆ”

“ค่า” ฉันกัดฟันแล้วเปลี่ยนคำพูดใหม่

“ไม่มีความจริงใจเลย งั้นไม่ปล่อย” พี่มันตอบกลับมาหน้าด้านๆ ซ้ำยังกดร่างฉันเอาไว้ตามเดิมอีกต่างหาก ไอ้คนใจห่าม!

“มีสิทธิ์อะไร?” ฉันถามย้อนคนที่กำลังตรึงข้อมือทั้งสองของฉันเอาไว้ด้านบน นี่พี่มันชักจะกวนประสาทฉันเกินไปแล้วนะ ความอดทนของคนเราก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน

“เป็นรุ่นพี่”

เฮอะ...

ฉันก็ทำได้แค่สบถในใจเท่านั้น ไม่สามารถเปล่งเสียงออกไปเป็นคำพูดได้

“ฉันไม่เล่นแล้ว...ปล่อย” ฉันถอนหายใจออกมายาวพรืดเพื่อแสดงให้เขารู้ว่าตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์มาเล่นสนุกอะไรทั้งนั้น เปลือกตาเริ่มหนักอึ้งเป็นสัญญาณที่บอกว่าฉันเริ่มอยากพักผ่อนเต็มที “ง่วงแล้ว”

“ง่วงก็นอน” พี่แซคตอบกลับมาเสียงเรียบโดยยังคงไม่ผละออกไป

“จะให้นอนอย่างนี้?” เป็นใครมันจะบ้าหลับลงล่ะ ไอ้ท่าทางที่ยังมีอีกคนคร่อมตัวเอาไว้อยู่เนี่ยมันไม่ใช่ท่าทางที่เหมาะกับการนอนหลับเลยสักนิด

“งั้นก็นอนแบบนี้แทน” พี่มันเอ่ยหลังจากนั้นก็ทิ้งตัวลงมานอนยังพื้นที่ว่างข้างกายของฉัน ไม่พอแขนหนานั้นยังพาดมาที่กลางลำตัวฉันอีกด้วย ขอใช้คำว่า ‘พาด’ ก็แล้วกันเพราะมันไม่ใช่การกอดใดๆ เพราะพี่มันแค่พาดเอาไว้เท่านั้น “ได้ไหม..”

ได้...ก็บ้าแล้ว ต่อให้ไม่กอดก็เหมือนกอดล่ะวะ

“พี่ทำอะไรเนี่ย มานอนทำไม” ฉันว่าพลางพยายามยกแขนหนักออกจากร่างตัวเองแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะยิ่งพยายามออกแรงมากเท่าไหร่อีกฝ่ายก็ยิ่งออกแรงกดลงมามากเท่านั้น

“ไหนบอกจะให้สร่างเมา?” เสียงทุ้มที่ดังอยู่ข้างหูทำฉันรู้สึกสยิวนิดหน่อยแต่ก็แค่แว้บเดียวเท่านั้นแหละ

“พี่ก็นอนดีๆ ดิวะ เดี๋ยวฉันจะไปนั่งเล่นคอมก็ได้ จะได้นอนสบายๆ” ฉันบอกกับพี่แซคที่ยังคงไม่ยอมคลายแรงกอดที่กลางลำตัว คราวนี้ฉันขอเปลี่ยนการเรียกเป็นกอดแทนเนื่องจากเริ่มรู้สึกได้ถึงแรงรัดที่มากขึ้นกว่าเดิม

“ปวดหัว...นอนแบบนี้แล้วไม่ปวดหัว”

“...”

“ไม่ได้เหรอ”

คนห่ามๆ เวลาเมาแล้วเป็นแบบนี้ทุกคนไหมนะ?

30%

“ปวดหัวก็รีบนอนสิ” ฉันถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ ตอนนี้ก็ไม่ได้พยายามจะขืนตัวเองจากอ้อมแขนของอีกคนแล้วเนื่องจากทำไปก็ไร้ประโยชน์ คิดเอาไว้ว่าปล่อยให้พี่มันนอนไปแล้วค่อยอาศัยตอนพี่มันหลับค่อยลุกหนีก็พอได้อยู่แหละมั้ง

“นอนด้วยกันดิเอ๋อ” คนที่อายุมากกว่าเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา โดยที่เปลือกตาปิดอยู่ “เมื่อกี๊บอกว่าง่วงไม่ใช่เหรอ?”

เออ ลืมไปเลยเนี่ยว่าตัวเองง่วง

“ฉันจะนอนได้ยังไง พี่มากอดอยู่เนี่ย” ยังพูดไม่ทันขาดคำคนที่ถูกกล่าวถึงก็กระชับอ้อมแขนเข้าหาตัวมากกว่าเดิมแถมคราวนี้ยังเอาคางมาเกยที่บ่าฉันไว้ด้วย ระยะห่างของเราสองคนตอนนี้แทบไม่เหลือเลยไม่มีแม้แต่ช่องว่างให้อากาศผ่านไปได้

“ต้องให้กูร้องเพลงกล่อมไหม?” อีกคนไม่ได้ถามเฉยๆ แต่กลับร้องเพลงจริงๆ แถมเพลงที่พี่มันร้องก็ชวนให้ฉันแอบหลุดยิ้มเสียด้วย “จันทร์เจ้าเอ๋ย ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า นอนซะนะอบเชยของพี่”

จนตอนนี้ฉันก็ชักสงสัยอีกแล้วว่าพี่แซคดื่มเหล้าเข้าปากในปริมาณที่มากน้อยแค่ไหน ทำไมถึงได้ส่งผลให้เขามีอาการผิดแปลกจากบุคลิกตัวเองแบบนี้

“พี่เมาใช่ไหมเนี่ย”

“อือเมา”

ยอมรับอีก แต่ก็ปล่อยเขาไปแล้วกัน ถ้าพี่มันสร่างเมาเมื่อไหร่ฉันจะทวงคืนให้สาสมกับค่าเปลืองเนื้อเปลืองตัวของตัวเอง คอยดูสิ

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีกเลยทั้งฉันแล้วก็พี่แซค ได้ยินแค่เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาที่ตั้งอยู่หัวเตียง..แต่เสียงที่ดังกว่าและได้ยินชัดเจนที่สุดนั้นกลับเป็นเสียงหัวใจของฉันเอง มันเริ่มเต้นแปลกๆ แปลกกว่าในทุกครั้งที่ผ่านมา

เช้าวันต่อมา

ฉันลุกขึ้นมาปิดนาฬิกาปลุกในทุกๆ เช้าจนมันกลายเป็นอีกหนึ่งกิจวัตรประจำวันของตัวเองไปแล้ว เมื่อลุกจากเตียงได้ก็รีบไปเปิดผ้าม่านเพื่อรับแสงจากด้านนอกเข้ามา ในหัวของคนเพิ่งตื่นค่อยๆ ประมวลผลอย่างเชื่องช้าว่าควรจะทำอะไรต่อไป แต่แล้วก็มีสิ่งหนึ่งผุดขึ้นมาก่อนจะนึกว่า

เมื่อคืนพี่แซคมันอยู่ที่ห้องฉันนี่หว่า..

พอหันกลับไปมองที่เตียงตัวเดิมที่พี่มันนอนอยู่นั่นกลับพบเพียงผ้าห่มและหมอนเท่านั้น ไม่มีร่างของใครอีกคนที่นอนอยู่บนนั้นเฉกเช่นเมื่อคืนนี้ เมื่อมองไปรอบห้องก็เห็นแค่ความว่างเปล่ากับประตูห้องที่เปิดอยู่ก็บ่งบอกได้ว่าไม่มีใครอยู่ในนั้นแน่นอน

สงสัยจะกลับไปแล้วสินะ

ฉันเองก็ควรไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้วสินะ วันนี้มีคลาสที่ต้องเข้าตอนเช้าด้วย

@มหาฯ ลัย

“เซย์ไฮ เพื่อนอบ” เสียงใสๆ ของเพื่อนชายใจหญิงคนเดียวของฉันอย่างพายอาร์ดังขึ้นทันทีที่ฉันก้าวเข้ามาภายในห้อง ฉันเห็นแบบนั้นจึงเดินไปนั่งโต๊ะข้างมันที่ยังว่างอยู่ทันที

“ทำไมมาเช้าจังวะ” ฉันทักทายมันหลังจากที่หย่อนก้นลงบนเก้าอี้แล้ว

“คนมันขยันก็งี้” อีกคนไม่ได้ปฏิเสธแบบถ่อมตัว แต่ตรงข้ามเลยมันไหวไหล่แล้วยกยิ้มอย่างภูมิใจในตัวเอง “เออ อบเชย รู้ยังว่าเรื่องที่มึงจะออกจากหลีดน่ะ ตอนนี้พี่ๆ เขากำลังหารือกันอยู่”

ฉันชะงักไปเมื่อได้ยินสิ่งที่ผู้เป็นเพื่อนพูด ความจริงแล้วฉันเองก็เกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วเหมือนกันถ้าพายอาร์มันไม่พูดขึ้นมาฉันก็คงลืมไปแล้วจริงๆ

“กูทำให้ลำบากหรือเปล่าวะ” ที่จริงเมื่อวานฉันก็เป็นฝ่ายผิดเองที่วู่วามมากเกินไปจนทำให้เกือบที่เรื่องทะเลาะกับรุ่นพี่ ควรไปขอโทษดีหรือเปล่านะ...?

“โอ๊ย ไม่เป็นหรอกกูเข้าใจ อะไรที่มันฝืนตัวเองมันก็จะเหนื่อย” มือหนาๆ ของผู้เป็นเพื่อนโบกไปมาอย่างไม่ได้คิดมากอะไร “ดูอย่างกูสิ อยากเรียนนิเทศฉิบหายแต่พ่ออยากให้มาวิศวะ...ทำไงได้ล่ะยะ มันคือความต้องการพ่อแม่”

ฉันชะงักเป็นครั้งที่สองของวันนี้กับคำพูดของเพื่อนชายใจหญิงคนนี้ นี่มันจะทำให้ฉันสตั้นท์แบบนี้ไปอีกกี่ครั้งกันเชียว

“จริงดิ?” ฉันถามกลับไปเพื่อเช็คความมั่นใจของตัวเอง “กูก็มาเรียนวิศวะเพราะพ่ออยากให้มา”

ใช่...ฉันไม่ได้โกหกหรอก ความจริงแล้วฉันไม่ได้มีใจอยากเข้าคณะนี้ตั้งแต่แรกเพียงแค่มันเป็นเพราะผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าอยากให้มาเรียนก็เลยต้องตามใจท่าน ฉันเองก็ไม่ได้แอนตี้อะไรอยู่แล้ว ความจริงพอได้เข้ามาเรียนถึงจะเหนื่อยหน่อยแต่มันก็สนุกไปอีกแบบเหมือนกัน

“แล้วถ้าไม่ได้เข้าที่นี่ มึงจะไปเรียนอะไรอบ” ถึงจะหงุดหงิดนิดหน่อยที่เพื่อนมันเรียกชื่อฉันว่าอบเฉยๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้แหละนะ เพราะถ้ามันเรียกเชยนี่มีตบกันแน่อะ

“ก็คงเป็นถาปัตย์..” ฉันตอบอย่างไม่ลังเล ตอนสมัยเรียนมัธยมฉํนเป็นคนชอบวาดรูปจนเพื่อนหลายคนทักว่าอยากให้ไปเรียนถาปัตย์ ฉันเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของพวกเขา พอฉันบอกว่าเลือกจะมาเรียนวิศวะเพื่อนในห้องถึงกับตกใจกันไปเลยหละ “แต่เรียนนี่ก็สนุกดี กูไม่ได้เครียดอะไรหรอก”

“อบเชย...” เสียงเรียกของใครสักคนทำให้ฉันละความสนใจจากการสนทนากับผู้เป็นเพื่อนแล้วหันไปมองหาเจ้าของเสียงนั้นแทน

ในรุ่นก็มีแค่ฉันคนเดียวปะวะที่ชื่ออบเชย

“นั่นพี่หยาดนี่หว่า” พายอาร์กระซิบบอกกับฉัน มันคงหันไปมองหาเหมือนกัน

“อือ” ฉันส่งเสียงในลำคอโดยที่สายตาจับจ้องไปยังร่างเพียวของรุ่นพี่สาวหน้าตาสวยดีกรีหลีดคณะที่ยืนอยู่ประตู และเธอก็กำลังมองมาที่ฉันเช่นกัน ฉันยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา อีกเกือบสิบห้านาทีกว่าจะเริ่มคลาส...หวังว่าเรื่องที่พี่หยาดเธอจะพูดกับฉันมันจะไม่ใช้เวลานานเกินนี้หรอกนะ “เดี๋ยวมาละกัน”

“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันเอ่ยถามกับหญิงสาวตรงหน้าหลังจากที่พาร่างตัวเองออกมาจากห้องแล้ว

“เรื่องหลีดน่ะ...”

พอขึ้นมาแค่คำแรกฉันก็คลายข้อสงสัยทันทีว่าอีกฝ่ายจะมาคุยอะไร

“ไม่เป็นไรแล้วค่ะ ฉันเป็นต่อได้” อันนี้คือคำพูดของฉันจริงๆ ไม่ได้มีวิญญาณที่สิงอยู่พูดแทนแต่อย่างใด พอกลับมาคิดดูอีกแล้วมันก็คือการหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตัวเองเหมือนกัน ไม่รู้ว่าในอนาคตจะได้ทำอะไรแบบนี้อีกไหม

“งั้นเหรอคะ” พี่หยาดดูแปลกใจเล็กน้อยที่ได้ฟังคำพูดเมื่อครู่ของฉัน “พี่ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น แต่พี่มาคิดดูแล้วพี่จะลดเวลาซ้อมของน้องทุกคนลง เพราะเวลาเดิมมันหนักเกินไป”

ใช่...อยากบอกกลับไปมากว่าฉันเองก็ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น

“ขอบคุณมากค่ะ” ฉันระบายยิ้มเล็กน้อยเพื่อแสดงความดีใจแทน

“แต่พี่มีเรื่องอยากให้อบเชยช่วยหน่อย” รุ่นพี่สาวดีกรีหลีดคณะตรงหน้าเอ่ยในประโยคที่ทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจ

นี่สินะที่เขาเรียกว่าของฟรีไม่มีในโลก อยากได้อะไรก็ต้องอีกอย่างมาแลก แต่สงสัยอย่างหนึ่งคือน้ำหน้าแบบนั้นจะไปช่วยอะไรพี่เธอได้

“เรื่องอะไรเหรอคะ” ฉันถาม

“พี่เห็นว่าเราสนิทกับแซค” พี่หยาดว่าด้วยน้ำเสียงลังเล ฉันอ่านสีหน้าของเธอได้ว่าเธอกำลังหนักใจอะไรบางอย่าง

“พี่แซคเป็นแฟนเก่าพี่...ไม่ใช่เหรอคะ” ฉันเนี่ยพอได้ยินก็แปลกใจยิ่งกว่าเดิมอีก คนที่เคยคบกันมาก่อนมันก็ต้องสนิทกันมากกว่าคนที่เพิ่งรู้จักได้เดือนเดียวในฐานะลูกเพื่อนแม่อย่างฉันดิวะ

“อือ เราเลิกกันเพราะความเข้าใจผิดน่ะ” เธอเอ่ยเสียงแผ่วเบา

อ้าว...ละไหนอีพี่แซคมันบอกว่าเลิกเพราะไปกันไม่ได้ไงวะ สรุปฉันควรเชื่อคำพูดใครดี?

“พี่จะให้ฉันช่วยอะไรคะ” ฉันเข้าประเด็นเลยทันทีเพราะยิ่งฟังก็ยิ่งสงสัยว่าเรื่องนี้จะมาเกี่ยวอะไรกับฉันได้ยังไง แต่กลับต้องมาตกใจเสียเองครั้นได้ยินประโยคต่อมา

“ช่วยให้พี่สองคนกลับมาคบกันได้ไหม”

80%

...

นี่สินะที่เรียกว่าภาวะน็อคดาวน์ อาการที่อึ้งจนพูดอะไรไม่ออกมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

“เอ่อ...ฉันจะช่วยได้ยังไงกันคะ” มันเป็นเรื่องที่ทำให้ฉันคิดหนักเหลือเกิน มันก็จริงที่ว่าพักหลังๆ มานี้ฉันกับพี่แซคเริ่มสนิทกันมากขึ้นแต่นั่นไม่ได้หมายความฉันจะสามารถเป็นสื่อกลางให้เขากลับไปคบกับพี่หยาดได้สักหน่อย

“แค่ช่วยหาโอกาสให้พี่ได้ปรับความเข้าใจกับแซคก็พอ” เธอตอบกลับมาอย่างนั้น

“ค่ะ...จะพยายาม” ฉันไม่ได้รับปากว่าจะช่วยให้ได้เนื่องจากฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าจะมีความสามารถขนาดนั้นหรือเปล่า แถมช่วงนี้พี่แซคมันก็ชอบผีเข้าผีออกอยู่บ่อยๆ

“ขอบใจนะ” พี่หยาดส่งยิ้มมาให้ฉันเล็กน้อย เธอดูใจดีกว่าที่ฉันคิดเอาไว้เสียอีก เป็นผู้หญิงที่ไม่ได้มีพิษภัยอะไรเลยด้วยซ้ำแล้วแบบนี้ฉันจะไปกล้าปฏิเสธได้ยังไงกัน

100%

ปลื้มอบเชย รักพี่แซค ต้องแท็ก #แซคสไตล์ เลยนะคะ

อย่าลืมเม้นท์ให้พี่ด้วย ไม่เม้นท์พี่ต่อย

ติดตามได้ที่ Facebook : Castle-G | Twitter/IG : @castleglint


ความคิดเห็น