Castle-G

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ZAC STYLE | 02 : รู้จักกับเพื่อนใหม่ [100%]

ชื่อตอน : ZAC STYLE | 02 : รู้จักกับเพื่อนใหม่ [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มิ.ย. 2561 15:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ZAC STYLE | 02 : รู้จักกับเพื่อนใหม่ [100%]
แบบอักษร

2

รู้จักกับเพื่อนใหม่

อากาศที่ค่อนข้างร้อนทำให้ฉันต้องตื่นขึ้นมาแต่เช้า ด้วยที่ว่าวันนี้เป็นวันไปเรียนวันแรกด้วย...ความจริงฉันแต่งตัวเสร็จได้สักพักแล้วแต่ยังไม่ได้ออกจากหอ ส่วนเหตุผลคืออะไรน่ะเหรอ...พี่แซคมันยังไม่มารับเลยนี่สิ เพราะวันนี้คือวันแรกแม่เลยฝากฝังให้พี่แซคมันไปส่งฉันที่คณะ ทั้งที่ความจริงแล้วฉันก็ไปเองได้แต่แม่ดึงดันจะให้พี่มันไปส่งฉันก็คงไม่ขัด

แล้วเป็นไงก็ต้องนั่งรอพี่มันไหมทีนี้

ไลน์~

Z-A-C

อยู่หน้าหอละเอ๋อ ลงมา

เสียงแจ้งเตือนของโปรแกรมแชทดังขึ้นพร้อมกับปรากฏข้อความของคนที่ส่งมา

OBCHEUI

โอเค

ฉันตอบไปแค่นั้นก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองแล้วออกไปจากห้องโดยไม่ลืมที่จะล็อกประตู ใช้เวลาอยู่สักพักก็ลงมาถึงหน้าหอก่อนจะสอดส่องสายตามองหารถของคนที่มารอรับ ซึ่งมันจอดอยู่ตรงหน้าร้านข้าวป้าจันข้างๆ หอของฉัน เมื่อเห็นแบบนั้นจึงไม่รีรอที่จะเดินเข้าไป

“รอนานไหม” หลังจากที่เปิดประตูเข้ามานั่งในรถเรียบร้อยคนขับก็เอ่ยถามทันที

“นานดิพี่ รอจนนึกว่าต้องไปอาบน้ำใหม่” ฉันตอบไป ซึ่งเมื่อพูดจบคนที่มารับก็เอื้อมมือไปเขกลงหน้าผากของฉันไปทีหนึ่ง ซึ่งแรงผู้ชายมันเบาๆ ที่ไหนล่ะ

“ละใครบอกให้ตื่นเช้า”

อ้าว...ผิดเฉย

“พี่นั่นแหละตื่นสาย” ฉันแย้งอย่างไม่ยอม

“ไม่ได้สายป้ะ? ก็ตามปกติ” พี่มันว่าพร้อมกับออกรถ ตอนนี้ฉันเหนื่อยจะต่อล้อต่อเถียงกับเขาแล้วจึงได้แต่นั่งเงียบอยู่เฉยๆ กับตัวเองไปจนกว่าจะถึงที่หมาย

“กินข้าวเช้ารึยัง” พี่แซคเอ่ยถามฉันโดยที่สายตาของอีกคนยังคงจับจ้องไปยังท้องถนนอยู่

“กินขนมปังไปห่อนึงแล้วค่ะ” เพราะในตู้เย็นของฉันมันมีแค่นั้นจริงๆ ก็เลยกินพออยู่ท้องมากกว่าจะไปหาอะไรอย่างอื่นทาน ถึงแม้ว่าความจริงร้านข้าวจะอยู่ใกล้แค่นี้เอง

“อือ” เขาตอบมาแค่นั้น ก่อนเลี้ยวรถเข้าไปจอดเทียบตรงที่จอดรถสำหรับศูนย์การค้าของมหาวิทยาลัย

ที่นี่เป็นแหล่งรวมสินค้าที่ให้นักศึกษามาจับจ่ายซื้อของ แต่ส่วนใหญ่ก็จะขายของกินมากกว่า มุมซ้ายสุดของตัวอาคารเป็นร้านขายหนังสือเรียนขนาดใหญ่ ตอนนี้พี่แซคขับรถมาจอดอยู่ที่ลานจอดรถใกล้ๆ ซึ่งฉันก็สงสัยนิดหน่อยว่าทำไมถึงต้องมาจอดแวะที่นี่ก่อน

“ลงมาสิ” เจ้าของรถลงจากเบาะคนขับพลางยื่นหน้าเข้ามาบอกฉันให้ลงตามเขาไปด้วย

“ลงไปทำไมอะ?” ฉันขมวดคิ้วมองหน้าพี่มันอย่างไม่เข้าใจ เพราะจุดหมายของตัวเองคือคณะวิศวกรรมศาสตร์ไม่ใช่ศูนย์การค้าสักหน่อย

“มาหาอะไรกิน อีกตั้งหนึ่งชั่วโมงไม่สายหรอก” เขาว่าก่อนจะปิดประตูรถโดยที่ดับเครื่องอะไรเรียบร้อยหมดแล้ว ซึ่งจะให้ฉันอยู่บนรถที่ไม่มีอากาศถ่ายเทแบบนี้ฉันไม่อยู่แน่นอน

สุดท้ายก็จำยอมต้องลงจากรถตามเจ้าของรถไปติดๆ ฉันรีบก้าวตามขายาวๆ นั่นเพื่อจะให้เข้าประชั้นชิดตัวของพี่แซคเพราะไม่อยากทิ้งระยะห่างมากเกินไป

“มาทำไมอะ” ฉันเอ่ยคำถามที่สงสัยที่สุดในตอนนี้ออกไป

“ถามบ่อยจังวะ ก็พามาหาอะไรกินไงเอ๋อ” เขาตอบด้วยใบหน้าตึงๆ พี่มันว่าแล้วหันมองไปรอบกายก่อนจะมาหยุดที่หน้าของฉัน “กินแค่นั้นมันจะไปอยู่ได้ไง”

“ปกติฉันก็กินแบบนี้” ฉันทำหน้านิ่วใส่พี่มันหลังจากที่รู้ว่าเขาจะพาฉันมาหาอะไรกินเพิ่ม ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลยเนื่องจากฉันเองก็ไม่ได้เป็นคนกินเยอะกินแยะขนาดนั้น ทุกเช้าได้ขนมปังสักแผ่นก็พอใจแล้ว

“มิน่าล่ะ...ถึงไม่โตสักที” ว่าประโยคเมื่อกี๊น่าโมโหแล้วนะ แต่พอพี่มันเลื่อนสายตามองหยุดอยู่ส่วนต่ำกว่าหน้าฉันมันก็ยิ่งสร้างความหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม

อะไรคือมองนมฉันแล้วว่าถึงไม่โตสักทีวะคะ

“พี่ทะลึ่งอะ” ฉันต่อว่าคนที่อายุมากกว่าพร้อมกับรีบยกมือขึ้นมากอดอกตัวเอง แต่ก็ไม่วายจะโดนหัวเราะเยาะกลับมาซะอย่างนั้น

“อะไร? กูว่าไรสักคำยัง? เป็นเด็กเป็นเล็กคิดลึกจังนะ” พี่แซคทำลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่เห็นพลางใช้นิ้วมาจิ้มจึกๆ ที่หน้าผากของฉันสองสามทีก่อนจะหมุนตัวเดินไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งนั่นก็ต้องทำให้ฉันเดินตามไปอีกหละ

เราสองคนพากันเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านแห่งหนึ่งที่มีคนขายเป็นหญิงวัยกลางคนกำลังนั่งพลิกไม้ปิ้งหมูอยู่ มันเป็นร้านขายพวกของปิ้ง มีทั้งไก่ ทั้งปลา เครื่องในต่างๆ ของขึ้นชื่อคงหนีไม่พ้นหมูปิ้งนั่นแหละ

“ป้าครับ หมูปิ้งสองไม้ขอข้าวด้วยนะ” ร่างสูงที่อยู่ด้านข้างเอ่ยสั่งกับแม่ค้าเจ้าของร้าน แล้วยืนรอสักพักถุงพลาสติกที่ในนั้นมีข้าวเหนียวกับหมูอีกสองไม้ก็ถูกส่งมาจากคนขาย

หลังจากที่จ่ายเงินเสร็จสรรพ ถุงในมือของพี่มันก็ยื่นมาให้ฉัน

“เอาไปกิน จะได้โตไวๆ” นั่นไง...

“ไม่เห็นต้องซื้อให้เลย” ฉันรู้ว่าต่อให้ปฏิเสธยังไงคนตรงหน้าก็ต้องยัดเยียดให้ฉันอยู่ดี เลยต้องรับมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะกลัวจะเสียน้ำใจหรอกนะ

“จะเอาตังค์มาคืนก็ได้นะ”

“ฝันเหอะ ให้แล้วให้เลยดิ” ฉันว่าแล้วก็ยึดถุงในมือมาเป็นของตัวเอง โดยที่คนให้ได้แต่ยืนมองเฉยๆ “แล้วพี่ไม่หาอะไรกินบ้างหรือไง?”

“กินมาแล้ว” พี่แซคตอบ ฉันจึงพยักหน้าเล็กน้อย

หลังจากที่พี่มันแวะซื้ออะไรให้ฉันกินเรียบร้อยก็ขับรถมาส่งฉันต่อที่หน้าคณะ ความจริงอย่าเรียกว่ามาส่งเลยต้องเรียกว่ามาด้วยกันมากกว่า เพราะเราทั้งคู่ต่างเรียนคณะเดียวกัน พี่แซคพาฉันมาถึงจุดหมายก็ปล่อยฉันไว้ทันทีส่วนเจ้าตัวเดินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ไวยิ่งกว่ามีพลังเทเลพอต

“สวัสดีครับน้องๆ ทุกคน” เสียงของรุ่นพี่คนหนึ่งดังขึ้นหลังจากที่เด็กปีหนึ่งทุกคนมาจัดแถวรวมกันอย่างเป็นระเบียบแล้ว ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามาอยู่ที่ลานคณะตั้งแต่ตอนไหน “พี่ชื่อเอนะครับ เรียกพี่เอก็ได้ เป็นประธานเชียร์ ยังไงก็ยินดีต้อนรับน้องปีหนึ่งคณะวิศวะทุกคนนะครับ”

“เธอๆ” ใครสักคนที่ยืนอยู่ด้านข้างกำลังสะกิดแขนฉันโดยการใช้นิ้วจิ้ม และเมื่อหันไปมองก็พบผู้ชายคนสูงหน้าตาดีคนหนึ่งที่กำลังยืนส่งยิ้มมาให้อยู่

โอ๊ย อีแม่ใจไม่ดี มาวันแรกก็มีคนหล่อส่งยิ้มให้เลยค่ะ

“คะ?” ฉันขานรับ

“หยิบปากกาที่ตกตรงเท้าให้ทีสิ” ชายคนดังกล่าวว่าแล้วชี้นิ้วมาที่พื้นใกล้ๆ กับที่เท้าฉันเหยียบอยู่ เมื่อก้มลงไปมองตามก็พบปากกาแท่งที่ว่าจริงด้วย

ฉันเห็นอย่างนั้นจึงรีบก้มลงไปเก็บปากกาสีน้ำเงินที่ตกอยู่ใกล้ๆ เท้าขึ้นมาก่อนจะส่งให้เพื่อนชายที่ยืนอยู่ด้านข้าง เขารับมันไว้ก่อนจะยิ้มให้ฉันอีกรอบ

“ขอบคุณนะ” รอยยิ้มผู้ชายหน้าตาดีนี่มันช่างมีผลต่อหัวใจจริง “เออแล้วว่าแต่มาเรียนนี่มีเพื่อนเปล่า”

“ไม่อะ” ฉันตอบโดยไม่ต้องคิดอะไรเลย ตอนแรกฉันก็ว่าจะชวนเพื่อนมาเรียนที่นี่ด้วยแต่ปรากฏว่าไม่มีใครมากับฉันสักคน มาอยู่ที่นี่คนเดียวเจอเพื่อนหน้าใหม่ๆ มันก็จะเหงานิดหน่อยแหละ

“ว้าย เหมือนกันเลย” อีกคนแสดงท่าทีที่มีจริตจะก้านคล้ายผู้หญิงออกมา

เดี๋ยวนะ...นี่ฉันก็เข้าใจว่าชายแท้มาตั้งนาทีกว่า อุตส่าห์หวั่นไหวกับรอยยิ้มไปตั้งหลายครั้งแล้วด้วย ไหงเพื่อนชายคนนี้กลายเป็นแบบนี้ไปซะได้ เรื่องมันเศร้าขอน้ำเปล่าก็พอ

“วันนี้เราก็จะไม่มีอะไรมากนะครับ พี่แค่จะขอรู้จักน้องๆ ทุกคนก่อน” พวกพี่ที่อยู่ด้านหน้ายังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ ก็มีเข้าหูฉันบ้างไม่เข้าหูฉันบ้าง

“ว่าแต่ตัวชื่ออะไร” เพื่อนชายที่กลายเป็นเพื่อนสาวชวนฉันคุยอีกครั้งหนึ่ง “เราชื่ออาร์ เรียกพายอาร์ก็ได้”

ความพายอาร์นี้...

“เราอบเชย” ฉันบอกชื่อของตัวเองไปเพื่อทำความรู้จักกับอีกคน แม้จะยังทำใจไม่ค่อยได้เท่าไหร่ที่ผู้ชายหน้าตาดีแบบนี้จะกลายมาเป็นเพื่อนสาว

“พี่จะให้น้องๆ ออกมาเต้นแนะนำตัวเองทีละคนนะครับ” เสียงของพี่ๆ ทำให้ฉันต้องเบนความสนใจไปยังด้านหน้าแทน เมื่อได้ยินว่าจะให้ออกไปเต้นทีละคนใจมันก็เริ่มสั่นไหว

ฮือ...ฉันเต้นไม่เป็น

ว่าจบจากนั้นไม่นานเสียงกลองก็ดังขึ้นเป็นจังหวะอย่างสนุกสนาน ก่อนที่เหล่ารุ่นพี่จะเดินมาเรียกตัวน้องออกไปด้านหน้าทีละคนเพื่อไปพูดแนะนำตัวเองแล้วก็เต้นปิดท้าย จนมาถึงคิวของฉันในที่สุด

“อบเชยลุกสิลุก” อาร์หันหน้ามาบอกฉันด้วยความตื่นเต้น “รีบออกไปเลยหล่อน”

นี่เราสนิทกันขนาดนี้แล้วเหรอ...

“แนะนำตัวบอกชื่อพร้อมรหัสเลยครับบบ” พี่เอพูดกับฉันหลังจากที่เดินออกมาจากแถวแล้วมาหยุดยืนอยู่ข้างหน้า มันโชคดีหน่อยที่ว่าพี่ให้ออกไปทีละห้าคนให้แนะนำตัวทีละคนแต่เต้นพร้อมกัน แบบนี้ดีกว่าเต้นอยู่คนเดียวเยอะเลย

“อบเชยค่ะ พานิวีร์ สุขอยู่ยอด รหัส 0569 ค่ะ” ฉันแนะนำตัวเองออกไปตามที่พี่บอก

หลังจากก็มีบทเพลงประกอบการเต้นด้วยการร้องสดเล่นสด เต้นก็คิดท่าสดๆ ไปเลยค่า ฉันไม่รู้ว่าจะทำอะไรก็เลยได้แต่เต้นท่าไก่ย่างวนไป เต้นมันตั้งแต่อนุบาลจนป่านนี้ขึ้นมหาลัยไก่ย่างตัวนี้มันก็ยังไม่สุกสักที ไม่รู้จะได้กินชาติไหน

กิจกรรมรับน้องนี่ก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนเวลาล่วงเลยไปชั่วโมงกว่าได้พวกพี่ถึงปล่อยเหล่ารุ่นน้องทุกคนกลับไปทำธุระของตัวเองต่อ ส่วนฉันก็คงไปนั่งเล่นที่โรงอาหารของคณะเพื่อรอพี่แซคมารับนั่นแหละ เพราะตอนมาพี่มันบอกให้ฉันรออยู่ที่นั่น ในขณะที่ฉันกำลังจะเดินไปจากลานตรงนี้ก็มีพี่คนหนึ่งเดินมาดักหน้าฉันเอาไว้

“เดี๋ยวน้องๆ” เธอเป็นผู้หญิงตัวสูงเท่ากับฉัน หน้าตาน่ารักเหมือนพวกเน็ตไอดอล แต่ถึงแบบนั้นฉันก็ไม่รู้จักเธออยู่ดีไม่รู้ด้วยว่าเรามีธุระอะไรต่อกัน เธอถึงมาเรียกฉันไว้

“อะไรคะ?” ฉันตอบรับไปแบบงงๆ

“น้องอบเชยใช่ไหม” อีกคนชี้มาทางฉันแล้วเอ่ยถาม

“ใช่ค่ะ”

“คืองี้พี่ได้รับสารมาอีกที มีพี่กลุ่มหนึ่งเขาเล็งเราไว้อยากให้เราเป็นหลีด” เธอว่าธุระของเธอต่อ

แต่เดี๋ยวนะ? เป็นหลีดอะไรวะ เป็นหลีดนี่คืออะไร พวกคนที่ไปเต้นหยองแหยงอยู่ข้างสนามถือพู่เชียร์ไปมาอย่างนั้นเหรอ? ฉันไม่เอาด้วยหรอก

“ฉันเหรอคะ?” ว่าแล้วก็ชี้ที่หน้าตัวเองอย่างงงๆ

“ใช่น้องนั่นแหละ” แล้วดูเหมือนว่ารุ่นพี่ตรงหน้าก็จะยืนยันในความคิดของตัวเองเหลือเกิน “คือพี่ชื่อเนเน่นะ เป็นหนึ่งในทีมคัดเลือกหลีด มีคนบอกว่าน้องเหมาะ มาเป็นไหม”

แบบนี้ก็ได้เหรอ?

“ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันเต้นไม่เป็น” ฉันปฏิเสธไปเพราะไม่อยากไปทำอะไรแบบนั้น จริงๆ เต้นไม่เป็นก็ส่วนหนึ่งถ้าเข้าไปอาจจะเป็นตัวถ่วงของทีมก็เป็นได้

“ของแบบนี้มันฝึกกันได้น้า” พี่เนเน่ยังคงพยายามออดอ้อนสุดฤทธิ์ “เนี่ย เราจะได้เป็นหน้าเป็นตาของเอกเลยนะ น้องเองก็หน้าตาดี”

พี่เขามีความพยายามโน้มน้าวใจต่อไป

“คือว่าฉันคงทำไม่ได้จริงๆ น่ะค่ะ” ยิ่งฉันพูดแบบนั้นรุ่นพี่ตรงหน้าก็ยิ่งทำหน้าเสียใจมากกว่าเดิม เธอดูตั้งความหวังไว้ที่ฉันมากเลยนะ

“โธ่ อบเชย...ช่วยพี่เถอะน้า รุ่นพี่เขาอยากให้น้องเป็นหลีดจริงๆ ถ้าพี่ชวนน้องไม่ได้พี่ต้องโดนคาดโทษอย่างแน่นอนเลย นะๆๆๆ” พี่เนเน่ไม่พูดเปล่าแถมยังใช้สองมือนั้นเขามาจับแขนของฉันแล้วเขย่าไปด้วย

“คือ...” ฉันจะปฏิเสธไปอีกรอบแต่พอเจอสายตาเศร้าที่มองมามันกลับทำให้ฉันหยุดชะงัก

“นะอบเชย ช่วยพี่เหอะ”

แงงงงงงงงง

“ก็ได้ค่ะ” สุดท้ายก็ต้องยอมเลยตามเลยเพราะแพ้สกิลการรบเร้าของรุ่นพี่คนนี้จริงๆ โห้ยยยย นี่ถ้าฉันเป็นผู้ชายอาจจะตายตั้งแต่ยกแรกไปแล้ว

“กรี๊ดดดดดด ขอบใจนะน้อง งั้นเริ่มซ้อมมะรืนนี้นะ”

ฮะ??? มะรืน? เดี๋ยวก่อน ทำไมมันเร็วขนาดนี้ล่ะ แต่ยังไม่ทันจะได้ท้วงอะไรพี่เนเน่ก็วิ่งออกไปแล้วทิ้งฉันไว้ด้วยความอึ้ง สุดท้ายก็ต้องรับชะตากรรมตัวเองสินะ

@โรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์

ฉันมานั่งรอพี่แซคอยู่ที่นี่ได้ประมาณสิบนาทีกว่าแล้ว เดินไปซื้อขนมมานั่งกินเป็นห่อที่สามแล้วเนี่ยถ้าขืนพี่มันยังไม่มาฉันอาจจะได้เหมาร้านมานั่งกินละ

ในขณะที่กำลังก่นด่าอยู่นั้น คนที่ฉันกำลังนั่งรอก็โผล่หัว รถคันคุ้นตาที่มาจอดอยู่ข้างๆ ทำให้ฉันต้องรีบเก็บสัมภาระของตัวเองลุกจากเก้าอี้เพื่อเดินไปหาทันที ฉันจัดการเปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งข้างใน แอร์เย็นๆ ที่กระทบกับใบหน้าเริ่มทำให้ฉันรู้สึกดีมากขึ้น

“รอนานไหม พอดีมีธุระนิดหน่อย” คนที่นั่งฝั่งคนขับหันหน้ามาถามเมื่อเห็นฉันขึ้นรถมานั่งด้านข้างแล้ว

“อือ นิดนึง” ฉันตอบไปอย่างไม่ได้เกรงใจอะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสาเหตุที่ทำให้ฉันกับพี่มันสนิทกันเร็วขนาดนี้เป็นเพราะอะไร แต่เพราะอีกฝ่ายมักจะทำสบายๆ ไม่ได้สุภาพพิถีพิถันอะไรมากนักฉันก็เลยไม่จำเป็นต้องทำตัวห่างเหินกับพี่มันกลับไป

“แล้ววันนี้เป็นไงบ้าง” พี่แซคถามเหมือนกับแม่ฉันไม่มีผิด

“ก็ดีพี่ พวกพี่น่ารักดี” ฉันว่าเมื่อนึกไปถึงกิจกรรมร้องเต้นก่อนหน้านั้น

“เหรอ” พี่มันหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะขับรถออกไป ซึ่งขณะที่สายตามองทางปากก็ยังคงพูดกับฉันอยู่ “หวังว่าความคิดนี้จะอยู่ถึงวันพรุ่งนี้นะ”

“ทำไมอะพี่” ฉันสงสัยกับคำพูดแปลกๆ แบบนั้น

“สงสัยไรนักหนาเอ๋อ เดี๋ยวถึงพรุ่งนี้ก็รู้เองแหละ”

บางทีก็เกลียดที่เขาเป็นแบบนี้



TALK WITH CASTLE-G

แซคมันเป็นผู้ชายที่พูดจาไม่ดีแต่การกระทำเอาใจใส่มากๆ นะ

มันอาจจะปากร้ายปากหมาไปบ้าง แต่มันน่ารักจริง

555555555 อาจจะมองว่าพระเอกแบบแซคพูดจาหยาบคาย

แต่จีมองว่ามันปกติสำหรับวัยรุ่นสมัยนี้มากๆ

เรื่องนี้จีก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงเหมือนกัน

แบบพวกพี่ผู้ชายงี้เวลามันเรียกเรามันก็จะกูๆ มึงๆ งี้แหละ

ซึ่งแซคมันคิดว่ามันสนิทกับทุกคนเลยเรียกไปแบบนั้น

ซึ่งในนิยายมันดีตรงที่อบเชยมันไม่แทนกูมึงกลับไป

ทั้งที่ชีวิตจริงแล้ว เป็นน้องก็เรียกพี่ว่ามึงได้ อันนี้ความจริง

แต่จะเรียกอารมณ์แบบ พี่มึงงี้ 555555555555555

ทุกคนเลยมองว่ามันหยาบ เพราะว่าไม่ค่อยเจอผู้ชายแบบนี้ในนิยายใช่ปะ?

ส่วนใหญ่ก็แบบฉันเธอ ฉันนาย น้องไรงี้ เรามาเปิดโลกกันเถอะ

แต่แก เราไม่ได้สนับสนุนให้แกไปเรียกกูมึงกับใครถ้าไม่ใช่คนสนิทนะ

ปลื้มอบเชย รักพี่แซค ต้องแท็ก #แซคสไตล์ เลยนะคะ

อย่าลืมเม้นท์ให้พี่ด้วย ไม่เม้นท์พี่ต่อย

ติดตามได้ที่ Facebook : Castle-G | Twitter/IG : @castleglint

ความคิดเห็น