ละอองพราว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 14 : รู้กันในใจ

ชื่อตอน : Chapter 14 : รู้กันในใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.6k

ความคิดเห็น : 44

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2561 19:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 14 : รู้กันในใจ
แบบอักษร

Chapter 14 : รู้กันในใจ

“เพ่ยเพ่ย เรื่องห้องเสื้อนี่ก็อยู่ตัวแล้ว แล้วเรื่องน้ำหอมของแกล่ะ?”

“ฉันขอพักไว้ก่อนนะจื้อเฉิง ตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะขยับขยายอะไร ขอเป็นลูกน้องแกไปก่อนนะ”  เพ่ยเพ่ยยิ้มให้เพื่อนชายใจสาว แล้วเดินเช็คเสื้อผ้าในร้านอย่างใจเย็น

“เฮ้อ ลูกน้องที่ไหน แกก็เป็นเจ้าของร้านอีกคน ส่วนเรื่องนั้นตามใจแก ว่าแต่เรื่อง...เพ่ยเพ่ย...”  จื้อเฉิงเรียกเพื่อนรักเบาๆ เมื่อเหลือบไปเห็นว่าใครกำลังเดินเข้ามาในร้าน...หยางฟานกับอวี่ถังกำลังเดินมาด้วยกัน

“เขาคงมีเรื่องจะคุยกับแก ฉันไปดีกว่า”  เมื่อหันไปเห็นว่าใครกำลังเดินมาทางนี้ เพ่ยเพ่ยก็รีบปลีกตัวหนี เห็นเขาเดินควงคู่มากับผู้หญิงคนอื่นแล้วจู่ๆใจมันก็กระตุกแปลกๆ...เธอรีบเดินหลบมาอีกโซนของร้านที่มีกระจกใสกั้นไว้ ทำทีเป็นดูเสื้อผ้าทั้งๆที่ใจไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้าเลยสักนิด

“คุณเพ่ยเพ่ยคะ มีคนมาขอพบค่ะ”  พนักงานในร้านเดินมาบอกเจ้านายสาว

“ใครเหรอ?”  เพ่ยเพ่ยหัวใจเต้นแรงแทบจะกระเด็นออกมาจากอก เหลือบไปมองที่โซฟาก็เห็นเพียงจื้อเฉิงกับอวี่ถังที่นั่งคุยกันอยู่ แล้วอีกคนหายไปไหน หรือว่า...

“บอกว่า...ชื่อ คุณแฟรงค์ค่ะ”  คำตอบของพนักงานทำให้ใจสาวสวยเริ่มกลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติ แต่ก็อดแปลกไม่ได้ ที่จู่ๆเพื่อนที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันมาพบเธอถึงที่นี่

“ขอบใจจ้ะ”  ถึงจะแปลกใจแต่ก็รีบเดินออกไปต้อนรับ ก็พบกับเพื่อนชายที่มากับผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งเธอคนนั้นยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ข้างหลังแฟรงค์

“แฟรงค์ ทำไมจะมาไม่โทรมาก่อนล่ะ มีอะไรรึเปล่า?”

“มีซิ ท่าจะงานช้างด้วยล่ะมั้งเพ่ยเพ่ย”  หนุ่มหล่อลูกครึ่งฮ่องกง - อังกฤษ พูดพลางกุมขมับ

“อะไรกัน?”

“ช่วยจับยัยเฉิ่มนี่แต่งตัวให้ดูดีกว่านี้หน่อย ดูซิ อย่างกับไดโนเสาร์ร้อยปีหลุดออกมาจากโลกที่แล้วอย่างนั้นแหละ”  ไม่พูดเปล่า ปรายตาไม่มองสาวสวยข้างกาย หารู้ไม่ว่าคนที่ถูกตำหนิทั้งโกรธทั้งน้อยใจที่ถูกฉีกหน้าต่อหน้าสาวสวยแบบนี้

“แฟรงค์ ทำไมไปพูดอย่างนั้นล่ะ?...ว่าแต่นี่ ผู้หญิงคนนี้...”

“เลขาที่พ่อหามาให้แฟรงค์น่ะ ถ้าไม่ติดว่าทำงานเก่งนะ...ไล่ออกไปแล้ว พาไปไหนด้วยแล้วอายเขาชะมัด”  

“พูดเกินไป...ว่าแต่ คุณชื่ออะไรคะ?”  หันไปถามสาวข้างกายเพื่อนชาย

“อันนาค่ะ”  เธออ้อมแอ้มตอบ ไม่กล้าสบตาเพ่ยเพ่ย

“คุณอันนา ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันเพ่ยเพ่ย...ว่าแต่ คุณสะดวกใจที่เปลี่ยนลุครึเปล่าคะ?”

“เป็นคำสั่งของเจ้านาย ยังไงฉันก็ต้องทำตามค่ะ”  

“โธ่ คุณอันนาเป็นตัวของตัวเองน่าจะมั่นใจมากกว่านะคะ”  เพ่ยเพ่ยพูดพลางมองทั้งสองคนไปมา ไม่อยากจะบังคับจับใครแปลงโฉมใหม่ จนไม่หลงเหลือความเป็นตัวเอง

“มันเป็นหน้าที่ค่ะ ฉันจะทำก็แค่เวลางานเท่านั้น”

“เฮ้อ เร็วเข้าเถอะ อีกชั่วโมงกว่าๆ แฟรงค์ต้องเข้าประชุมแล้ว...อ่อ งบไม่อั้น ทำยังไงก็ได้ให้ยัยเฉิ่มนี่กลายเป็นสาวยุคใหม่กับเขาสักที”  

“โอเคๆ งั้นไปนั่งรอเลยค่ะคุณผู้ชาย”  พูดจบก็พาเลขาสาวไปแปลงโฉม โดยมีพนักงานช่วยอีกหนึ่งคน คอยช่วยเรื่องแต่งเติมหน้าและทรงผม เพราะหากจะพาไปร้านทำผมตอนนี้ เห็นทีจะไม่ทัน แล้วอีกอย่างอันนาก็ไม่ได้ต้องเติมแต่งอะไรมาก เธอมีความสวยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ชอบแต่งตัวตามเทรนด์ และไม่แต่งหน้าเลยสักนิด 

“คุณอันนาถูกใจมั้ยคะ?”  ถามลูกค้าวีไอพีพร้อมกับพาเธอเดินไปส่องกระจก

“คุณเพ่ยเพ่ยเก่งจังเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ”  

“คุณอันนาสวยอยู่แล้วต่างหาก ชุดพวกนี้มันก็แค่เครื่องประดับความสวยเฉยๆ”  

“ยังไงก็ต้องขอบคุณค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะตกงานได้”

“โธ่ แฟรงค์ไม่ไล่คุณอันนาออกหรอกค่ะ เขาก็บอกอยู่ว่าคุณอันนาทำงานเก่ง แล้วอีกอย่างก็สวยด้วย ครบเครื่องเลขาคนสวยและเก่งแบบนี้เจ้านายที่ไหนจะปล่อยให้หลุดมือไป จริงมั้ยคะ?”

“เอ่อ…”  

“ไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวคุณชายแฟรงค์รอนานจะบ่นเอาอีก”  เมื่อเห็นว่าเลขาของเพื่อนทำหน้าไม่ถูก ก็รีบตัดบทแล้วพามาหาแฟรงค์

“เป็นไงแฟรงค์?”

“ก็ดี”  หนุ่มหล่อลูกครึ่งตอบสั้นๆ แต่ก็แอบไล่สายตามองไปยังเรือนร่าง และใบหน้าของเลขาคนสวย ที่เขาเคยต่อว่าว่าไดโนเสาร์ร้อยปี

“ขอบคุณมากนะเพ่ยเพ่ย เรื่องเงินแฟรงค์ขอยังไม่จ่ายนะ”

“อ้าว…”

“ขอติดไว้ก่อน จ่ายหลังจากดินเนอร์คืนนี้นะ เดี๋ยวไปรับ บาย”  ร่างสูงโปร่งรีบตัดบทแล้วรีบเดินออกไปจากร้าน เพ่ยเพ่ยพอจะรู้ว่าแฟรงค์คิดกับเธอเกินเลยกว่าเพื่อนมานานแล้ว แต่สาวสวยไม่ยอมเปิดใจให้ใครสักคน หนุ่มๆถึงได้กินแห้วกันเป็นแถวๆ

“หาที่เกาะใหม่ได้เร็วดีหนิ”  เสียงเข็มและแข็งกร้าวเอ่ยขึ้น หลังจากที่แฟรงค์ก้าวขาพ้นร้านไปได้ไม่กี่วินาที

“พูดอะไร?”  เพ่ยเพ่ยจำต้องหันหน้าไปคุยกับหยางฟาน ทีแรกเข้าใจว่าเขาไปแล้ว ที่ไหนได้ก็อยู่ในร้านนี่เอง

“ก็เธอไง ไม่มีพ่อคอยทำเงินให้ใช้ ก็หาผู้ชายให้มันเลี้ยงซินะ เข้าท่าดี”

“พูดผิดแล้ว อย่างฉันไม่จำเป็นต้องหา ผู้ชายเขาก็เข้ามาหาฉันเอง”  ตอกกลับไปด้วยอารมณ์โกรธและเสียใจที่เขาชอบพูดจาทำร้ายจิตใจและดูถูกเธอ

“เสแสร้งทำตัวหยิ่งจองหองที่แท้ก็ร่าน!”  

“ถึงจะร่าน แต่ก็เลือกว่าจะร่านกับใคร”   

“เพ่ยเพ่ย!”  สุดท้ายก็ทนไม่ไหว กระชากมือบางรั้งร่างระหงเข้ามาหาตัว ลากเธอมาหลบที่ด้านหลังโซนที่มีเสื้อผ้าแขวนเรียงรายหนาแน่น แต่นั่นก็ไม่รอดพ้นสายตาของพนักงานในร้านไปได้

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ อยากให้คุณอวี่ถังมาเห็นรึไง?”

“ถ้าเธอไปกับมันคืนนี้ เธอจะไม่ใช่ผู้หญิงของฉันอีกต่อไป”

“ฉันก็ไม่ได้อยากจะเป็น”  

“แน่ใจเหรอ?...ถ้าไม่มีฉันคุ้มหัว ไอ้เสี่ยบ้ากามนั่นรู้เข้า เธอได้เป็นเมียมันแน่ หรือคิดว่าไอ้หัวเหลืองนั่นมันจะปกป้องเธอได้?”  หยางฟานก้มไปถามเธอจนหน้าหล่อแทบจะชิดหน้าสวย

“ชีวิตฉันต่อจากนี้มันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน ไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีก ฉันไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงของนาย”  

“แต่อยากจะเป็นผู้หญิงของไอ้หัวเหลืองนั่นว่างั้น?!”

“เป็นของใครก็ได้...ที่ไม่ใช่นาย”  คนที่จ้องแต่จะแก้แค้นและเหยียบย่ำให้เธอต้องเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอพูดต่อในใจ แต่ก็ไม่อาจห้ามสายตาเจ็บปวดเอาไว้ได้ หยางฟานเองก็เจ็บในใจไม่ต่างกันที่เห็นว่าเธอเจ็บปวดขนาดไหนที่ตกเป็นของเขา

“เธอต้องการแบบนี้ใช่มั้ย?”  

“ใช่ นายอยากจะไปบอกไอ้เสี่ยนั่น ฉันก็คงห้ามอะไรไม่ได้...นายอยากจะทำอะไรก็ทำไปซิ เพราะชีวิตฉันตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรดีๆเหลืออยู่แล้ว นายทำมันพังไปแล้ว สมใจสักทีเถอะ ฉันเจ็บมามากพอแล้ว”  

“เธอเลือกเองนะเพ่ยเพ่ย ก็ได้…ถ้าเธอต้องการแบบนี้”  พูดจบก็สะบัดมือเล็กออกแล้วรีบเดินจากไป คนที่ถูกทำร้ายยืนน้ำตาคลอ พอหันไปเห็นสายตาของพนักงานที่แอบมองมาก็ทนไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องหนีกลับไปพักที่คอนโด

“ขอบคุณมากนะเพ่ยเพ่ยสำหรับเรื่องวันนี้ แล้วก็ขอบคุณที่ยอมมาดินเนอร์กับแฟรงค์”  หนุ่มหล่อลูกครึ่งจ้องสาวสวยไม่วางตา ในที่สุดสิ่งเขาเฝ้ารอมานานก็เป็นจริงไปหนึ่งขั้น เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะพยายามชวนเพ่ยเพ่ยออกมาดินเนอร์สองต่อสองยังไง เธอก็ไม่ยอมมา

“ไม่ต้องมาขอบคุณเลย ก็เล่นมัดมือชกกันแบบนี้ ยังไงก็ต้องมา...ขืนไม่มาก็ไม่ได้เงิน โดนยัยจื้อเฉิงจอมงกบ่นหูชาน่ะซิ”  

“ฮ่าๆๆ พูดแบบนี้แฟรงค์รู้สึกผิดเลยนะเนี่ย”

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี ทานข้าวเสร็จแล้วรีบจ่ายเงินมาเลย”  แกล้งพูดกดดัน รู้ดีกว่าแฟรงค์ไม่ใช่คนผิดคำพูด

“เดี๋ยวจ่ายให้แน่นอน แล้วจะหาลูกค้าเพิ่มให้ด้วย...โอเคมั้ยครับ?”

“แบบนี้โอเคเลย”  พูดจบก็ยิ้มร่า หารู้ไม่ว่ารอยยิ้มหวานๆนั้นทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าใจแทบละลาย...แต่หนุ่มหล่ออีกคนที่นั่งหลบมุมอยู่แทบจะบ้าตาย ทั้งโมโหทั้งโกรธทั้งหงุดหงิด จนต้องซดเหล้า ข่มอารมณ์โกรธนั้นไว้...นี่ขนาดไม่ได้ยินว่าทั้งคู่คุยอะไรกันถึงได้หัวเราะต่อกระซิกกัน ยังแทบจะบ้าตาย

“แต่ว่า ลูกค้าหนึ่งคนต่อดินเนอร์ครั้งหรือไม่ก็ดูหนังหนึ่งเรื่อง”

“แบบนี้ไม่โอเค”  รีบเอ่ยแทรกทันที

“โธ่ เพ่ยเพ่ย เมื่อไหร่จะเปิดโอกาสให้แฟรงค์สักที รอนานจนจะแก่ตายอยู่แล้วเนี่ย”

“ก็ไม่ได้บอกให้รอสักหน่อย...แฟรงค์ หล่อเลือกได้ขนาดนี้ ไม่ต้องมารอคนอย่างเพ่ยเพ่ยหรอก เสียเวลาเปล่า”  เพราะเธอไม่ได้มีค่าอะไรแล้ว ยิ่งสำหรับผู้ชายอย่างแฟรงค์ เธอยิ่งดูไม่มีค่า

“คนสวยใจร้าย”  ย่นจมูกใส่เธอแล้วยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ

“พูดจริงๆนะแฟรงค์”  

“ไม่ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหน แฟรงค์ก็จะรอ...รอจนกว่า เพ่ยเพ่ยจะมีใคร”  หนุ่มลูกครึ่งพูดด้วยน้ำเสียงและแววตาจริงจัง แถมยังไม่พูดเปล่า ยังเลื่อนมือไปกุมมือบางไว้ด้วย เพ่ยเพ่ยอยากจะดึงมือกลับ เพราะติดนิสัยไม่ชอบให้ใครถูกเนื้อต้องตัว แต่เห็นแววตาเศร้าที่แฝงมาด้วยความอ่อนโยนนั้น ทำให้เธอไม่กล้าที่จะทำแบบนั้น

“แฟรงค์ เพ่ยเพ่ยว่า...”

“เพ่ยเพ่ยไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ไม่ว่ายังไงแฟรงค์ก็จะรอ”  

ผลัวะ!!!  สิ้นเสียงนั้นแฟรงค์ก็กระเด็นตกเก้าอี้ไปอย่างตั้งตัวไม่ทัน โดยฝีมือของมาเฟียหนุ่มเลือดร้อนหน้าหล่ออย่างหยางฟาน

“ไปรอเมียกูในนรกก่อนมั้ย?!”  ไม่พูดเปล่า หนุ่มมาเฟียยังกระชากปืนออกมาจ่อร่างที่ล้มไปกองที่พื้น

“หยางฟาน! อย่านะ!!!”  เพ่ยเพ่ยรีบลุกขึ้นไปขวางไว้ ลูกค้าในร้านก็เริ่มแตกตื่น บ้างก็รีบวิ่งออกจากร้าน บ้างก็มุดตัวลงไปใต้โต๊ะ 

“หลบไปเลยยัยตัวดี กล้านักที่มานั่งกินข้าวกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่ผัวสองต่อสองแบบนี้”  

“หมายความว่าไง?!”  แฟรงค์ลุกขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินที่หยางฟานพูด ครั้งแรกก็บอกว่าเพ่ยเพ่ยเป็นเมีย ครั้งที่สองยังพูดอีกว่าเป็นอะไรกับเพ่ยเพ่ย แบบนี้เขาไม่ได้หูฟาดแน่ๆ

“ก็หมายความว่ามึงกำลังสะเออะมายุ่งกับเมียกูไง อยากโดนลูกปืนเจาะกระโหลกใช่มั้ย?!”

“ฉันไม่ใช่เมียนาย หยุดพูดและหยุดวางอำนาจได้แล้ว...ออกไปซะ!!!” 

“ฉันจะไปก็ต่อเมื่อได้ระเบิดหัวไอ้เวรนี่ซะก่อน”

“นายไม่มีสิทธิ์มายิงใครตามใจตัวเองแบบนี้...และช่วยทำตามที่พูดด้วย อย่ามายุ่งกับฉันอีก”  เพ่ยเพ่ยย้ำในสิ่งที่เขาบอกกับเธอ ไม่ทันจะข้ามวันเลยด้วยซ้ำ

“ไม่สนเว้ย!”

“หยางฟาน!”  

“ถ้าไม่อยากให้ฉันฆ่ามัน ก็มานี่”  พูดจบก็กระชากพาร่างระหงออกมาจากร้าน แล้วพาขึ้นรถมาด้วยกัน ปล่อยให้แฟรงค์และคนในร้านยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น 

“ไม่ต้องกลับบ้าน ไปคอนโดฉัน”  หยางฟานกระแทกเสียงบอกคนรถ

“ไหนบอกว่าจะไม่มายุ่งกับฉันอีก?...เราตกลงกันแล้วหนิ”

“ก็จะยุ่ง ทำไมมีปัญหาอะไร?!”  เมื่อตอบคำถามเธอไม่ได้ก็พาลไปเรื่อย ทั้งๆที่บอกกับเธอไปเมื่อช่วงกลางวันว่าจะไม่ยุ่งกับเธออีกแล้ว แต่เขาก็ทำไม่ได้ พอคิดว่าเธอจะไปกับผู้ชายคนอื่น คนเป็นสามีทางพฤตินัยก็ไม่ยอมนิ่งเฉย แอบตามเธอมาตั้งแต่ออกจากคอนโด

“ไอ้คนบ้า! ทำอะไรบ้าๆ ถ้าเกิดว่าแฟรงค์เป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง?!”

“ก็ทำศพไง”  

“คิดว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนถึงจะทำอะไรก็ได้น่ะ?!”

“เป็นผัวเธอไง มีสิทธิ์จะฆ่าไอ้ผู้ชายหน้าไหนก็ได้ที่กล้าเข้ามายุ่งกับเธอ” คำพูดห่ามๆของพ่อหนุ่มมาเฟียทำเอาคนฟังหน้าแดงซ่าน ไม่รู้เป็นอะไร จู่ๆเธอก็พูดไม่ออก ทั้งๆที่เมื่อครู่โกรธเขาจนเลือดขึ้นหน้า อยากจะพ่นไฟใส่เขาอยู่แล้วถ้าเธอทำได้

“ขับให้มันเร็วๆหน่อย จะถึงมั้ยวันนี้น่ะ!?”  หยางฟานหันไปสั่งลูกน้องอย่างหงุดหงิด รู้ตัวอีกทีก็ปล่อยให้อารมณ์โกรธครอบงำจนหลุดมาดไปมากโข เลยต้องโมโหกลบเกลื่อนไว้ก่อน

“ครับนาย”  สิ้นเสียงคนรถ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นอีก จนกระทั่งมาถึงคอนโดของหยางฟาน เพ่ยเพ่ยรู้ดีว่าต้องมากับเขา เพราะขืนขัดใจคนอารมณ์ร้อนตอนนี้ ดีไม่ดีเขาอาจจะย้อนกลับไปทำร้ายแฟรงค์อีก

“ทำไมถึงไม่ยอมทำตามที่พูด?”  พอนั่งลงบนโซฟาก็ถามเขาทันที

“พูดอะไร?”

“ก็ที่บอกว่าจะไม่มายุ่งด้วยแล้ว”  

“พูดเหรอ?”  ย้อนถามหน้ามึน แล้วรั้งร่างแน่งน้อยขึ้นมานั่งบนตัก ก้มหน้าลงหอมแก้มนวลฟอดใหญ่

“ฮื้อ! เหม็นเหล้า”  เธอเบี่ยงหน้าหลบ รีบยกมือดันหน้าหล่อๆออกไป ทำเอาคนถูกต่อว่าถึงกับเสียเซลฟ์ ต้องล้วงกระเป๋าสูทหยิบหมากฝรั่งออกมาเคี้ยวแล้วก้มไปหอมแก้มเมียคนสวยอีกครั้ง

“หอมรึยัง?”  ไม่ถามเปล่า กดจูบลงที่แก้มป่องย้ำไปย้ำมา

“เหม็น เหม็นทั้งเหล้าทั้งบุหรี่...ออกไปห่างๆเลยนะ”  

“ไม่ต้องมาไล่”

“ทำไมถึงชอบทำตัวไม่ดี? นิสัยไม่ดีแล้วยังกินเหล้าสูบบุหรี่ แล้วยัง...”

“ฉันนี่มันไม่มีอะไรดีเลยซินะ”  พูดเสียงเบา ละจากใบหน้าสวยหวานมาเอนหลังพิงโซฟา แต่ก็ยังคงกอดเอวคอดของคนบนตักไว้ไม่ห่าง

“ก็รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ดี แล้วทำไมถึงยังทำอีก?”

“เฮ้อ”  ถอนหายใจแล้วหลับตานิ่ง เพ่ยเพ่ยเอี้ยวตัวไปมองเขา ที่ไม่เหลือคราบมาเฟียจอมเกรี้ยวกราดเลยสักนิด

“ทำไมถึงมาเป็นมาเฟียได้ล่ะ?”  ในที่สุดก็ถามในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้มานาน

“จะรู้ไปทำไม?”  

“ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ ไม่ต้องมากวน”  สะบัดหน้าหนี นั่งกอดอกด้วยความโมโห

“รู้แค่ว่าไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ก็พอ...ไม่ได้อยากจะเป็นแบบนี้นักหรอก”  ตอบทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่อย่างนั้น หยางฟานรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้อยู่ใกล้เธอ ได้กอดเธอ ได้กลิ่นหอมๆจากตัวเธอ

“แล้ว…เลิกเป็นไม่ได้เหรอ? เลิกเป็นมาเฟีย เลิกเป็นคนใจร้ายได้มั้ย?”  หันไปถามเขาอีกครั้ง

“หืม?…ใจร้าย หมายถึง...”  หยางฟานลืมตาขึ้นมองเธออีกครั้ง

“ฉัน เอ่อ ฉันหมายถึง...เลิกใจร้าย ไล่ยิ่งคนนั้นคนนี้สักทีจะได้มั้ย?”  รีบเปลี่ยนประเด็นเมืื่อรู้ตัวว่าเผลอพูดความรู้สึกในใจออกมามากเกินไป

“ถ้ามันมายุ่งกับเมียฉัน ฉันก็เลิกไม่ได้หรอก”

“เลิกพูดว่าฉันเป็นเมียนายได้แล้ว นายก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ นายเห็นฉันเป็นแค่นางบำเรอ”

“เลิกปฏิเสธได้แล้ว ก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ ใครที่ไหนจะบ้าตามหึงตามหวงนางบำเรอจนถึงขั้นไล่ยิ่งคนอื่นเขาไปทั่วแบบนี้”  


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น