greenmeat

ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ขอให้สนุกค่ะ รักทุกคน

ตอนที่ 9 : ไม่ได้จริง ๆ น่ะเหรอ ? (18+)

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 : ไม่ได้จริง ๆ น่ะเหรอ ? (18+)

คำค้น : y yaoi ภรรยาที่ดี สายกาม เฮียเหวินน้องหลิว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 32.3k

ความคิดเห็น : 48

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2561 12:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 700
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 : ไม่ได้จริง ๆ น่ะเหรอ ? (18+)
แบบอักษร

ตอนที่ 9 : ไม่ได้จริง ๆ น่ะเหรอ ? 



เสี่ยวหลิวตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่พร้อมกับเตียงกว้างที่มีเขาแค่คนเดียว ห้องนอนเงียบสงบปราศจากร่างที่คุ้นเคย เมื่อเอื้อมมือไปสัมผัสที่นอนข้างกายก็พบว่ามันไม่ได้อุ่นเท่าไหร่นัก หวังหย่งเหวินน่าจะออกจากห้องไปตั้งแต่เช้าตรู่และคงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้คนในอ้อมแขนนอนไม่หลับทั้งคืน

ง่วง 

นั่นคือสิ่งแรกที่เขารู้สึกได้หลังจากวางเท้าลงบนพื้นพรมสีขาว อ้าปากหาวพลางปลดกระดุมชุดนอนไปด้วย เอื้อมมือคว้าผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่บนราว จากนั้นจึงลากเท้าพาร่างที่อ่อนเพลียของตัวเองเข้าห้องน้ำอย่างเชื่องช้า

“นี่บีบแรงขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย” เมื่อเห็นรอยแดงเป็นริ้วจางที่บั้นท้ายของตนเองปรากฎขึ้นในเงาสะท้อนกระจกบานใหญ่ เสี่ยวหลิวถึงกับหลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ ปากเล็กเม้มเข้าหากัน หมุนซ้ายหมุนขวาเอี้ยวตัวดูอย่างกังวลใจ เขาไม่รู้ว่าต้องทายาไหม หรือว่าปล่อยเอาไว้สักวันสองวันแล้วมันจะหายไปเอง 

นี่เหรอคือคำว่ากล่อมของเฮีย ?

เสี่ยวหลิวทำหน้าเหมือนคนหมดแรง ถึงกับต้องใช้มือสองข้างยันขอบเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าไว้

เมื่อคืนหลังจากที่โลภมากอยากจะมีอิทธิพลเหนือเฮียเร็ว ๆ ไม่คิดว่าจะโดนเอาคืนอย่างเจ็บแสบ ชนิดที่เสี่ยวหลิวรู้สึกอยากยอมแพ้ทุกอย่างแล้วหนีไปร้องไห้เงียบ ๆ ที่มุมห้อง ทุกสัมผัสที่เฮียทำกับเขายิ่งทำให้เสี่ยวหลิวรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอเหลือเกิน เขาขัดขืนอะไรไม่ได้ ซ้ำยังอ่อนระทวยทำอะไรไม่ถูกเหมือนคืนแรกที่มาปักกิ่งไม่มีผิด 

มือใหญ่ที่ลูบไล้ไปทั่วบั้นท้ายและต้นขานั่น ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ

เจ็บใจ เจ็บใจ เจ็บใจ

แต่ก็รู้สึกดี อยากให้ทำมากกว่านี้จัง...

“เดี๋ยวสิ ! ” เสี่ยวหลิวตบแก้มเรียกสติ ดวงตาเบิกกว้างตื่นตกใจกับความคิดตัวเอง

เราจะเอาคืนคนใจร้ายนั่นไม่ใช่เหรอ คนใจร้ายที่ทำให้เราเจ็บปวดขนาดนั้น

ถ้าอย่างนั้นก็อย่าโอนอ่อนไปง่าย ๆ จะได้ไหม !

จะต้องเข้มแข็งมากกว่านี้ ต้องร้ายกาจมากกว่านี้ ต้องเป็นฝ่ายคุมเกม 

เสี่ยวหลิวสบตากับตัวเองที่มองตอบมาในกระจก พยายามเพ่งสมาธิสะกดจิตแบบที่เคยเห็นในรายการโทรทัศน์ ยังเริ่มแผนการได้ไม่เท่าไหร่ก็ดูว่าจะสติหลุดไปง่าย ๆ เสียแล้ว   

ตอนนั้นเขาแค่พลาดเพราะประเมินเฮียเหวินผิดไป

สามีเขาไม่ใช่คนที่จะตกหลุมพรางง่าย ๆ  หวังหย่งเหวินเหมือนรู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไร และครั้งนี้ชายหนุ่มสามารถทำให้เขายอมศิโรราบโดยไม่ต้องใช้คำพูดเหมือนเมื่อก่อนด้วยซ้ำ คิดถึงตัวเองที่กระซิบแบบไร้เรี่ยวแรงก็ให้ละอาย ความพ่ายแพ้เมื่อคืนทำให้ใจฮึกเหิมหดฟีบลงเกินครึ่ง เพราะเสี่ยวหลิวยังศึกษาตำราไม่มากพอสินะ หรือเพราะว่าวิชาที่ใช้กับคน ๆ นี้จะอ่อนกำลังเกินไป อย่างเฮียเหวินต้องใช้อะไรที่แกร่งกล้ามากกว่าคนปกติงั้นเหรอ ?

เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลาหลายนาที ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด

ดูเหมือนว่าแผนการเอาคืนสามีสุดที่รักครั้งนี้จะไม่ง่ายอย่างที่คิด



ตั้งแต่เสี่ยวหลิวมาอยู่ที่ปักกิ่งด้วยกัน นี่ก็เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์กว่าให้แล้ว แม้จะเป็นระยะเวลาที่ไม่ยาวนานมากนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกว่ามันช่างยากลำบากกับการพยายามที่จะมีชีวิตอย่างที่เคยเป็นในแต่ละวัน

ชีวิตของผู้บริหารโรงแรมต้าจี๋ฉายที่สงบสุขมาตลอดสองเดือน บัดนี้เรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่ายุ่งเหยิง ปั่นป่วน ควบคุมอะไรไม่ได้ และสิ่งเหล่านี้กำลังทำให้ชายหนุ่มประสาทเสีย 

หวังหย่งเหวินปลดเนคไทที่ผูกอยู่ตรงปกเสื้อ ผ่อนลมหายใจหนักเมื่อคิดถึงสัญญาธุรกิจที่ยังไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ โรงแรมต้าจี๋ฉายกำลังจะร่วมมือกับเว็บไซต์จองโรงแรมเพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวในจีน ตอนแรกระหว่างสองฝ่ายมีปัญหากันเรื่องเปอร์เซ็นที่ต้องแบ่งจ่ายหลังระยะเวลาที่แคมเปญออกไปสู่สาธารณชน ก่อนหน้านี้ให้ผู้รับผิดชอบในงานส่วนนี้ตกลงก็แล้ว แต่ฝ่ายนั้นเหมือนจะเจ้าเล่ห์กว่าที่คิด สัญญาที่ให้ดูนั้นหากไม่คิดทบทวนให้ดีก็อาจถูกเอาเปรียบได้ง่าย นั่นจึงทำให้ผู้บริหารอย่างเขาต้องลงมาดูด้วยตนเองอีกครั้ง

รถยนต์หรูสัญชาติเยอรมันสีดำเคลือบเงาวาวจอดนิ่งอยู่บนถนนเป็นเวลากว่าสิบห้านาทีตั้งแต่ที่วิ่งออกจากเขตศูนย์กลางธุรกิจปักกิ่งหรือที่เรียกกันว่า Beijing CBD  ออฟฟิศของบริษัทผู้ร่วมสัญญานั้นตั้งอยู่ในเขตดังกล่าว เช่นเดียวกับอีกหลากหลายบริษัทที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน การลงทุน หรือแม้กระทั่งบริษัทด้านสื่อบันเทิงของลู่เสียนก็ตั้งอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นด้วย 

หวังหย่งเหวินชอบปักกิ่ง แต่ที่เขาไม่ชอบคือเรื่องของการจราจรและมลภาวะ อากาศที่นี่ไม่ค่อยบริสุทธิ์นัก อาจจะหนักกว่ากรุงเทพฯ เมืองหลวงบ้านเกิดด้วยซ้ำ อย่างวันนี้ตอนที่ตื่นเช้ามา ด้านหลังกำแพงกระจกบานใหญ่มีฝุ่นละอองมากมายลอยบดบังท้องฟ้าจนนึกว่าปักกิ่งทั้งเมืองกำลังโดนพายุทรายถล่ม

“วันนี้ก่อนที่จะกลับโรงแรมบอสอยากไปไหนไหมครับ” ซิ่นเฉิงซึ่งใบหน้ายังปรากฎรอยฟกช้ำอยู่บ้างเอ่ยถามผู้เป็นนายอย่างรู้ใจ เหลือบมองตัวเลขนาฬิกาดิจิตอลก็พบว่าเพิ่งจะเป็นเวลาหกโมงเย็นเท่านั้น ช่วงเวลาว่างหลังจบตารางนัดหมายแบบนี้เขารู้ว่าเจ้านายหนุ่มมักจะออกคำสั่งให้พาไปที่คลับไฮโซย่านสถานบันเทิงชื่อดังเพื่อสังสรรค์กับลูกคุณหนูตระกูลอื่น

หย่งเหวินที่เหนื่อยมากับการใช้สมองทั้งวันเอนหลังพิงเบาะรถ เขาอยากจะดื่มเต็มแก่ ถ้าได้อะไรแรง ๆ มาเติมพลังหน่อยก็คงดี ยิ่งต้องมานั่งรถติดนาน ๆ แบบนี้ยิ่งอยากไล่ความเมื่อยล้าออกไปจากตัว ทว่าเมื่อนึกถึงคนที่รออยู่ที่ห้องสวีทของโรงแรมก็ต้องหงุดหงิดใจ 

เพราะไม่รู้ว่าถ้ากลับห้องช้าแล้วเสี่ยวหลิวจะทำอะไรไปบ้างตอนที่เขาไม่อยู่

แค่มาอยู่ด้วยแบบนี้ก็รำคาญสายตาจะแย่ นี่ยังกล้าทำอะไรตามใจชอบอีก

ทั้งเสื้อผ้าที่เจ้าตัวย้ายมาอยู่ในตู้เดียวกัน แปรงสีฟันที่วางอยู่ในแก้วน้ำเป็นคู่ หมอนข้างที่ตอนนี้หายไปไหนแล้วไม่รู้ ไหนจะโต๊ะวางทีวีที่มีของตกแต่งใหม่เป็นกรอบรูปแต่งงานตั้งไว้ให้เลือกชม นี่ยังไม่รวมพวกหนังสือภาพเปลือยหนุ่มสาวที่เขาวางแอบเอาไว้ในชั้นหนังสือห้องรับแขก หย่งเหวินเพิ่งจะพบว่ามันถูกย้ายลงไปอยู่ในถังขยะก็ตอนที่กลับมาถึงห้องเมื่อสองวันก่อน

และทั้งหมดนั่นก็คือฝีมือของภรรยาเขา ฟู่เสี่ยวหลิว

ช่วงแรกที่กลับห้องไปเจอสถานที่วางของเปลี่ยนแปลงไป ชายหนุ่มที่รักในพื้นที่ส่วนตัวทั้งโมโห ทั้งโกรธ ถึงขั้นจับคนตัวเล็กกว่ามาเขย่าพร้อมกับว่าไปหลายประโยคให้เสียใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสายตาเรียบนิ่ง เสี่ยวหลิวควบคุมอารมณ์ได้อย่างดีภายใต้แววตาที่ปราศจากความรักเหมือนแต่ก่อน แน่นอนว่ามันช่างขัดกับริมฝีปากซึ่งยังคงรอยยิ้มสวยได้อย่างไม่มีที่ติ

‘ม๊าให้หลิวมาอยู่ที่นี่ ก็เท่ากับว่าต่อไปนี้ที่นี่คือห้องของหลิวเหมือนกัน และหลิวมีสิทธิจะจัดให้มันเป็นยังไงก็ได้ ตรงนี้คนที่เป็นสามีก็ควรจะเข้าใจด้วยนะครับ’

หวังหย่งเหวินเถียงไม่ออกเมื่ออีกคนยกมารดาขึ้นมาในบทสนทนา ถึงจะไม่ยอมรับในความสัมพันธ์นี้แค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถปฎิเสธเรื่องที่แต่งงานด้วยกันแล้วได้ เพราะเสี่ยวหลิวมีความคิดที่ว่าสามีภรรยาที่อาศัยอยู่ด้วยกันก็คงไม่มีใครมานั่งบอกว่า ‘บ้านหลังนี้เป็นของฉัน ดังนั้นเธอห้ามแตะต้องของสักชิ้นเดียว’ แถมว่ากันตามตรงหน้าที่ดูแลตกแต่งบ้านเป็นของภรรยาโดยธรรมชาติ หย่งเหวินไม่รู้จะหาอะไรมาโต้แย้ง ได้แต่เดินเข้าห้องนอนไปอย่างหัวเสีย โชคยังดีที่อย่างน้อยเสี่ยวหลิวก็ไม่ได้เข้ามาหยิบจับอะไรในห้องทำงาน ถือว่ายังพอมีมารยาทอยู่บ้าง

หลังจากวันที่อะไร ๆ ก็เริ่มไม่อยู่ในการควบคุม ชายหนุ่มได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้ภายใต้ความนิ่งสงบเท่าที่จะสามารถทำได้ อย่างน้อยเขาควรจะมีวุฒิภาวะมากกว่าเด็กคนนั้น เมื่อไม่มีทางเลือกหย่งเหวินจึงใช้โอกาสตอนที่ภรรยาหลับย้ายของกลับไปที่ตำแหน่งเดิมเท่าที่จำได้ แต่พอรุ่งเช้ามาถึงก็ต้องรีบออกจากห้องลงมาเข้าประชุม ไหนจะลงไปดูแลงานส่วนต่าง ๆ อีก เนื่องจากเขาเองเพิ่งจะทำงานตำแหน่งผู้บริหารโรงแรมได้ไม่ถึงครึ่งปี จึงต้องทุ่มเทให้มากกว่าลูกน้องในองค์กร เพื่อที่จะได้เป็นที่ยอมรับนับถือ ไม่คิดว่าการหัวหมุนกับงานทั้งวันจะเป็นการเปิดโอกาสให้เสี่ยวหลิวใช้ย้ายของกลับ แถมภรรยาตัวแสบยังเพิ่มจำนวนสิ่งของที่ซื้อจากห้างใกล้โรงแรมเข้ามาในห้องอีก 

“ไม่ล่ะ วันนี้ฉันอยากกลับไปพักผ่อนที่ห้อง”  พูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย เลิกคิดเสียดีกว่า ก่อนจะโมโหจนเส้นเลือดในสมองแตกทั้งที่ยังหนุ่ม

ซิ่นเฉิงผู้ภักดีถึงกับขมวดคิ้ว ไม่คาดคิดกับคำตอบที่ได้รับ 

ในห้องที่มีฟู่เสี่ยวหลิวคนนั้นอยู่น่ะเหรอที่บอสอยากจะรีบกลับไป ? 

ผู้ติดตามหนุ่มลอบมองเจ้านายที่กำลังหลับตาผ่านกระจกมองหลัง โดยพื้นเพแล้วซิ่นเฉิงไม่ใช่คนขี้สงสัย สาบานว่าเขาเพียงแค่แปลกใจก็เท่านั้น เพราะหลังจากเหตุการณ์ในห้องชั้นที่ 52 ผ่านพ้นไป ซิ่นเฉิงไม่คิดว่าภรรยาของบอสที่ร้องไห้อย่างเจ็บปวดขนาดนั้นจะยังทนอยู่ที่นี่ได้ แถมบอสหวังก็ยังไม่ไล่กลับไปสักที ล่าสุดบอกว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเสียอีก สมองเล็ก ๆ ของซิ่นเฉิงทำการประมวลผลกับสิ่งที่เกิดขึ้น

หรือว่าเจ้านายของเขาจะตกหลุมเสน่ห์ภรรยาแต่ในนามเข้าแล้ว 

ไม่ เป็นไปไม่ได้ ด้วยระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่นี้ บอสหวังของเขาแกร่งกล้ากว่าเด็กหนุ่มคนนั้นหลายเท่า ไม่มีทางพลาดท่าง่าย ๆ หรอก

“รถขยับแล้ว” 

บอสจะต้องโดนบังคับไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ฟู่เสี่ยวหลิวช่างร้ายกาจเสียจริง

“ฉันบอกว่ารถขยับแล้ว ซิ่นเฉิง” เมื่อลูกน้องไม่ได้ยินจึงใช้เสียงที่เข้มขึ้น หย่งเหวินยังไม่อยากปวดหัวไปมากกว่านี้ด้วยเสียงแตรจากรถคันหลังหรอกนะ 

“ค-ครับ” 

ซิ่นเฉิงรีบกระชากสติตัวเองกลับมาจดจ่อกับพวงมาลัยและท้องถนนเบื้องหน้า ปล่อยความคิดเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องที่ไม่อาจรู้ความจริงได้เลย



รองเท้าสลิปเปอร์สีดำเขาหายไปไหน ?

แล้วไอ้หัวแมวหน้าตาซื่อบื้อนี่มันคืออะไร

หวังหย่งเหวินซึ่งเปิดประตูเข้ามาในห้องสวีทพบว่ารองเท้าสลิปเปอร์ที่ใส่กันความหนาวเย็นจากพื้นห้องได้หายไปแล้ว ที่ชั้นวางรองเท้าถูกแทนที่ด้วยสลิปเปอร์ที่มีหัวแมวสีขาวประดับตรงที่คาดอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ชายหนุ่มได้แต่นวดหัวคิ้วตัวเองอย่างอดกลั้น แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้วก็เถอะ

“เสี่ยวหลิว” ผู้เป็นสามีพึมพำชื่อของตัวการที่ไม่ต้องใช้การคาดเดา ถึงพื้นห้องจะเย็นด้วยเครื่องปรับอากาศแค่ไหนแต่เขาก็จะไม่มีวันยอมใส่อะไรที่ซื้อมาโดยเสี่ยวหลิวเด็ดขาด หย่งเหวินกัดฟันเลือกที่วางกระเป๋าทำงานในห้องรับแขก ก่อนจะเดินก้าวเท้าเปล่าเข้าไปยังห้องนอนที่ไม่ได้ปิดประตูไว้ หลังจากที่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันสักพักหย่งเหวินก็เริ่มรู้ว่าเวลานี้อีกคนคงเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จไม่นาน   

“สลิปเปอร์คู่สีดำหายไปไหน” เอ่ยถามคนที่กำลังยืนหันหลังอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว บนเตียงกว้างมีเสื้อผ้าวางเรียงกันหลากหลายชุด  แม้คนที่กำลังสาละวนกับการเลือกเครื่องแต่งกายเพื่อใส่ในงานเลี้ยงอีกสองวันข้างหน้าจะได้ยินคำถาม กระนั้นก็ไม่ได้มีท่าทีชะงักแม้แต่วินาทีเดียว มือเรียวยังคงหยิบจับกางเกงเดฟในมือขึ้นมาทาบกับท่อนล่าง

“ทิ้งไปแล้วครับ” 

คิดอยู่แล้วว่าคำตอบต้องเป็นแบบนี้ หย่งเหวินถอนหายใจแรง ๆ อยากจะระบายอารมณ์ใส่โคมไฟที่อยู่ด้านข้าง  เอาให้มันพังยับแทนร่างกายคนตัวเล็กไปเลย 

“นั่นมันของใช้ส่วนตัวฉัน”

“หลิวรู้”

“ถ้ารู้ก็อย่าเอาไปทิ้งโดยไม่ถามก่อน” เสียงเริ่มเย็นขึ้นเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้สำนึกเลย จากตอนแรกแค่ของที่ใช้ร่วมกัน ตอนนี้เสี่ยวหลิวเริ่มจะลำพองใจ พอเห็นเขาทำอะไรไม่ได้ก็เหิมเกริมแบบนี้สินะ

“ถ้าถามเฮียก็คงไม่ให้ทิ้ง”

“ก็ถ้ารู้อย่างนั้นแล้วจะทิ้งทำไม” 

“ก็หลิวอยากให้เราใส่สลิปเปอร์คู่กัน” 

สิ้นประโยคเสี่ยวหลิวก็หมุนตัวกลับมา ก้มมองรองเท้าใส่ในห้องที่เป็นแบบเดียวกับที่วางเอาไว้ให้สามีเมื่อตอนกลางวัน เขาหรืออุตส่าห์ให้เทียนฉีพาไปห้างสรรพสินค้าตั้งแต่เช้า ยืนเลือกก็ตั้งนานกว่าจะเลือกคู่ที่คิดว่าเฮียน่าจะพอใส่ได้ ดวงตาเรียวสวยเห็นว่าเฮียเหวินของตัวเองเดินเท้าเปล่าเข้ามาก็ให้ต้องถอนหายใจ

“พื้นเย็นขนาดนี้อยากจะไม่สบายใช่ไหมครับ” แม้ดวงตาจะซ่อนความรักที่มีให้กับคนตรงหน้าเอาไว้ แต่ถ้าฟังประโยคของเด็กหนุ่มดี ๆ ก็จะรู้ว่ามีความห่วงใยแฝงอยู่

หวังหย่งเหวินมองเสี่ยวหลิวที่อยู่ในเสื้อคลุมอาบน้ำตัวใหญ่ของโรงแรมเพียงไม่กี่วิ ก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลาจะเสมองไปทางอื่น

“ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น” คนเท้าเปลือยตอบเสียงเรียบ กำลังพยายามนึกคำพูดที่จะทำให้คนอายุน้อยกว่าหวาดกลัวชนิดที่ไม่กล้าทำอะไรแบบนี้อีก แต่ตอนนี้เหมือนสมองจะโดนรบกวนด้วยไหปลาร้าสวยซึ่งเห็นผ่านทางหางตา หย่งเหวินด่าตัวเองในใจที่เก็บรายละเอียดได้ถึงขนาดเห็นหยดน้ำที่เกาะบนผิวเนียนในระยะการมองเห็นอันจำกัดแบบนี้

ว่าแต่คนอื่นดื้อ ตัวเองก็ดื้อเหมือนกันนั่นแหละ เสี่ยวหลิวคิดอย่างเหนื่อยใจ เขาเดินผ่านร่างสูงใหญ่ไปหยิบสลิปเปอร์อีกคู่ ก่อนจะเดินกลับมาวางให้เฮียเหวินใส่ดี ๆ  ทว่าอีกฝ่ายกลับใช้เท้าเตะสลิปเปอร์เจ้าแมวน้อยทิ้ง แต่ละข้างกระเด็นไปคนละทิศละทาง ได้ยินเสียงดังปึงจากตู้เสื้อผ้าและโต๊ะวางโคมไฟ

“ไม่ได้อยากใส่” เสียงเย็นเน้นชัดถ้อยชัดคำ “เลิกทำอะไรพลการ ก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหว”

แม้จะสะเทือนใจกับการกระทำของเฮียจนรู้สึกน้อยใจอยู่ลึก ๆ แต่เสี่ยวหลิวก็ไม่ได้ตามไปเก็บ เด็กหนุ่มไม่ได้สนใจสิ่งที่คนโมโหร้ายพูดด้วยซ้ำ เพียงแค่หันกลับไปเลือกเสื้อบนเตียงขึ้นมาทาบต่อ ให้มันรู้เสียบ้างว่าเขาเองก็ไม่ได้อยากจะง้อ ไม่อยากใส่ก็ไม่ต้องใส่ 

เห็นภรรยาไม่ตอบโต้อะไร คนเป็นสามีก็ได้แต่ยืนนิ่งสงสัย ทำไมถึงไม่ร้องไห้หรือว่าเดินไปเก็บมาให้เขาล่ะ ทั้งที่แต่ก่อนมักจะวิ่งไปเก็บของฝากที่เขาโยนทิ้งไปแล้วแท้ ๆ

หวังหย่งเหวินคิดโดยที่ไม่รู้ว่านี่ก็เป็นสิ่งที่เสี่ยวหลิวคนนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วเช่นกัน

“อีกสองวันจะถึงงานเลี้ยงต้อนรับแล้ว เฮียเหวินมีเสื้อผ้าที่จะใส่ไปรึยังครับ” เอ่ยถามเหมือนกับว่าไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้จริง ๆ 

คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ไม่เข้าใจกับการเปลี่ยนเรื่องได้หน้าตาเฉย 

“ถ้ายังไม่มีหลิวช่วยเลือกได้นะ” เมื่อสามีไม่ยอมตอบก็ต้องพูดอีกรอบ ไม่รู้ว่าคนที่เกลียดตัวเองจะลืมวันที่ว่าไปแล้วรึยัง เพราะเฮียน่ะไม่เคยจะใส่ใจในสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเขานักหรอก 

“มีแล้ว” ตอบไปเพื่อตัดความรำคาญ จริง ๆ แล้วชุดเที่ยวกลางคืนเขาก็ไม่มีอะไรมาก ยิ่งตอนเรียนจบทำงานแล้วบางครั้งการใส่สูทไปเที่ยวก็ถือเป็นเรื่องปกติ หยิบเสื้อเชิ้ตโง่ ๆ กับกางเกงยีนส์สักตัวในตู้ออกมาใส่ก็ได้แล้ว คนอย่างหวังหย่งเหวินน่ะใส่อะไรก็ดูดีไปหมด 

เสี่ยวหลิวผงกศีรษะ เมื่อได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกดีใจ มือเรียวหยิบเสื้อเชิ้ตสีเหลืองอ่อนปักลายวินเทจขึ้นมา ชายเสื้อด้านหลังปล่อยยาวแบบมีลูกเล่น หันไปหาคนเป็นสามี

“แต่หลิวยังเลือกไม่ได้เลย เฮียเหวินว่าตัวนี้เหมาะกับหลิวไหม” เลือกมาก็นานแล้วยังไม่สามารถหาชุดที่คิดว่าดีที่สุดได้เสียที ถ้าได้คนตรงหน้าช่วยคงจะทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 

“จะใส่อะไรก็ใส่ไปเถอะ” ขี้เกียจจะมองดู มือใหญ่เอื้อมไปหยิบผ้าขนหนูที่วางอยู่บนราว กะว่าจะเดินไปอาบน้ำให้หายเหนียวตัว

“พูดแบบนั้นได้ยังไงครับ ถ้าหลิวใส่ออกมาแล้วตลก เฮียก็ขายหน้าแย่” ริมฝีปากเล็กยกยิ้ม เสี่ยวหลิวรู้ว่าตัวเองจะต้องพูดอะไรให้ผู้บริหารที่ยังต้องรักษาหน้าตาและชื่อเสียงยอมหันมาเผชิญหน้าอีกครั้ง และผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากที่คาดการณ์ไว้ เฮียเหวินหยุดเท้าที่กำลังก้าวเดิน 

“สีนี้ไม่มีใครเขาใส่เที่ยวกันหรอกนะ” มันเหมาะกับไว้ใส่ไปงานวันเกิดเพื่อนมากกว่า หน่อมแน้มเสียไม่มี

“ถ้าอย่างนั้นตัวนี้ล่ะครับ” เด็กหนุ่มหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวคอบัวขึ้นมาแทน เรียบง่ายแต่ดูเนี้ยบสวย แล้วก็ต้องเห็นสามีเบ้ปาก สายตาที่มองมาราวกับจะพูดว่า ‘นี่นายไม่มีเซนส์ด้านแฟชั่นเลยใช่ไหม’

“จะไปทำบุญรึไง” เอื้อมมือมาดึงเสื้อที่มองแล้วรู้สึกเหมือนจะไปปฎิบัติธรรมโยนลงบนเตียง

ก็คนมันไม่เคยไปเที่ยวกลางคืนแล้วจะรู้เหรอว่าต้องแต่งตัวยังไง เปิดในเน็ตดูก็เห็นบอกว่าใส่อะไรก็ได้ที่มั่นใจ เขาก็มั่นใจกับเสื้อสไตล์นี้นี่นา

เสี่ยวหลิวบ่นอุบในใจ กวาดสายตามองชุดที่น่าจะแปลกแหวกแนวบ้าง เด็กหนุ่มที่ไม่มีหัวด้านแฟชั่นเลือกที่จะหยิบเสื้อกับกางเกงขาสั้นผ้ายีนส์ขาด ๆ ซึ่งเทียนฉีแนะนำให้ซื้อมาด้วยตอนไปแผนกเสื้อผ้ายูนิเซ็กซ์ ตอนแรกที่เห็นนึกว่ามันเป็นแค่เศษผ้าที่นำมาติดป้ายราคา รอยขาดมีมากจนเนื้อผ้าแทบจะขาดออกจากกัน แต่เมื่อผู้ติดตามหนุ่มยืนยันว่ามันเป็นเทรนด์ที่วัยรุ่นกำลังนิยมเลยจ่ายเงินซื้อมาเป็นตัวเลือกอย่างช่วยไม่ได้ เสี่ยวหลิวคิดว่าตัวนี้น่าจะเข้าตากรรมการบ้าง

“ถ้าคิดจะใส่สองชิ้นนี้ล่ะก็แก้ผ้าไปเลยสิ เสี่ยวหลิว นี่นายคิดเหรอว่าตัวเองจะดูดีในผ้าขี้ริ้วพวกนั้นน่ะ ก่อนซื้อได้ปรึกษาใครบ้างไหม” ปากร้ายยังไม่หยุดว่า คำพูดแต่ละคำที่พ่นออกมามีแต่ถ้อยคำจิกกัดให้แสบสะท้าน จนนั่นแหละที่เสี่ยวหลิวทนไม่ไหวถึงได้คลายปมเชือกคลุมอาบน้ำตัวเอง 

“ทำบ้าอะไร” หวังหย่งเหวินตกใจเมื่อเห็นว่าเสื้อคลุมอาบน้ำตกลงจากไหล่เล็ก 

“ก็จะแก้ผ้าให้ดูไงครับ เผื่อจะถูกใจเฮียเหวินสักที” พูดอย่างไม่มีความเขินอาย แกะเชือกคลุมอาบน้ำได้สำเร็จ กำลังจะปล่อยให้ตกสู่พื้นเบื้องล่างทว่าเฮียเหวินดันเข้ามาจับมันไว้เสียก่อน เลยกลายเป็นว่ามีแค่ท่อนบนของเขาที่ได้ปรากฎสู่สายตา

“หน้าไม่อาย” เป็นคำที่เสี่ยวหลิวได้ยินหลายครั้งจนชิน จากที่ตอนแรกมักจะหน้าแดงด้วยความอับอาย ตอนนี้กลับคงไว้ด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน

เสี่ยวหลิวอยากจะบอกเหลือเกินว่าคำ ๆ นี้ใช้กับเขาไม่ได้อีกแล้ว

จิตใจของเด็กหนุ่มทนทานกับคำพูดร้ายกาจมากขึ้น เช่นเดียวกับใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนสีนั่นแหละ

“แล้วเฮียชอบไหมล่ะครับ” ริมฝีปากเล็กยิ้มยั่ว เงยหน้าสบดวงตาคม ยกแขนสองข้างขึ้นคล้องลำคอแกร่งของอีกฝ่าย แอ่นหน้าอกเล็กน้อยให้เห็นเต็มตา 

ปากที่ควรจะสวนกลับทันทีถึงกับอ้าไม่ออกเมื่อเห็นส่วนไวต่อสัมผัสสีชมพูอ่อนทั้งสองข้าง มันอยู่ใกล้เพียงแค่ก้มลงไปหาก็สามารถครอบครองได้อย่างง่ายดาย จมูกของเขาได้กลิ่นหอมของครีมอาบน้ำราคาแพง กลิ่นของผลไม้ฤดูร้อนที่ให้ความรู้สึกสดชื่นบรรเทาความเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวัน

เสี่ยวหลิวเอาอีกแล้ว ทำไมถึงชอบยั่วเขาจังเลยนะ

ทั้งที่พยายามจะเอาตัวเองออกห่าง แต่ยังไงก็หนีไม่พ้นเสียที

หรือพระเจ้าจะไม่เห็นถึงความพยายามของหวังหย่งเหวินคนนี้กัน

ยังไม่ทันที่จะส่งมือไปผลักอก คนใจกล้าก็เดินถอยหลัง ใช้น้ำหนักตัวถ่วงชให้ลงมานอนบนเตียงด้วยกัน เสี่ยวหลิวอาศัยจังหวะที่เฮียกำลังมึนงงเป็นฝ่ายผลักอกหนาให้นอนหงายราบไปกับกองเสื้อผ้านุ่ม พาตัวเองขึ้นคร่อมนั่งทับเอวไม่ให้ลุกหนีไปไหน

เฮียเหวินติดกับแล้ว

เสี่ยวหลิวยิ้มร้ายในใจ หลังจากหลายคืนที่กลับไปตั้งหลักพัฒนาตัวเอง อาศัยตอนที่สามีไม่อยู่ทดลองปฎิบัติตามตำราทั้งเช้ายันเย็น คืนนี้โอกาสที่จะได้ลองวิชาเพิ่มก็มาถึงมือเขาแล้วจริง ๆ 

“ลงไป” สายตาเรียบนิ่งน่ากลัวมากกว่าเวลาปกติสิบเท่ามองมาคล้ายจะฉีกกระชากเนื้อให้หลุดออกจากร่างกาย อดหวั่นใจไม่น้อย แต่มีหรือคนที่รอเวลาเอาคืนจะปล่อยไปง่าย ๆ

ถ้าคืนนี้เฮียเหวินไม่ยอมพูดคำว่า ‘พอแล้ว’ ออกมา ก็อย่ามาเรียกเขาว่าฟู่เสี่ยวหลิวเลย ! 

“อยากให้หลิวลงไปจริง ๆ เหรอ” เสี่ยวหลิวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า อดจะประหลาดใจตัวเองไม่ได้ที่สามารถปรับน้ำเสียงได้อย่างธรรมชาติ นี่คงเป็นผลของการฝึกพูดขณะอาบน้ำแน่ ๆ ร่างเพรียวเล็กขยับตัวเล็กน้อยบนเอวหนาให้บั้นท้ายบดลงตรงกึ่งกลางลำตัวอย่างเย้าอารมณ์ เสื้อคลุมอาบน้ำตอนนี้มีก็เหมือนไม่มี ทั้งหน้าท้องแบนราบและต้นขาขาวเนียนโผล่พ้นออกมาปรากฎให้เห็นเต็มตา จะมีก็แค่ตรงจุดกึ่งกลางร่างกายของภรรยาที่ยังมีผ้าหนากองบังเอาไว้ 

หวังหย่งเหวินมองความสวยงามตรงหน้าตาไม่กระพริบ แล้วก็สรุปกับตัวเองได้ว่าเขาเกลียดเสี่ยวหลิวที่อยู่ในสภาพนี้

“หลิวขยับแบบนี้...เฮียชอบไหม”

ไม่ปล่อยให้คนใต้ร่างได้เอ่ยปากห้าม เอวเล็กเริ่มขยับร่อนเป็นจังหวะช้า เนิบนาบแต่ก็กดย้ำลงบนเป้ากางเกงอย่างรู้ดี สัมผัสที่มีเพียงเนื้อผ้าสองชั้นขวางกั้นแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรผู้เป็นสามีเลย ในเมื่อแรงที่ส่งผ่านมานั้นเล่นเอาสะท้านไปทั้งกาย

ขณะที่กำลังหยอกล้อเฮียเหวิน เสี่ยวหลิวมีความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ทั้งตื่นเต้น ทั้งสะใจที่เห็นคนใต้ร่างกัดฟันจนเห็นรูปกรามชัดเจน ทุกครั้งที่ก้นของเขาหมุนวนบนส่วนนูนนั่น ลมหายใจของเฮียก็ดูติดขัดมากขึ้นทุกที

อย่างนี้ยิ่งทำให้รู้สึกสนุกขึ้นไปใหญ่

“เสี่ยวหลิว” หวังหย่งเหวินคำรามกับการเล่นพิเรนท์ของภรรยา แต่ก็น่าแปลกที่เจ้าตัวดันลืมไปว่ามือตัวเองนั้นไม่ได้ถูกพันธนาการเอาไว้ 

คนเป็นสามีได้แต่สงสัยในความความเชี่ยวชาญนั้น ยอมรับว่ารู้สึกดีเป็นบ้า ถ้าเป็นการนวดก็ถือว่ากดได้ตรงจุดพอดี ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เสี่ยวหลิวไปฝึกกับชายหนุ่มที่ไหนมาถึงได้เอวดีขนาดนี้ กับเด็กเรียบร้อยอย่างเสี่ยวหลิวน่ะหรือจะทำเรื่องพวกนี้เป็นหากไม่มีคนช่วยฝึกซ้อมชี้นำ 

หวังหย่งเหวินอดที่จะสงสัยไม่ได้ จะบอกว่าฉากหน้าที่ดูแสนดีมองแต่เขาคนเดียวมาตลอด ลับหลังแท้จริงก็เป็นเพียงเด็กร่านคนหนึ่งเองน่ะเหรอ ?

“ตรงนั้นของเฮียเหมือนจะเริ่มแข็งแล้วนะ” ปากก็ขยับพูดตามร่างกายที่ขยับโยก ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเสี่ยวหลิวถึงพูดคำพวกนี้ออกมาได้ไม่อายปาก มือเล็กสองข้างยันแผ่นอกหนาเอาไว้เป็นที่ทรงตัวเมื่อต้องเพิ่มความเร็วให้มากขึ้น ลีลาหมุนวนสะโพกปลุกแก่นกายที่นิ่งสงบให้ตื่นขึ้นจนได้ บั้นท้ายเปลือยสัมผัสได้ถึงสิ่งที่พยายามดุนดันผ่านกางเกงสูทเนื้อดี ราวกับว่าหิวกระหายช่องทางที่ไร้ปราการขวางกั้นหนักหนา

ถึงตรงนี้เสี่ยวหลิวดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ ดวงตาพราวเป็นประกาย

ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จอีกครั้ง

“บ้าเอ๊ย” หย่งเหวินสบถออกมาเมื่อรู้ว่าร่างกายได้พ่ายแพ้ให้กับคนตัวเล็กเสียแล้ว อยากจะคุกเข่าคำนับขอบคุณเหลือเกินที่ใครสักคนสร้างผู้ชายให้มีสัญชาติญาณดิบเยอะขนาดนี้ ดูคนบนตัวที่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจนั่นสิ ราวกับจะเยาะเย้ยที่หวังหย่งเหวินคนนี้เกิดความต้องการอยู่ฝ่ายเดียว  

“นายทำแบบนี้เพื่ออะไร เสี่ยวหลิว” หวังหย่งเหวินเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นอย่างอดกลั้นไม่ให้พลิกตัวจับร่างขาวเนียนกดลงบนเตียง ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงพยายามทำให้เขาตบะแตกแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  

“รู้ใช่ไหมว่าถึงจะเอาตัวเข้าแลกแบบนี้ มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันกลับไปรักนายได้อยู่ดี”

คำพูดเย็นชาที่ตรงเหมือนกับตะบองท่อนใหญ่ฟาดลงมาที่หัวใจคนฟังแรง ๆ หนึ่งที จนความดีใจที่มีอยู่พลันสลายหายไปในพริบตา 

ถึงเสี่ยวหลิวจะคิดว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงมาบ้างแล้ว คิดว่าตัวเองยืนหยัดได้บ้างแล้ว แต่ภายในตัวของเขานั้นยังมีเด็กหนุ่มที่เฝ้ารอความรักจากเฮียอยู่เสมอ ประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่เสียดแทงจนชา ซ้ำยังกระตุ้นให้นึกถึงเรื่องราวในอดีตที่เป็นเพียงแค่ความทรงจำอันสวยงาม

ร่างกายที่ขยับเขยื้อนอยู่ค่อย ๆ ผ่อนแรงลงจนหยุดอยู่กับที่ เสี่ยวหลิวนิ่งค้างคล้ายกับเครื่องยนต์ที่ถูกปิดสวิทช์กะทันหัน 

ไม่ได้ทำให้กลับมารักหลิวได้อยู่ดีงั้นเหรอ ?

ไม่ได้จริง ๆ น่ะเหรอ ?

เขาเกือบจะเชื่อแล้ว ถ้าไม่เห็นอะไรบางอย่างในแววตาของเฮียเหวิน แม้จะรู้ว่ามันแทบจะจับความรู้สึกไม่ได้ แต่มันกลับมีพลังงานบางอย่างขับเคลื่อนให้รู้สึกว่าต้องเดินหน้าต่อ

เสี่ยวหลิวกลบเกลื่อนความปวดร้าวที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ด้วยการแสยะยิ้ม ค่อย ๆ เอนตัวไปข้างหน้าจนใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงแค่ลมหายใจขวางกั้น ริมฝีปากเล็กเคลื่อนเข้าหาริมฝีปากหยักหนาจนแทบประทับลงไปอยู่รอมร่อ ดวงตาเรียวหวานจ้อง มองไม่กระพริบ  

“หลิวจะให้โอกาสเฮียพูดใหม่อีกครั้งหลังจากที่เราจูบกัน”  



ภายในห้องพักคอนโดหรูซึ่งมีเพียงแค่คนรวยระดับบนเท่านั้นที่จะสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ปรากฎร่างของทายาทค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่กำลังนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้หนังด้วยท่าทางผ่อนคลาย บนโต๊ะทำงานด้านหน้ามีโน้ตบุ๊คเปิดหน้าต่างโปรแกรมวิดีโอคอลค้างเอาไว้กว่ายี่สิบนาที ดวงตาเล็กหรี่มองตัวเลขตรงมุมขวาล่างหน้าจอ พบว่าใกล้ถึงเวลาที่นัดไว้ก็ให้ยิ้มกริ่ม เขาเกือบจะหลับคาแป้นพิมพ์ไปแล้วถ้าไม่มีเบียร์เย็น ๆ สักขวดคอยกระตุ้นเปลือกตาให้ตื่นทุกห้านาที อยากนอนก็อยาก แต่ว่าคืนนี้ยังมีเรื่องที่น่าทำมากกว่าหลับตาอยู่บนเตียงเป็นไหน ๆ

‘ประชุมด่วน ลับสุดยอด’ 

นั่นคือชื่อหัวข้อสนทนาที่ลู่เสียนใช้ในการเชิญชวนให้สมาชิกเสือร้ายแห่งซานหลี่ถุนสละเวลาอันน้อยนิดของแต่ละคนมาออนไลน์เจอหน้ากัน ชายหนุ่มได้ส่งสาสน์ลับผ่านอีเมลล์เป็นการส่วนตัวแก้เหล่าเพื่อนคุณหนู ยกเว้นก็แต่หวังหย่งเหวินที่ไม่มีรายชื่อในการร่วมประชุมครั้งนี้

เพราะคนที่กำลังจะกลายเป็นประเด็นหลักในวงสนทนาไม่ควรจะได้ยินในสิ่งที่คนอื่นพูดจริงไหม

ลู่เสียนได้แต่หัวเราะกับตัวเอง เป็นเสียงหัวเราะที่หากใครได้ยินก็คงคิดว่าเขากำลังมีความสุขอย่างยื่ง บางทีหุ้นในบริษัทอาจจะขึ้นหลายจุดหรือว่าท่านประธานมีคำสั่งให้ลาพักร้อนก็เป็นได้ แต่ว่านะมันยิ่งกว่าความสุขทางการงานพวกนั้นเสียอีก เพียงแค่คิดถึงเรื่องที่จะคุยก็รู้สึกสนุกจนแทบอดทนรอไม่ไหว จวบจนเสียงแจ้งเตือนที่ดังผ่านลำโพงติดต่อกันสามครั้งถึงได้รู้ว่าบัดนี้ผู้รับเชิญได้เข้ามาอยู่ในห้องสนทนาเรียบร้อยแล้ว แต่ละคนเปิดกล้องให้เห็นหน้าอย่างชัดเจน ฉากหลังมีทั้งกำลังนั่งอยู่ในรถ ขอบสระว่ายน้ำ และเก้าอี้ซิทอัพของห้องออกกำลังกาย  เรียกได้ว่าไม่ได้คิดจะเตรียมตัวเพื่อมาประชุมเลยสักนิด ลู่เสียนเบ้ปากกับความมักง่ายที่เห็น

แต่ช่างมันประไร 

เขาดื่มเบียร์เป็นอึกสุดท้าย แลบลิ้นเลียริมฝีปาก ก่อนจะยกยิ้มกว้าง

“ดูเหมือนว่าจะพร้อมกันแล้วสินะ” 








--------------------------------------

ต้องขอโทษที่หายไปหลายวันเลยนะคะ คิดถึงทุกคนนน

ก่อนอื่นมีเรื่องจะแจ้งค่ะว่างานที่เราทำนั้นกำลังเริ่มโปรเจคอยู่ เลยคิดว่าอาจจะมาอัพถี่ๆเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ แต่ยังไงก็จะพยายามเขียนออกมาเมื่อมีเวลาว่างนะคะ TT เพราะอย่างตอนนี้เขียนทุกวันแต่ได้วันละขยึกฮืออ แก้แล้วแก้อีกจนถ้าเป็นกระดาษคงลบจนขาดไม่เหลือชิ้นดี555555 

เฮียเหวินตอนนี้ก็ยังเป็นเฮียอยู่วันยังค่ำ น้องทำขนาดนี้แล้วก็ยังไม่ตัดสินใจลงมืออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่จับนิดจับหน่อยให้เพลินมือ ส่วนหลิวที่จะเอาคืนเขาดูแล้วมีแต่เสียกับเสียแง55555 คงต้องรอดูไปก่อนนนน ว่าใครจะเสร็จใครกันแน่

ขอบคุณกำลังใจ คำติชมทั้งในหน้าเว็บนิยายและทางทวิตเตอร์นะคะ คอยให้ความช่วยเหลือเรื่องนิยายและกำลังใจเราตลอดเลย TT ถ้าไม่มีนักอ่านคอยแนะนำเราอาจจะใช้เวลาเขียนนานกว่านี้ ขอบคุณทุกคนมาก ๆ เลยค่ะ

  ปล. เห็นมีนักอ่านให้ดาวเราอีกแล้วด้วยฮือ นี่ตื้นตันมากแง รักที่สุดดด

ความคิดเห็น