หอหมื่นอักษร

เมื่อสวรรค์ให้นางมีชีวิตใหม่อีกครั้ง นางจะขอทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องวงศ์ตระกูลไว้ให้จงได้!

ตอนที่ 2 แผนล้มกระดานหมาก

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 แผนล้มกระดานหมาก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 13k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2562 14:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 แผนล้มกระดานหมาก
แบบอักษร

แม้จะครุ่นคิดร้อยแปดพันเก้า เสิ่นหนิงก็ยังสามารถหลับตางีบได้พักหนึ่งก่อนฟ้าสาง ตื่นมาก็ไม่รู้สึกอ่อนเพลีย เพียงแต่รู้สึกว่าความหนาวในเดือนสามทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด

“คุณหนู ทำไมตื่นเช้านัก  วันนี้ไม่ต้องไปทักทายยามเช้ากับนายหญิง  ยังนอนต่อได้อีกสักพักนะเจ้าคะ” แม่นมหลิ่วเข้าประตูมา  เห็นเสิ่นหนิงนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง  ท่าทางคงลุกขึ้นมาได้สักพักแล้ว  อดไม่ได้ต้องเอ่ยปากออกมา

 เนื่องด้วยงานเลี้ยงที่จะจัดในคืนนี้  นายหญิงเสิ่นหรือเสิ่นอวี๋ซื่อ มารดาของเสิ่นหนิงไม่อาจปลีกตัวทำเรื่องหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ซ้ำเวลายังกระชั้นชิดมาก  ดังนั้นจึงยกเลิกการทักทายยามเช้าของทุกคน เพื่อจะได้ตรวจสอบการจัดเตรียมอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

 “เมื่อคืนหลับได้ดี ไม่ต้องหลับเพิ่มแล้วล่ะ อีกสักพักข้าจะไปดูพี่รองเสียหน่อย  วันนี้ท่านแม่นมช่วยข้าหวีผมจะได้หรือไม่ ส่วนชิวเกอก็ให้พักผ่อนต่อ”  เสิ่นหนิงเอ่ยเสียงอ้อน พลางส่งสายตาให้ชิวเกอออกไป  ชิวเกอแอบพยักหน้ารับ หลุบตาก่อนจะค่อยๆ ถอยออกไป

แม่นมหลิ่วหวีและเกล้าผมมวยทรงเฟยเซียงอย่างง่ายๆให้เสิ่นหนิงตามความประสงค์ของนาง ปักผมด้วยปิ่นดอกไม้ทำจากไข่มุกและหยกงามวิจิตร ไม่ใส่เครื่องประดับอื่นใดอีก ขับเน้นกระโปรงสีเขียวมรกต  ผ้าคลุมไหล่โปร่งใสสีปีกจักจั่นบนร่างนาง  สอดรับกับการแต่งกายแบบเรียบง่ายของนางตามปกติ ถึงแม้ใบหน้านางยังไม่ดูโตเต็มวัย แต่ก็มีความน่ารักน่าเอ็นดูอีกแบบหนึ่ง

 เสิ่นหนิงพาเพียงสาวใช้นามตงฟู่ออกจากเรือนชิงจู๋ (เรือนไผ่เขียว) เรือนชิงจู๋ก็คือเรือนพักของเสิ่นหนิง  เหตุที่ตั้งชื่อนี้ไม่มีอะไรอื่น  เป็นเพราะที่นี่ปลูกไผ่เขียวเต็มลาน  นางให้แม่นมหลิ่วพักที่ห้องข้างๆ  หลายปีนี้  ด้วยเพราะเสิ่นหนิงค่อยๆเติบโตขึ้นตามวัย แม่นมหลิ่วจึงเริ่มไม่ค่อยติดตามนางไปโน่นมานี่ แต่นางชอบที่จะอยู่แต่ในลานเล่านิทานหรือเย็บปักถักร้อยร่วมกับบรรดาสาวใช้เสียมากกว่า

 ส่วนตงฟู่ถึงแม้จะอายุสิบสองปีเหมือนกัน แต่ก็อ่อนกว่าชิวเกอเล็กน้อย เป็นสาวใช้ที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาสาวใช้ชุนเซี่ยชิวตงทั้งสี่คน  อีกทั้งด้วยเพราะอุปนิสัยกระตือรือร้นเป็นที่สุด  เสิ่นหนิงจึงมักจะได้รับข่าวสารที่มีประโยชน์มากมายจากคำพูดเจื้อยแจ้วของนาง

 อย่างเช่น  ตอนนี้นางพูดว่า “คุณหนู  เมื่อวานคุณชายรองแอบหลบออกไปอีกแล้วเจ้าค่ะ ได้ยินว่าเห็นเรื่องน่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง  แต่ก็ยังถูกนายท่านทำโทษจนได้” เสิ่นหนิงฟังพลางคิดพลาง  เสิ่นอวี๋หง พี่รองของนางถึงแม้จะเฉลียวฉลาดมากเกินคนธรรมดา แต่ก็มีนิสัยอยู่ไม่สุขอย่างที่สุด มักจะออกไปนำของที่น่ากินน่าเล่นเล็กๆ น้อยๆ มาให้นาง  เนื่องจากเสิ่นหนิงสนิทกับเขามากที่สุด

 ดังนั้นเมื่อนางเห็นเสิ่นอวี๋หง เอนตัวซบหัวเข่ามองดูนางอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ  นางจึงอดไม่ได้ต้องยิ้มออกมา

 “คนไม่มีน้ำใจ  ยังจะมาหาของกินอีกหรือ  เมื่อวานมีเรื่องติดพันเลยไม่ได้ซื้อน่ะ” เสิ่นอวี๋หงกลัวว่านางจะไม่เชื่อ พูดสำทับอีกว่า   “จริงๆนะ! ข้าไม่ได้โกหก!"

 เสิ่นหนิงรู้ว่าเป็นเรื่องจริง เรื่องนี้เมื่อชาติที่แล้วก็เคยเกิดขึ้น  เมื่อวานเขาแอบหลบออกไป กำลังคิดจะถือโอกาสไปซื้อของเล็กน้อยให้น้องสาว แต่ได้เห็นฉากที่น่าสนใจ  ในเมืองหลวงแบบนี้ ลูกท่านหลานเธอไม่ใช่ของมีราคา  ไม่ว่าไปที่ไหนก็สามารถพบเห็นได้สักคนสองคน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเห็นลูกชายคนเล็กของครอบครัวรองเสนาบดีฉู่แห่งกระทรวงขุนนาง แต่เดี๋ยวนะ  ดูเหมือนเขากำลังรังแกคนอีกแล้วใช่หรือเปล่า

 เห็นคุณชายฉู่ประพฤติตัวต่ำช้า  จัดการปัดผักกาดบนแผงแม่ค้าแม่ลูกสองคนหล่นกระจายเต็มพื้น ทั้งยังจะลงมือจับแม่นางคนนั้นอีก ผู้คนที่มุงดูล้วนหลบอยู่ห่างๆ  แม้จะโกรธแต่ก็ไม่กล้าพูด  ขณะที่เสิ่นอวี๋หงกำลังคิดจะรุดเข้าไป  ข้างๆ สองแม่ลูกก็ปรากฏหนุ่มน้อยมาดสุขุม  อากัปกริยาสง่างาม หน้าตาสัตย์ซื่อ ไล่ตะเพิดคุณชายตระกูลฉู่  ทั้งยังให้เงินแม่ลูกคู่นั้น

  “ที่แท้ องค์ชายห้าก็เป็นคนดีเหมือนกันนี่” เสิ่นอวี๋หงเล่าเรื่องให้น้องสาวจนจบแล้ว ก็ยังไม่วายพูดประโยคนี้เสริมท้ายอีก

  แค่ได้ยินคำว่าองค์ชายห้า  เสิ่นหนิงก็รู้สึกถึงโทสะในอกที่ระงับไม่อยู่ องค์ชายห้า  องค์ชายห้าซั่งกวนฉางจื้อ ชาติที่แล้ว ก็เป็นเพราะเสิ่นอวี๋หงได้เห็นเหตุการณ์ฉากนี้เข้า ในงานเลี้ยงเมื่อซั่งกวนฉางจื้อเชิญเขาเข้าร่วมงานในวังองค์ชายห้า เขาถึงได้ตอบรับอย่างไม่ลังเลแม้แต่นิด  ตอนหลังทั้งยังพาเสิ่นหนิงไปพบเขาบ่อยๆ  นับวันตระกูลเสิ่นกับวังองค์ชายห้าก็ยิ่งมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ

  ข้าจะต้องตัดความสัมพันธ์นี้ให้ขาด เสิ่นหนิงพูดกับตัวเอง ไฟแค้นค่อยๆทุเลาลง ดูท่าเขาจะยังมีอิทธิพลต่อข้าอย่างลึกซึ้งนัก และข้าก็ยังไม่มีปัญญาจะทำอะไรได้เหมือนเดิม เสิ่นหนิงยิ้มเยาะตัวเอง

  “ช่างบังเอิญจริงๆ  พี่รองนานๆ ทีจะได้ออกไปครั้งหนึ่ง ก็ได้เห็นเรื่องแบบนี้เสียแล้ว หนิงเอ๋อก็อยากออกไปบ้างเจ้าค่ะ”  เสิ่นหนิงพูดอย่างไร้เดียงสา แล้วถามต่อด้วยความสงสัยว่า  “องค์ชายห้าก็ไปที่แบบนี้ด้วยหรือเจ้าคะ มิใช่ว่าเขาเพิ่งสร้างวังใหม่หรือ  น่าจะยุ่งมากถึงจะถูก ตลาดผักนั่นคงจะสนุกมากน่าดู”  พูดจบทำหน้าเหมือนอยากไปมาก

 ใช่แล้ว  องค์ชายห้า จะต้องยุ่งมากถึงจะถูก  เหตุใดถึงยังมีเวลาว่างไปสถานที่อย่างตลาดผักได้หนอ คนพูดตั้งใจ  คนฟังก็ฉุกคิด  ความคิดของเสิ่นอวี๋หงพลันชะงักงัน  ทันใดนั้นก็คุยเล่นกับเสิ่นหนิงต่อ  เสิ่นหนิงเห็นดังนั้นก็ไม่อยากพูดให้มากความ นางรู้ดีว่าเสิ่นอวี๋หงฉลาดเฉลียวมาก  ในเมื่อเกิดสนใจขึ้นมาแล้ว  ถ้าครุ่นคิดให้ดี ก็จะเห็นความไม่สมเหตุสมผลของเรื่องนี้ได้

 คนสูงส่งระดับองค์ชายห้า มีหรือจะลดตัวไปช่วยเหลือแม่ลูกในตลาดผัก ในใจเสิ่นหนิงแค่นออกเสียงในใจ มีแต่เขาที่สามารถทำออกมาได้ ขอให้บรรลุเป้าหมาย  ไม่ว่าวิธีการใดๆ ก็ทำได้ ทั้งยังทำให้ผู้อื่นรู้สึกถึงความอ่อนน้อมเมตตาของเขา  เสิ่นหนิงถึงแม้อยากจะให้เขาตายๆไป  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่ก็เป็นความสามารถเกินมนุษย์ของเขา

 ดูแล้วฉากที่วางแผนไว้แล้วนี้  เป้าหมายที่ต้องการคือเสิ่นอวี๋หงไม่ผิดแน่  พี่ชายใหญ่เป็นลูกหลานสายภรรยาเอก ไม่สามารถเข้าร่วมทำงานในวังองค์ชายได้  พี่รองเป็นลูกชายรองของภรรยาเอกพ่อ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเสิ่นอวี๋เสี้ยน พี่ชายใหญ่กับข้าก็ใกล้ชิดสนิทสนม  เขาคงคิดเหวี่ยงแหจับครอบครัวท่านพ่อให้หมด เสิ่นหนิงคาดได้ถึงจุดประสงค์ของเขาทันที นี่ก็เพราะชาติที่แล้วได้อยู่ร่วมกับเขามานานปี นางจึงรู้เบื้องลึกของเขาได้อย่างลึกซึ้ง

 จนถึงหลังเที่ยง  ชิวเกอออกไปประตูหลัง  สักพักก็กลับมา บอกเสิ่นหนิงว่า  “คุณหนู  ของเอากลับมาแล้ว” นอกจากลูกผู้พี่ของนางแล้ว ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ 

 เสิ่นหนิงมองห่อยาเล็กๆในมือ จะต้องทำเช่นนี้หรือ ถ้าไม่ทำเช่นนี้ เรื่องราวก็จะต้องเดินต่อในแนวทางเดิม นางตัดสินใจอย่างรวดเร็ว  เรียกเซี่ยฉือที่อยู่นอกบ้านมา  บอกว่านางอยากดื่มชาขิงมาก  ให้นางต้มเผื่ออีกหลายชาม ถึงเวลาให้ส่งไปที่มารดากับพี่ชายทั้งหลาย เซี่ยฉือรับคำ รีบไปจัดการด้วยความยินดี นางรับผิดชอบครัวเล็กของเสิ่นหนิง  ฝีมือก็ดี  พอได้ยินว่าเสิ่นหนิงอยากดื่มชาขิง  ก็รีบไปจัดการในครัวเล็ก

 ชาขิงต้มเสร็จอย่างรวดเร็ว เสิ่นหนิงสั่งให้ชุนสือส่งให้เสิ่นอวี๋ซื่อมารดาหนึ่งชาม  แล้วให้เซี่ยฉือกับตงฟู่แบ่งไปให้เสิ่นหวีซวนพี่ชายสาม  กับเสิ่นหวีโส่วพี่ชายสี่  สุดท้ายบอกว่า  ชามที่เหลือนี่  อีกสักครู่นางจะส่งไปที่พี่รอง ถึงอย่างไรทางไปงานเลี้ยงก็ต้องผ่านจวนเขาอยู่แล้ว สะดวกมาก

 เมื่อได้ยินเช่นนี้  ชิวเกอทำตัวลีบ  แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

 ฟ้าเริ่มมืด  บ้านตระกูลเสิ่นติดไฟประดับโคม  ประตูหน้ามีรถม้าทยอยมา เสียงรถเสียงม้าดังเอิกเกริก  แต่ก็ไม่รบกวนเหล่าผู้น้อยที่คอยต้อนรับด้วยความเคารพและนำพาเหล่าขุนนางญาตมิตรไปยังโถงใหญ่อย่างมีระเบียบทีละคน

 แขกเหรื่อฝั่งผู้ชายจะมีเสิ่นหวาซั่น  เสิ่นเจ๋อจิ้ง  เสิ่นเจ๋อหย่วนคอยรับรอง เหล้ายาปลาปิ้งไม่ได้ขาด  ส่วนแขกเหรื่อฝั่งผู้หญิงก็มีเสียงพูดคุยหัวเราะกันไม่ขาดสาย  เสิ่นอวี๋ซื่อเดินไปมาระหว่างโต๊ะ ทักทายบรรดาฮูหยิน

 “เสิ่นฮูหยิน ขอแสดงความยินดีด้วย  ต่อไปพวกเราอยู่ในเมืองหลวง  ก็จะได้พบปะชุมนุมกันบ่อยๆ วันหลังถ้าข้าส่งเทียบเชิญ ท่านจะต้องมาให้ได้นะ”  ฮูหยินของหยวนเค่อเจิน รองเสนาบดีกระทรวงโยธายิ้มไปพูดไป  ถึงแม้อายุจะมากกว่าเสิ่นอวี๋ซื่ออยู่มาก แต่น้ำเสียงกลับสนิทสนมยิ่ง  ใครใช้ให้เจ้านายของสามีนางเป็นพ่อสามีของเสิ่นอวี๋ซื่อเล่า  ภรรยาเสิ่นหวาซั่นถึงแก่กรรมไปหลายปีแล้ว เรือนหลังของตระกูลเสิ่นในเวลานี้มีเสิ่นอวี๋ซื่อลูกสะใภ้ซึ่งเป็นภรรยาเอกของบุตรชายคนโตคอยควบคุมดูแล

 “เสิ่นฮูหยินมีความสามารถจริงๆ  อายุอานามเพียงน้อยนิดก็สามารถจัดการบ้านช่องใหญ่โตขนาดบ้านตระกูลเสิ่นได้อย่างเรียบร้อยไร้ที่ติ วันหลังคงต้องขอให้ช่วยสั่งสอนเสียหน่อยแล้ว  ข้าล่ะละอายจริงๆ ที่มิอาจสู้นางได้เลย”  เสียงนั้นปนหัวเราะเจือแววยกยอเล็กน้อย แต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกไม่พอใจ  นี่คือฮูหยินของกู้จื่อเฉิงรองอธิบดีกรมการสอบ สามีนางกำลังจะเป็นลูกน้องของเสิ่นเจ๋อจิ้ง

 ในเวลานั้น ฮูหยินจำนวนไม่น้อยต่างทยอยเข้ามาทักทายอย่างต่อเนื่อง  ถึงแม้เสิ่นเจ๋อเฉิงจะเป็นเพียงขุนนางระดับห้า แต่เขาเป็นถึงรองอธิบดีกรมการสอบของขุนนาง มีอำนาจตรวจสอบขุนนางได้ด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น ปีหน้าก็จะเป็นการสอบที่จัดขึ้นเพียงห้าปีต่อครั้งแล้ว  หากไม่ผูกสัมพันธ์ไว้ตอนนี้แล้วจะผูกเมื่อไรกัน  นับแต่ครั้งโบราณกาลถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ของเรือนหลังยังใช้ได้ผลกว่าเพื่อนร่วมสำนักศึกษาเสียอีก เรื่องเหล่านี้บรรดาฮูหยินทั้งหลายย่อมรู้อยู่แก่ใจ

เสิ่นอวี๋ซื่อพูดพลางยิ้มพลาง ทักทายฮูหยินของเว่ยจิ้นตู้เสนาบดีกระทรวงการศึกษา  และฮูหยินของเจิ้งผูฉุนเสนาบดีกระทรวงการคลังว่าไม่ต้องเกรงใจ ขอบคุณที่ให้เกียรติ  ทั้งกล่าวชมเชยหลานสาวที่พวกนางพามาด้วยว่าหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา  แค่เห็นก็ชื่นชอบ  แล้วลากเสิ่นหนิงที่ตามอยู่ข้างๆ บอกพวกนางว่า  “ท่านดูสิ  ข้าก็มีดวงใจอยู่แค่คนเดียว ดูรูปร่างหน้าตาสิ เทียบกับหลานสาวพวกท่านไม่ติดเลย”

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้  ฮูหยินทั้งสองก็ลอบพิจารณาเสิ่นหนิง ชุดกระโปรงผ้าแพรเนื้อบางจากเจียงหนาน  ชายแขนเสื้อยาวปิดเลยช่วงเอวของชุด  พอเห็นห่วงหยกเขียวมรกตห้อยประดับที่เอวได้รำไร  เกล้าผมมวยแฉกตามสมัยนิยมของเมืองหลวง ประดับด้วยปิ่นดอกไม้ประดับไข่มุกเล็กๆ สองอัน ประทินโฉมเพียงเล็กน้อย นัยน์ตาแวววับ  มองดูสดใส  แต่เทียบหลานสาวของตัวเองแล้วยังห่างไกลมากมาย

ปากของฮูหยินทั้งสองรีบเอ่ยตามมารยาทว่า  “ไม่หรอก  นางยังไม่โตไม่เต็มวัยเลย อีกไม่กี่ปี  หัวกระไดคงไม่แห้ง ธรณีประตูคงถูกเหยียบจนพัง” หากใบหน้ากลับประดับรอยยิ้มภาคภูมิใจ ทั้งรู้สึกว่าเสิ่นอวี๋ซื่อเป็นคนใจซื่อ ระหว่างการสนทนานั้นจึงรู้สึกผ่อนคลายและสนิทใจมากขึ้นหลายส่วน

ครั้นเห็นเช่นนี้ เสิ่นอวี๋ซื่อหรี่ตาเล็กน้อย  มีรอยยิ้มที่มุมปาก  กล่าวต่อด้วยเรื่องของลูกสาว เลี้ยงดูลูกสาวลูกชายไม่ว่าอะไรก็ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้น เรื่องหนักใจต่างๆ มีไม่เคยหยุดหย่อน ทั้งยังคุยกับฮูหยินบางคนที่มีถิ่นกำเนิดจากเจียงหนานพูดถึงทิวทัศน์เจียงหนาน ยังท่องได้ว่า “ผักตากแห้ง  ข้าวสวยขาว เทพยดาได้กลิ่นแล้วยังต้องลงมา...  ข้าช่างคิดถึงรสชาตินั้นจริงๆเลย”  พอถึงตอนนี้  กลุ่มฮูหยินที่มาจากย่านเจียงเจ๋อหมิ่นยิ่งมีความรู้สึกที่ดีต่อตระกูลเสิ่น  รวมกลุ่มกันคุยถึงเรื่องราวของเจียงหนาน เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย

ฟากอันซื่อก็อุ้มท้องโตกำลังพูดคุยกับกลุ่มสะใภ้อายุน้อย มีสะใภ้ใหม่เข้ามาลูบท้องนาง  ทุกคนหัวเราะชอบใจกัน

เสิ่นหนิงตามอยู่ข้างๆ เสิ่นอวี๋ซื่อ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แอบแลบลิ้นให้ตัวเอง ปกติมารดาไม่เคยแสดงตัวออกนอกหน้า แต่ความจริงก็เข้าสังคมเก่งเลยทีเดียว ที่บิดาได้เลื่อนตำแหน่งมาตลอด ส่วนหนึ่งก็มาจากฝีมือมารดาแน่นอน  ในเวลานี้เอง  ได้ยินเสียงฮือฮาจากฝั่งแขกผู้ชาย คล้ายกับได้ยินคนพูดว่า องค์ชายห้า...

 อวี๋มามากระซิบบางคำอยู่ข้างหูเสิ่นอวี๋ซื่อ  เสิ่นอวี๋ซื่อรู้ว่าองค์ชายห้ามาแล้ว  จึงแสดงท่าทีว่ารับรู้แล้ว  ฝ่ายหญิงไม่ต้องไปต้อนรับทักทายองค์ชายห้า ดังนั้นเสิ่นอวี๋ซื่อพูดไปยิ้มไปว่า  ไม่ต้องไปยุ่งพวกเขา  พวกเราสนุกของพวกเรากันต่อ...

 บรรยากาศในงานเลี้ยงยังคงครื้นเครงต่อเนื่อง แขกเหรื่อก็เป็นกันเอง เจ้าของบ้านก็ต้อนรับอบอุ่น  บทสนทนาไม่มีขาดตอน บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ทุกคนมีความสุขไปตามๆกัน จินตนาการได้เลยว่าหลังจากงานเลี้ยงนี้แล้ว  เสิ่นอวี๋ซื่อจะต้องได้รับเทียบเชิญไปงานเลี้ยงต่างๆ มากมายเป็นแน่

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น