เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 45 คราปักษาสานบทประพันธ์วิญญาณแห่งทุ้งพฤกษาสวรรค์

ชื่อตอน : ตอนที่ 45 คราปักษาสานบทประพันธ์วิญญาณแห่งทุ้งพฤกษาสวรรค์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 106

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ธ.ค. 2562 20:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 45 คราปักษาสานบทประพันธ์วิญญาณแห่งทุ้งพฤกษาสวรรค์
แบบอักษร

​ตอนที่ 45 คราปักษาสานบทประพันธ์วิญญาณแห่งทุ้งพฤกษาสวรรค์ 

“บันทึกเล่มแรกหายสาบสูญ ประวัติศาสตร์ที่เฝ้าจารึกตลอดหลายอนันต์ปีสลายหายในพริบตา หญิงสาวเป็นใคร จู่ๆนางตื่นและพบว่าตนเองกำลังล่องลอยในบึงน้ำใสสะอาดกระจ่าง คราวนางถูกทักจึงตรัสรู้ในความจริงอันว่างเปล่า และอุดมสมบูรณ์” 

 

 

“ขอข้าเล่นได้หรือไม่” 

ทำไมยังมีชีวิตอยู่นะ… 

ทำไมจบเศร้าจัง… 

ทำไมทำร้ายกันด้วย… 

ทำไม…วิ่งหนี.. 

กาลครั้งหนึ่งมีสาวน้อยไร้เดียงสา อวบอ้วน แก้มบานนุ่มนิ่ม นางเกิดในครอบครัวที่อบอุ่นมีพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เพื่อนบ้าน และเพื่อนสนิท นางมีสิ่งช่วยค้ำจุนหัวใจดั่งที่เด็กน่ารักคนหนึ่งควรมี มีพ่อสอนหนังสือ แม่ให้กอด เพื่อนให้ร้องเล่น ผู้อาวุโสเลี้ยงขนม กระทั่งนางเติบโตและเรียนรู้ เริ่มรู้จักโลกภายนอก โลกที่นางใฝ่ฝันอยากจักโบยบิน ล่องนภา ดำสมุทร ล่าสมบัติ ดินแดนแห่งแสงสีที่นางอยากล้มกลิ้งไปถึงสุดขอบพิภพ 

ความจริงมิใช่เรื่องเลวร้ายโดยแท้จริง มันเพียงยืนขวางและทำลายล้างความฝัน คนรอบข้าง และตัวนางเท่านั้น 

นางวิ่งหนีจากฝันที่อยากทำ นางไม่อาจมองหน้าใคร นางอ่อนแอเหลือเกิน… 

ทำไมยังอยากมีชีวิตนะ… 

ได้โปรดอย่าถามเช่นนี้ได้หรือไม่ 

ในห้องสีดำมืดมิดราวก้นหลุมศพ สาวน้อยมองมิเห็นสิ่งใด แขนขาอ่อนแรงดั่งนกปีกหัก นางเฝ้าพึมพำประโยคเดิมซ้ำเล่า ราวเครื่องจักรที่โปรแกรมสั่งงานพังเสียหายอย่างหนัก นางไม่รู้ มิทราบทำไม นี้กี่วันแล้ว นี้นาง ตาย? ไม่? ที่นี้? พ่อ? แม่? อะไร? 

ทำไม หมายความว่าอะไร? 

อะไร? 

 

.. 

. 

. 

. 

. 

ทางกลับบ้านไปทางไหนนะ? 

ไม่มี 

บ้านของข้า ไม่อีกแล้ว 

“เมรัยตื่นสักทีเที่ยงแล้วย่ะ” 

เรไรปลุกเมรัยที่นอนหลับปุ๋ยบนเกวียน หมอผีน้อยค่อยๆลืมเนตรรับรู้ละอองหยาดอรุณจางๆ เมรัยยกมือแตะขอบตาตามสันดานเคยชินที่ทุกคราหลังตื่น นางจักเช็ดคาบหยดน้ำตาเสมอ ไม่ว่ากี่หนกี่ราตรีที่นางหลับใหล สิ่งที่เฝ้ารอคอยนางคือความฝัน กระนั้นวันนี้ช่างแปลกประหลาดนัก หมอผีน้อยหลับตาและยันก้นใหญ่ยืดแผ่นหลังปานลูกหมี อุ้งมือห้อยตกไว้ข้างเสื้อลายวิหค นกกระสา ความรู้สึกที่เคยปรากฏค่อยๆเลือนหายสนิท มิว่าความเศร้าสร้อยสีเทา ความเสียใจสีดำม่วง พวกมันหายไปไหนนะ 

มุมปากหมอผีน้อยยกโค้งหน่อยๆ บางทีช่วงชีวิตนี้ของนางคงมีความสุขกระมัง 

“ใกล้ที่หมายยังหรือ”เมรัยงัวเงีย จัดปกคอเสื้อ และถามเรไร ปักษาน้อยหันหัวถามนารี ดวงดาวน้อยกล่าวว่าอีกไกล 

“เอ้าฮึบ” 

เมรัยอาสาช่วยขับเกวียนแทนนารีและเรไร ดวงดาวน้อยและปักษาน้อยเปลี่ยนตำแหน่งมานั่งพักหลังเกวียน พวกนางเดินทางจากเมืองไฟท์มาคิสออนหกวันแล้ว ด้วยจุดหมายปลายทางครั้งนี้มิใช่เมืองหรือสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่น แต่เป็นสถานที่ไกลเมืองปานถ้ำมังกร หลังเขาปานบ้านคนแคระ เส้นถนนคับแคบและมีพงหญ้าสูงชันเหนือส่วนสูงนางเอก ตลอดริมฝั่งต้นมีมะขาม ต้นมะม่วง ต้นสน ต้นเมเปิ้ล ต้นหลิว พงไพรหลายล้อมเช่นนี้จึงไม่มีกองคาราวานสัญจรเช่นเส้นถนนหลวง สาเหตุที่ใช้เกวียนสองล้อ วัวสองตัว หลังเกวียนมีผ้ามุงบังแดด เพราะพวกเมรัยตัวเตี้ยจึงกระโดดขึ้นหลังม้าไม่ไหว นารีเลยเสนอให้ใช้เกวียนวัวลากเป็นพาหนะ ขับเคลื่อนให้พวกสาวๆไม่เสียแรงเดิน ขาหัก ขาลาก ก้นพัง 

“เรไรยังติดใจหนุ่มน้อยรึ ไว้คราวหลังไปยำใหม่ดีหรือไม่” 

“อึก นารี..ปล่อยเขาไปเถอะ ข้าสงสาร”ในกลุ่มมีเรไรเป็นนางฟ้าคนเดียวกระมัง เพราะอีกสองหน่อนี้นางมารชัดๆ 

ระหว่างนารียิ้มซนหยอกเย้าเรไรเรื่องค่ำคืนแห่งพรหมจรรย์ เมรัยก็เอนหลัง มือจับเชือกแน่น ตาเหม่อมองทิศทัศน์ธรรมชาติสีเขียวขจี ริมถนนดินสีน้ำตาลมีแอ่งน้ำโคลน ลูกอ๊อด และกบอ๊บๆ ต้นหญ้าเขียวชอุ่มส่ายสะบัดคราวลมฝนพัดผ่าน เทือกเขาสูงชันยาวเรียงรายดุจลายเซ็นปักษาแห่งหมึก มองไกลๆแลเห็นวัดวาอารามบนยอดเขาสูง ยอดเสียบปุยเมฆ หมู่บ้านริมผา และเนินนาข้าว พวกเมรัยขับเกวียนผ่านหมู่บ้าน หยุดพักและทานข้าวกลางวัน ข้าวปั้น และชาหอม 

เหนือขุนเขามีหมู่เมฆาขาวบริสุทธิ์ ด้านใต้เนินดินมีแม่น้ำไหลหลั่งเป็นสาย ผิวธาราสีน้ำเงินทอประกายระยิบระยับ ท่ามกลางเสียงสรรพสัตว์ แว่วเสียงเสือโคร่งคำรน และเสียงวิหคขับขาน 

เมรัย นารี เรไร นั่ง นอน ปล่อยสายลมหนาวกระทบพวงแก้มเนียน มันช่างเย็นจับใจจนรู้สึกง่วงหาว อ่อนเพลี้ย อยากหลับทุกขณะ 

“อากาศดีจังนะ” 

“ดีจริง” 

“หาว” 

ความเร็วของเกวียนวัวลากไม่มากนัก พวกเมรัยหยุดพักผ่อนและเดินทางตลอดวัน ถนนคดเคี้ยวดั่งเรือนงู อ้อมเขา เลาะแม่น้ำ ประเดี๋ยวขึ้นเนินสูง ประเดี๋ยวล้อติดหลุม บางครั้งมีต้นตาลโค่นล้มปิดทาง พวกนางจึงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เปิดทางถนนร่วมกับชาวบ้าน บางคราวมีนักเดินขี่ม้าแล่นประกบข้างพลางพูดว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ บางคราเจอหมี พวกนางก็แกล้งตาย 

“เสียวจังน้า” 

“น่ากลัวไม่ว่า” 

“คราวหน้าจะเจออีกรึเปล่า” 

ตะวันร่วงหล่น ดวงเดือนกระโดดแตะฟ้า สายฝนโปรยปราย สายน้ำไหลท่วมทุ้ง สามสาวน้อยนั่งหลบคลื่นน้ำในศาลาร้าง เมรัยสละอาภรณ์ห่อเรไรและนารีแนบเนินอก คืนนี้มีแสงดาวให้นารีชี้บอกว่านั้นคือดวงดาวอะไร บางคืนช่างเงียบงันกระนั้นเมรัยก็สร้างเสียงครางทดแทน เรไรร้องเพลงไม่เก่งจึงนั่งฟุบตักเมรัย ปล่อยให้หมอผีน้อยและดวงดาวน้อยร้องประสานเสียงกล่อม ในทุกๆวันมีกันและกัน เมรัยสุขยิ่งนัก เรไรและนารีก็ดีใจ สำราญเริงร่า 

ราวว่าโลกมีกันอยู่สามคน ช่วงเวลาเรียบง่ายไร้เสียงดาบ เสียงตะโกน ไม่มีความวุ่นวาย มิมีใครรบกวน 

สุขใจจริงหนอ 

“หากพวกเราท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ว สร้างบ้านในป่าใกล้ๆหมู่บ้าน อาศัยอยู่ด้วยกันสามคนดีหรือไม่” 

เมรัยเอ่ยความฝันเล็กๆให้เรไรและนารีฟัง หมอผีน้อยไม่รู้ว่าอนาคตเป็นเช่นไร นางมิกล้าคาดหวัง มิอยากวาดฝัน กระนั้นนางไม่อยากให้นาง เรไร และนารีแยกจากกัน เมรัยไม่ปรารถนาสิ่งใด ไม่ใช่ หมอผีน้อยเพียงแต่ไม่กล้า กลัวเกินจะฝันหวาน นางเหนื่อยล้า หมดแรง คนเช่นนางยากนักจักลิขิตชีวิตให้สมดั่งคำอธิษฐาน เมรัยโง่จัง นางคิดว่าตนเอง…ช่างมันเถอะ 

“เอาสิ” 

“อือ ข้าด้วย อยู่ด้วยกันกับเมรัยและนารี สามคน” 

“เอ่อ..ข้า”เมรัยกระอักกระอ่วน อยากบอกว่าแค่พูดเล่นเฉยๆ แต่แววตาเรไรกับนารีจริงจังแฝงพลังเหลือแสน “ตกลงตามนี้” 

อาเร๊ะ.. เมรัยโดนสองเมียจับมือสัญญาณดื้อๆหมอผีน้อยไม่รู้จักหัวเราะหรือร้องไห้ดี กระนั้นลึกๆก้นบึ้งหัวใจ นางหลั่งน้ำตา…อือ ข้า..ข้าอยากใช้ชีวิตกับพวกเจ้า นอนและสู้ด้วยกัน 

ใต้แสงดาวพร่างพราว ท้องรัตติกาล เมรัยนอนเปิดท้องให้เรไรนารีหยิกจับเล่นสนุก ทั้งสามนอนชมแสงไฟสีส้มในหมู่บ้านที่คล้ายยามนี้หมู่บ้านมีงานฉลองสักอย่าง กระนั้นพวกเมรัยไม่รู้หรอกว่าพวกชาวบ้านจัดงานอะไร พวกนางตั้งค่ายอยู่อีกฟากของผานินะ นารีหัวร่อ เรไรอ้าปากงับพุงเมรัย หมอผีน้อยยิ้มเจื่อน ประกายแสงเพลิงในดวงตาสั่นไสว 

นางค้นพบความรักที่อยากรักษาไว้สุดกำลัง…แม้นปีกของนางจักขาดสะบั้นด้วยความทุกข์ระทม…กระนั้นนางยังมีลมหายใจ… 

มันอาจเป็นสิ่งที่นางหวัง สักแห่งที่ไม่รู้ที่ไหน เมรัยปรารถนาอยากมีชีวิต… 

ไม่ว่าอดีต…หรือตอนนี้ นางเข้าใจดี 

ความหมายของชีวิตนาง 

“มีกันและกัน…พวกเราสามคน” 

แล้วสักวัน…ข้าคงรู้ว่าทางกลับบ้านข้าอยู่ทางไหน.. 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น