gimmeforever_

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : chapter 19: my comfort zone

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.1k

ความคิดเห็น : 61

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2561 17:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
chapter 19: my comfort zone
แบบอักษร

หลังจากที่ผมเลิกสะอื้นตัวโยนแล้ว ผมก็ถูกจับมานั่งพิงหัวเตียง โดยมีแอลนั่งอยู่ตรงข้างบนเตียวและเลย์ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อข้างๆเตียง


“ค่อยๆเล่า” แอลพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าผมจะเริ่มพูด ทั้งๆที่ตัวเองยังมีน้ำมูกเต็มจมูกไปหมด


“ก็คือ เราเซ็นสัญญาแล้ว . . . ก็นั่นแหละ รู้สึกไม่ดีเลย” ผมพูดเสียงโยเย


“...”


“เราไม่น่าทำเลยใช่ไหมแอล”


“ธันวา กูไม่เคยไม่เคารพการตัดสินใจของมึง ไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งไหนๆ” เป็นแอลที่พูดตอบมาอย่างทันควันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แล้วมึงก็ควรจะเคารพการตัดสินใจของตัวเอง มันก็แค่นั้น”


“อย่าพึ่งคิดไปไกลเลยมึง ก็อยู่ในจุดที่มึงโอเคที่สุด อย่าเข้าไปมากเกินไป อย่าถอยหลังมามากเกินไป” และเลย์ก็จะให้คำแนะนำมาแนวนี้เสมอ เสมอเลย


“แล้วทำไมร้องไห้ เป็นอะไร”


“ก็ทุกอย่างรวมๆกัน แล้วเค้าก็ชวนย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกันด้วยอ่ะ” หลังจากพูดจบ แอลก็ดูจะตกใจไปนิดนึงก่อนจะปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม


“แล้วบอกไปว่าไง”


“ก็บอกไปแล้วว่าไม่ย้าย หลัง 6 เดือนค่อยว่ากันอีกที” 


“อะไร 6 เดือน” ครั้งนี้เป็นเลย์ที่ถามขึ้นมาแทน


“สัญญามันอย่างต่ำ 6 เดือน” แอลและเลย์ไม่ได้พูดอะไรนอกจากพยักหน้าเป็นว่ารับรู้


“กูก็ไม่ได้รู้ว่าความสัมพันธ์ของมึงกับคุณพีทเป็นยังไง . . . แต่ก็เหมือนเดิม ถ้ามันไม่มีความสุขก็เดินออกมา” เลย์พูดอยู่แบบนี้ย้ำไปย้ำมาพร้อมกับลูบหลังมือเบาๆไม่ยอมปล่อย


“สัญญามันอาจจะเป็นแค่เรื่องงี่เง่าจากคุณพีทก็ได้ อย่าไปคิดมาก เวลามันขึ้นชื่อว่าเป็นความสัมพันธ์เมื่อไหร่มันก็ซับซ้อนแบบนี้แหละ”


“มันก็แค่หลายๆเรื่องที่รู้สึกว่าคุณพีทไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด . . แบบ . . ความคิดที่ว่าระหว่างเรามันจะเป็นไปไม่ได้ไม่เคยหายไปเลย” ผมพูดขึ้นตามจริงเพราะตัวเองรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ในใจกำลังกลัวเรื่องที่ยังไงสักวันก็ต้องเกิดอย่างการเลิกราระหว่างทั้งคู่ และรู้ดีว่าตัวเราเองที่จะไม่ไหว


“...”


“ก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้หรอก ไม่มีความสุขเลย” ผมก้มลงปาดน้ำตาที่ไหลลงมาออกอย่างเบามือ ไม่รู้ทำไมพอเป็นเรื่องของคนคนนั้นทีไรก็จะอ่อนแอแบบนี้เรื่อยเลย


“…”


“ธันวา อย่าเอาความสุขของตัวเองไปขึ้นอยู่กับใคร เพราะความสุขนั้นมันจะไม่อยู่กับมึงนาน” รู้อยู่เสมอแหละว่าแอลหวังดีเสมอ แอลไม่เคยพูดจาทำร้ายจิตใจ ไม่เคยตีตัวอยู่ข้างคนอื่น เขาคอยอยู่ข้างๆตลอดเลย ขอบคุณนะแอล


และระหว่างเราทั้งสามคนก็ตกอยู่ในความเงียบ เหมือนทั้งคู่จะพร้อมใจที่จะปล่อยให้ผมคิดอะไรคนเดียว ปล่อยให้ผมจัดการกับความคิดตัวเองโดยที่คอยอยู่ข้างๆไม่หายไปไหน เพราะทั้งคู่รู้ดีที่สุดเรื่องคอมฟอร์ตโซนของผม ผมยินดีเสมอที่จะให้ทั้งคู่เข้ามาอยู่ แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งคู่กลับพร้อมที่จะเข้ามาในบางครั้ง และเมื่อทั้งสองเห็นว่าตัวผมเข้มแข็งแล้ว ผมก็จะเห็นได้ว่าทั้งคู่ไม่ได้อยู่ในคอมฟอร์ตโซนของผมแล้ว แต่กลับยืนอยู่ข้างนอกมองมาอยู่ตลอด


ก็เพราะแบบนี้ไง พวกเขาถึงกลายเป็นบ้านหลังที่สองของผม 


“เห้ยๆๆ ขอเบรคแปปได้ปะ” จู่ๆเลย์พูดขึ้นมา จนแอลต้องหันไปมองด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย


“อะ อะไร” ผมถามขึ้นมาเหมือนเป็นเชิงอนุญาติกลายๆว่าให้พูดต่อได้


“พวกมึงจำรุ่นน้องกูที่สนิทๆได้ปะ” ผมไม่ได้พูดอะไรเพราะไม่ได้รู้จักใครเป็นพิเศษ รวมถึงแอลด้วยที่เงียบรอฟัง


“ที่มึงบอกว่าชอบวาอ่ะเหรอ” แต่เหมือนแอลจะจำได้ก่อน และเมื่อได้ยินดังนั้น ผมจึงเงยหน้ามองเลย์เพราะอยากรู้ว่ามันใช่แบบที่แอลถามหรือเปล่า


“ใช่ๆ คนนั้นแหละ เค้าทักกูมาในสตอรี่ . . . กูลงว่าแบบจะมาหามึงอ่ะวา” แอลพูดขึ้นก่อนจะหยุดเพื่อพิมพ์อะไรต่อในโทรศัพท์ก่อนจะพูดต่อว่าตัวเองนั้นลงสตอรี่อะไรไป


“ทักมาว่าอะไร” และแอลก็ได้ถามในสิ่งที่ผมอยากรู้ไปแล้ว


“ทักมาบอกว่าอีก 4 เดือนจะกลับมาแล้วเพราะปิดเทอมใหญ่ . . แค่นั้น” เลย์ยังคงพูดต่อเรื่อยๆพร้อมกับหยุดเพื่อพิมพ์ข้อความตอบกลับกับคนๆนั้น 


“จริงจังเหรอวะ เห็นพูดมาตั้งนานแล้ว” แอลพูดขึ้น


“เออ เหมือนมันจะจริงจังกับวาอยู่”


“...”


“ทั้งๆที่ไม่เคยเจออ่ะนะ” และก็เป็นแอลอีกเหมือนเดิมที่ถามเลย์ไม่หยุด ผิดกับผมที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ

**“มันบอกมึงน่ารัก ขาวๆ น่ามอง"** เลย์พูดขึ้นอย่างติดตลกทั้งๆที่สายตาก็ยังจดจ้องไปยังโทรศัพท์ในมือตัวเองที่เห็นแชทข้อความเด้งเข้ามาไม่หยุด


“ไหนมาเจอดิ้ จะต่อยปาก” และก็นั่นแหละ แอลอีกแล้ว


แต่เลย์กลับขำ ขำทั้งๆที่มันไม่มีอะไรตลกเลยสักนิด และดูเหมือนว่าแอลก็ไม่ได้ตลกไปด้วย ผมก็ด้วย มันมีอะไรน่าตลกกัน


“เออนั่นแหละ”


“…”


“ชื่อแทนธาร ดีกรีไม่แย่ไปกว่าคุณพีทเลย” 


“…”


“แค่บอกเอาไว้เฉยๆ เผื่อสนใจ” ก่อนที่เลย์จะรีบพูดขึ้นเมื่อเห็นสายตาดุรอบสองส่งมาจากแอล


(ต่อ)


“ให้มันกลับมาก่อนเหอะ” แอลพูดขึ้น เพราะก็อีกตั้งสี่เดือนกว่าเจ้าตัวจะกลับมา


“พูดแบบนี้แสดงว่าผ่านคุณพ่อแล้ว? ทำไมครั้งนี้ผ่านง่ายจัง” คุณพ่อในที่นี้ก็แอลนี่แหละ ไม่ใช่ใครที่ไหน


“ไม่ได้หมายถึงแบบนั้น มันก็แล้วแต่เจ้าตัวไหมจริงๆ”


“โถ่ เดี๋ยวเอาเข้าจริงก็ไม่ยอมให้รุ่นน้องกูชัวร์ . . . ใช่ไหมธันวา” เลย์บ่นออกมาเหมือนรู้ดีว่าถ้าถึงตอนนั้นที่แทนธารกลับมาแอลก็ต้องกันท่าอยู่เรื่อย เลยหันมาถามตัวผมแทน


“ก็ให้เค้า . . . กลับมาก่อนไหม” ผมพูอย่างเลี่ยงๆ เพราะก็ไม่อยากปักใจแล้วก็ไม่อยากใช้เขาเป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจตัวเองด้วย


“ยอมเหรอวะ แล้วพ่อทูนหัวล่ะ” ก็ถึงบอกไงว่าไม่อยากให้เขาเข้ามาในชีวิตในช่วงนี้ แต่ถ้าผมจะเปิดใจสักหน่อยแบบนี้จะเป็นการทำร้ายเขาหรือเปล่า เพราะถ้าทำให้เขารู้สึกแบบที่ตัวเองกำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ ผมไม่ให้เขาเข้ามาดีกว่า


“ก็ . . ก็ต้องรอดูกันไป . . แบบนี้ถูกไหม แอล” ผมพูดขึ้นพลางถามแอลเพื่อความแน่ใจ เพราะตอนนี้ไม่รู้แล้วว่าตัวเองต้องทำยังไง คุณพีทเข้ามาปั่นป่วนในความคิดไปหมด ไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่าจะต้องเปิดใจรับคนใหม่อย่างแทนธารเข้ามาดีไหม เพราะในทุกๆครั้งที่มีผู้ชายเข้ามาก็จะมีแอลเป็นคนช่วยกรองก่อนตลอดอยู่เสมอๆ


“.​ . . ถูกครับคนเก่ง” และแค่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากแอลก็ทำให้ผมใจชื้นขึ้นมานิดๆไม่ได้


“แทนได้ยินคงดีใจแย่” เลย์พูดขึ้นก่อนจะก้มลงพิมพ์ต่อ


เอาเข้าจริง เพราะมันก็อีกตั้งสี่เดือนกว่ารุ่นน้องเลย์จะกลับมา กว่าจะถึงตอนนั้น ถ้าเราทั้งสอง ระหว่างคุณพีทและตัวผม ถ้าระหว่างเรามันยังคงไม่ดีขึ้น มันก็เหมือนเป็นสัญญาณที่บอกแล้วว่าตัวเรานั้นคงจะไม่มีความสุขในความสัมพันธ์นี้ ทั้งๆที่จริงๆแล้วความสุขของผมก็คือแค่การยอมรับและการยินยอมของคุณพีท แต่นั่นเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยเท่านั้นเอง


อีกครึ่งปีข้างหน้า ผมอาจจะเสียโอกาสนี้ไป

อีกครึ่งปีข้างหน้า ผมอาจจะมีความสุขที่สุด

แต่ทำไมทุกอย่างถึงต้องขึ้นอยู่กับคุณพีทคนเดียวเลยนะ




ผม แอล และเลย์ เราทั้งสามคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งคืนถึงแม้ว่าตอนแรกเลย์จะอิดออดอยากกลับบ้านไปเล่นเกมส์ แต่เมื่อแอลที่เป็นคนมาส่งเลือกที่จะนอนที่หอผม แผนการเล่นเกมเย็นนี้ก็ต้องพับเก็บทันที แอลกับเลย์นอนค้างที่หอผมทั้งๆที่ไม่มีที่ให้นอนด้วยซ้ำ เลย์อาสานอนบนพื้นในขณะที่แอลกับผมนอนเบียดกันบนเตียง ตื่นเช้ามาเราทั้งคู่ต่างตื่นมาด้วยความปวดเมื่อย เลย์ก็คงไม่แพ้กันแต่จะสู้แอลคงไม่ได้จริงๆเพราะผมนอนทับเกือบทั้งคืนเลย


เช้ามาก็ไม่มีแม้แต่การติดต่อมาจากคุณพีท ไม่มีสายเรียกเข้า ไม่มีข้อความ เพราะจริงๆเราก็ไม่เคยส่งข้อความหากันเลยสักครั้ง ผมพยายามเลิกคิดมาก อาบน้ำแต่งตัวทำธุระให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่เราทั้งสามคนจึงเดินทางไปมหาลัยพร้อมกันโดยที่แอลขับรถไปส่งผมที่คณะก่อนที่จะขับไปส่งเลย์ต่อ


ใต้คณะยังคงคึกคักเหมือนเดิม ยังเห็นวีวี่โหวกเหวกโวยวายเสียดังอยู่คนเดียวในเวลาแบบนี้ การเริ่มเรียนชั้นปีที่สี่ที่ผ่านมาแล้วเกือบครึ่งเทอมที่ไม่ได้มีเครดิตให้เก็บเยอะเท่าเดิมไม่ได้ทำให้ธันวาเครียดเท่ากับปีที่ผ่านๆมา เหมือนๆกับเพื่อนๆที่กำลังนั่งคุยกันทั้งๆที่ใกล้จะถึงเวลาเรียนแล้ว


ตอนนี้เป็นเวลา 10 นาฬิกา และผมกำลังคิดว่าคุณพีทได้กินข้าวเช้า นอกจากกาแฟบ้างหรือยัง จะตื่นหรือยังหรือจะได้นอนหรือยัง คิดไม่ตกเลยว่าควรจะโทรไปหาเขาไหม หรือว่าโทรไปหาคุณโอ หรือว่าแมสเสจไปดี ก้มๆเงยๆอยู่ระหว่างโทรศัพท์กับสไลด์อาจารย์ที่เปลี่ยนไปแล้วหลายหน้า จนในที่สุดก็กดเข้าแอพพลิเคชั่นเพื่อจะส่งข้อความไปหาคุณโอแทนเพราะเชื่อว่าน่าจะได้ข้อความตอบรับเร็วกว่า 


เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็ไม่ลังเลที่จะพิมพ์คำถามที่อยากรู้ลงไปก่อนที่จะกดส่งในเวลาต่อมา เมื่อเห็นว่าข้อความถูกส่งไปแล้วเรียบร้อย ผมก็กดล็อคหน้าจอก่อนจะตั้งใจเรียนอีกครั้ง

แต่หลังจากจดไปได้สามสี่สไลด์ แรงสั่นของโทรศัพท์เมื่อข้อความเข้าก็ดึงความสนใจผมไปทันที ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อคหน้าจอ ข้อความตอบกลับจากเลขาโอเรียกได้ว่าทำให้ผมยิ้มออกมาได้หน่อยๆ


สวัสดีครับคุณโอ ผมธันวานะครับ

อยากรบกวนคุณโอถามนิดนึงว่าคุณพีทกินข้าวเช้าเรียบร้อยยังครับ


เรียบร้อยตั้งแต่ 9โมงแล้วครับ

แล้วเดี๋ยววันนี้ให้คุณตูนออกไปรับที่คณะนะครับคุณพีทฝากบอกมา


คุณพีทรู้เหรอครับว่าผมถาม

ทราบครับ


หลังจากรอเครื่องหมายพิมพ์อยู่หายไปเท่านั้นแหละ คำตอบที่ขึ้นโชว์ก็ทำให้ผมอดที่จะรู้สึกเขินไม่ได้ ไม่ได้ทันคิดเลยว่าคุณพีทจะรู้เรื่องที่ถามหรือเปล่า จริงๆรู้ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าก็นั่นแหละ รู้แล้วก็แล้วไป ผมออกจากโปรแกรมแชททันทีเพราะไม่อยากฟุ้งซ่านก่อนจะจดจ่อกับสไลด์ตรงหน้าต่อ


อาจารย์ในคาบค้างสไลด์หน้าเดิมไว้นานกว่าที่คิดเมื่อเริ่มสนใจเรื่องการพูดถึงที่ทำงานมากขึ้น อาจจะเพราะอยากให้ลูกศิษย์ปีสี่อย่างเราๆได้ดี และเมื่ออาจารย์พูดว่าให้เริ่มเขียนใบสมัครได้แล้ว ด้วยผมในฐานะที่เป็นนักเรียนทุนของชั้นปีก็ต้องเริ่มเล็งไว้แล้วเหมือนกันว่าจะทำที่ไหน รุ่นพี่ชอบบอกกันต่อๆมาว่าจะมีบริษัทใหญ่ๆมาดึงตัวไปยิ่งเมื่อเป็นเด็กทุน ตอนแรกๆก็ไม่ได้เชื่อหรอก แต่เมื่อครูที่ปรึกษาเรียกผมเข้าไปคุยหลังจากที่คลาสจบลง ผมก็คิดว่ามันอาจจะเป็นจริงก็ได้ข่าวลือที่พี่ๆว่ากันมา




ผมเดินลงมาจากตึกเพื่อมาหาวีวี่กับธามที่ๆทั้งสองบอกว่าจะนั่งรอใต้คณะ และมันก็เป็นปกติที่ทั้งคู่จะยิงคำถามถามมาหลังจากที่ผมเดินเข้าไปหา


“จารย์เรียกไปคุยเรื่องไรวะ” ธามถามขึ้นเมื่อผมนั่งลงตรงข้ามเจ้าตัว


“ก็เรื่องทำงานอ่ะแหละ”


“บริษัทไหนล่ะ” และธามก็ถามขึ้นเหมือนรู้ใจ


“ก็ใน Big4 นั่นแหละ” ซึ่ง Big4 ในที่นี้หมายถึงบริษัทใหญ่ๆ 4 บริษัทที่เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีรายใหญ่ระดับโลก มีบริษัทลูกดำเนินธุรกิจอยู่ในไทย เป็นบริษัทที่เด็กจบใหม่หลายๆคนต่างก็อยากเข้าไปทำงาน และถึงแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้เรียนสายบัญชีมาโดยตรงแต่ว่าก็มีตำแน่งงาน consult ที่น่าสนใจเปิดรับอยู่


“ฮือออออออออ ดีอ่ะ แล้วมึงว่าไง” วีวี่ถามขึ้น


“ยังไม่แน่ใจเลย จริงๆเล็งไว้ของอีกที่ เดี๋ยวขอลองยื่นเอกสารฝึกงานก่อน” ไม่ได้หยิ่งนะ แต่ก็หาๆมาก่อนแล้วว่าอยากทำงานที่ไหน เพราะจริงๆบริษัทนั้นก็ดี ดีมากเลยแหละ แต่แค่มีอีกบริษัทที่อยากทำมากกว่า


“บริษัทที่ไปฝึกงาน คุณพีท?” ธามถามขึ้นเหมือนมานั่งอยู่ในใจ


“เปล่า คงไม่ทำที่นั้นหรอก” เพราะพูดกันตามตรง ไม่อยากทำเลยจริงๆ


“แล้วเค้าจะยอมมึงหรอ” วีวี่พูดขึ้นอย่างสบายๆ เพราะจริงๆผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลยด้วยซ้ำ


(ต่อ)


“ก็เดี๋ยวลองดูละกัน”


“ลองคุยไว้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวแปปๆขึ้นเทอมสองก็ต้องยื่นแล้ว” ธามพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นมาอีกหน่อย เพราะว่าส่วนใหญ่เขาก็เลือกๆกันตั้งแต่ฝึกงานแล้ว เผลอๆอาจจะเลือกตั้งแต่กำลังขึ้นปีสองก็ได้


“เดี๋ยวกลับไปคุยเนี่ยแหละ”


“ก็ลองดู พวกกูก็ยังดูๆอยู่ พอจารย์พูดวันนี้กูเริ่มคิดเลย” วีวี่พูดขึ้น คงเพราะปกติมันไม่ค่อยคิดอะไรจริงจังเท่าไหร่ อาจจะไม่มีเวลาด้วยซ้ำเพราะมัวแต่วิ่งวุ่นทำกิจกรรมนู่นนี่ เด็กกิจกรรมตัวยงเลย


“ไว้คุยกันอีกทีหลังสอบมิดเทอมละกัน จะสอบอยู่แล้ว”


“ได้ ไว้ว่ากัน เดี๋ยวต้องไปแล้วเนี่ย” ผมพูดขึ้นเมื่อมองออกไปนอกคณะแล้วเห็นรถคุ้นตาเข้ามาจอดเทียบฟุตบาต


“จ้าาาาา เจอกันพรุ่งนี้เช้า อย่ามาสายล่ะ”


“ไม่สายแล้ววววว ไปละมึง” ผมพูดตัดบท สะพายกระเป๋าขึ้นไหล่ก่อนจะวิ่งไปยังหน้าคณะเพื่อขึ้นรถคันคุ้นตา


คุณพีท’s Part:

“ไง แมวเหมียว” เขาพูดขึ้นเมื่อรถคันหรูได้ออกตัวเรียบร้อย หันไปมองคนข้างๆตัวที่อยู่ในชุดนักศึกษาพอดีตัวสีขาวถูกระเบียบที่ตอนนี้กำลังจัดแจงท่านั่งตัวเองให้เรียบร้อยด้วยเพราะเอกสารสองสามอย่างที่ผมวางทิ้งไว้บนเบาะข้างตัว คนตัวเล็กจึงต้องกอบโกยเอกสารทั้งหมดมาไว้แนบอกแทน ธันวาหันมาสบตาผมแวบเดียวเหมือนหมดหนทางว่าจะทำยังไง


“…”


“เอาไว้หน้ารถ” เขาพูดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้คนข้างๆทำตาม เจ้าตัวจึงโน้มตัวไปด้านหน้าเพื่อวางเอกสารทั้งหมดไว้บนเบาะข้างๆเลขา


“จะไม่ทักทายกันหน่อยหรอ” เขาพูดขึ้นมาอีกรอบเมื่อเห็นว่าเจ้าตัวยังคงไม่สนใจอะไรนอกจากการจัดเอกสารหน้ารถให้เป็นระเบียบ 


แต่เมื่อคนตัวเล็กได้ยินดังนั้นก็หันหน้ามา ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาพลางกดจูบหนักๆลงบนริมฝีปากผมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ริมฝีปากนิ่มที่ค้างอยู่ไม่ได้ผละออกไปไหน กลับกันที่มันยิ่งโน้มเข้าหากันเรื่อยๆ ทั้งริมฝีปาก ทั้งร่างกายทุกส่วน ตอนนี้เหมือนเราแนบชิด ใกล้ชิดกันไปหมด


ผมชอบรสจูบของธันวา ชอบท่าทางเงอะๆงะๆที่พยายามจูบตอบกลับทั้งๆที่ตัวเองจะหมดลมหายใจแล้ว ชอบที่มือนุ่มนิ่มทั้งสองไม่เคยหยุดนิ่ง ดันท้ายทอยของผมเข้าหาตลอดเหมือนว่าตัวเองจะแนบชิดกันมากกว่านี้ทั้งๆที่เราแทบจะหลอมเป็นร่างเดียวอยู่แล้ว ชอบที่เจ้าตัวแอ่นตัวให้สัมผัสอย่างไม่หวงตัว


ผมชอบรูปร่างของธันวา ชอบก้นกลมสองข้างที่แม้ว่าจะอยู่ใต้ร่มผ้าก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกแตกต่างกับเวลาอยู่บนเตียง ชอบเอวคอดที่จับพอดีมือ ชอบลำคอระหงของธันวาจนเผลอคิดหลายๆครั้งไม่ได้ว่าถ้าธันวาต้องทำเรื่องแบบนั้นให้มันจะมีความสุขแค่ไหน


“ฮ-ฮะ ทักทายรุนแรงจังครับ” คนตรงหน้าพูด ปากเจ่อๆฉ่ำน้ำเอ่ยเสียงเจื้อแจ้วตรงหน้า มือทั้งสองข้างนวดท้ายทอยของผมให้ไม่ห่าง


“อยากรุนแรงมากกว่านี้อีก” ผมพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบสนิท


“..เราไม่พูดเรื่องนี้ตอนนี้ดีกว่า”


“…”


“ไว้พูดตอนอยู่บนเตียงดีกว่าครับแด๊ดดี้” เจ้าเด็กดื้อพูดพลางโน้มตัวเข้ามาใกล้ ริมฝีปากบางเฉี่ยวโดนใบหูเล็กน้อยยามขยับพูด ทำให้อยากจะจับมัดไว้กับหัวเตียง ขบริมฝีปากนั้นจนห้อเลือดให้คนตัวเล็กขัดขืนไม่ได้


“พูดแล้วนะ”


“เคยผิดสัญญาแด๊ดที่ไหน เป็นเด็กดีจะตาย”


“แล้วคืนนี้ตามใจแด๊ดได้ไหม”


“…?”


“หนูชอบเนคไทเส้นนี้ไหมธันวา” ประโยคที่พูดขึ้นเรียกความสนใจจากแมวเหมียวได้เป็นอย่างดี หน้าตาใสซื่อนั่นแสดงสีหน้าตกใจมากเป็นพิเศษ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งเหมือนเดิม คาดว่าคนตัวเล็กของเขาจะรู้ว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันอยู่


“…ก็ . . ก็ชอบครับแด๊ด”


“คืนนี้ เธออาจจะอยากทำความรู้จักกับมันไว้สักหน่อย” เขาพูดขึ้น มองไปยังคนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนตักตัวเองพลางเล่นเนกไทลายทางที่วันนี้เขาใส่ไปเพื่อคุยกับลูกค้า คิดว่าเด็กน้อยคงรู้แหละว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันถึงได้ไม่กล้าสบตาแบบนี้




หลังจากที่บทสนทนาข้างต้นจบลง รถก็ตกอยู่ในความเงียบ ธันวากลับไปนั่งเบาะฝั่งตัวเองในขณะที่ผมเลือกที่จะพักสายตาด้วยการหลับตาลง แต่ผ่านไปไม่นานรถที่เคยแล่นอยู่ก็หยุดลง บ่งบอกว่าเราได้มาถึงที่หมายกันแล้ว และเมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นแต่ธันวาที่นั่งจ้องมาตาแป๋ว


“คุณเต้ออกไปแล้วครับ”


“อืม” ผมครางตอบรับเพราะมันเป็นเรื่องปกติทุกครั้งที่ส่วนมากเวลามีคนนั่งมาด้วย เลขาเต้จะออกไปรอข้างนอกเสมอเผื่อผมมีเรื่องต้องคุยเป็นการส่วนตัวกับผู้โดยสาร


“แด๊ดดี้”


“ครับคนเก่ง”


“วาขอเนคไทไว้ก่อนได้เปล่า”


“เส้นนี้หรอ”


“ครับ”


“เดี๋ยวคืนนี้ก็ได้ใช้แล้ว”


“วาแค่ . . อยากเก็บไว้ก่อน” ดูจากท่าทาง การพูด สายตาก็รู้แล้วว่าเจ้าเด็กดื้อต้องคิดอะไรไว้ในใจแน่นอน อย่างเช่นจะเอาเรื่องอื่นมาอ้าง ทำนู่นทำนี่ หาข้อแลกเปลี่ยนมาเสนอ แต่แมวเหมียวก็คือแมวเหมียววันยันค่ำ สัญญาต้องเป็นสัญญา แลกอะไรนิดหน่อยคงไม่เป็นอะไร


“…”


“…”


“ถอดไปสิ” ผมพูดโดยที่ไม่ได้ถามถึงเหตุผลว่าอะไร เห็นแมวเหมียวยิ้มน้อยๆอย่างดีใจก็คิดไว้ว่าครั้งนี้จะยอมแมวเหมียวไปก่อน เพราะอย่างไรเจ้าตัวดื้อก็หนีไม่พ้นคืนนี้แน่นอน


เราทั้งสองลงจากรถ เดินไปยังลิฟท์ส่วนตัวก่อนจะขึ้นไปยังชั้นที่สร้างไว้เพื่อการพักพ่อน เราทั้งสองคนเดินเข้ามาวางของในบริเวณห้องนั่งเล่น


“เสื้อนักศึกษาเธออยู่ในตู้แล้ว ฉันให้คนเอามาใส่ให้”


“อ่ออ ขอบคุณครับ”


“ตู้เดิม ตู้ด้านขวานะ” เพราะคิดว่าอาจจะนานแล้วที่ธันวาไม่ได้ใช้ตู้ดังกล่าว ใช้ก็แค่ชุดนอนที่แขวนรวมอยู่อีกฝั่งและเสื้อนักศึกษาที่อยู่คนละตู้กับเสื้อผ้าปกติ เอาเข้าจริงธันวาแทนจะไม่ได้เลือกชุดในแต่ละวันเองด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเจ้าตัวที่ต้องใส่ตามที่เขาต้องการ ไม่ก็เป็นชุดออกงานที่สั่งทำพิเศษอยู่แล้ว 


“…”


“ฉันทำงานอยู่ที่ห้อง เดี๋ยวอาหารเย็นจะตั้งตอน 6โมงครึ่ง” ก็มีเวลาอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาดังกล่าว อย่างน้อยก็ควรจะเคลียร์งานที่แพลนว่าจะทำคืนนี้สักนิด


“เดี๋ยวผมขออาบน้ำก่อน”


“โอเค . . แล้วเจอกันที่ห้องอาหาร” เจ้าคนตัวเล็กพยักหน้ารับคำก่อนจะหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ตรงกลางห้องแต่งตัวเพื่อเดินเชื่อมไปยังห้องอาบน้ำ




อาหารเย็นสไตล์อิตาเลี่ยนทุกวันจันทร์เป็นรสชาติที่เรียกได้ว่าคุ้นชิน ไม่แน่ใจว่าคนตรงข้ามจะชินกับตารางอาหารแบบนี้หรือยัง หรืออาจจะเป็นเพราะรสชาติของไวน์ที่ไม่ถูกปากเจ้าตัว แตกต่างกลับเขาที่หมุนวนแก้วก่อนจะยกขึ้นกระดก


“ไม่ชอบไวน์วันนี้เหรอ” เขาเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นคนตัวเล็กยกขึ้นจิบเล็กน้อยหลังจากกินไปได้แล้วเกินครึ่งจาน


“เปล่าครับ”


“…”


“แค่ไม่ค่อยชินเท่าไหร่”


“เดี๋ยวเราก็ชินไปเอง” เพราะว่าไวน์จะต้องกินทุกเย็นของมื้ออาหารในวันจันทร์ เป็นเรื่องที่เขาชินชาและติดไปแล้วเรียบร้อย ชอบเวลาที่รสสัมผัสติดอยู่บนปลายลิ้น ชอบเวลาจูบเมื่อรมหายใจของเราเป็นกลิ่นเดียวกัน เป็นกลิ่นไวน์ราคาแพงที่ชอบ


ธันวาวางแก้วลงก่อนจะเริ่มกินต่อ


“ปกติไม่ค่อยได้กินเหรอ”


“ครับ ไม่ค่อยได้กินพวกแบบนี้เท่าไหร่” เจ้าตัวคงจะหมายถึงไม่ค่อยได้กินไวน์ เพราะอาจจะยังไม่ถึงวัยที่จะติดแบบเขา เจ้าตัวคงจะคุ้นชินกับพวกเบียร์ เหล้า โซดา อะไรแบบนี้มากกว่า


“ฉันชอบแบบนี้มากกว่า มันหอมกว่า” เขาหมายถึงว่ารสสัมผัสที่ติดอยู่ในปากกับกลิ่นที่ติดอยู่กับคนที่ดื่ม กลิ่นไวน์หอมกว่าพวกเหล้าอยู่แล้ว


และการที่คนตัวเล็กยกแก้วไวน์ขึ้นจิบในเวลาต่อมาก็ถือเป็นการยั่วยวนไม่น้อย


และมันได้ผลซะด้วย แค่คิดว่าริมฝีปากนั่นจะมีรสชาติของไวน์โปรดกลั้วอยู่ตลอดเวลา แค่นี้ก็ไม่อยากผละริมฝีปากไปไหนซะแล้ว แต่อีกใจหนึ่งก็อยากได้ยินเสียงครางหวานๆจากริมฝีปากนั่นมากกว่า





100% แบบยังไม่ได้ตรวจคำผิดเหมือนเดิมมมม

แซ่บมั่ยแซ่บ โดนมั่ยโดน

ใครว่างๆเตรียมเลือดเลยก็ได้จ้าาา ใครใจบุญก็บริจาคได้ค่ะ

สามารถให้กำลังใจน้องน้อยของเราๆได้ที่ #DADDYของวา

ด้วยรัก จากไรท์เตอร์เองข่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น