Castle-G

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ZAC STYLE | 06 : ข้อแลกเปลี่ยนสุดแปลก [100%]

ชื่อตอน : ZAC STYLE | 06 : ข้อแลกเปลี่ยนสุดแปลก [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 23 มิ.ย. 2561 19:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ZAC STYLE | 06 : ข้อแลกเปลี่ยนสุดแปลก [100%]
แบบอักษร

6

ข้อแลกเปลี่ยนสุดแปลก

คิดว่าชีวิตวันๆ หนึ่งของอบเชยทำอะไรบ้างคะ เรียน? เข้าร่วมกิจกรรม? แล้วกลับมานอน? อ่อ ก็ถ้าเป็นคนทั่วๆ ไปมันก็คงเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ใช่กับฉันแน่นอน

“น้องอบเชย พี่บอกแล้วว่ายืนให้มันมั่นใจกว่านี้ ยืนแบบนี้มันไร้เสน่ห์นะคะ”

เฮ้อ....ยุ่งยากกว่าเรียนก็ซ้อมหลีดเนี่ย

“พี่คะ เชิดอีกหน่อยคางก็ชนเมฆแล้ว” แอ่นเข้าไปสิอก เชิดเข้าไปสิหน้า มันจะอะไรขนาดนี้

“อย่าบ่นค่ะ ทำตามที่พี่บอก” พี่หยาดนี่หน้าตาสวยราวกับนางฟ้านะทำไมจิตใจช่างนางร้ายเยี่ยงนี้ นี่ฉันเองก็เริ่มเมื่อยแล้วด้วย

จนการซ้อมผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมงพี่เขาก็ให้น้องทุกคนมานั่งพัก ซึ่งฉันจึงไม่รีรอจะมานั่งข้างๆ พายอาร์เพื่อนชาย(สาว) ของตนเอง มันเองก็เป็นหนึ่งในทีมหลีดเช่นกัน อาร์หน้าตาดีจะตายไม่น่าแปลกใจหรอก

“โอ๊ย เมื่อย” อาร์มันบ่นพลางหยิบขวดน้ำขึ้นมาเปิดดื่ม แถมยังใช้มือพัดหน้าตัวเองไปด้วยท่าทางที่สาวขัดกับรูปร่างหน้าตา “นี่อบเชย”

“อือ” ฉันขานรับในลำคอพลางเปิดขวดน้ำแล้วยกขึ้นดื่มบ้าง อากาศที่ร้อนนี่แถมยังต้องมาเหนื่อยซ้อมอีกไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อร่างกายและจิตใจสักนิด

“เมื่อวานนี้เห็นหล่อนขึ้นรถไปกลับผู้ชาย ใครยะ”

“แค่กๆ” ฉันแทบสำลักน้ำที่ดื่มเข้าไปแต่โชคดีมันไม่ได้พ่นใส่หน้าไอ้คนที่ถาม “ตอนไหน?”

“ก็เลิกซ้อมไงก่อนกลับอะ หล่อนเดินไปขึ้นรถกับผู้ชายฉันรู้นะ”

งานกำลังเข้าแล้วสิเนี่ย มีงานเข้า มีงานเข้า มีงานเข้า หัวใจเราคงไม่เหงาอีกต่อไป ....เพลงดักแก่ชะมัดเลย ใครได้ฟังตอนมันออกใหม่ๆ นี่ถือว่าเรารุ่นเดียวกันนะ

แล้วนี่ควรตอบไปว่ายังไงดี?

“พี่น่ะ ไม่มีอะไรหรอก” ถึงพี่แซคจะไม่ใช่พี่แท้ๆ ของฉันก็เถอะเพราะฉันลูกคนโตสุด แต่เอาเป็นว่าฉันก็นับถือเขาเป็นพี่คนหนึ่งก็แล้วกัน

“มีพี่เรียนอยู่ที่นี่เหรอ ดีจัง” พายอาร์มันทำสีหน้าให้ความสนใจกับเรื่องพี่ของฉันมาก ซึ่ง..ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยจริงๆ นะ

“ไม่ใช่พี่แท้ๆ นะ ก็แค่พี่คนสนิท”

เอ๊ะ..สนิทแล้วใช่ไหม? เอาเป็นว่าฉันจะโมเมไปเองก็แล้วกันว่าสนิท

“น้องๆ คะ มาซ้อมต่อ”

ยังไม่ทันที่ฉันจะได้คุยอะไรต่อกับเพื่อน พวกพี่เขาก็เรียกไปซ้อมอีกแล้วจนแอบคิดว่าถ้าเมื่อครู่ฉันเอานาฬิกามาจับเวลามันจะถึงหนึ่งนาทีหรือเปล่า เพราะฉันเพิ่มได้หย่อนก้นนั่งแค่แป๊บเดียวเองนะ

หลังเลิกซ้อม

“พี่คะ...ฉันขอคุยด้วยหน่อยสิคะ” ฉันเดินเข้าไปหาพี่หยาดทันทีหลังจากที่ซ้อมเสร็จ พวกเพื่อนก็ทยอยกันกลับไปแล้วเหลือแค่ฉันกับพี่ๆ บางส่วนเท่านั้น

“มีอะไรเหรออบเชย” พี่หยาดเอ่ยถามฉันกลับมาเป็นการโต้ตอบ

“คือ ฉันไม่อยากเป็นหลีดแล้วน่ะค่ะ” ฉันตัดสินใจพูดสิ่งที่ตัวเองคิดอยู่ในหัวออกไป ฉันเหนื่อยมากแล้วก็ไม่อยากทำแล้วด้วย ฉันไม่ได้เข้ามาอย่างอาสาตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำไป

“แล้วน้องจะเข้ามาทำไมคะ ถ้าเข้าแล้วจะออก นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะ” พี่จิ๊บที่ยืนอยู่ข้างกันก็เอ่ยกับฉันด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“ตอนแรกฉันเข้ามาเพราะเห็นแก่รุ่นพี่ค่ะ” ใช่แล้วหละ ตอนนั้นพี่เนเน่มาวอนขอร้องฉันด้วยท่าทีน่าสงสารจริงๆ ซึ่งฉันเองก็ตกหลุมพรางไป แต่ทว่า... “แต่ตอนนี้ฉันเห็นแก่ตัวเองมากกว่า ฉันเหนื่อยน่ะค่ะฉันไม่อยากทำแล้ว”

ใช่ ยอมรับไปตรงๆ งี้แหละ ฉันไม่อยากเอาเวลาที่เสียไปหลายชั่วโมงในแต่ละวันมาลงกับสิ่งที่ฉันไม่ได้สนใจเลย ฉันอยากเอาเวลาไปใช้กับงานกับเรื่องเรียนมากกว่า ฉันมีกิจกรรมอะไรอีกเยอะที่อยากทำ ฉันไม่ได้มีใจรักจะทำมันตั้งแต่แรก และคิดว่าถ้าขอออกไปตั้งแต่ตอนนี้มันจะดีเสียกว่าปล่อยผ่านไปนานๆ

“ใครๆ เขาก็อยากเป็นหลีดกันทั้งนั้น”

ไม่ต้องรวมฉันนะคะ กราบ

“นี่อบเชย” คราวนี้พี่หยาดพูดกับฉันบ้าง “พี่ไม่ได้มีสิทธิ์จะเอาใครออกหรือเข้าได้ตามใจชอบหรอกนะ ถ้าน้องอยากออกจริงก็ต้องได้รับการยินยอมจากพี่หลายคนเลย”

เออ แล้วพี่พวกนั้นมีใครบ้างคะ ฉันจะไปไล่ขออนุญาตออกให้หมดเลย

อยากจะตอบกลับไปแบบนี้แต่ใจไม่กล้าพอ

“สรุปแล้วฉันออกไม่ได้เหรอคะ?” ฉันว่าแล้วก็แอบถอนหายใจเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยทั้งใจและกาย

“ก็...คงประมาณนั้น น้องต้องไปคุยกับพี่คนอื่นๆ ด้วย” พี่หยาดทำสีหน้าเคร่งเครียดนิดหน่อยเมื่อพูดประโยคนั้นออกมา เธอดูเป็นห่วงฉันจริงๆ ผิดกับพี่จิ๊บเพื่อนของเธอ

“เห็นแก่ตัวจังเลยนะน้อง คนอื่นเขาก็เหนื่อยเขาก็ร้อนกันทั้งนั้น เขายังทนได้เลย” พี่จิ๊บพูดแล้วใช้สายตามองมาที่ฉันอย่างไม่พอใจอีกครา

“ความอดทนของคนเรามันไม่เหมือนกันค่ะ พี่จะเอาฉันไปเทียบกับคนอื่นไม่ได้” ฉันชักจะรำคาญยัยพี่คนนี้แล้วนะ จะพูดกระแทกแดกดันให้มันได้อะไรขึ้นมา

“แล้วน้องต่างจากเพื่อนคนอื่นตรงไหนคะ ถึงจะทนไม่ได้” พี่จิ๊บยังคงต่อว่าฉันต่อโดยท่าทีของเธอคือคนที่กำลังพยายามเอาชนะโดยไม่สนใจเหตุผล

“เพราะฉันไม่ได้ทำด้วยใจรักค่ะ ฉันไม่ได้ชอบ แล้วฉันจะออกให้ได้ไม่ว่าพี่จะพูดยังไง” ด้วยความหงุดหงิดที่มากถึงมากที่สุดของฉันส่งผลให้พูดแบบนั้นออกไป ฉันไม่ชอบที่พี่มันพยายามเอาเหตุผลที่บอกว่าคนอื่นยังทำได้มาใช้เลย มันเป็นตรรกะห่วยๆ ตรรกะหนึ่งที่ฉันเกลียดมากที่สุด

คนเรามันไม่ได้เหมือนกันไหมอะ ความอดทนมันก็ไม่ได้เท่ากันไหมอะ ความรักในสิ่งที่ทำมันก็ไม่ได้มีเท่ากันปะวะ จะใช้เหตุผลที่ว่าคนอื่นยังทำได้น่ะเหรอ ฉันยอมรับว่าฉันอาจจะเห็นแก่ตัวที่ทำแบบนี้แต่ถ้ามีจิตเสียสละแล้วทำให้ตัวเองเดือดร้อนมันก็ไม่ใช่เปล่าอะ

หลังจากที่แทบจะวางมวยกับยัยพี่จิ๊บมันโดยที่พี่หยาดห้ามศึกเอาไว้ทัน ฉันก็ขอตัวกลับออกมาแล้วเดินไปตามทางเรื่อยๆ

“น้อง”

แต่ตอนนี้สิ่งที่ฉันกำลังคิดหนักอยู่ก็คือจะทำยังไงให้ตัวเองสามารถเฟดออกมาจากการเป็นหลีดได้

“น้องครับ”

ยิ่งคิดก็ยิ่งหนักใจ ในเมื่อพี่หยาดเองก็บอกว่ามันทำไม่ได้ง่ายๆ แถมยัยพี่จิ๊บที่พยายามกันท่าฉันอีกด้วย ถ้าฉันจะโดดซ้อมไปเลยไม่ต้องซ้อมอีกเลยจะได้ไหมนะ

“นี่น้อง”

เครียดฉิบหายเลยตอนนี้

“น้อง! ได้ยินพี่ไหมครับ” เสียงดังที่อยู่ข้างหูทำให้ฉันหลุดออกจากความคิดของตัวเองในทันทีแล้วหันไปมองต้นตอของเสียงด้วยความตกใจ

“เรียกฉันเหรอ?” คือได้ยินนะแต่เข้าใจแล้วว่าที่เรียกน้องๆ เมื่อครู่นี้ไม่ได้เรียกฉันอะ

“อือ น้องนั่นแหละ” ผู้ชายตัวสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบกว่าๆ ผมสีน้ำตาลเข้มกับแววตาที่ดุดันนั่นดูมีเสน่ห์มากจนแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าคนอย่างนี้จะมาคุยกับฉัน

“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะฉันเองก็ไม่ได้รู้จักพี่ผู้ชายตรงหน้าเลยสักนิด

“พี่ชื่อเอสนะ” อีกคนแนะนำตัวเองพลางส่งยิ้มมาให้เล็กน้อย

“ค่ะ ฉันอบเชย” ฉันแนะนำตัวเองไปบ้างเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท ดูจากการเรียกแทนตัวเองแล้วก็เสื้อช็อปสีน้ำเงินที่สวมอยู่บอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาคือรุ่นพี่ในคณะเดียวกัน

“อือ รู้แล้ว”

ฉันกำลังคิดไม่ดีอยู่ ว่าบางทีพี่เขาอาจจะกำลังสนใจฉันหรือเปล่า?

“พี่มีเรื่องอะไรกับฉันคะ” เอ๊ะ...ถามแบบนี้มันถูกต้องแล้วใช่ไหมนะ

“พี่ไม่ได้อยากมีเรื่องอะไรกับน้องหรอก แต่พี่อยากคุยอะไรกับน้องสักหน่อย” พี่เอสว่าขึ้นแต่นั่นกลับทำให้ฉันงงหนักกว่าเดิม

“คุยอะไรเหรอคะ?” ฉันจำไม่เห็นได้ว่าตัวเองไปมีธุระกับพี่เอสตอนไหน

“น้องอยากออกจากการเป็นหลีดใช่ไหมล่ะ”

“...” ฉันนิ่งเงียบไปเพราะเรื่องที่อีกฝ่ายว่าขึ้นมา เออ..แล้วเขารู้ได้ยังไงอะ เป็นคนจาก CIA แฝงตัวมาหรือยังไง?

“พี่ช่วยได้นะ..แต่มีข้อแลกเปลี่ยน”

คำว่าข้อแลกเปลี่ยนนั่นทำให้ฉันแอบรู้สึกไม่ดีเล็กน้อย คนอย่างเขาจะมาช่วยฉันได้ยังไงแล้วอีกอย่างข้อแลกเปลี่ยนนั่นคืออะไร?

“พี่ทำได้จริงเหรอ” ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเผลอขมวดคิ้วใส่คนตรงหน้าไปตั้งแต่ตอนไหน

“พี่จะบอกให้เผื่อน้องไม่รู้ ตอนนี้น้องอบเชยเป็นที่จับตามองของทุกคนมากเลยนะ ไม่มีใครเขาอยากให้เธอออกหรอก มันทำไม่ได้อยู่แล้ว”

“อ้าว แล้วถ้าทำไม่ได้พี่จะช่วยยังไงคะ” ฉันขัดขึ้นมาเมื่อพี่เอสพูดอย่างนั้น

เมื่อสักครู่นี้ฉันแอบคิดในใจว่าตัวเองตาฝาดไปหรือเปล่าเมื่อเห็นคนตรงหน้ากระตุกยิ้มที่มุมปาก แต่เป็นการกระทำเพียงแค่แว้บเดียวเท่านั้นก่อนที่เขาจะพูดต่อไปว่า

“แน่นอนถ้าเธอคนเดียว เธอทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าพี่ช่วยมันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป” พี่เอสน่าจะเป็นคนที่มีคอนเนคชั่นเยอะพอตัวถึงได้พูดแบบนี้ออกมาได้

พ่อเขาเป็นอธิการบดีหรืออย่างไรทำไมถึงได้มั่นใจตัวเองเสียขนาดนี้

“แล้วข้อแลกเปลี่ยนคืออะไรคะ” ถึงแบบนั้นฉันก็ต้องรู้ก่อนให้ได้ว่าสิ่งที่ฉันต้องจ่ายแลกกับการลาออกจากหลีดให้ได้นั้นเป็นอะไร

“สืบข้อมูลผู้ชายคนนึง”

“ฮะ?!...” ฉันหลุดอุทานออกไปเพราะความตกใจกับข้อเสนอนั้น จะให้ฉันไปสืบข้อมูลเนี่ยนะ?! หน้าฉันเหมือนพวกโคนันกับเชอร์ล็อค โฮล์มส์หรือไง

“ไง พอได้ไหม” พี่เอสยกยิ้มหลังจากที่ฉันได้ฟังข้อแลกเปลี่ยนของเขา ใบหน้าที่ฉันคิดในตอนแรกว่ามีเสน่ห์ตอนนี้กลับกลายเป็นเจ้าเล่ห์และแฝงไปด้วยลับลมคมใน

“ฉันทำไม่ได้หรอก”

“งั้นก็อย่าหวังว่าจะได้ออก...เพราะพวกพี่ๆ จะไม่มีทางทำให้เธอได้ออก” น้ำเสียงแผ่วเบาในช่วงตอนท้ายแต่กลับหนักแน่นนั่นทำให้สันหลังเกิดเย็นวาบขึ้นมา

“จะทำแบบนั้นไม่ได้นะ นี่มันบังคับกันนี่นา”

“งั้นก็เลือกเอาแล้วกันว่าจะทำต่อหรือทำตามข้อเสนอพี่ พี่บอกเลยว่ายัยจิ๊บคนที่ฝึกซ้อมเธอนั้นถ้าไม่ชอบใครขึ้นมา มันจะรังแกถึงที่สุดเลยหละ ไม่แน่นะอบเชย เธออาจถูกบังคับให้ซ้อมหนักกว่าเพื่อนก็ได้”

นี่มันมหาลัยหรือค่ายทหารวะ! มันทำแบบนั้นได้ด้วยหรือไง

“ขะ ขอตัวก่อนนะคะ” ฉันตัดบทแค่นั้นก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินหนีออกมาจากอีกฝ่าย

ณ ร้านอาหารตามสั่ง

“เป็นไรเอ๋อ ดูเหม่อๆ นะวันนี้” พี่แซคที่ชวนฉันมานั่งทานข้าวด้วยเหตุผลที่ว่ากินคนเดียวมันเหงา ก็ได้เอ่ยขึ้นกับฉันเรียกเอาสติที่หลุดหายกลับคืนมา

“คิดอะไรเรื่อยเปื่อยแหละพี่” ฉันไม่ได้บอกสาเหตุที่แท้จริงไปว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะไม่กล้าจะไปปรึกษาเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น

“อือ เลิกคิดแล้วกินข้าวได้ ยิ่งเอ๋อๆ อยู่ มาเหม่อแบบนี้เหมือนเด็กป่วยทางจิต” พี่มันว่าแล้วก็คีบผัดไทยในจานเข้าปากตัวเองต่ออย่างเอร็ดอร่อย

แหม จะด่าว่าเป็นบ้าก็ด่ามาตรงๆ เถอะ

“พี่นี่ขี้บ่นเหมือนแม่ฉันเลย” ฉันบอกกับอีกฝ่ายแล้วก็ตักข้าวผัดของตัวเองขึ้นมากินบ้าง ซึ่งมันใกล้จะหายร้อนแล้วเพราะมัวแต่นั่งเหม่ออยู่นาน

“ก็มันน่าบ่นนี่หว่า นี่เอ๋อรู้ปะตอนแรกกูไม่เข้าใจว่าทำไมทั้งแม่มึงแล้วก็แม่กูถึงได้เป็นห่วงมึงขนาดนี้ ตอนนี้กูเข้าใจแล้ว ดูดิเอ๋อๆ มึนๆ ขนาดนี้เสี่ยงต่อการโดนหลอกว่ะ” พี่แซคว่าแล้วก็ใช้ตะเกียบในมือชี้มาที่หน้าของฉัน

ตั้งแต่ที่รู้จักมักจี่กับอีกฝ่ายมาฉันแทบจะไม่ได้ยินคำว่าอบเชยจากปากพี่มันเลยนะ เอะอะก็เรียกแต่เอ๋ออยู่นั่นแหละ จนคนรอบข้างที่ไม่รู้จักฉันมาก่อนเข้าใจไปว่าฉันชื่อเอ๋อกันหมดแล้ว นึกละก็น่าเอาไม้ตีคนต้นคิดให้หัวแบะยิ่งนักแต่ติดที่ว่าไม่สามารถทำได้นี่สิ

“ผิดแล้ว ที่ทุกคนห่วงฉันเพราะฉันหน้าตาดีมีแต่คนพยายามเข้าหาต่างหาก” อันนี้ที่พูดออกไปเกิดจากความมั่นหน้าล้วนๆ ไม่ได้มีเหตุมีผลอะไรผสมทั้งสิ้น

“ทำไมต้องมั่นใจขนาดนี้” คนตรงหน้าถึงกับวางตะเกียบที่ใช้คีบเส้นผัดไทยในมือลงแล้วเอาสมาธิมาจดจ้องที่ใบหน้าของฉันแทน

“ฉันว่าฉันก็เพอร์เฟคในระดับหนึ่งนะ” ถึงฉันจะไม่ใช่โฟร์ ศกลรัตน์ก็เถอะ

“เอาเถอะ ถ้าสบายใจกูก็ไม่ขัด” พี่มันแอบทำหน้าตาเบื่อหน่ายใส่ฉันแต่ขอโทษทีพอดีเห็นทัน ว่าจบเขาก็กินต่อ ทั้งเส้นทั้งถั่วงอกพี่มันก็กินทุกอย่าง “แต่ถ้ามีเรื่องอะไรก็ปรึกษาได้นะ”

“เป็นห่วงอะดี๊” ฉันยกยิ้มเป็นการแซวอีกฝ่ายแต่ก็ไม่ได้ตั้งใจคิดจริงจังอะไร แต่กลับต้องชะงักเมื่อพี่แซคตอบกลับคำพูดฉันในประโยคต่อมา

“อืม เป็นห่วง”


เป็นห่วงงงงงงงงงง ว้ายยยย

ไหนพูดอีกรอบดิแซค!!

**

ปลื้มอบเชย รักพี่แซค ต้องแท็ก #แซคสไตล์ เลยนะคะ

อย่าลืมเม้นท์ให้พี่ด้วย ไม่เม้นท์พี่ต่อย

ติดตามได้ที่ Facebook : Castle-G | Twitter/IG : @castleglint**

ความคิดเห็น