Castle-G

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ZAC STYLE | 07 : อย่าไว้ใจคนเมา [100%]

ชื่อตอน : ZAC STYLE | 07 : อย่าไว้ใจคนเมา [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มิ.ย. 2561 19:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ZAC STYLE | 07 : อย่าไว้ใจคนเมา [100%]
แบบอักษร

ZAC STYLE

[ZAC x OBCHEUI]

7

อย่าไว้ใจคนเมา

หลังจากที่กินข้าวกันเสร็จพี่มันก็ขับรถพาฉันมาส่งที่หน้าหอโดยสวัสดิภาพ

“นี่พี่จะกลับบ้านเลยใช่ปะ” ฉันปลดสายเซฟตี้เบลท์ออกจากตัวและหันไปถามคนที่ขับรถมาให้ ซึ่งภาษากายถูกสื่อมาถึงฉันจากการส่ายหน้าไปมา

“เปล่า จะไปดื่มกับเพื่อน” พี่แซคตอบกลับมาด้วยสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวราวกับมันคือเรื่องปกติของเขา แต่มันกลับให้ฉันอึ้งไปสักพัก

แต่มันจะแปลกอะไร ผู้ชายก็ไปดื่มเป็นธรรมดานั่นแหละ

“ไปด้วยได้เปล่า” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้พูดออกไปแบบนี้

“ไม่ได้เอ๋อ ยังไม่ถึง”

“อะไรไม่ถึง? อายุอะเหรอ” ฉันเลิกคิ้วพร้อมกับเอ่ยถามคนเป็นพี่จากนั้นไม่นานก็โดนหัวเราะใส่กลับมา

“ส่วนสูงอะ ไม่ถึง” พี่มันตอบโดยที่ใบหน้ายังคงเปื้อนรอยยิ้มอยู่ ฉันละเกลียดจริงๆ เวลาที่อีกคนล้อส่วนสูงของฉันแล้วทำหน้าทำตาแบบนี้

ว่าแต่ร้านไหนวะมันจำกัดส่วนสูง?

“อยากไปอะ แบบเปิดหูเปิดตา” ฉันมองหน้าพี่มันตรงๆ เพื่อแสดงความต้องการของตัวเองออกไป แต่ถึงกระนั้นอีกคนก็ดูจะไม่ได้เห็นมันเลย

“ไปกับผู้ชายน่ะเหรอ?” พี่แซคเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างที่เขาชอบทำ

“พี่ไว้ใจได้น่า” ฉันยืนกรานในความคิดของตัวเอง ถึงพี่มันจะทำตัวห่ามๆ ไม่ค่อยมีความเป็นสุภาพบุรุษคุณชายอะไรมากนักก็เถอะ แต่ฉันคิดอยู่กับเขาก็คงปลอดภัย

“เหรอ” อีกฝ่ายทำเพียงแค่พูดพยางค์สั้นๆ ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคออย่างน่าหวาดกลัว ทั้งที่ความจริงแล้วพี่แซคก็ชอบทำท่าทางแบบนี้เป็นเชิงกวนประสาทอยู่บ่อยครั้ง

“ทำไมล่ะ เฮ้ย” ฉันกำลังจะถามคนที่นั่งที่คนขับก่อนจะร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ใบหน้าคมคายก็โน้มเข้ามาหาฉัน

“พูดเหมือนรู้จักกูดีงั้นแหละ” เจ้าของใบหน้าที่อยู่ใกล้ฉันมากเอ่ยออกมา ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินบนปลายจมูกทำให้ฉันเผลอนั่งตัวเกร็ง

“ก็...เราสนิทกันระดับหนึ่งนี่ แล้วฉันไว้ใจพี่นะ”

“แล้วไง? คิดว่าความไว้ใจของมึงมันใช้ได้กับยามเหล้าเข้าปากไหมล่ะ” พี่มันยังคงพูดต่อไปโดยที่ไม่ยอมผละใบหน้าออกไปจากฉัน

“...” ฉันนิ่งเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

“อย่าคิดไว้ใจใครสุ่มสี่สุ่มห้า”

“เออ ไม่อยากให้ไปด้วยก็ไม่ไปก็ได้” ฉันมองค้อนใส่อีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูเดินลงมาจากรถ แล้วก็เดินขึ้นห้องของตัวเอง

พอเข้ามาถึงในห้อง ฉันก็หยิบเอางานที่วางไว้บนโต๊ะทำงานของตัวเองออกมาเพื่อจะนั่งเคลียร์ให้มันเสร็จๆ ไปซะในวันนี้ วงเล็บถ้าทำได้อะนะ โดยพื้นฐานแล้วเป็นคนที่ถ้าจับสมุดหนังสือเปลือกตาก็หนักเสียแล้ว

ผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ ได้ฉันก็จัดการเก็บงานทุกอย่างเอาไว้ที่เดิมโดยที่ทำเสร็จไปแค่บางส่วน จากนั้นก็เดินไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ ของตัวเองพลางหยิบโทรศัพท์ที่ชาร์ตแบตไว้ที่หัวเตียงขึ้นมากดเล่น แต่ใขณะที่กำลังเล่นอะไรทั่วไปอยู่นั้นก็มีสายโทรเข้า

Rrrrrrrrrrr

:+: พี่แซค :+:

Why? โทรมาทำไม?!

“อัลโหล” เพราะสงสัยจึงต้องรีบกดรับ แว้บแรกที่เห็นชื่อของพี่แซคโทรมาหาก็นึกตกใจด้วยความที่ปกติแล้วพี่มันจะโทรมาแค่ตอนเช้ากับเย็นเท่านั้น ดึกๆ งี้ไม่น่าจะโทรมา

[เอ๋อ!]

ขึ้นพยางค์แรกก็ปาดน้ำตาด้วยความซึ้งใจสุดๆ ขอบคุณสำหรับการเรียกชื่อ

“ไรพี่” ฉันตอบกลับไปห้วนๆ บ้างอย่างที่พี่มันชอบพูดกับฉัน

[มาหาหน่อย]

“ฮะ” ฉันแทบจะต้องเงี่ยหูฟังอีกรอบเมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่นี้

[มา-หา-หน่อย อยู่ที่ร้านถ่ายเอกสาร] จะว่าไปน้ำเสียงพี่มันก็ติดยานๆ นิดหน่อย บางทีเขาอาจจะกำลังเมาแล้วโทรหาฉันก็ได้

“ร้านไหนนะ” เพราะก่อนหน้านั้นอีกคนบอกว่าจะไปดื่มกับเพื่อน

[ร้านถ่ายเอกสาร]

“ไหนบอกว่าจะไปร้านเหล้าไง” เนี่ยแหละ ฉันว่าพี่มันต้องเมาจริงๆ แน่

[ก็หน้าร้านมันรับถ่ายเอกสาร แต่หลังร้านขายเหล้า]

เยี่ยม! ทีนี้เวลาจะไปก๊งเหล้ากับเพื่อนๆ ก็ไม่ต้องโกหกแฟนอีกต่อไป! ไปร้านถ่ายเอกสารที่ใครจะรู้ว่าหลังร้านขายเหล้า มุขนี้ใช้ได้นะเนี่ย

“สรุปจะให้ไปหา?”

[อือ เดี๋ยวส่งโลชั่นให้]

“โลเคชั่นไหมพี่ อันนั้นมันไว้ทาผิว” ฉันว่าพี่แซคต้องกำลังเมาหนักมากแน่ๆ

“เออนั่นแหละ”

จบประโยคพี่แซคก็วางสายไปทันทีทิ้งฉันไว้กับความงงงวยของตัวเอง ไม่นานโปรแกรมแชทก็เด้งขึ้นมาพร้อมพิกัดร้านเหล้าที่พี่มันอยู่

ณ ร้านถ่ายเอกสาร

ใช่แล้ว ใช้เวลาเพียงไม่นานฉันก็เดินทางจากหอพักของตัวเองมาถึงที่นี่จนได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ไม่ได้ไกลมากนักเท่าไหร่ หน้าร้านที่ดูไม่มีชีวิตชีวาราวกับยังไม่เปิดทำให้ฉันเกิดความแปลกใจขึ้นมา แต่ก่อนจะนึกได้ว่าหลังร้านขายเหล้าก็ตัดสินใจเดินผ่านประตูไม้บานเก่าเข้าไป ฉันเดินเข้าไปเรื่อยๆ จนไปถึงด้านหลังของร้าน จากตอนแรกที่เห็นเพียงไฟสลัวก็กลับเป็นเริ่มสว่างมากขึ้นพร้อมทั้งได้ยินเสียเพลงดังออกมาจากข้างใน

“เดี๋ยวครับ” ผู้ชายตัวสูงคนหนึ่งที่ยืนหน้าประตูว่าพลางใช้มือกันลำตัวของฉันออกไว้ “ขอดูบัตรครับ”

เวรแล้วไง ฉันลืมไปเลยว่าที่นี่มันจำกัดอายุ 20 ปีขึ้นไป แล้วแบบนี้ฉันจะเข้าไปหาพี่แซคได้ยังไงกัน? แต่เดี๋ยว ไม่ใช่สิ ฉันต้องบอกว่าพี่แซคมันคิดยังไงจะให้ฉันมาหา

“สักครู่นะคะ” ฉันบอกกับชายดังกล่าวก่อนจะเดินออกมาให้ห่างจากประตูทางเข้า พลางหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาเพื่อต่อสายหาตัวต้นเหตุที่ทำให้ตัวเองมาอยู่ที่นี่

[โหล]

แน่นอนว่าฉันจะไม่เล่นต่อว่า 12 อันอะไรทั้งสิ้น ตอนนี้ซีเรียสมาก

“ตอนนี้อยู่ด้านหน้าร้านแล้วแต่ฉันเข้าไปไม่ได้นะพี่”

[งั้นก็รออยู่นั่น เดี๋ยวออกไปหา]

ไม่นานคำพูดอันแสนศักดิ์สิทธิ์นั่นก็เป็นจริง ที่ว่าจะออกมาหานั้นไม่ใช่เรื่องหลอกแต่อย่างไร พี่มันเดินออกมาจากในร้านจริงๆ สภาพก็ดูไม่ได้เหมือนคนที่เมามากแต่แค่หน้าเริ่มแดงนิดหน่อยเท่านั้นเอง

“แล้วยังไงเนี่ย พี่เรียกฉันมาทำไม” ฉันขมวดคิ้วมองอีกคนที่กำลังเดินเข้ามาหาด้วยความสงสัย

“ขับมอไซค์เป็นไหม” พี่แซคไม่ได้ตอบคำถามที่ฉันถามก่อนหน้าแต่กลับตั้งคำถามใหม่ขึ้นมาแทน

“ก็ได้อยู่ ขาแว้นประจำหมู่บ้านนะรู้ยัง”

และหลังจากนั้นสิ่งที่ฉันได้รับกลับมาก็คือกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ซึ่งฉันไม่แน่ใจว่าเป็นของยี่ห้อไหน แต่ที่แน่ๆ พี่แซคเอามายัดใส่มือฉันไปแล้ว

“คือ?” ฉันมองกุญแจรถในมือตัวเองก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่าย

“กุญแจรถ ไม่รู้จักเหรอ” เขาว่าพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

แล้วนี่คืออะไรมาหาว่าฉันไม่รู้จักกุญแจรถวะ

“รู้เหอะ แต่พี่เอามาให้ฉันทำไม?”

“ขับรถไปส่งหน่อย” คำตอบของพี่มันทำเอาฉันถึงกับเงิบ ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติอีกครั้ง

“ฉันเนี่ยนะ” ว่าแล้วก็ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างไม่เชื่อหูเท่าไหร่ พี่เขาขับรถมอไซด์ไม่เป็นหรืออย่างไรคะ? “แล้วพี่จะให้ฉันขับทำไมอะ”

แต่แทนที่จะได้คำตอบที่ดีๆ กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายโน้มตัวลงมาใกล้กับใบหน้าของฉันแทนเสียอย่างนั้น พี่แซคไม่ได้สนใจเลยว่าฉันจะรู้สึกตกใจแค่ไหนที่ได้มองหน้าเขาในระยะ HD เช่นนี้

“ได้กลิ่นอะไรไหม” เขาถาม

“กลิ่นปาก”

แล้วมือยักษ์นั่นก็เขกกำปั้นลงหัวฉันทันที ทำเอาต้องร้องโอดโอยพลางลูบบริเวณที่โดนทุบลงมาเมื่อครู่นี้ แรงก็ไม่ใช่น้อยนิด ทำไมถึงทำกับน้องกับนุ่งได้

“กูหมายถึงกลิ่นเหล้า”

ฉันทำจมูกฟุดฟิดสูดดมไปตามตัวของพี่มันทันทีที่จบประโยคนั้น แล้วสาเหตุนี้เองที่ทำให้ฉันเริ่มได้กลิ่นแอลกอฮอล์บนตัวของอีกคน

“เออว่ะ แล้วไงต่อ” ถึงแบบนั้นก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเกี่ยวอะไรกับการที่จะให้ฉันขับรถไปส่งพี่มัน

“เอ๋อจริงๆ ว่ะ” พี่แซคถอนหายใจทำหน้าเบื่อหน่ายใส่ก่อนจะว่าต่อไปอีก “ฟังนะเอ๋อ คือกูดื่มมาและถ้าให้ขับรถเองมีสามอย่าง อย่างแรกรอดกลับบ้าน อย่างสองเสียหลักเข้าข้างทาง และสุดท้ายโดนตำรวจลาก”

อ๋อ....ฉันเพิ่งเข้าใจตอนที่อีกคนอธิบายมานี้แหละ

“เข้าใจแล้วพี่ แต่ตอนนี้สงสัยอีกอย่างได้ไหม” ฉันมองกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ในมือก็เกิดอาการสงสัยอะไรบางอย่างขึ้นมา

“อะไรอีก” แต่ดูเหมือนอีกคนจะไม่อยากให้ฉันสงสัยสักเท่าไหร่

“ปกติพี่ไม่ได้ขับมอไซค์อะ รถที่พี่ขับไปไหนแล้ว” แต่ถ้าฉันสงสัยซะอย่างต่อให้ไม่ให้ถามก็ต้องรู้ให้ได้

“เพื่อนมันยืมไป” เขาว่าต่อไปอีกว่า “รถจอดอยู่ทางโน้นน่ะ”

พี่แซคว่าจบก็พาฉันเดินไปยังลานสำหรับจอดรถซึ่งอยู่ด้านหน้าร้าน หนึ่งในรถหลายคันที่จอดเรียงกันอยู่ก็มีมอเตอร์ไซด์คันสีดำซึ่งเป็นของเพื่อนอีกคน ฉันมองกุญแจรถในมือสลับกับตัวรถอย่างชั่งใจ เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะขับรถที่ใหญ่ขนาดนี้ได้

“เป็นอะไร” คนตัวสูงเอ่ยถามอย่างสงสัย เขาเลิกคิ้วมองฉันด้วยใบหน้ากวนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์

“คือปกติฉันเคยขับแต่พวกฮอนด้า เวสป้าไรงี้อะพี่” ไม่เคยขับรถคันใหญ่แบบนี้มาก่อน ถ้าฝืนไปก็กลัวจะพาคนเมาล้มเสียก่อน

“มันก็ขับเหมือนมอไซค์ทั่วไปแหละเอ๋อ” พี่มันตอบพลางหยิบเอาหมวกกันน็อกที่ล็อกไว้กับตัวเบาะออกมาแล้วทำท่าจะนำมันมาสวมไว้ที่หัวฉันแต่ทว่าเป็นฉันเองที่เบี่ยงตัวหลบเสียก่อน “อะไรอีก?”

“โธ่พี่ ฉันไม่ไว้ใจตัวเองนี่นา” ฉันถอนหายใจแล้วก็นึกไปว่าถ้าหากตัวเองขับรถคันนี้ไม่รอดขึ้นมาจริงๆ มันจะเกิดอะไรขึ้น ยังไงซะกันไว้ก็ดีกว่าแก้อยู่แล้ว

“งั้นก็ไม่ต้องขับ จอดทิ้งไว้นี่แหละ” พี่มันกล่าวแล้วก็ถอนหายใจเล็กน้อย ใบหน้าหล่อก้มลงมามองหน้าฉันก่อนจะฉวยกุญแจรถคืนไปจากมือ เขาเก็บมันไว้ที่กระเป๋ากางเกงและหันหลังทำทีจะเดินไปทางอื่น

“เดี๋ยวดิ นั่นพี่จะไปไหน” ฉันร้องเรียกพี่มันเอาไว้ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินตามอีกฝ่ายไปติดๆ พี่แซคหันมามองหน้าฉันเล็กน้อยแต่ก็เท่านั้น เขาไม่ได้พูดอะไรแต่กลับยังสาวเท้าเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ

“ตามกูมาทำไม” เขาที่เห็นว่าฉันยังคงเดินตามเรื่อยๆ คงเริ่มรู้สึกหงุดหงิดจึงหยุดเดินแล้วหันมาพูดกับฉันได้สักที

“เอ้า ก็พี่แหละปะที่เรียกฉันออกมาหาอะ แล้วทีงี้จะทิ้งกันเหรอไง” ฉันเริ่มโวยวาย

“เรียกมาแล้วไม่มีประโยชน์เลยมึงน่ะ” พี่แซคบ่นเบาๆ ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มลงบนหน้าผากขอฉันพร้อมกับใช้กดเล็กน้อย เขามองหน้าฉันอย่างชั่งใจสักครู่ก่อนจะเอ่ยต่อไปอีก “เดี๋ยวกูจะกลับรถโดยสารแล้วกัน”

“งั้นกลับด้วย” ฉันเอ่ยขึ้น

“กลับไง? บ้านกูไม่ได้อยู่ทางเดียวกับหอมึงนะเอ๋อ” พี่แซคขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจกับสิ่งที่ฉันพูดแต่มันคือเรื่องจริงที่ว่าหอฉันกับบ้านเขามันคนละทางกัน

“ไม่รู้หละ พี่เป็นคนทำให้ฉันเสียเวลาออกมาพี่ต้องรับผิดชอบ”  นี่ถ้าพี่มันไม่โทรเรียกละก็ป่านนี้ฉันคงนอนเล่นอยู่บนเตียงอย่างสบายใจไปแล้ว 

“เออๆ” คนที่มีแอลกอฮอลในร่างกายตอบห้วนๆ ตามสไตล์ของเขาก่อนจะยอมนั่งรถไปส่งฉันที่หอก่อน จะว่าไปมองจากตรงนี้ แผ่นหลังของผู้ชายตัวสูงอย่างพี่มันก็ดูดีใช่หยอกนะเนี่ย

ฉันกับเขานั่งรถประจำทางที่เหลือไม่มากมาถึงที่ซอยหน้าหอ ซึ่งยามนี้ไม่มีรถที่ไหนจะขับเข้าไปแล้วเนื่องจากในซอยค่อนข้างมืด แสงจากหลอดไฟข้างถนนมันก็สลัวเกินกว่าจะช่วยในการมองเห็น ตลอดทางที่นั่งรถมาอีกคนไม่ได้พูดจาอะไรเลยเอาแต่นั่งเงียบกับตัวเองอยู่อย่างนั้น จนฉันเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาเมาหรือหลับ

พี่แซคเดินเข้ามาซอยเป็นเพื่อนฉันเพื่อมาส่งที่หน้าหอ และตอนนี้ก็เงียบสงัดไร้ผู้คนเดินขึ้นลงเฉกเช่นตอนกลางวัน ฉันหันไปมองคนเมากรึ่มๆ ที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยความเป็นห่วงเล็กน้อยว่าจะกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพหรือเปล่า

“เอ่อพี่ ไหนๆ ก็มาแล้วขึ้นไปกินน้ำไหมอะ” ด้วยความที่กลัวว่าอีกฝ่ายนั้นจะเมาเบลอกลับบ้านไม่ได้เลยมีความคิดที่ว่าอยากให้พี่มันสร่างเมาเสียก่อน วิธีแก้เมานี่มีอะไรบ้างนะ?

“ชวนผู้ชายขึ้นห้อง?” ร่างสูงมองหน้าฉันพลางเลิกคิ้วใส่

“เออ ฉันอยากให้พี่สร่างเมาก่อนนี่หว่า เกิดนั่งรถไปจำทางไปบ้านไม่ได้ทำไง” ฉันพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปแล้วแถมมันยังน่าตลกมากเสียด้วย ดูได้จากที่คนตรงหน้ากำลังกลั้นหัวเราะอยู่นั่นเอง

“ตลกว่ะ อือ ก็แล้วแต่กูไปก็ได้แค่ห้องเด็กเอ๋อๆ คนนึง” พี่แซคไหวไหล่จากนั้นก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปรอที่หน้าประตูหอเพื่อให้ฉันสแกนคีย์การ์ดเปิดประตูเสียก่อน ค่อยเดินขึ้นบันไดไป

ไม่นานเราสองคนก็มาอยู่ห้องของฉัน นังอบเชยคนนี้นี่เองจ้ะ รู้สึกดีที่เมื่อเช้าตัวเองจัดเก็บห้องไว้แล้วจะได้ไม่รู้สึกอับอายเวลามีคนอื่นเข้ามาเห็นห้อง เสียอย่างคือภายในห้องอากาศจะร้อบอบอ้าวนิดหน่อยเนื่องจากไม่ได้เปิดหน้าต่างระบายอากาศออก พอคิดได้แบบนั้นจึงรีบเดินไปเปิดบานหน้าต่างออกโดยที่มีมุ้งลวดกันยุงหรือแมลงอะไรก็ตามแต่บินเข้ามาในนี้

“มองไรอะพี่” เพราะรู้สึกได้ถึงสายตาแปลกๆ ที่ส่งมาจากอีกคนในห้องเลยไม่รีรอจะหันไปถาม

“อยากให้พี่สร่างเมาเหรอ?” พี่แซคพูดโดยที่ยังไม่ละสายตาไปจากใบหน้าของฉัน แถมยังมีเรื่องที่ทำให้รู้สึกขนลุกขึ้นมาอีกเรื่องก็คือสรรพนามของอีกฝ่ายนั่นเอง เมื่อกี๊ถ้าไม่ได้หูฝาดเขาแทนตัวเองว่า ‘พี่’ ด้วยหละ

“อะ..อือ” เพราะรู้ไม่ชินกับท่าทางแบบนั้นของเขาจึงไม่รู้จะพูดยังไงต่อ

“พี่มีวิธีนึง”

ขอร้องหละ อย่าแทนตัวเองแบบนั้นมันไม่ชิน...

“อะไร” ฉันถามพลางก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆ ทีละก้าว ท่าทางแบบนั้นมันไม่ใช่พี่แซคเลย “เฮ้ย!!”

ตุ้บ~!

ฉันร้องอย่างตกใจที่อยู่ๆ ร่างของตัวเองก็ถูกอุ้มขึ้นมาก่อนจะถูกเหวี่ยงลงบนเตียงนอนโดยฝีมือของคนเป็นพี่ที่ฉันคาดเหตุการณ์แบบนี้ไม่ถึง และก็ตกใจมากยิ่งกว่าเมื่อคนใจห่ามปีนขึ้นเตียงตามมาติดๆ ก่อนจะคร่อมร่างของฉันเอาไว้ พี่มันใช้แขนกักบริเวณร่างของฉันเอาไว้เพื่อไม่ให้ลุกหนีไปไหน

“พี่เป็นบ้าไรเนี่ย..อื้อ” ฉันกำลังจะร้องโวยวายแล้วคิดหาคำด่าสารพัดมาให้อีกคน แต่ยังไม่ทันได้ทำตามสิ่งที่ตัวคิดก็ถูกปิดปากเอาไว้ด้วยปากของเขาเสียก่อน ริมฝีปากของอีกฝ่ายบดขยี้ลงมามากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้สนใจว่าฉันจะหายใจทันหรือเปล่า


พี่!!!! ทำไมไม่อ่อนโยน! #ผิด

ทำไมทำน้องงงงงง

ปลื้มอบเชย รักพี่แซค ต้องแท็ก #แซคสไตล์** เลยนะคะ

อย่าลืมเม้นท์ให้พี่ด้วย ไม่เม้นท์พี่ต่อย

ติดตามได้ที่ Facebook : Castle-G | Twitter/IG : @castleglint**

ความคิดเห็น