cxparallel

ถ้้าถูกใจ อย่าลืมให้กดติดตามและให้เม้นท์เน้อ :) เลิฟยู!

ชื่อตอน : Chapter 12 : Blood at Dawn

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 691

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 19 มิ.ย. 2561 22:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 12 : Blood at Dawn
แบบอักษร

12




เหมือนกับเสียงกลองที่ดังก้องอยู่ในหัว ความแปลกประหลาดที่หญิงสาวอธิบายไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อพายุผ่านไป เธอยังคงหลับตาหลังจากเรื่องระหว่างตนและเวสต์จบลงไป เคลิ้มหลับไปชั่วคราวด้วยความอ่อนล้า แล้วเธอก็ตื่นขึ้นหากไม่กล้าลืมตา วาเลอรีนอนฟังเสียงหัวใจตัวเองเต้นมาพักใหญ่ รู้สึกคล้ายกำลังอยู่ในฝันไม่จางหาย ไม่เข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

พอพลิกไปอีกข้าง เขาไม่ได้นอนอยู่อีกฝั่งของเตียงแล้ว

เกือบจะแปลกใจ หากในที่สุดหญิงสาวก็เลิกล้มความรู้สึกนั้น เวสต์เป็นแบบนี้เสมอ เขาไม่เคยจำเป็นต้องบอกหรือต้องอธิบายว่าเขาจะทำอะไร

เธอลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบห้องนอน มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟเหนือเตียงที่ช่วยส่องให้เห็นสภาพของห้อง มันไม่ได้กว้างเกินเหตุอย่างที่ห้องนอนที่ฐานของเขา

พอลงจากเตียงก็ตรงไปยังตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดใส่ มีสองสามชุดแขวนอยู่ในนั้นและเป็นชุดของผู้ชาย หญิงสาวจัดแจงใส่เสื้อผ้า เสร็จก็ก้าวไปยังเปิดประตูออกและเดินลงบันไดไปชั้นล่าง

เขานั่งอยู่ที่โซฟา เบื้องหน้าเป็นกองเอกสาร น่าจะของรัฐบาลอย่างที่เธอเคยเอาไปแสกนเข้าฐานข้อมูล เสียงฝีเท้าของหญิงสาวทำให้เวสต์เหลือบตาขึ้นมองแล้วขมวดคิ้ว หากไม่ได้ถามอะไรออกไปจนกระทั่งเธอนั่งลงข้างหน้าเขา

“ไม่นอนเหรอ”

ไม่มีคำตอบ เธอแอบถอนหายใจเล็กน้อย แล้วเหลียวมองหานาฬิกาแขวน เห็นเวลาเกือบตีสี่ วาเลอรีจึงลุกแล้วตรงไปยังห้องครัว เวสต์มองตาม เขาหรี่ตาและเริ่มลังเลว่าควรจะตามไปเฝ้าหรือไม่ หากพอเธอกลับออกมาพร้อมขวดน้ำเปล่า ชายหนุ่มค่อยโล่งใจ

เธอไม่ได้พยายามต่อบทสนทนาใดกับเขา แค่รินน้ำลงแก้วและยื่นให้ ก่อนจะกลับเข้าไปในนั้นอีกที

ห้องครัวแห่งนั้นมีเพียงอาหารแช่แข็งอยู่ในตู้แช่เย็น วาเลอรีชะโงกหน้ามองผ่านฝากระจก เอียงคออ่านรายการอาหารสำเร็จรูปและชื่อของผักที่อยู่ในถุงพลาสติกอย่างอยากรู้อยากเห็น พอเลือกได้ก็เปิดฝาหยิบมันออกมา หากพอจะเอาไปปรุงอาหารที่เตา หญิงสาวก็ชะงักมือ เดินกลับออกไปที่ห้องนั่งเล่นเพียงเพื่อจะขออนุญาตคนที่พาเธอมาที่นี่

“เอ่อ ฉันทำอาหารได้ใช่ไหม”

เวสต์จ้องใบหน้าวาเลอรีที่ดูจะกลัวเขาดุเหลือเกิน นั่นทำให้ชายหนุ่มนึกขำขึ้นมา พอเขาพยักหน้า เธอเลยกลับไปทำอาหารต่อ เสียงกระทบกันของภาชนะดังแว่วมาจากห้อง เวสต์วางเอกสารที่ตนอ่านลงเพียงเพื่อจะเหลือบมองอีกฝ่าย และเขาก็ผ่อนลมหายใจออกมาช้า ๆ ให้กับเรื่องราวที่ขบคิดอยู่ในหัว

สเปนเซอร์บอกเขาว่าฐาน 22 ตกลงจะให้ชายหนุ่มมาพักที่นี่หลังภารกิจคฤหาสน์

แล้วคนทั้งฐานหายหัวไปไหนหมด?

เพราะอุปกรณ์สื่อสารยังคงใช้งานไม่ได้ และเขาเดินหาจนทั่วฐาน เปิดทุกห้องที่เข้าได้ หากเวสต์ไม่พบอะไรที่จะนำมาใช้ติดต่อกับคนอื่นได้แม้แต่นิด วิทยุหรือคอมพิวเตอร์ตัวเดียวก็ไม่มี แต่มีกระแสไฟ

ทุกอย่างช่างประหลาดจนเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้เป็นกับดัก

มือของเขายังกำอุปกรณ์สื่อสารแน่น แม้มันจะไม่มีสัญญาณ แต่ก็มีข้อมูลมีประโยชน์ หากแบตเตอรี่ที่กำลังจะหมดทำให้เขาจำต้องปิดเครื่องชั่วคราว

“เรย์” เวสต์เรียกชื่อเธอ “ออกมาก่อน”

แต่ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ได้ยินอะไร เขาถอนหายใจออกมาอย่างรำคาญ แล้วลุกจากโซฟาเดินเข้าไปในครัว เห็นวาเลอรีกำลังยืนล้างผักแช่แข็งอยู่อย่างขะมักเขม้น

“เฮ้...” เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย “มีอะไรหรือเปล่า”

ใบหน้านิ่ง ไร้อารมณ์ มีเพียงสายตาสำรวจเธออย่างกับอยากได้คำตอบในคำถามอะไรสักอย่าง

วาเลอรีเริ่มคิดได้ว่าตนก็ต้องการจะรู้ว่าเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง หลังคิดหาคำถามอยู่ครู่ใหญ่ เธอก็เลือกจะใช้ประโยคที่น่าจะทำให้เขายอมเอ่ยปากที่สุดออกไป

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำตัวเป็นปัญหาให้นายต้องเดือดร้อน” เธอพึมพำ

เวสต์แค่นหัวเราะ “รู้สึกผิดขนาดนั้นจริง ๆ เหรอ”

ดวงตาสีฟ้าหม่นหันมาสบเขาชั่วขณะ หากก็มากพอจะได้เห็นความสงสัยเต็มเปี่ยมซึ่งคัดค้านกับคำพูด ชายหนุ่มหรี่ตาลง เดาได้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของการเอ่ยปากเช่นนั้น

“ฉันให้ยานอนหลับเธอ” เขาพูดต่อ “และบางทีมันอาจจะส่งผลกับสมองผสมกับยาที่เธอกินไปตอนนั้น เธอถึงไม่รู้ตัว หรือจำไม่ได้ว่าถูกจับไปยังไง”

“แต่เพื่อนนายปลอดภัยไหม?” วาเลอรีเอ่ยถามต่อ เขาจึงนิ่งไปชั่วครู่

“ก็รอด”

“แปลว่าบาดเจ็บงั้นเหรอ”

พอเห็นสีหน้าไม่ค่อยอยากอธิบายนัก หญิงสาวจึงยอมหันกลับไปทำอาหารต่อ แต่ไม่วายยังคงมีข้อสงสัย ซึ่งนั่นทำให้สถานการณ์พลิก เพราะเป็นเวสต์ที่ตั้งใจจะเข้าไปสอบถามเรื่องซึ่งเกิดขึ้นกับเธอที่คฤหาสน์ ไม่ใช่เดินเข้าไปเพื่อให้เธอหาเรื่องถามเขา

“ทำไมพวกวัลเดนถึงถล่มฐานทหาร คงไม่ใช่เพราะอยากจับโสเภณีคนหนึ่งไปขายหรอกใช่ไหม”

คราวนี้ชายหนุ่มไม่ยอมตอบวาเลอรีอีก แต่ย้อนคำถามกลับไปแทน

“แล้วเธอคิดว่ายังไง?”

“ฉันไม่รู้” วาเลอรีพูด “คงเดาไม่ได้หรอกตราบใดที่ไม่รู้สถานการณ์ทั้งหมด”

“เธอก็ไม่จำเป็นต้องรู้สถานการณ์ทั้งหมด แต่ฉันต้องรู้ว่าเธอเจออะไรมาบ้างที่นั่น”

หญิงสาวเกือบจะแค่นหัวเราะให้ความเอาแต่ได้ของเขา หากเพียงพึมพำเบา ๆ

“ฉันเล่าไปแล้ว... นายก็ไม่เชื่อฉัน”

“เรื่องแม่ของเธอหรือไง”

“ฟังนะ เวสต์ ฉันเข้าใจที่นายจะไม่เชื่อ เพราะซาเวียร์เองก็เปิดรูปภาพผู้หญิงชื่อวาเลอรี เรย์ให้ฉันดู ซึ่งไม่ใช่ใบหน้าของฉัน ...แต่ทำไมแม่ถึงจำฉันได้”

“บางอย่างมันผิดปกติ นายก็รู้” วาเลอรีตอกย้ำ “ฉันคิดว่านายเองก็ไม่ได้คาดหวังจะมาเจอฐานร้างอย่างนี้หรอกใช่ไหม นี่มันผิดปกติเหมือนกัน”

เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่เขาต้องนิ่งฟังการวิเคราะห์ของเชลยของตนด้วยอารมณ์พิศวง แม้วาเลอรีจะไม่ได้มีข้อมูลเยอะอย่างที่เธอกล่าว หากการคาดเดาของเธอถูกต้องเกือบหมด ทำให้ดวงตาของชายหนุ่มสะท้อนแววสับสน เขาก้าวไปยังเคาน์เตอร์อีกฝั่งเพียงเพื่อจะยืนกอดอกมองวาเลอรีทำอาหาร ในหัวเริ่มพยายามค้นหาเหตุผลที่พอจะเป็นไปได้มาตอบคำถามที่วาเลอรีขุดขึ้นมา

อาหารเสร็จ สาวชาวเพอราซจึงค้นหาจานอาหารมาแบ่งสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าลงจานใหญ่ เทซุปเห็ดใส่ถ้วย และวางสเต็กเนื้อลงจาน ก่อนจะนึกได้ว่าเธอไม่ได้ถามความเห็นคนจะกินด้วยก่อน

“นายชอบแบบนี้ไหม? ไม่สุกมาก”

เวสต์เพียงแค่พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ วาเลอรีจึงหามันบดที่อุ่นแล้วมาใส่ข้าง ๆ เป็นเครื่องเคียง ก่อนจะยกอาหารทั้งหมดไปวางที่โต๊ะกลาง

เพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับการทำอาหาร หญิงสาวจึงไม่ได้ยินเสียงผิดปกติคล้ายของหล่น คนที่ได้ยินจึงหันไปนอกห้องทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น

“มีอะไรเหรอ”

“เงียบก่อน”

ไม่มีคำอธิบายเพิ่ม วาเลอรีขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปาก หากเสียงคล้ายฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากข้างนอก

มีคนมา?

เวสต์วิ่งตรงมาจับแขนหญิงสาวให้ก้มลงกับพื้น เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเขา เวสต์บังคับเธอให้หลบอยู่ข้างหลัง หากเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครได้ยินเสียงใดอีก วาเลอรีเริ่มขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ เกือบจำคิดว่ามันไม่มีอะไรแล้ว จนกระทั่งมีคนเดินผ่านประตูเข้ามา

คนๆ นั้นใส่ชุดสีดำสนิท เพียงวูบแรกนั้นมองยังไม่ทันเห็นคนทั้งสองที่ยืนชิดผนังอยู่ติดประตู แต่พอเห็นอาหารที่วางบนโต๊ะก็รู้ว่ามีคนอยู่ในครัว เป็นขณะเดียวกับที่เวสต์เห็นว่าไม่มีใครตามชายคนนั้นเข้ามาอีกจึงเปิดฉากพุ่งเข้าไปล็อคคออีกฝ่ายโดยไม่ให้ตั้งตัวแล้วทุ่มใส่โต๊ะอาหาร ก่อนจะซัดหมัดใส่หน้าไม่ยั้งแรงสามสี่ครั้ง

หากครั้งสุดท้ายชายคนนั้นกันกำปั้นของเขาเอาไว้ด้วยแขนแล้วทุ่มแรงของตนย้อนกลับ เวสต์จึงเสียหลัก เขาหมุนตัวเบี่ยงหนีการปะทะ แล้วหันกลับเตะเข้าสีข้างอีกฝ่าย เหวี่ยงหมัดใส่อีกรอบจนคู่ต่อสู้ล้มลงอีกรอบจึงเอาเข่ากดคอมันไว้

“แกเป็นใคร”

หน้ากากถูกดึงออก ใบหน้าของคนเชื้อชาติเดอวารุสไม่ได้เกินจากความคาดหมาย หากพอชายคนนั้นเห็นหน้าเวสต์ชัดๆ แววตาตกใจก็เกิดขึ้น

“ผู้พัน?”

“ผู้พัน?” วาเลอรีเป็นคนที่เอ่ยคำพูดนั้นอีกรอบด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ก่อนจะหันไปมองเวสต์ แต่พอเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเช่นกัน เธอจึงขมวดคิ้ว

“เธอ...” ชายคนนั้นเอ่ยออกมาเมื่อจ้องใบหน้าหญิงสาวชัดๆ “วาเลอรี เรย์”

คราวนี้ดวงตาของทั้งวาเลอรีและเวสต์ประสานกันนิ่ง ก่อนวินาทีต่อมาชายหนุ่มจะกระชากร่างคนมาใหม่ให้ลุกขึ้นยืน ตะคอกถามประโยคเก่าด้วยเสียงดังกว่าเดิม

“แกเป็นใคร?!”

วาเลอรีนั่งมอง ทอม ซึ่งกลายเป็นคนที่กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยที่สุดในวงโต๊ะอย่างไม่เชื่อ ทั้งที่เขายังมีกุญแจมือคล้องไว้กับขาโต๊ะ ใบหน้าเวสต์ดูทั้งโกรธและสับสนเด่นชัด ส่วนตัวเธอเองค่อนข้างเริ่มอยากรู้และมีความหวังอย่างประหลาดที่มีคนเรียกเธอว่าวาเลอรีเพิ่มขึ้นมาอีกคน

“ตอบคำถามฉันได้แล้ว” คนผมสีน้ำตาลเอ่ย “แกมาทำอะไรที่นี่”

ทอมวางช้อนส้อมลงโดยดี แววตาที่หันไปมองเวสต์นั้นไม่ได้แสดงความอริทั้งที่ถูกต่อยจนหน้าบวม วาเลอรีจึงนั่งเงียบฟังสิ่งที่ทอมจะเอ่ยต่อไปอย่างตั้งใจ

“ผม ...ผมแค่มาตามคำสั่ง”

“ของใคร?”

“แม่ทัพภาค” เขากลืนน้ำลาย “ท่านกอธฟรีย์”

เวสต์กระพริบตา ชายหนุ่มรู้ว่ากอธฟรีย์ ที่อีกฝ่ายพูดถึงคือราฟาเอล กอธฟรีย์ พ่อของดารันน์ กอธฟรีย์ ซึ่งเป็นเพื่อนตนเองที่มหาวิทยาลัย เขาขบกราม ถามต่อไป

“แล้วทำไมแกมาคนเดียว”

“ถามจริงเหรอเนี่ย” ทอมพึมพำพลางหันไปหยิบน้ำแข็งมาประคบแก้ม “ว่าแต่อะไรขึ้นกับผู้พัน ทำอย่างกับจำอะไรไม่ได้เลย”

เวสต์นิ่งไป เขาไม่ยอมหันไปสบตาหญิงสาวที่นั่งฝั่งตรงข้ามอีกและตกอยู่ในสภาวะไม่เข้าใจเต็มขั้น ชายหนุ่มข่มตาลงชั่วขณะ เอ่ยถามคนที่ตัดผมสั้นเกรียนด้วยน้ำเสียงกดต่ำ

“สมมติว่าฉันจำอะไรไม่ได้ แกเล่าให้ฟังทุกอย่างหรือเปล่า...”

“ผู้พันจะเอาตั้งแต่ตอนไหน?”

“เริ่มที่แกมาทำอะไรในนี้”

“ก็แม่ทัพภาคต้องการให้ผมมาเอาเอกสารคืนจากฐาน เห็นว่าเขาลืมไว้ตอนย้าย”

“ย้ายไปไหน”

“รวมกับ 24”

“เหตุผลคือ?”

คราวนี้ทอมนิ่งไป “มันก็นานแล้วนะ ผู้พัน”

“ฉันเป็นผู้พันตั้งแต่ตอนไหน” เวสต์เริ่มกัดฟันพูดบ้าง ดวงตาของเขามองบัตรทหารและตราปฏิบัติงานพิเศษของทอมซึ่งอยู่ในมือตนอย่างต้องการหาข้อพิรุธว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ทหารจริง “แกพล่ามบ้าอะไรของแก”

“เวสต์...” วาเลอรีเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ฉันอยากให้เราฟังเขาพูดให้จบ”

อยากจะดุ หากบางอย่างทำให้อัลดริกระงับความเกรี้ยวกราดของตนไว้ทันทีที่เห็นสีหน้าสับสนไม่แพ้กัน เขารู้ว่าเธอกำลังข้องใจเรื่องตัวตนของเธอ

และตอนนี้เขาเองก็ข้องใจตัวตนของเขาขึ้นมาเช่นกัน

“แกรู้จักเรย์ได้ยังไง”

สีหน้าของทอมนิ่งอึ้งทันทีที่เวสต์ถามคำนั้นออกไป ราวกับว่ามันเป็นคำถามที่ไม่น่าถามออกมาได้

“ก็เธอเป็น...” ทอมขมวดคิ้ว กล่าวเสียงเบาลง “คนของผู้พัน”

“หมายความว่าอะไรที่ว่าเป็นคนของฉัน”

“ต้องให้ตอบยังไงวะเนี่ย” ทอมพึมพำแล้วหันหน้าไปหาวาเลอรี แต่พอเห็นความสับสนไม่ต่าง เขาก็เบิกตากว้าง “เกิดบ้าอะไรขึ้นกับพวกคุณแน่ อย่าบอกนะว่าจำกันไม่ได้?”

“ฉัน...” วาเลอรีกลืนน้ำลาย “ฉันไม่เข้าใจ อะไรคือจำได้หรือจำไม่ได้”

“โอ้ย ชักจะพูดไม่รู้เรื่องกันหมดแล้ว” ทอมอุทานออกมา “ก็ได้ ผมจะเชื่อว่าท่านความจำเสื่อม เธอก็ด้วย ถึงจำไม่ได้ว่าผมเคยช่วยเอาจดหมายของผู้พันไปให้คุณที่แล็บของเดอล็อด เพราะผู้พัน... กับเธอ...”

มือของทอมเริ่มปัดป่ายไปมาแทนคำอธิบายทั้งที่ข้อมือยังถูกล็อคไว้ข้างหนึ่ง แล้วทอมก็ถอนหายใจหนักหน่วง ไม่กล้าพูด จนเวสต์เป็นฝ่ายต่อประโยคเอง

“ฉันรักเรย์งั้นเหรอ?”

 ความเงียบปกคลุมห้องครัวนั้น แสงไฟที่สว่างคล้ายจะหมองแสงลงไปอย่างประหลาด วาเลอรีก้มหน้าลงมองโต๊ะ บอกไม่ถูกว่าดีใจหรือเสียใจในเวลานั้น และเวสต์ก็สังเกตเห็นความสับสนของอารมณ์หญิงสาวได้ง่ายดาย

“หลังจากเกิดเรื่องกับเรย์ ท่านก็หายไป...” ทอมหันไปพูดกับเวสต์ “ผมนึกว่าเพราะเรื่องข่าวว่าเธอถูกจับตัว หายสาบสูญ แต่ในหน่วยบอกกันว่าท่านถูกจับในข้อหากบฏ นายพลไปวิ่งช่วยท่านให้พ้นโทษอยู่นาน แล้วพอดีผมก็ถูกย้ายหน่วย ผมไม่รู้ข่าวท่านอีกจากนั้น”

“แกพูดถึงนายพลไหน?”

ทอมนิ่งไป ตอนนั้นเขาแน่ใจแล้วจริง ๆ ว่าบุคคลทั้งสองที่ตนพบจำเหตุการณ์ใดไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

“ซาเวียร์ เวสต์”

อีกชื่อที่ทำให้ห้องครัวแห่งนั้นเงียบสงัด วาเลอรีขบกราม มือประสานกันบีบแน่น และห้องครัวก็เงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงหายใจ ก่อนอยู่ ๆ อัลดริกจะลุกพรวดจากเก้าอี้ ตรงไปกระชากร่างของทอมให้ยืนขึ้น มือจับอยู่ที่คางบีบแน่น ตะโกนเสียงดัง

“ใครใช้แกมาที่นี่แน่!” ไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มยังอาวุธปืนที่ตนถือเข้าขมับอีกฝ่าย จนสีหน้าและแววตาของทหารชั้นผู้น้อยหวาดหวั่นชัดเจน

“เวสต์!”

“หุบปาก!” เขาหันมาตวาดใส่วาเลอรีซึ่งพยายามเรียกเขาอย่างห้ามปราม หากเวลานั้นเธอไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ถูกต้อง จึงลุกไปดึงแขนอีกฝ่ายไว้

“อย่าทำอย่างนี้”

“หึ เธอเชื่อมันงั้นเหรอ?”

“ฉันรู้แค่ผู้ชายคนนี้รู้ในสิ่งที่นายและฉันไม่รู้มาก่อน และไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ นายควรจะ...” วาเลอรีหยุดพูดเมื่อรคำพูดอย่างนั้นคงไม่เข้าหูอีกฝ่าย

“ฉันแค่อยากให้นายฟังให้หมดทุกอย่างที่เขาจะพูด”

ดวงตาสีฟ้าอ่อนยังคงเกรี้ยวกราด มือของเขาบีบอาวุธแน่น ใจไม่ได้อยากจะฆ่าทอมให้ตายและคิดอย่างที่เธอคิดว่าคนแปลกหน้านี่มีประโยชน์ หากเขาก็ไม่อาจจะปฏิเสธอารมณ์สับสนซึ่งครอบงำตนเองได้

“อย่ายุ่งเรื่องของฉัน”

วาเลอรีอยากจะพูดเหลือเกินว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของเธอคนเดียว หากหญิงสาวก็รู้ว่าเขาหัวแข็งและเจ้าอารมณ์ขนาดไหน เธอสูดหายใจเข้าลึกและยอมก้าวออกมา

“เวสต์...”

“ฉันขอร้อง”

น้ำเสียงเบาของเธอเรียกสายตาเขาให้หันไปมองได้ แม้จะเพียงชั่ววินาที หากบางสิ่งในดวงตาวาเลอรีทำให้ในอกของเขาสะท้าน ...ราวกับว่านั่นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอขอร้องให้เขาทำบางสิ่ง

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาหวั่นไหวกับคำพูดเพียงสั้นๆ แบบนั้น

แม้ในขณะที่อัลดริกจะกลับมาจ้องหน้าทอม อากัปกริยาซึ่งเปลี่ยนไปชัดเจนก็สังเกตได้โดยง่าย ชายหนุ่มค่อยๆ ลดปืนในมือของตนลง กดไหล่คนแปลกหน้าให้นั่งลงที่เดิมเมื่อเขาตัดสินใจได้

“กินให้หมด แล้วไปเอาเอกสาร” เขากล่าวเสียงแข็ง ก่อนจะเหลือบมองวาเลอรี

“และฉันหมายถึงเธอด้วย เรย์ ทำอะไรมาก็กินให้หมด”

บรรยากาศตึงเครียดไม่ได้จางหายไป วาเลอรีไม่อาจจะรู้ว่าผู้ชายคนนี้คิดจะทำอะไรต่อแน่ ขณะที่เธอเดินตามเวสต์กับทอมไปยังที่เก็บเอกสาร เธอก็ได้แค่คาดเดา รู้ว่าถึงเวสต์จะไม่ฆ่าทอม แต่คงไม่ปล่อยให้นายทหารคนนี้ได้ทำภารกิจสำเร็จด้วยการกลับไปยังฐานที่มั่นง่ายๆ

ตราบใดที่ยังไม่ได้สอบสวนรีดข้อมูลจนหมด

รอยแผลและฟกช้ำบนใบหน้าของทอมทำให้เธอรู้สึกสงสารขึ้นมา แม้จะรู้ว่าคนแปลกหน้านี้ไม่อาจไว้ใจได้เต็มร้อย แผลนั่นทำให้ตัววาเลอรีเองก้มมองแผลที่รอบข้อมือของตน เธอรู้สึกเมื่อยไปทั้งร่างอย่างไม่เคยเป็น เพลีย และขณะเดียวกันก็หนักหัวด้วยฤทธิ์ยา หากสถานการณ์ไม่ยอมอนุญาตให้เธอกล้าพักผ่อน

เธอคิดถึงและเป็นห่วงลอรีน่ามากเหลือเกินเวลานี้

“...ทุกที่ที่ทหารเดอวารุสไปถล่มน่ะ” หญิงสาวเปรยขึ้นเมื่อทั้งหมดเดินมาถึงห้องเก็บเอกสารที่ชั้นใต้ดิน และตอนนี้เวสต์ก็เฝ้ามองทอมอย่างใกล้ชิด “คนที่พวกเขาจับได้จะกลายเป็นเชลยใช่ไหม”

แน่นอนว่าคนที่เธอพูดด้วยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

“คงไม่ได้ฆ่าหมดใช่ไหม”

ทอมเงยหน้าจากกองเอกสารที่เขาค้นออกมาจากตู้นิรภัย มองใบหน้าของวาเลอรีแล้วหันไปหาเวสต์วูบหนึ่ง คล้ายอยากจะปรึกษาว่าตนควรมีบทสนทนาใดกับอีกฝ่ายหรือไม่ แต่พอเห็นหน้าถมึงทึงชวนให้งุนงงถึงอาการที่เปลี่ยนไปอย่างกับคนละคนของอดีตนายเก่า ทหารหนุ่มก็ถอนหายใจ

“ขึ้นอยู่กับว่าคนพวกนั้นเป็นใครน่ะครับ”

“ถ้าเป็นคนงาน?”

“ก็คงไม่ฆ่า แค่ส่งไปกักกันที่โบฟอร์ต ตรวจประวัติแล้วค่อยว่ากันว่าจะขังหรือปล่อยไป แต่ร้อยละเก้าสิบ คนที่ทำงานให้พวกเพอราซกับวัลเดนในเขตป่านี่เป็นคนที่มีชนักติดหลังทั้งนั้น ส่วนใหญ่จะโดนขังไว้สอบสวนว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มกบฏมากน้อยแค่ไหน”

“แกมาจากหน่วยอะไร”

“ครับ?” ทอมเงยหน้าขึ้นอีก “ตอนนี้ผมสังกัดอยู่กับหน่วย 57 ประจำฐาน 24”

“ชื่อจริง?”

“โทมัส อัลเล็น เรดิลครับท่าน”

เวสต์รู้ว่าที่ฐานแห่งนี้ไม่มีแม้แต่คอมพิวเตอร์สักตัวเอาไว้สืบค้นข้อมูล แต่มีเอกสารสำคัญเกี่ยวกับภารกิจเก่าๆ เก็บไว้ ชายหนุ่มหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิดว่าตนจะต้องทำอย่างไรต่อกับทหารชั้นผู้น้อยคนนี้

อย่างน้อยก็เพื่อให้แน่ใจว่า โทมัส อัลเล็น เรดิล มีตัวตนจริง

ชายหนุ่มปล่อยให้ห้องตกอยู่ในความเงียบ เขาหันมองวาเลอรีบ้าง เพียงเพื่อจะเตือนตัวเองให้ไม่ลืมคาดเดาความคิดเธอว่าเธอกำลังอยากทำอะไรในเวลานี้ เพียงเพื่อที่จะได้มั่นใจว่าตนสามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ในมือได้

การพูดถึงแม่และตัวตนของวาเลอรี เรย์ ย่อมทำให้เธอต้องการพิสูจน์ความจริง จากนั้นคงตามหาครอบครัว และเธอจะไม่เชื่อฟังเขามากกว่าเดิม

“แกมีโทรศัพท์ไหม เรดิล”

ทอมยืดตัวขึ้น “ครับท่าน” ก่อนจะรีบควานหากระเป๋าหลัง เพื่อหยิบเอาโทรศัพท์ดาวเทียมออกมา หากพอจะยื่นให้เวสต์ ทอมก็ชะงัก

“ท่านเปลี่ยนไป” เขาขมวดคิ้ว “ผมจะเชื่อได้ยังไงว่าตอนนี้ผู้พันไม่ได้ไปรับใช้ศัตรูแล้ว หรือว่าเกิด...”

กริ๊ก เสียงขึ้นนกปืนดังเมื่อเวสต์ชักอาวุธมาข่มขู่อีกฝ่ายกะทันหัน

“หยุดพูด แล้วเอามือถือมา”

ทอมยอมทำตามแต่โดยดีเมื่อมีอาวุธจ่อหน้า เขาเหลือบมองวาเลอรีที่มีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไหร่ แววตาสีอ่อนนั้นมองมาราวกับเห็นใจทั้งที่เธอไม่ได้รู้จักเขามานาน ความที่ดูอ่อนโยนทำให้ทอมเข้าใจได้ว่าทำไมผู้ชายเลือดร้อนอย่างเวสต์ถึงรักเธอ

แม่เหล็กขั้วตรงข้ามมักจะดึงดูดกันเสมอไม่ใช่หรือ

เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกน้องอย่างตนถูกปฏิบัติอย่างป่าเถื่อน นายทหารเดอวารุสถือลำดับยศและการปฏิบัติตามคำสั่งเป็นสำคัญกว่าอะไร แต่แม้ในความเข้มงวดรุนแรงทั้งหมดของเวสต์ ...ทอมระลึกเพียงสิ่งซึ่งจะทำให้เขาไม่มีวันลืม

ถ้าหากเป็นนายทหารคนอื่นคงไม่มีวันกลับมาช่วยเขาออกจากสมรภูมิรบยามบาดเจ็บแบบนั้น

เขาถูกยิงเข้าซี่โครงซ้าย กระสุนฝังในปอด รักษาตัวนานเป็นครึ่งปีถึงจะกล้ากลับมาอยู่ในกองทัพ และนั่นทำให้เขาทราบข่าวว่านายของตนถูกจับในข้อหากบฏ

ส่วนหนึ่งเขาเชื่อว่าเป็นเพราะเวสต์พยายามจะช่วยวาเลอรีมาจากศัตรู

“บอริสเรียกเรดิล นกฮูกกำลังไปถึงศูนย์ 22 รายงานสถานการณ์ เปลี่ยน”

เสียงวิทยุดังขึ้นมา ทำให้ทอมสะดุ้ง เขาเงยหน้าสบตากับเวสต์ซึ่งกำลังกดเบอร์หาทางติดต่อไปถึงซิกมุนด์ และเสียงสั่นๆ นั่นเรียกความสนใจไปได้ทันที

“บอริสเรียกเรดิล เปลี่ยน”

วิทยุเรียกซ้ำ รอให้ตอบรับ หากทอมรู้ว่าการกระทำนั้นถูกคาดโทษไปแล้วจากอัลดริกว่าเขาไม่จริงใจ

“ผม... รายงานฐานตอนที่เห็นรถท่านจอดอยู่”

เวสต์ขบกราม เขาก้าวไปกระชากเอกสารทั้งหมดที่ทอมถืออยู่มาดู และกัดฟันถาม

“หาสิ่งที่ต้องการเจอหรือยัง”

“ทั้งหมดนี่ครับท่าน”

“มันเกี่ยวกับอะไร”

“การ... การทดลองบางอย่าง”

“เรดิล ทราบแล้วเปลี่ยน”

“ตอบกลับไป” เวสต์สั่งขณะดึงวิทยุมาจ่อปากของทอม “แล้วเปลี่ยนคำขอให้หยุดการเคลื่อนพลของหน่วยเสริมซะ ไอ้เวร!”

ทอมกลืนน้ำลาย พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น

“นี่เรดิล ได้ของครบ ยกเลิกนกฮูก มันเป็นการเตือนภัยพลาด ...เปลี่ยน”

เงียบไปอีกอึดใจ ไม่ช้าเสียงซ่าๆ ก็ดังขึ้น ก่อนที่จะมีประโยคตอบกลับมา

“นกฮูกถึงที่หมายแล้ว สั่งให้เรดิลกลับมากับหน่วยเสริม นี่เป็นคำสั่งใหม่ เปลี่ยน”

จากชั้นล่าง พวกเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งวิ่งอยู่ชัดเจนจากข้างบน

“พวกเขามาแล้ว” ทอมอุทาน นั่นทำให้เวสต์ตัดสินใจหยิบเอาเอกสารปึกหนึ่งเก็บใส่กระเป๋าและใช้ปืนขู่ทอมให้ปิดประตูเซฟไขรหัสกลับไป

เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง ทั้งวาเลอรีและเวสต์ก็ไม่อยู่ที่นั่นอีกแล้ว

เพราะรถจอดอยู่ข้างหน้าฐาน แน่นอนว่าพวกทหารกองหนุนที่มาเสริมทอมก็ต้องเจออย่างง่ายดาย อัลดริกรู้ว่าเขามีชนักติดหลังเพราะลักลอบเอาวาเลอรีออกมาจากหน่วยเพื่อปฏิบัติการไม่ได้ขออนุญาตจากซาเวียร์ นั่นทำให้เขาไม่อาจจะให้ใครอื่นเห็นเธอได้

ไม่รู้ทางแน่ชัด แต่คิดว่าแผนผังตัวอาคารฐานที่ถูกสร้างในเวลาไล่เลี่ยกันคงไม่ได้ต่างอะไรกันมาก ชายหนุ่มค้นจนเจอทางหลบหนีออกไปด้านหลัง แต่เขาต้องการยานพาหนะกลับไปยังฐาน 28 จึงจำต้องพาวาเลอรีอ้อมไปตามแนวป่าเพื่อจะดักเอารถยนต์

โทรศัพท์ดาวเทียมยังอยู่ในมือ ทันทีที่เวสต์รู้ว่าตนออกห่างมาได้ เขาส่งข้อความหาซิกมุนด์อย่างเร่งด่วนโดยบอกถึงพิกัดของตน ขณะเดียวกันก็มองดูทหารที่เฝ้าอยู่หน้าค่าย มีไม่ถึงห้าคนซึ่งเป็นกำลังหนุน แต่หนึ่งในนั้นถือสไนเปอร์ไรเฟิลติดกล้องที่ส่องกลางคืนได้

งานหินอย่างเดียวของอัลดริกคือการจัดการคนๆ นั้น แล้วที่เหลือไม่น่าจะยากอะไร

หันกลับมามองใบหน้าตื่นตระหนกของวาเลอรี ชายหนุ่มลังเลว่าควรจะให้เธอทำอะไรในเวลานั้น การมีเธอคือการมีภาระประเภทหนึ่ง เขามองแล้วก็ถอนหายใจ วาเลอรีรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ หญิงสาวจึงพูดขึ้นมา

“ฉันยิงปืนเป็น” เธอกล่าว “ให้ฉันคุ้มกันข้างหลังให้นายไหม”

 อาวุธที่เขาถืออยู่มีเพียงปืนกระบอกเดียว หากมันก็ไม่ได้ยากที่จะหาอาวุธเพิ่ม เพียงแค่ความเชื่อใจในตัวอีกฝ่ายไม่ได้มีมาก เขาไม่ได้กลัวว่าเธอจะยิงเขาทิ้ง แต่เขากลัวเธอวิ่งหนีไปในป่า

“รออยู่ที่นี่อย่างเดียว” เวสต์สั่งแล้ววิ่งออกไป ทิ้งให้วาเลอรีตกอยู่ในสภาวะ ถ้าไม่อยากตายก็นั่งเงียบเสีย อยู่เบื้องหลังต้นไม้

 เขาตั้งใจจะเข้าชาร์จคนที่อยู่ใกล้สุดก่อนเพื่อชิงอาวุธ จากนั้นจึงค่อยเก็บสไนเปอร์ไรเฟิลที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าประตู ท่าทางสบายใจของเหล่าทหารทำให้ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก

เสียงสวบสาบดังขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะรู้ตัวและหันไป คอก็ถูกล็อค เวสต์ดันคางอีกฝ่ายขึ้นและทุบแรงๆ เข้าจุดใต้ท้ายทอยจนร่างในมืออ่อนระทวยล้มพับ อีกครู่หนึ่งร่างสูงก็เคลื่อนไปหาทหารอีกนายอย่างว่องไว เขาต้องทำทั้งหมดนั้นโดยไม่ให้ใครสามารถวิทยุเตือนภัยทัน

อีกคนล้มลงสลบเหมือด แล้วชายหนุ่มก็เข้าถึงรถ ขณะนั้นเหลือทหารเฝ้าหน้าประตูฐานอยู่สองนาย เขาจึงค่อยๆ ก้มหลบขณะขึ้นไปนั่งที่รถและสตาร์ตมัน ...ฉับพลันที่แสงไฟรถสว่างวาบ ทหารสองนายก็ขึ้นปืนเล็งตรงมา หากความไวเป็นของปิศาจ

 และเขาคือปิศาจในค่ำคืนนั้น

เวสต์ก้มหลบกระสุนที่กราดเข้าใส่ขณะเหยียบมิดจนรถทะยานแทบจะพุ่งเข้าหาต้นไม้ รถจี๊ปเบี่ยงหักเลี้ยวอย่างรวดเร็ว และทันทีที่ผ่านทางซึ่งวาเลอรีหลบซ่อน เธอรอจังหวะอยู่แล้วก็รีบกระโดดขึ้นจับราวแล้วเหวี่ยงตัวเองเข้าหาเบาะนั่ง

รถกระเด้งกระดอนไปตามทางอันขรุขระ เสียงปืนก้องสะท้อนมาจากข้างหลัง ในไม่ช้าพวกเขาก็ได้ยินเสียงรถยนต์ตะเบ็งเสียงคำรามเคลื่อนตัวตามล่ามาเช่นกัน

ชายหนุ่มหักรถเลี้ยวไปตามทาง หลบต้นไม้จำนวนหนึ่งอย่างชำนาญจนตนเองยังแปลกใจ ...เขาจำไม่ได้ว่าเคยมาแถบนี้ และการหาเหตุผลไม่ได้ยิ่งทำให้รำคาญ แต่อันตรายจากทหารซึ่งอาจตามล่าทำให้ต้องละความสงสัยไว้เบื้องหลัง จนเสียงเครื่องยนต์ที่ไล่ตามเบาลงไป

 เมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่ ป่าอันเงียบสงัดก็มีเพียงเสียงรถยนต์คันเดียวครอบครอง นั่นทำให้พวกเขาก็เริ่มแน่ใจว่าไม่มีใครตามทัน

เสียงนกร้องแว่วมาตามสายลม แสงเลือนรางเรืองขึ้นเมื่อรถยนต์ขับผ่านส่วนโปร่งของป่า วาเลอรีเงยหน้ามองท้องฟ้า ภาพบรรยากาศความสงบยามใกล้รุ่งนั้นราวกับห่างหายไปจากความทรงจำนานแสนนาน และการเห็นมันอีกครั้งแม้เพียงเสี้ยววินาทีทำให้หัวใจของเธอพองโตแม้จะอยู่ในสภาวะอันตราย

“นายจะไปไหนต่อ”

เวสต์เหลือบมองเธอ หากเสียงโทรศัพท์เข้าดังขึ้นมาเสียก่อน ชายหนุ่มจึงเลือกกดรับ แนบมือถือเข้าหู แล้วเสียงตะโกนของซิกมุนด์ก็ดังลั่นออกมา

“อัลดริก เกิดเรื่องว่ะพวก!”

“อะไร...” ชายหนุ่มกัดฟันถามเสียงต่ำ

“พาเธอกลับมาที่ฐานด่วน” ซิกมุนด์หอบหายใจอย่างกับเพิ่งวิ่งมาโทรศัพท์ “ซาเวียร์ยกเลิกงาน กำลังจะกลับมาที่นี่อีกสองชั่วโมง คิดว่านายจะทันไหม”

เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ไม่ช้าก็ตอบกลับไปสั้นๆ

“ทัน”

แม้ความจริงจะไม่อยากกลับไปเพราะความสงสัยมากมายกำลังก่อขึ้นในใจ เขาสัมผัสได้ถึงลางปัญหาที่จะตามมา เพราะการพาวาเลอรีกลับไปยังฐาน 28 จะทำให้เธอรู้ความจริงเกี่ยวกับคืนนี้ แต่เขาไม่มีทางเลือกมากนัก ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานแน่นหนา อัลดริกไม่อาจจะวางแผนต่อไปได้ว่าเขาควรทำอย่างไร

อย่างน้อยที่นั่นก็มีฐานข้อมูลให้ค้นคว้า

บางครั้งเขาก็ต้องยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

 ภาพที่เธอเห็นในตอนแรก วาเลอรีคิดว่านี่คงเป็นฐานอีกฐานในเขตป่า เธออัศจรรย์ใจอยู่คนเดียวว่าทำไมเดอวารุสถึงต้องสร้างฐานทหารไว้หลายจุดไม่ห่างกัน ราวกับจะให้เป็นป้อมปราการ แต่พอรู้ว่านี่คือยุคสงคราม พวกเดอวารุส เพอราซและวัลเดนรบเข่นฆ่าแย่งชิงทรัพยากรรวมทั้งเทคโนโลยีทางการสงครามกันอย่างป่าเถื่อนในแถบชายแดน หญิงสาวก็ถอนหายใจหนักหน่วงแล้วเดินตามเวสต์เข้าประตูไป

สภาพของมันคล้ายกับฐาน 22 แต่ไฟฟ้าที่เปิดสว่างทำให้วาเลอรีคาดว่าจะเจอผู้คนในไม่ช้า หลังจากเดินอยู่ในทางเดินโล่งว่างมาครู่ใหญ่เพียงเพื่อจะพบลิฟต์ที่ปลายทาง จนกระทั่งการขึ้นลิฟต์ไปโผล่ที่ห้องนั่งเล่นทำให้หัวใจของหญิงสาวชาดิก...

คนที่เธอพบคือสเปนเซอร์และซิกมุนด์

สีหน้าของสเปนเซอร์บอกความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก วาเลอรีเหลือบมองซิกมุนด์ที่กอดทักทายกับเวสต์อยู่ชั่วครู่ แล้วเธอก็หันไปมองหน้าเขา

มีคำถาม แต่เธอไม่พูดอะไรออกไป

วาเลอรีก้มมองข้อมือซึ่งมีรอยแผล มองชุดที่เธอใส่ สัมผัสของอาริลย้อนกลับมาในความทรงจำ เธอก้าวถอยไป หากเวสต์คว้าข้อมือเธอไว้ทันทีเพราะรู้ทันในความคิด เขาออกแรงลากวาเลอรีตรงไปยังบันได ทางเดินเดิมที่เธอคุ้นเคยที่สุดในช่วงเวลาบัดซบนั้นทำให้หญิงสาวอยากกรีดร้อง หันไปตบหน้าเวสต์ซ้ำ ๆ เพียงเพื่อจะบอกให้รู้ว่าเธอรู้สึกเจ็บปวดกับการถูกทรยศนี้แค่ไหน

เขาบอกเธอว่าเธอถูกจับไป และฐานถูกถล่มราบ แต่นี่คืออะไร?

ความจริงที่เขาเป็นคนผลักเธอให้ไปอยู่ในซ่องคือความบ้าคลั่งประเภทไหน?

แต่เธอกำลังคาดหวังอะไรจากเวสต์??

น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม แม้หญิงสาวจะก้าวเท้าขึ้นบันไดไปทีละขั้น หากมันช่างปวดร้าว มือบีบกำราวบันไดไว้แน่นขณะที่กระแสความคิดไหลเข้ามาตอกย้ำให้วาเลอรีรู้ว่าเวสต์มองเธออย่างไร

เขาแค่ต้องการควบคุมเธอจึงหาเรื่องสั่งสอนด้วยการสร้างสถานการณ์แบบนั้น

เขาแค่อยากให้เธอกลายเป็นเครื่องมือโดยสมบูรณ์แบบ

ประตูปิดไล่หลัง วาเลอรีเดินตรงไปยังเตียงนอนอย่างรวดเร็วเพื่อหนีทุกอย่าง เธอล้มตัวลงและหลับตา ดึงผ้าขึ้นมาชิดคาง คาดด้วยซ้ำว่าเวสต์อาจจะก้าวมากระชากมันออกและเริ่มขึ้นเสียงใส่เธอด้วยเรื่องอะไรสักอย่าง และนั่นจะทำให้ความอดทนทั้งหมดที่หญิงสาวมีอยู่หมดลง

แต่การกระทำของวาเลอรีทำให้เวสต์เพียงแค่ยืนนิ่ง

เขารู้อยู่ลึกๆ ว่านี่คือคลื่นใต้น้ำ หลังจากเธอคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน เธอย่อมจะรู้ว่าเขาเป็นคนจัดฉากเหตุการณ์ให้ต้องตกที่นั่งลำบาก และนั่นจะตามมาด้วยความรู้สึกถูกหักหลัง

แล้วเธอจะทำอะไรได้นอกจากทำร้ายตัวเองประชดเขา

เวสต์ก้าวไปที่เตียง มือเอื้อมจะดึงผ้าห่มออกและลากให้วาเลอรีตื่นมาคุยกัน เขาอาจจะทำกระทั่งมัดเธอไว้เพื่อหยุดไม่ให้หาทางฆ่าตัวตาย

แต่พอเห็นน้ำตาที่ไหลซึมออกมา ความคิดรุนแรงเหล่านั้นกลับพลันอันตรธานไป

เตียงยุบด้วยน้ำหนักตัว วาเลอรีขบกราม รู้แค่ว่าเธอไม่ต้องการที่จะนอนข้างเขา ไม่ต้องการแม้แต่จะให้เขาสัมผัสเธออีก

หญิงสาวลุกขึ้น คว้าหมอนและโยนมันลงพื้น ก่อนจะเบี่ยงตัวลงไปนอนที่นั่น เอาแขนปิดหูไว้เพียงเพื่อจะหลอกตัวเองว่าเธอหนีเขาได้อย่างสมบูรณ์

ประหลาดที่การต่อต้านเงียบๆ นั้นส่งผลกระทบกับเขาได้เสมอ

เวสต์ไม่รู้ว่าเขาควรจะทำอะไรได้นอกจากยอมปล่อยให้วาเลอรีทำในสิ่งที่เธอต้องการ เขามองร่างสันทัดนอนหันหลังให้อยู่บนพื้น นิ่งเงียบจนได้ยินเสียงเธอสะอื้นเบาๆ ได้ยินเสียงลมหายใจหนักหน่วง และบรรยากาศในห้องแห่งนั้นก็กดดันมากกว่าเก่าอย่างที่เขาไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นได้

ทำไมการกระทำของวาเลอรีถึงส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเขาได้ง่ายนัก?

อกเริ่มร้อนรุ่ม โกรธทั้งที่รู้ว่าคนผิดคือเขาเอง หากทิฐิซึ่งพยายามบอกว่าสิ่งที่เขาทำลงไปกับเธอนั้นเพื่อมุ่งหวังให้งานสำเร็จเป็นตัวก่อไฟให้ลุกโชนเมื่อชายหนุ่มรู้ว่าตนไม่อาจจะแก้ไขอะไรได้ และทิฐิก็ตอกย้ำว่าเขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจความรู้สึกวาเลอรีขนาดนี้ในเมื่อเธอเป็นเพียงผู้หญิงที่ขายตัวเองเพื่อความอยู่รอด

อารมณ์อันขัดแย้งกันไปมาทำให้เขาทนนั่งอยู่ที่เดิมนั้นไม่ไหว

เวสต์ลุกจากเตียง ตรงไปห้องน้ำและดึงเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ออก ทันทีที่รูดซิปแจ็กเก็ต เรื่องราวเมื่อคืนก็เริ่มเด่นชัดในความคิด สัมผัสระหว่างตนและวาเลอรีตามมาหลอกหลอน ยิ่งเมื่อก้าวเข้าไปยืนใต้ฝักบัว ปล่อยให้น้ำอุ่นไหลเทลงมาใส่ร่าง เขายิ่งมองเห็นภาพดังกล่าวได้ง่ายดาย

ความรู้สึกนั้นราวกับถูกคีมบีบอยู่ในอก ทรมานโดยหาทางแก้ไม่ได้ ชายหนุ่มกำมือแน่น พยายามจะไล่ทุกอย่างออกไปจนเริ่มเกลียดและโกรธตัวเองที่อ่อนไหวอย่างนั้น

มันควรจะเป็นแค่การกระทำสนองความต้องการทางกายที่ไม่น่ามีอะไรให้ใส่ใจอีกไม่ใช่หรือไง

รู้ตัวอีกทีมือก็ชกเข้าผนังกระเบื้อง มันเจ็บ หากความเจ็บไม่สามารถระบายความสับสนทั้งหมดออกไปได้ในครั้งนี้ ...เขาชกอีกรอบ ก็ยังเจ็บ แต่ไม่หายสับสน จนมือกระแทกเข้าผนังอีกครั้งและอีกครั้ง เสียงทึบๆ ดังก้องไปทั่วห้องอาบน้ำ เลือดสดไหลออกจากแผล ก่อนจะถูกน้ำชะล้างให้ไหลวนลงไปตามพื้น เวสต์มองรอยเลือด หอบหายใจ มือข้างซ้ายสั่น แสบ และปวดร้าว เขาหยุดเมื่อรู้สึกว่าอารมณ์ของตนเริ่มควบคุมได้ทันทีที่ได้แผลตามหลังมือ

ปิดน้ำฝักบัว ชายหนุ่มเดินออกไปคว้าผ้าเช็ดตัวก้าวออกจากห้องน้ำ พอเห็นวาเลอรียังคงนอนอยู่ที่เดิม เขารู้ว่าตนไม่อาจจะระงับความลำบากใจที่ต้องเห็นภาพแบบนั้นได้จึงตรงไปอุ้มเธอขึ้น วาเลอรีเกือบจะขัดขืนทัน แต่เวสต์วางเธอลงที่เตียง เอ่ยเร็วๆ ก่อนจะให้เธอได้มีโอกาสสะบัดตัวหนี

“นอน ฉันจะออกไปข้างนอก” เขาเอ่ยและหันหลังให้ทันทีที่ตอบเช่นนั้น แต่เมื่อดวงตาของหญิงสาวมองเห็นหลังมือที่ยังมีแผลเปิดเป็นรอยอย่างน่ากลัว วาเลอรีเบิกตากว้าง

“เวสต์ มือนาย...”

ดวงตาสีฟ้าอ่อนแสดงอารมณ์ที่เธออ่านไม่ออก หญิงสาวคว้ามือข้างนั้นไว้แทบจะทันที

“เกิดอะไรขึ้น”

เขาชักมือกลับ ไม่ยอมตอบคำถาม ในหัวเริ่มสงสัยว่าทำไมผู้หญิงตรงหน้าถึงยังจะมาห่วงเขา ในเมื่อสิ่งที่เขาทำไปกับเธอมันไม่ได้น่าให้อภัย

อย่าว่าแต่ห่วงใยแบบนี้ เธอควรจะสมน้ำหน้าเขาไม่ใช่หรือไง?

หากสิ่งเดียวที่วาเลอรีทำได้ก็มีเพียงนั่งมองแผ่นหลังกว้างเมื่อเวสต์ก้าวไปเปิดตู้เสื้อผ้าและหยิบชุดในนั้นออกมาใส่ เธอรู้สึกประหลาดขึ้นมาพอคิดถึงรอยแผลใหม่ที่ตนเห็น เพราะใช่ว่าตนไม่ได้ยินเสียงทุบซ้ำ ๆ ดังออกมาจากห้องอาบน้ำในเมื่อมันดังขนาดนั้น

เธอเริ่มคิดถึงอดีต... รู้ว่าเวสต์เป็นคนแบบไหน และรู้ว่าอารมณ์รุนแรงของเขาเกิดขึ้นเพราะอะไร

วาเลอรีเลือกจะถามคำถามง่ายๆ ในที่สุดเมื่อเธอไม่รู้จะถามหาเหตุไปทำไม ในเมื่อเขาจะไม่ตอบ

“...ทำแผลไหม”

ชายหนุ่มหันกลับมา เขายืนมองเธอนิ่ง อารมณ์เริ่มสับสนมากกว่าเดิมจนต้องเบือนหน้าหนี คราวนี้เขาตัดสินใจเดินออกจากห้องนั้นไป หากวินาทีที่ประตูปิด เขาก็เพิ่งคิดได้ว่าการมองเห็นวาเลอรีเป็นแบบนั้นแล้วเขาต้องการทำอะไร

แค่อยากกอด

แค่อยากกอดแล้วบอกว่าเขาเสียใจ...

และเขารู้ว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ปกติเลย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น