หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

มาค่ะ! มาตามติดชีวิตแมวไปด้วยกัน~ ;P

ตอนที่ 24 พ่อหนุ่มคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์สะพายแมวไว้ข้างหลังด้วย

ชื่อตอน : ตอนที่ 24 พ่อหนุ่มคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์สะพายแมวไว้ข้างหลังด้วย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 22 มิ.ย. 2561 15:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24 พ่อหนุ่มคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์สะพายแมวไว้ข้างหลังด้วย
แบบอักษร

คนที่เว่ยเหลิงโทรหาก็คือนายตำรวจที่เจิ้งทั่นเจอในวันนั้น เพื่อนของเว่ยเหลิง

ก่อนหน้านี้เจิ้งทั่นเคยได้ยินเว่ยเหลิงคุยโทรศัพท์แล้วเรียกอีกฝ่ายว่า ‘เหอเถา’ ส่วนชื่อจริงๆ ของเพื่อนคนนี้เจิ้งทั่นก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เขาเคยได้ยินว่าถ้าคลี่คลายคดีได้ ‘เหอเถา’ คนนี้ก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง

เดิมทีเหอเถาจะเลื่อนตำแหน่งตั้งแต่เดือนที่แล้วก็ได้ แต่ตาคนนี้ก็ดื้อ เหมือนกับที่เขาพูดไว้ตอนนั้น ถ้าไม่คลี่คลายคดีนี้ก่อนเขาก็รู้สึกละอายที่จะเลื่อนขั้น

สำหรับคนประเภทนี้เจิ้งทั่นรู้สึกว่าสมองคงจะมีปัญหา ในเมื่อทุกอย่างก็ลงตัวหมดแล้ว รอแค่เลื่อนตำแหน่ง ตานี่กลับดื้อเป็นตายก็จะยังไม่เลื่อน

เว่ยเหลิงกดโทรหาเหอเถาติดต่อกันหลายครั้ง แต่ทางนั้นก็ดูจะปิดเครื่องตลอด ทำให้เว่ยเหลิงรู้สึกเซ็ง หยุดคิดสักพักเขาก็กดโทรต่อ แต่ครั้งนี้ไม่ได้โทรหาเหอเถา เขาโทรหาคนอื่น

คำพูดที่พวกเขาพูดกันเป็นคำพูดที่แฝงความนัย เจิ้งทั่นไม่เข้าใจเลยสักนิด และก็ไม่ได้สนใจจะฟังต่อ สิ่งที่พอจะช่วยได้ก็ช่วยไปแล้ว เรื่องที่เหลือเขาไม่สนใจ ให้พวกของเว่ยเหลิงไปจัดการกันเอาเอง

เจิ้งทั่นหาวออกมา เขาวิ่งไปที่ห้องรับแขกแล้วกระโดดขึ้นโซฟาเตรียมจะนอนต่อ

เวลานอนของแมวนั้นยาวนานอยู่แล้ว ปกติที่เจิ้งทั่นออกไปฝึกวิ่งทุกเช้าก็ออกไปพร้อมกับเจียวหย่วน ตื่นตอนเจ็ดโมง วันนี้เขาตื่นก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมง เพราะฉะนั้นก็ต้องนอนชดเชยอีกหนึ่งชั่วโมง ไม่อย่างนั้นจะรู้สึกเสียเปรียบ

บางทีนี่อาจจะเป็นอาการของโรคย้ำคิดย้ำทำก็ได้

ไม่สนหรอก ตอนนี้เขาเป็นแมว เจิ้งทั่นบอกตัวเองแบบนี้นับครั้งไม่ถ้วน ส่วนเป็นแมวแล้วยังไงน่ะเหรอ? หิวก็กิน ง่วงก็นอน ออกไปวิ่งเล่น ก่อกวนคนในบ้าน

ถึงแม้ว่าเหอเถาจะปิดเครื่อง แต่ระหว่างพวกเขาก็ยังมีวิธีอื่นที่จะทำให้รู้ได้ว่าอีกฝ่ายอยู่ไหน น่าจะเป็นพวกจีพีเอสบอกพิกัด ตอนนี้เว่ยเหลิงกำลังให้คนช่วยค้นหา

ผ่านไปสิบนาที เว่ยเหลิงพอจะรู้แล้วว่าเหอเถาอยู่ที่ไหน

หลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จ เขาก็หยิบเสื้อนอกอย่างรวดเร็วแล้วเดินออกไป ขณะที่เดินถึงประตูก็หันกลับถามเจิ้งทั่น “อยากออกไปเที่ยวไหม?”

เจิ้งทั่นที่กำลังหลับตาทำอารมณ์เตรียมจะนอนเมื่อได้ยินดังนั้นก็คิดสักพัก แล้วลุกขึ้นวิ่งไปที่ประตู การที่จะได้ออกไปเที่ยวเป็นสิ่งที่เจิ้งทั่นยินยอมมาก อยู่แต่ในมหาวิทยาลัย วันๆ เห็นแต่ทิวทัศน์เดิมๆ รู้สึกว่าโลกแคบไปหน่อย ตามหลักจิตวิทยาแล้ว นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดี

ส่วนเจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อ วันนี้พ่อเจียวหย่วนมีสอนตอนสาย พอสอนเสร็จก็จะไปรับเด็กทั้งสองเอง ดังนั้นเขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องไป สองวันมานี้แม่เจียวหย่วนอาการดีขึ้นมาก ฟื้นฟูได้เร็ว ปลอดภัยแล้ว อีกหนึ่งอาทิตย์ก็ตัดไหมได้ พ่อเจียวหย่วนรู้จักนักเรียนที่ฝึกงานอยู่ที่โรงพยาบาลคนหนึ่ง โดยรู้จักตอนที่ได้ร่วมมือทำโปรเจ็คต์กับอาจารย์ท่านหนึ่งของโรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยฉู่หัวเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นพ่อเจียวหย่วนจึงได้ไหว้วานเด็กคนนี้ให้ช่วยดูแลภรรยาให้ตอนที่เขาไม่อยู่

ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะพาแมวไปด้วย เว่ยเหลิงจึงโทรศัพท์ไปแจ้งให้พ่อเจียวหย่วนทราบ เป็นไปตามคาด เขาไม่ได้ห้าม แต่กำชับให้เจิ้งทั่นระมัดระวัง ฝากให้เว่ยเหลิงช่วยดูแล

ครั้งนี้เว่ยเหลิงรีบ จึงใช้มอเตอร์ไซค์ที่ปกติจอดไว้บริเวณที่พักบุคลากรแห่งนี้

มอเตอร์ไซค์คันนี้ดูแล้วไม่ได้มีความพิเศษอะไร รูปลักษณ์ธรรมดา ไม่สะดุดตา แต่เจิ้งทั่นรู้สึกว่าก็แค่ภาพลักษณ์ที่ดูธรรมดา สมรรถนะต้องเจ๋งแน่ๆ เว่ยเหลิงเอาไปดัดแปลงมา อย่างน้อยตอนวิ่งก็คงไม่เหมือนกับจักรยานมือสองของอี้ซินที่ปั่นๆ อยู่โซ่หลุดแน่นอน

เจิ้งทั่นมาถึงมอเตอร์ไซค์ก็เดินไปที่ข้างหน้า ไม่มีตะกร้าหน้า! มองไปด้านหลัง ก็ไม่มีกล่องเก็บของด้านหลัง! เขาจึงกระโดดขึ้นไปนั่งบนเบาะ จากนั้นก็ลองเหยียบเบาะดู ไม่เลวเลยนะเนี่ย!

หลังจากที่เว่ยเหลิงสวมหมวกกันน็อคแล้วก็หันมามองเจิ้งทั่นที่นั่งอยู่บนเบาะ จากนั้นก็มองรถตัวเอง เขาเดินไปที่ป้อมยาม แล้วเดินออกมาพร้อมกับกระเป๋าเป้สีแดงที่มีรอยขาดอยู่สองรู

“ดีที่ป้อมยามมีกระเป๋าเป้อยู่” เว่ยเหลิงคร่อมมอเตอร์ไซค์ แล้วตบไปที่กระเป๋าเป้ที่เปิดอยู่ “เข้ามาสิ”

เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น เขากระโดดลงไปในกระเป๋าเป้ที่ขาดเป็นรูอย่างไม่ค่อยยินยอมเท่าไร คาดว่ากระเป๋าใบนี้คงไม่ได้ถูกใช้มานาน มีกลิ่นเชื้อราด้วย คราบสกปรกที่อยู่ด้านบนก็ยังไม่ได้ทำความสะอาด

ตอนที่ยังอยู่ในเขตที่พักเว่ยเหลิงยังขับช้าๆ อยู่ แต่พอพ้นประตูมหาวิทยาลัยเขาก็เพิ่มความเร็วทันที

เจิ้งทั่นไม่รู้ว่าเว่ยเหลิงจะพาไปไหน เส้นทางนี้เขาไม่เคยมา อาคารที่อยู่รอบๆ ดูแปลกตา เขาเอาหัวโผล่ออกมาจากกระเป๋ามองภาพที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วจากทางด้านหลัง

สำหรับรถที่วิ่งในเมืองแล้วสิ่งที่น่ารำคาญก็คือ สัญญาณไฟจราจรที่ค่อนข้างเยอะ ถึงแม้ว่ามอเตอร์ไซค์จะวิ่งได้ไว แต่ก็ต้องหยุดเมื่อเจอไฟแดง

ขณะที่รอสัญญาณไฟเขียว ข้างๆ รถของเว่ยเหลิงก็มีรถเมล์คันหนึ่งเข้ามาจอด ริมหน้าต่างรถฝั่งเจิ้งทั่นมีคนๆ หนึ่งกำลังกินส้ม เขาเปิดหน้าต่างแล้วคายเม็ดออกมา จากนั้นเม็ดส้มก็ค้างอยู่ในอากาศและลอยมากระแทกกับหัวของเจิ้งทั่น

“......” โว้ย! คนที่มันคายเม็ดส้มไม่เลือกที่แบบนี้ต้องจับปรับให้ไม่เหลือแม้แต่กางเกงใส่กลับบ้าน!

“โอ้โห พ่อหนุ่มคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์สะพายแมวไว้ข้างหลังด้วย แมวดำทั้งตัวอีกต่างหาก” คนที่กินส้มพูดขึ้นเสียงดัง

“ไหนๆ”

“นั่นแมวจริงๆ ด้วย ฉันคิดว่าเป็นพวกโมเดลของเลียนแบบซะอีก”

“แม่คะ หนูอยากเห็นแมว”

“อย่าเบียดสิ ก็แค่แมวตัวเดียว จะเบียดเข้ามาทำไม”

“หลบให้ฉันดูหน่อยซิ...”

......

ยุคสมัยนี้โทรศัพท์มือถือยังไม่ใช่รุ่นที่มีฟังก์ชั่นอะไรมาก ดังนั้น ‘สังคมก้มหน้า’ บนรถจึงยังไม่เยอะ แค่ชั่วพริบตาคนบนรถที่เดิมกำลังนั่งคุยกันอยู่ก็หันมาสนใจเจิ้งทั่นที่โผล่หัวออกมาจากกระเป๋าเป้

กระเป๋าเป้สีแดงตัดกับแมวสีดำ ช่างดูสะดุดตายิ่งนัก

เจิ้งทั่นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลิง กำลังเชื้อเชิญให้คนมาดู

คนขับรถเมล์หันมามองข้างนอก จากนั้นก็หันกลับไปมองข้างหน้า พลางเตือนผู้โดยสารให้ระวัง กำลังจะไฟเขียวแล้ว น่าเสียดายที่ไม่มีใครฟังเขา

พอไฟเขียวมอเตอร์ไซค์ก็พุ่งออกไป ห่างออกจากรถเมล์ไปเรื่อยๆ แต่เมื่อครู่ตอนที่รถเมล์ออกตัว เจิ้งทั่นเห็นคนที่คายเม็ดส้มหัวไปกระแทกเก้าอี้ที่อยู่ข้างหน้า เสียงดัง ‘โป๊ก’

เจิ้งทั่นเบะปาก รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อย

พอรถเริ่มออกนอกเมือง สัญญาณไฟจราจรก็น้อยลง เว่ยเหลิงเพิ่มความเร็วไปเยอะมาก

บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยโรงงาน ไปข้างหน้าอีกหน่อยก็จะเป็นวงแหวนรอบนอก แต่จากที่เจิ้งทั่นดูป้ายแขวนตามทางแล้ว บริเวณรอบๆ นี้เตรียมจะรื้อทิ้ง เพราะเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลเตรียมจะเอาโรงงานที่อยู่รอบๆ นี้ออก อย่างไรเสียบริเวณรอบๆ นี้ก็มีทะเลสาบ พื้นที่โซนนั้นพวกนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์คงจะเล็งกันไว้แล้ว

เว่ยเหลิงขี่มอเตอร์ไซค์ไปจอดที่ประตูด้านข้างของโรงงานแห่งหนึ่ง เขามองไปรอบๆ แล้วล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาโทร

โรงงานที่อยู่ตรงหน้านี้แต่ก่อนคือโรงงานปรุงแต่งอาหาร เพิ่งจะย้ายออกไป บรรยากาศดูวังเวงมาก มีเพียงแค่ภาพที่อยู่บนกำแพงที่ช่วยบอกว่าบริเวณนี้เคยทำอะไรมาก่อน

เว่ยเหลิงยังคงโทรหาเพื่อนไม่ติด แต่เขาแน่ใจว่าตอนนี้เพื่อนอยู่ที่นี่ ประตูของโรงงานถูกปิดอยู่ ดังนั้นจึงต้องปีนกำแพงเข้าไป

“นายตามหลังฉันนะ ถ้าเกิดมีคนเข้ามาก็ส่งเสียงบอกหน่อย ถ้ามีเหตุฉุกละหุกนายจะช่วยปกป้องฉันก็ได้...ช่างเถอะ นายคงไม่เข้าใจ”

พูดจบเว่ยเหลิงก็กระโดดข้ามกำแพงไป ท่าทางดูคล่องแคล่ว ดูเป็นเรื่องง่ายๆ

เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นกำแพง เขายืนอยู่บนนั้นมองสภาพแวดล้อมรอบๆ ที่เขายอมตามเว่ยเหลิงออกมาด้วยก็เพราะความอยากรู้อยากเห็นล้วนๆ อีกทั้งเขาไม่เหมือนเว่ยเหลิงที่ต้องทำหลบๆ ซ่อนๆ อย่างไรเสียเขาก็เป็นแค่แมวตัวหนึ่ง ไม่มีใครมองว่าแมวจะมีภัยหรอก อีกอย่างรอบๆ นี้แมวเร่ร่อนก็เยอะ ตอนที่อยู่บนรถเขาเห็นอยู่หลายตัว ดังนั้นการที่มีแมวดำเข้ามาในเขตโรงงานจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร

ตอนที่ออกมาจากบ้านเจิ้งทั่นได้ถอดป้ายคล้องคอกับกุญแจออกจากคอแล้ว ดังนั้นเขาจึงดูไม่มีความพิเศษอะไร ต่อให้มีคนมาเจอก็คงจะแค่อุทานว่า ‘แมวตัวนี้ดูเท่ห์จัง’ ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนมีบุคคลน่าสงสัยเข้าใกล้

ของภายในโรงงานถูกย้ายออกไปหมดแล้ว ดูโทรมมาก บนพื้นมีแต่เศษกระเบื้อง แผ่นโฆษณาที่เปลี่ยนสีแล้ว รวมถึงเศษวัสดุที่ใช้ในการผลิต กลิ่นพวกสารปรุงแต่งยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ

เจิ้งทั่นเดินตามหลังเว่ยเหลิงอยู่ไม่ไกล หูที่เชิ่ดขึ้นของเขาได้ยินเสียงบางอย่างเบาๆ น่าจะเป็นเสียงของคน คล้ายกับเป็นเสียงร้องของคนที่ถูกอัดลงไปกอง แต่ไม่ใช่เสียงของเหอเถา

หลังกำแพงทางตะวันออกถัดออกไปห้าสิบเมตรมีคนอยู่อย่างน้อยสามคน เจิ้งทั่นได้ยินเสียงคุยเบาๆ ของพวกเขา เท่าที่ฟังดูได้ความว่า พวกเขากำลังรอคนออกมาจากโกดังตรงหน้า แล้วค่อยลงมือ

เจิ้งทั่นมองโกดังที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล ในนั้นมีหน้าต่างไม่เยอะ ประตูหน้าต่างถูกปิดหมด ถ้าเข้าไปล่ะก็คงเกิดเสียงดังแน่ เหอเถาอยู่ในนั้นเหรอ? แต่เสียงที่เหมือนถูกอัดลงไปกองนั่นดังออกมาจากข้างนอก

คนที่หลบอยู่หลังกำแพงไม่รู้ว่าเว่ยเหลิงอยู่ตรงนี้ หรือบางทีพวกเขาก็ไม่ได้สนใจ เอาแต่จดจ่ออยู่กับโกดังตรงหน้า ขณะเดียวกันก็อาจเป็นเพราะเว่ยเหลิงซ่อนตัวดี ต่อให้เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วก็ไม่มีใครสังเกตได้

ขณะที่เว่ยเหลิงหลบอยู่ในมุมมืดพลางคิดว่าจะจัดการคนที่อยู่หลังกำแพงยังไงดีก่อนที่จะเข้าไปในโกดัง สายตาของเจิ้งทั่นก็มองไปยังพัดลมระบายอากาศของโกดัง

ด้านนอกของพัดลมระบายอากาศไม่มีตะแกรงเหล็กครอบไว้ ขนาดของช่องว่างระหว่างใบพัดพอดีให้ตัวของเจิ้งทั่นเข้าไปได้

ไปหรือไม่ไปดี?

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น