หอหมื่นอักษร

เมื่อสวรรค์ให้นางมีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางจะขอทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลไว้ให้จงได้!

ตอนที่ 11 เรือนปั้นเสียนและวังองค์ชายห้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 เรือนปั้นเสียนและวังองค์ชายห้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.5k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2562 16:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 เรือนปั้นเสียนและวังองค์ชายห้า
แบบอักษร

เสิ่นหนิงได้ยินเสิ่นอวี๋ซื่อกล่าวเช่นนี้ก็หวนคิดถึงเรื่องน้องสาวชาติที่แล้วขึ้นมาต่างๆนานา จึงตัดสินใจไปหาน้องสาวเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ พวกนางยังเด็กมากขนาดนี้ จะแบ่งแยกไปทำไมกัน สายสัมพันธ์ของพี่สาวน้องสาวมีอยู่แล้ว ไม่ว่าอย่างไรเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด สิ่งที่นางต้องทำคือ เป็นฝ่ายเริ่มต้นก้าวออกไปเพื่อไปมาหาสู่กัน ดังนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังเรือนปั้นเสียนเรือนพักของเสิ่นมี่

 ชุนซือเดินตามหลังนางมา พลางกระซิบเล่าเรื่องราวของเรือนปั้นเสียน  เรือนปั้นเสียนของเสิ่นหมี่อยู่ใกล้เรือนไชเหวยของมารดานางมาก มีเพียงสวนเล็กๆ กั้นกลางเท่านั้น ตอนเสิ่นมี่คลอด เสิ่นหนิงเด็กเกินไป เสิ่นอวี๋ซื่อยุ่งจนไม่อาจปลีกตัวไปได้ จึงให้หลี่อี๋เหนียงดูแลเสิ่นมี่เอง จนเสิ่นมี่อายุหกปีกว่าจึงย้ายเข้าเรือนปั้นเสียน เลือกเรือนที่ใกล้หลี่อี๋เหนียงมากที่สุด เมื่อมีเสิ่นมี่เป็นตัวอย่าง ดังนั้นเสิ่นหวั่นก็คล้ายกับเสิ่นมี่ ถูกเลี้ยงดูโดยมารดาตัวเอง

  พอเดินเข้าไปใกล้เรือนปั้นเสียน เสิ่นหนิงก็รู้ว่าเหตุใดเสิ่นเจ๋อจิ้งจึงตั้งชื่อเรือนหลังนี้ว่าเรือนปั้นเสียน จริงดังชื่อ สวนเล็กๆ สงบไร้ผู้คน เงียบแต่ไม่เปลี่ยว ตรงกลางมีสระน้ำเล็กๆ  รอบๆ สระทั้งสองด้านปลูกต้นอวี้หลาน (แมกโนเลีย)ไม่น้อย ยามนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิพอดี ครั้นลมโชยมาจะได้กลิ่นหอมของดอกไม้อยู่จางๆ ด้านหลังต้นอวี้หลาน ยังมีกุหลาบป่าพันธุ์ใบใหญ่หลายต้นกำลังบานสะพรั่ง ไกลออกไปอีกหน่อยก็มีไม้ดอกไม้ประดับอีกไม่น้อย ยังมีพันธุ์หญ้าหนาแน่น ได้เห็นทั้งดอกไม้  กลิ่นหอม  สระน้ำ  ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ ต่อให้เป็นฤดูร้อนจัดที่อากาศร้อนยิ่งกว่านี้ ก็ยังรู้สึกร่มเย็นสุขสบาย ทิวทัศน์งามตาเช่นนี้จะช่วงชิงมาจากที่ใดได้บ้าง  

 คำว่าหลีกหนีชีวิตอันวุ่นวาย ได้หลบไปพักผ่อนฟื้นฟูจิตใจคงเป็นเช่นนี้เอง

 พอสาวใช้หนันจีแจ้งว่าเสิ่นหนิงมาเยี่ยม ตอนนี้กำลังยืนอยู่ข้างนอกเรือนปั้นเสียน เสิ่นมี่ก็ตกใจ รีบลุกขึ้นจากแท่นปักผ้าออกไปรับรองข้างนอกโดยไม่คิดถึงอะไรทั้งสิ้น หลี่อี๋เหนียงที่อยู่ข้างๆ ก็แปลกใจว่า เหตุใดคุณหนูใหญ่ถึงมาเรือนปั้นเสียนเสียได้ เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คงไม่มีเรื่องอะไรใช่หรือไม่ นางคิดแล้วก็ชักรู้สึกไม่เป็นสุข

  ฝ่ายเสิ่นมี่เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของเสิ่นหนิงก็ทำอะไรไม่ถูก  ถึงแม้จะพยายามฉีกยิ้ม แต่จนใจที่เนื้อแท้ของนางเป็นคนขี้กลัว จึงได้แต่ยิ้มให้เสิ่นหนิงว่า “พี่หญิงใหญ่เชิญเข้ามาก่อนเจ้าค่ะ...” แม้อยากจะถาม แต่ก็ไม่ได้ถามว่านางมาที่นี่ทำไม

  เสิ่นหนิงยิ้มพลางก้าวเข้าไปในเรือนปั้นเสียน  เห็นริมกำแพงปลูกต้นเหมยหลายต้นลำต้นโค้งงอ ก็ไม่ได้พินิจดูอย่างละเอียด  เดินตามเสิ่นมี่เข้าไปในห้อง  เรือนปั้นเสียนกับเรือนชิงจู๋ของนางรูปแบบคล้ายกัน  เป็นทางเข้าคู่ แต่ห้องหับมีไม่มากนัก  ด้านหน้าเป็นที่พักของสาวใช้เด็กๆ กับสาวใช้ชรา ด้านหลังเป็นที่อยู่ของเสิ่นมี่กับสาวใช้ประจำตัวสองคน  ส่วนห้องพิณกับห้องหนังสืออยู่ด้านหลังทั้งหมด

 เมื่อเสิ่นหนิงเห็นว่าหลี่อี๋เหนียงก็อยู่ด้วย ก็ห้ามหลี่อี๋เหนียงที่กำลังตั้งท่าจะคารวะนางไว้ บอกว่า  “ข้าแค่มาเล่นกับน้องสาวเท่านั้นเอง ระยะนี้ไม่เห็นน้องสาวที่บ้านท่านแม่ ข้าก็เลยมาหา”  เสิ่นมี่จึงรู้ถึงจุดประสงค์ของนาง มองไปทางหลี่อี๋เหนียงแวบหนึ่งแล้วเชิญเสิ่นหนิงนั่งลง  สั่งสาวใช้อาวุโสหนันเอี้ยนรีบชงชา  แล้วจึงนั่งลงคุยกับเสิ่นหนิง

  เสิ่นหนิงเห็นแท่นปักผ้าที่ยังไม่ได้เก็บในห้อง รู้ว่าเสิ่นหนิงกำลังปักดอกไม้ พอดีได้เรื่องคุย จึงถามเสิ่นมี่ว่า  “น้องกำลังปักอะไรอยู่หรือ” พลางลุกขึ้นมาเดินไปข้างแท่นปักผ้า เพิ่งเห็นชัดว่าความจริงเสิ่นมี่กำลังปักภาพมัจฉาว่ายหยอกใบบัวจวนจะเสร็จแล้ว ครั้นดูอย่างละเอียด ด้ายปักเส้นเล็กแน่น มองไม่เห็นฝีเข็ม ทั้งสีสันก็เยี่ยมยอด  ปลาหลีฮื้อ(ปลาคาร์พ)นั้นคล้ายกำลังสะบัดหาง ละอองน้ำราวกับจะกระเซ็นออกมา สีสันสดใสงามจับตา เสิ่นหนิงสะท้อนใจลึกๆ  มองเสิ่นมี่อย่างนับถือว่า  “ปักได้ยอดเยี่ยมมาก!” นี่ไม่ใช่คำชมตามมารยาท เสิ่นมี่ปักผ้าได้ดีกว่าตัวเองมากจริงๆ

  เสิ่นมี่ถูกเสิ่นหนิงมองจนหน้าร้อนผ่าว รู้สึกขัดเขิน นัยน์ตาแฝงแววยิ้ม เมื่อพูดถึงเรื่องปักผ้าที่นางชื่นชอบนางก็ไม่ขี้อายอีกแล้ว เริ่มพูดคุยเสียงเล็กเสียงน้อยกับเสิ่นหนิง ว่าภาพปักนี้เพราะนางไปเห็นสินค้าผ้าปักของตระกูลอู๋เจียงเฉียนเข้าถึงได้เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา  ความจริงแล้วนางก็แค่อาศัยแบบของคนอื่นมาเท่านั้น เสิ่นหนิงเองก็ตอบว่าแค่นั้นก็เก่งไม่เบาแล้ว ตัวนางยังปักไม่ได้สวยถึงขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ  สองพี่น้องคุยตั้งแต่ผ้าปักอู๋เจียงเฉียนไปจนถึงภาพวาดอู๋เหมิน ว่าภาพวาดพวกเขาลายเส้นละเอียดสง่างามตามแบบแผน  แล้วก็พูดถึงการออกแบบอันเรียบง่ายของพวกเขา ระหว่างนั้นเสิ่นมี่ยังค้นภาพที่วาดขึ้นใหม่มาให้เสิ่นหนิงดู ให้นางวิจารณ์และให้ความเห็น

เวลาครึ่งเช้าผ่านไปโดยไม่รู้ตัว  หลี่อี๋เหนียงเตือนอยู่ข้างๆ   “ใกล้เวลาอาหารเที่ยงแล้ว” ทั้งคู่จึงหยุด ส่งยิ้มให้กัน

เสิ่นหนิงปฎิเสธคำชวนรับประทานอาหารของเสิ่นมี่ กล่าวว่าวันนี้รบกวนเวลาไม่น้อย ไว้คราวหน้านางจะต้องอยู่ลองชิมรสชาติแน่นอน  ทั้งยังเชิญเสิ่นมี่ไปเที่ยวเล่นที่เรือนชิงจู๋ในเวลาว่าง แม้แต่ชุนซือก็ยังชวนหนันจีกับหนันเอี้ยนไปสังสรรค์ด้วยกัน เสิ่นมี่กับสาวใช้ทั้งสองรับคำ รอส่งเสิ่นหนิงกลับ

  ครั้นมองดูเสิ่นหนิงจากไปแล้ว เสิ่นมี่ก็ยังอดข้องใจไม่ได้ ถามหลี่อี๋เหนียงที่ยังไม่ไปว่า  “หรือว่านางจะมาเล่นกับข้าฆ่าเวลาจริงๆ”

หลี่อี๋เหนียงเองก็พูดไม่ถูก  เงียบไปนานก่อนจะบอกว่า  “ไม่ต้องคิดมากหรอก พวกเจ้าพี่น้องอยู่ด้วยกันให้ดีก็แล้วกัน พวกเราแม่ลูกสองคนก็ไม่มีอะไรให้คนจดจำ แม่ก็แค่อยากให้เจ้า...”

 เสิ่นหนิงอิงแอบอยู่แนบอกมารดา ใจคิดว่าพี่หญิงใหญ่คนนี้เป็นคนที่คุยด้วยได้ดีทีเดียว แถมยังรู้เรื่องตั้งมากมาย พี่น้องอยู่ด้วยกันดีๆ ดูเหมือนจะไม่ได้ยากเย็นอะไร...

 จากนั้นเสิ่นหนิงก็มาเรือนปั้นเสียนอีกสองครั้ง สุดท้ายเสิ่นมี่ก็ทำใจกล้าตอบรับคำเชิญของเสิ่นหนิงไปเยี่ยมเยียนเรือนชิงจู๋สักครั้ง เสิ่นหนิงต้อนรับอย่างอบอุ่น สองพี่น้องคุยเรื่องราวตามประสาเด็กสาว อายุยังน้อย ทั้งยังห่างกันเพียงปีเดียว เรื่องที่จะคุยก็มีมากมาย เต้าหู้แห้งของร้านจือเว่ยไจที่เสิ่นอวี๋หงให้เด็กรับใช้ส่งมา เสิ่นมี่ก็ได้ลิ้มชิมแล้ว ซ้ำเสิ่นมี่ยังได้พบภาพเขียนของเสิ่นโจวโดยบังเอิญที่นั่น ยังอุทานด้วยความดีใจไปรอบหนึ่ง ครั้นเห็นเสิ่นหนิงปิดปากหัวเราะนางก็ไม่เข้าใจ พอดูให้ละเอียด ที่แท้เป็นภาพเลียนแบบ! นางสะเพร่าเกินไป จะว่าไปคิดแล้วก็ใช่ เวลานี้ไหนเลยจะมีของแท้ของเสิ่นโจวได้ นางอดหัวเราะออกมาอย่างขุ่นเคืองไม่ได้ สองพี่น้องมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ

   แม้แต่หนันจีกับหนันเอี้ยนสองสาวใช้กับพวกชุนเซี่ยชิวตงก็มีเรื่องคุยมากขึ้น มีการไปมาหาสู่กัน และแล้วก็มาถึงวันเกิดของเซี่ยสือ  หลังจากเสิ่นหนิงอนุญาต กลุ่มสาวใช้ก็จัดอาหารเต็มโต๊ะเล็ก เชิญพวกเซี่ยจี รวมทั้งสาวใช้คนอื่นๆ กับสาวใช้ชรามาด้วย จากนั้นเรือนชิงจู๋กับเรือนปั้นเสียนก็ค่อยๆ สนิทสนมคุ้นเคยกันเรื่อยมา

เสิ่นหวั่นยังเล็กเกินไป ขณะนี้ยังอาศัยอยู่ในเรือนปี้เหอกับเหออี๋เหนียง ดังนั้นเสิ่นหนิงจึงไม่ได้ไปหานาง เพียงแต่ เมื่อเสิ่นอวี๋หงนำพวกของกินของใช้เล็กๆ น้อยๆ  ก็จะให้คนแบ่งไปให้เสิ่นหวั่นที่เรือนปี้เหอด้วย ทำให้เสิ่นหวั่นที่อายุยังน้อยเริ่มชอบเสิ่นหนิงพี่สาวคนโตคนนี้แล้ว

เรื่องเหล่านี้ เสิ่นอวี๋ซื่อรู้สึกดีใจที่ได้เห็นยิ่งนัก นางมีลูกสาวเพียงคนเดียว มีเพื่อนรู้ใจ ทั้งยังไม่ทำให้พี่น้องสายเลือดเดียวกันต้องห่างเหิน เรื่องนี้ดีต่อหลังบ้านตระกูลเสิ่นด้วย  หลี่อี๋เหนียงกับเหออี๋เหนียงก็พลอยดีใจไปด้วย ทำให้พวกนางยิ่งเคารพยำเกรงต่อเสิ่นอวี๋ซื่อมากขึ้น

ชีวิตประจำวันของเสิ่นหนิงก็เป็นเช่นนี้  กลางวันไปเยี่ยนเยียนเสิ่นอวี๋ซื่อ กลางคืนปรนนิบัติเสิ่นเจ๋อจิ้งที่ห้องหนังสือ ระหว่างนั้นยังเชื่อมสัมพันธ์กับเหล่าน้องสาว ถือว่าไม่เลว เพียงแต่นางไม่กล้าทำตัวเอ้อระเหย การเร่งรัดสั่งสอนสี่สาวใช้ใหญ่กับมดงานก็ดำเนินการไปอย่างช้าๆ นอกจากให้มดงานเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของผู้ว่าเมืองหลวงกับองค์ชายห้าแล้ว ตัวเองก็คอยรำลึกถึงการกระทำของซั่งกวนฉางจื้อ ครุ่นคิดแผนการรับมือที่เกี่ยวข้อง ไม่มีเวลาว่างแม้แต่นาที


วังองค์ชายห้าอยู่ด้านเหนือของเมืองหลวง ซั่งกวนฉางจื้อกำลังหารือกับสวี่ซันซือและหลี่เข่ออัน ทั้งสองคนล้วนเป็นจ๋างสื่อของวังองค์ชายห้า เป็นผู้ใกล้ชิดของเขา เรื่องที่กำลังหารือนั้นเป็นเรื่องของตระกูลเสิ่น

“เสิ่นอวี๋หงระยะนี้ไม่ปรากฏตัวเลย ดูท่าตระกูลเสิ่นจะคอยเฝ้าระวังเสิ่นอวี๋หงค่อนข้างมาก ขณะนี้จึงยังไม่ควรทำอะไรอีก”  หลี่เข่ออันกำลังพูด เรื่องเสิ่นอวี๋หงเป็นดังที่คิดไว้ ด้วยอยากให้ตระกูลเสิ่นมีความรู้สึกที่ดีผ่านทางเสิ่นอวี๋หง ยามนี้องค์ชายห้าเพิ่งเริ่มเปิดวัง ถึงแม้จะมีเหล่าขุนนางตามกฏระเบียบ แต่ยังไม่มีขุนนางที่เป็นกำลังให้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเวลานี้พวกเขากำลังต้องการผู้สนันสนุนที่มีพลัง ตระกูลเสิ่นจึงเป็นเป้าหมายหนึ่งที่พวกเขาคัดเลือก

รัชทายาทถึงแม้จะอยู่ในตำแหน่งว่าที่ฮ่องเต้ แต่ร่างกายอ่อนแอแต่เล็ก ฮ่องเต้ฉางไท่ทั้งรักทั้งสงสาร ทนไม่ได้ที่ต้องให้เขาตรากตรำ แม้แต่หน่วยจันซื่อก็ยังไม่ได้จัดตั้งให้รัชทายาท ในสถานการณ์เช่นนี้ เหล่าองค์ชายต่างๆ กระเหี้ยนกระหือรือ แน่นอนว่าต้องซั่งกวนฉางจื้อก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน

 “นอกจากตระกูลเสิ่น ยังมีตระกูลเฉิน ตระกูลกง ตระกูลเติ้ง ในบ้านมีลูกสาว  หลานสาววัยเหมาะสม ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นตระกูลเสิ่นเท่านั้น...” 

นี่คือสวี่ซันซือ เขาคุ้นเคยกับอิทธิพลในเมืองหลวง อย่าเห็นว่าสองคนนี้เป็นแค่จ๋างสื่อ แต่ฟังจากคำพูดของพวกเขา นึกไม่ถึงว่าพวกเขาคิดจะชี้นำขุนนางราชสำนัก จึงทำให้คนพากันตกอกตกใจอย่างอดไม่ได้ สายตากว้างไกล ใจคอหนักแน่น เหล่านี้เป็นเหตุผลที่ซั่งกวนฉางซื่อเห็นความสำคัญพวกเขา ซั่งกวนฉางซื่อรู้สึกโชคดีอีกครั้งที่รับสองคนนี้เป็นพวกแต่แรก  ถึงแม้มือจะเปื้อนเลือดผู้บริสุทธิ์ ก็ช่างประไร

“ขุนนางผู้ใหญ่ระดับหัวหน้าสามฝ่ายสูงสุดไม่ถูกรวมเข้าอยู่แล้ว ไต้เท้าซื่ออวี้สื่อกงหยูซี หลัวซื่อจิ้งผู้ว่าเมืองหลวงล้วนแต่เป็นที่ไว้วางใจของฮ่องเต้ตั้งแต่รัชศกฉางไท่ยุคแรกๆ  ความเชื่อถือหลายสิบปีไม่เคยเปลี่ยน เห็นได้ว่าไม่คบหาองค์ชายง่ายๆ  ตระกูลเฉินจือเฮ่าเสนาบดีกลาโหมกับเจิ้งผูฉุนเสนาบดีคลังก็ไม่ได้ยินว่าโอนเอียงไปทางไหน...” สวี่ซันซือวิเคราะห์พลางคิดพลาง เห็นซั่งกวนฉางจื้อนิ่งเงียบ ก็ส่งสายตาแลกเปลี่ยนไปที่หลี่เข่ออัน รอฟังความคิดเห็น

  องค์ชายห้าแม้อายุเพียงสิบแปดปี อีกทั้งเพิ่งตั้งวังไม่นาน พวกเขาทั้งสองคนไม่กล้ามองข้ามแม้เพียงนิดเดียว คนผู้นี้ถึงแม้ไหลลื่นดุจหยก แต่เรื่องการลงมือ ทั้งสองคนที่เคยเห็นมาแล้วต่างรู้สึกขนพองสยองเกล้า

 “ตระกูลเสิ่นมีฐานอยู่ที่อู่เยวี่ย  ตระกูลพ่อตาเสิ่นเจ๋อจิ้งเป็นตระกูลอวี๋แห่งซีซัน  อิทธิพลในเจียงหนันดูแคลนไม่ได้ ได้ยินว่าเยี่ยเจิ้งฉุนผู้ตรวจการเจียงหนันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลเสิ่นตระกูลอวี๋  เสิ่นเจ๋อจิ้งยังเป็นลูกศิษย์เขาด้วย เพราะฉะนั้นข้าจึงตั้งใจคบหาเสิ่นอวี๋หง อิทธิพลขนาดนี้ให้ข้าใช้ได้จะดีที่สุด ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นภัยยิ่งใหญ่ใกล้ตัว” น้ำเสียงซั่งกวนฉางจื้อฟังดูเหี้ยมเกรียมอยู่บ้าง แต่หน้าตาก็ยังยิ้มแย้มนุ่มนวล

  “เสด็จพ่อมีพระประสงค์ให้เสนาบดีกลาโหมเกี่ยวดองกับองค์ชายสอง ตระกูลเฉินก็ไม่ต้องคิดแล้ว”  ตอนท้ายเขาก็เพิ่มเติมข่าวลับที่ได้มาจากที่อื่น  ถึงแม้ข่าวนี้จะมีไม่กี่คนที่รู้ แต่ซั่งกวนฉางจื้อก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนนั้น

 “ถ้าปล่อยให้องค์ชายสองได้รับแรงหนุนจากตระกูลเฉิน นั่นยิ่งไม่ใช่ติดปีกให้เสือหรือ  อิทธิพลทางแม่เดิมก็มีไม่น้อยอยู่แล้ว  รีบถือโอกาสที่เรื่องนี้ยังไม่ประกาศ หาวิธีขัดขวางถึงจะถูก” สวี่ซันซือไม่ต้องคิดก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่มีประโยชน์อันใดต่อซั่งกวนฉางจื้อเลย

  ซั่งกวนฉางจื้อกับหลี่เข่ออันพยักหน้ารับ การหารือของสามคนเริ่มเปลี่ยนจากเรื่องตระกูลเสิ่นไปเป็นเรื่องที่ว่าจะต้องขัดขวางการแต่งงานขององค์ชายสองได้อย่างไร อิทธิพลตระกูลแม่ขององค์ชายสองจนถึงเสนาบดีกลาโหมของตระกูลเฉินมีมาแล้วหลายปี วิเคราะห์เฉินจือเฮ่าว่ามีหลานสาวภรรยาเอกของเฉินจือเฮ่าคนไหนมีความเป็นไปได้ที่จะแต่งงานกับองค์ชายสอง

  “ลูกชายภรรยาเอกคนโตของเฉินจือเฮ่าแต่งงานมีเมียก่อนหลังสองคน ลูกสาวก็มีอายุต่างกันไม่มาก คงต้องรวมอยู่ในนี้ด้วย  มีข่าวว่าภรรยาเฉินจือเฮ่ารักหลานสาวที่เป็นลูกของสะใภ้คนแรกเป็นอันมาก   ดูแล้วก็น่าจะเป็นคนนั้นมีโอกาสมากกว่า”  สวี่ซันซือหวนคิดถึงเรื่องตระกูลเฉิน  คาดว่าคนที่จะคู่กับองค์ชายสองควรเป็นเฉินหวั่นโหยวหลานสาวคนนั้นไม่ผิดแน่นอน

 “ถ้าไม่มีอะไรเกินคาด หลังเทศกาลบุปผาราชสำนักก็คงมีพระราชโองการพระราชทานสมรสออกมา”  ซั่งกวนฉางจื้อพูดพึมพำ เทศกาลบุปผาราชสำนัก ใช่แล้ว เทศกาลบุปผาราชสำนัก ถ้าไม่มีอะไรเกินคาด เขาคิดว่าเขาหาวิธีรับมือได้แล้ว

 สวี่ซันซือกับหลี่เข่ออันลองคิดดู  ก็รู้สึกเทศกาลบุปผาราชสำนักน่าจะเป็นโอกาสเหมาะที่สุด สองคนอดไม่ได้หันมายิ้มให้กัน หากเฉินหวั่นโหยวแต่งงานกับองค์ชายสอง ไม่รู้ว่าภรรยาเอกตระกูลเฉินคนนี้จะคิดอย่างไร

  วันต่อมา ซั่งกวนฉางจื้อเข้าวังตามปกติเพื่อทักทายหลี่ผินมารดา ราชวงศ์ต้าหย่งกำหนดมานานแล้วว่า ถึงแม้องค์ชายจะแยกวังออกไปข้างนอก แต่ทุกห้าวันยังต้องมาทักทายฮองเฮากับพระมารดาของตัวเอง องค์ชายที่แยกวังแล้วล้วนปฎิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด  เข้าวังทุกห้าวัน เป็นการทักทาย แต่ที่มากกว่านั้นคือเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร

 ในวังชุนซี หลี่ผินและซั่งกวนฉางจือกำลังคุยกัน คนที่เหลืออยู่ล้วนเป็นนางในที่เชื่อถือได้ หลี่ผินอายุสามสิบกว่าปี อายุไม่น้อยแล้ว แต่บำรุงรักษาได้ดี หน้าตายังดูสดใสเช่นเดิม แลดูนุ่มนวลผ่อนคลายน่าคบหา  ดังนั้นแม้แต่ซั่งกวนฉางจื้อซึ่งเป็นโอรสนาง ก็ยังแลดูเป็นคนอบอุ่นอ่อนโยนด้วยเช่นกัน

 “เทศกาลบุปผาราชสำนัก ข้าทราบแล้ว จะดำเนินการ” ยังคงเป็นเสียงนุ่มนวลแผ่วเบาของหลี่ผิน

 “รบกวนเสด็จแม่แล้ว” ซั่งกวนฉางจื้อกล่าวตอบด้วยความนอบน้อม ทำให้ภายในใจของหลี่ผินรื่นรมย์ไปด้วย

 “ที่ตำหนักมีเรื่องอะไรหรือไม่  เจ้าต้องไปเยี่ยมเยียนเสด็จพ่อเจ้าให้มากนะ....”



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น